โศกนาฏกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ผับนรกกลางกรุงเทพฯจนต้องสูญ เสียชีวิตผู้คนไปถึง 60 คน บาดเจ็บกว่า 240 คน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำซากในสังคมที่ไร้มาตรฐานความปลอดภัย ผู้คนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักง่ายขาดความรับผิดชอบ
หลังเกิด เหตุทุกครั้ง แทบเป็นสูตรสำเร็จที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานรัฐต้องออกมาคำรามลั่น ว่า จะทำโน้นทำนี่ ประเภทวัวหายแล้วล้อมคอก แต่แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไปกับสายลม
รอจนกระทั่งเกิดเหตุใหม่ อีกรอบแล้ว ก็จะเริ่มเข้าสู่วังวน จะมีคำสั่งจาก “ผู้ใหญ่” ให้ตรวจนั่นตรวจนี่พอเป็นพิธีเท่านั้น เพราะถ้าขืนทำจริงจังเกินไปก็จะเป็นการตัดช่องทางทำมาหากินของเจ้าหน้าที่ ระดับล่างหรือในท้องที่และอาจรวมถึง “ส่วย” ที่ส่งขึ้นสู่ระดับบนด้วย
เชื่อ ขนมกินได้ว่า ในที่สุดแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจคงจับมือใครดมไม่ได้ ทั้งๆ ที่รูปการณ์แล้ว การที่อาคารสถานบันเทิงไม่มีช่องทางหนีไฟชัดเจน ปล่อยให้ผู้คนเข้าไปแออัดยัดเยียดเกินกว่าความสามารถของตัวอาคารจะรับได้ ไม่มีระบบป้องกันอัคคีภัยตามกฎหมาย ฯลฯ เข้าข่ายผู้ใด (เจ้าของ) กระทำการโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291)
อย่างไรก็ตาม ว่ากันให้ถึงที่สุดแล้ว เป็นเพราะ “ไลฟ์สไตล์” หรือ “ลีลาชีวิต” ของผู้คน ต้องไปแออัดยัดเยียดกันเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ ตามกระแสสังคม ขณะที่พื้นฐานต่างๆ ด้านความปลอดภัยไม่พัฒนาตามไปด้วยก็คือ สาเหตุสำคัญของโศกนาฏกรรมครั้งนี้
การที่ลีลาชีวิตของผู้คนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปนั้น ส่งผลกระทบกับหลายสิ่งหลายอย่างที่เราคิดว่า ลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงแล้ว
ก่อน ปีใหม่ มีโอกาสติดตามคณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารสื่อระดับสูง (บสส.) ของสถาบันอิศรา (เป็นองค์กรที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจัดตั้งขึ้น) ไปดูงานเกี่ยวกับสื่อมวลชนที่ญี่ปุ่น
แห่งแรกคือ สถานีโทรทัศน์ เอ็นเอชเค (NHK) ซึ่งเป็นทีวีสาธารณะ ซึ่งคนไทยรู้จักกันดีเพราะสารคดีๆจำนวนมากของญี่ปุ่นผลิตโดยสถานีโทรทัศน์ แห่งนี้
แม้สถานีโทรทัศน์จะยิ่งใหญ่ มีรายได้จากค่าธรรมเนียมที่เก็บจากผู้ชมและรายได้อื่นๆ ถึงปีละ 657,500 ล้านเยน หรือกว่า 260,000 ล้านบาท ในปี 2008 แต่เอ็นเอชเคยังต้องพัฒนาตัวเองไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างเครือข่ายในระดับโลก โดยลงทุนหลายหมื่นล้านเยน เพื่อนำเสนอข่าวโลกตลอด 24 ชั่วโมง แข่งกับบีบีซี และซีเอ็นเอ็นในเดือนกุมภาพันธ์นี้
แห่งที่สองคือ โยมิอูริ ชิมบุน หนังสือพิมพ์รายวันที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อวัดด้วยยอดจำหน่ายวันละ 10 ล้านฉบับ
โยมิอูริ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 1874 ในปีที่ 7 สมัยเมจิ (สมัยรัชกาลที่ 5 )หรือ 124 ปีมาแล้ว
ภาย ใต้บริษัท โยมิอูริ โฮลดิ้ง มีหนังสือพิมพ์อยู่ 3 บริษัท คือ โยมิอูริ ชิมบุน สำนักงานใหญ่ที่โตเกียว, โยมิอูริ ชิมบุน ที่โอซาก้า และโยมิอูริ ชิมบุน ที่เซบู นอกจากนั้นยังมีทีมเบสบอลชื่อดังโยมิอูริ ไจแอ้นท์ และสำนักพิมพ์ชูโอโครอน ซินซา
โยมิอูริ กรุ๊ป มีบริษัทในเครือกว่า 170 บริษัท ซึ่งธุรกิจหลักนอกจากเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ โฆษณาแล้ว ยังครอบคลุม โทรทัศน์ วิทยุ ธุรกิจท่องเที่ยว การศึกษา สวัสดิการสังคม กีฬา วัฒนธรรม
แม้จะยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่โยมิอูริกำลังสั่นสะเทือนเพราะลีลาชีวิตที่เปลี่ยนไปของชาวญี่ปุ่นและผู้คนทั่วโลก
ใน การสำรวจทัศนคติของชาวญี่ปุ่นต่อสถาบันต่างๆ เช่น ศาล ทหาร หนังสือพิมพ์ นักการเมือง ฯลฯ พบว่า ชาวญี่ปุ่นให้ความเชื่อถือในสถาบันหนังสือพิมพ์สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง มากกว่าศาลเสียอีก (ตรงกันข้ามกับประเทศไทยที่หนังสือพิมพ์อยู่อันดับท้ายๆ ขณะที่ศาลสูงเป็นอันดับหนึ่ง)
ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม หนังสือพิมพ์มีจำนวนมาก เช่น เอเย่นต์ส่งหนังสือพิมพ์ให้แก่สมาชิกทั่วประเทศมีกว่า 24,000 แห่ง มีคนส่งหนังสือพิมพ์กว่า 4 ล้านคน มากกว่าบุรุษไปรษณีย์ที่มีเพียง 120,000 คน
แต่ด้วยลีลาชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไป เด็กหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่น อ่านหนังสือพิมพ์น้อยลง หันไปอ่านอินเตอร์เน็ตกันมากขึ้น
จาก ผลการสำรวจเวลาที่ใช้ในการอ่านหนังสือพิมพ์ของชาวญี่ปุ่นพบว่า ผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไปอ่านหนังสือพิมพ์วันละ 40-50 นาทีต่อวัน อายุ 40 ปีขึ้นไปอ่านวันละ 30-40 นาที แต่อายุต่ำกว่า 30 ปีลงมาอ่านเพียงวันละ 2-3 นาทีเท่านั้น
ปรากฏการณ์เหล่านี้สร้างความวิตกให้แก่ผู้บริหาร ของโยมิอูริเป็นอย่างมาก จึงพยายามพัฒนาสื่ออินเตอร์เน็ตทั้งทางคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เพื่อตอบสนองลีลาชีวิตคนรุ่นใหม่ รวมถึงดึงเยาวชนเข้ามาทำและเรียนรู้เกี่ยวกับหนังสือพิมพ์มากขึ้น ถึงขนาดตั้งห้องปฏิบัติการหนังสือพิมพ์ขึ้นมาสำหรับเยาวชน
แต่ ผู้บริหารโยมิอูริยอมรับว่า ยังไม่เห็นดอกผลของความพยายามดังกล่าว กอปรกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกทำให้รายได้ของหนังสือพิมพ์จากโฆษณาหดตัวลงถึง ร้อยละ 20 จึงทำให้ความวิตกกังวลเพิ่มมากขึ้น
ความจริงแนวโน้ม เช่นนี้เห็นร่องรอยชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ในเมืองไทย ดูได้จากนักศึกษาในมหาวิทยาลัย (แม้แต่ด้านนิเทศศาสตร์และวารสารศาสตร์) ไม่อ่าน (ดู) ข่าวทั้งจากหนังสือพิมพ์ อินเเตอร์เน็ต และโทรทัศน์
เพียงแต่อัตราเร่งในเรื่องดังกล่าวจะมาถึงเร็วขนาดไหนเท่านั้น
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 3 มกราคม 2552

