โศกนาฏกรรม “บิ๊กคลัง” บทเรียนที่ไม่เคยจดจำ


เป็น อีกครั้งหนึ่งที่กระทรวงการคลังต้องสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ เมื่อวันที่ 13 มกราคม ว่านายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร มีความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และยังมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการกรณีการแต่งตั้งรองอธิบดีกรมสรรพากรไม่ชอบด้วย กฎหมายเมื่อปี 2545

นอกจากนั้น ยังมีอดีตข้าราชการระดับสูงกระทรวงการคลังอีก 2 คน มีความผิดทางอาญาในกรณีเดียวกันประกอบด้วย นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง นายสมหมาย ภาษี อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง (ยังไม่รวมคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ อดีตเลขาธิการ ก.พ. ที่ผิดวินัยร้ายแรงและอดีตข้าราชการ ก.พ. อีก 2 คน ที่โดนคดีอาญา)

สำหรับกรณีของนายศุภรัตน์นั้น ต้องถือว่า อาการหนักที่สุดเพราะต้องเจอลงโทษถึง 2 เด้งเพราะยังรับราชการอยู่

เด้ง แรก กรณีการลงโทษทางวินัย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กำหนดให้ผู้บังคับบัญชา (อ.ก.พ.กระทรวง) พิจารณาโทษวินัยภายใน 30 วันตามฐานความผิดที่ ป.ป.ช.มีมติและให้ผู้บังคับบัญชาส่งสำเนาคำสั่งลงโทษไปยัง ป.ป.ช.ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ออกคำสั่ง (มาตรา 92-93)

ทั้งนี้ ฐานความผิดที่ ป.ป.ช.ลงมติคือ ผิดวินัยร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการซึ่งมีโทษ 2 สถานได้แก่ ปลดออก (มีบำเหน็จบำนาญ) และไล่ออก (ไม่มีบำเหน็จบำนาญ)

แต่ ครม.เคยมีมติกำหนดว่า ถ้าเป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ต้องไล่ออกสถานเดียว ก.พ.จึงต้องทำตามมติคณะรัฐมนตรี

ดัง นั้น อ.ก.พ.กระทรวงการคลังจึงมีมติเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากต้องไล่นายศุภรัตน์ออกเช่นเดียวกับนายศิโรตม์ สวัสดิพาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร กับพวกรวม 5 คน ถูกไล่ออกมาแล้ว

อย่างไรก็ ตาม นายศุภรัตน์ยังมีช่องทางผ่อนหนักให้เป็นเบา เพราะตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม (ก.พ.ค.)” ขึ้นมาทำหน้าที่แทน ก.พ.ในการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์จากข้าราชการที่ถูกปลดออก-ไล่ออก ซึ่ง ก.พ.ค.มีอิสระในการใช้ดุลพินิจตามกฎหมายไม่ต้องอยู่ภายใต้มติ ครม.เหมือนกับ ก.พ.

ดังนั้น ก.พ.ค.จึงอาจพิจารณาลดหย่อนโทษจากไล่ออกเป็นปลดออกได้ ซึ่งกระทรวง ทบวง กรม ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัย ก.พ.ค. มิเช่นนั้นให้ถือว่า เป็นการจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ บุคคลอื่น (มาตรา 116 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ)

แต่การ ที่ ก.พ.ค.จะลดหย่อนโทษนั้นต้องมีเหตุผลที่อธิบายได้อย่างหนักแน่น เพราะมิเช่นนั้นจะเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้ข้าราชการทุจริตประพฤติมิชอบ มากกว่า “พิทักษ์คุณธรรม”

เด้งสอง กรณีมีความผิดทางอาญา ต้องถูกส่งฟ้องศาลอาญาที่ต้องต่อสู้กันถึง 3 ศาลซึ่งอาจนานนับสิบปี ถึงเวลานั้นนายศุภรัตน์ก็คงชราภาพแล้ว

ขณะที่อดีตข้าราชการกระทรวงการคลังอีก 2 คน เกษียณอายุเกิน 2 ปีแล้วขณะร้องเรียน ทำให้ไม่สามารถเอาผิดทางวินัยได้ จึงโดนแค่เด้งเดียว

การ ที่นายศุภรัตน์ต้องผจญวิบากกรรมในครั้งนี้ ถ้าใครที่ติดตามข้อมูลอย่างตลอดจะพบว่า ล้วนเริ่มจากการพัวพันเการช่วยเหลือผู้มีอำนาจในคดีการเลี่ยงภาษีการโอนหุ้น ชินคอร์ปมูลค่า 738 ล้านบาท ระหว่างคุณหญิงพจมาน ชินวัตร กับนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ทั้งสิ้น

เพราะรองอธิบดีทั้ง 4 คนที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่า ได้รับการแต่งตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดย 2 คน มีการล็อคสเปคไว้แล้ว รายหนึ่งคือ นาย ช.นันท์ เพ็ชญไพศิษฏ์ เคยถูก ป.ป.ช.สอบในคดีนี้ แต่รอดมาได้

อีกรายคือนายบุญศักดิ์ เจียมปรีชา อดีตอธิบดีกรมบัญชีกลางที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ที่ถูกกล่าวหาว่า ตั้งขึ้นมาเพื่อฟอกนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

ขณะ ที่นายวิชัย จึงรักเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย (ต่อมาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ) ถูก ป.ป.ช.ลงมติว่า ละเว้นการไม่เก็บภาษีการโอนหุ้น จนถูกกระทรวงการคลังไล่ออกจากราชการพร้อมกับนายศิโรตม์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากรและถูกดำเนินคดีอาญา

แต่ในที่สุด ทุกคนต้องถูกลดตำแหน่งเหลือซี 9 เพราะคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

ความ จริงเรื่องข้าราชการช่วยเหลือผู้มีอำนาจโดยมิชอบ โดยหวังลาภ ยศ สรรเสริญต้องประสบชะตากรรมมาแล้วมากมายแต่ดูเหมือนว่า เป็นบทเรียนที่ไม่เคยมีใครจดจำ และยังดำเนินการอย่างขะมักเขม้นอยู่ในกรมสรรพากรในขณะนี้

อนึ่ง พลาดไม่ได้กับหนังสือ “มติชน บันทึกประเทศไทยปี 2551” รวบรวมเหตุการณ์สำคัญในรอบปีอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน สามารถใช้เป็นบทเรียนและข้อมูลได้อย่างดี หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 17 มกราคม 2552