นับแต่ก่อตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขึ้นมาในปี 2542 มีเรื่องร้องเรียนเข้าแล้วกว่า 20,000 เรื่อง แต่สามารถชี้มูลความผิดได้ประมาณ 600 เรื่อง หรือร้อยละ 3 เท่านั้น
ที่ เหลือส่วนใหญ่ ส่งให้หน่วยงานอื่นสอบสวนต่อ มากเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยมีมติให้เรื่องตกไปเพราะไม่มีมูล, ไม่รับเรื่องไว้พิจารณา/ยกคำร้องและส่งคืนพนักงานสอบสวน
ตัวอย่าง เช่น ในปี 2550 มีเรื่องยกมาจากปี 2549 จำนวน 11,578 เรื่อง รับใหม่ 2,826 เรื่อง รวม 14,407 เรื่อง ปรากฏว่า ชี้มูลได้เพียง 68 เรื่อง แต่มีมติให้เรื่องตกไปเพราะไม่มีมูล 2,509 เรื่อง ไม่รับเรื่องไว้พิจารณา 1,118 เรื่อง ส่งคืนพนักงานสอบสวน 533 เรื่อง ส่งให้หน่วยงานอื่น (ช่วย) ไต่สวน 4,529 เรื่อง
ในปี 2551 (ถึง 6 ตุลาคม 2551) มีเรื่องยกจากปี 2550 กับร้องเรียนใหม่รวม 8,679 เรื่อง ชี้มูลได้เพียง 63 เรื่อง มีมติให้เรื่องตกไป 489 เรื่อง, ไม่รับไว้พิจารณา 194 เรื่อง ส่งคืนพนักงานสอบสวน 112 เรื่อง ส่งให้หน่วยงานอื่น (ช่วย) ไต่สวน 1,231 เรื่อง เหลือเรื่องค้าง 5,590 เรื่อง
แต่ถ้าจะนับจริงๆ แล้ว ต้องรวมเรื่องที่ส่งให้หน่วยงานอื่นไต่สวน แต่ยังไม่เสร็จสิ้นด้วยเพราะในที่สุดก็ต้องส่งกลับมาให้ ป.ป.ช.พิจารณาซึ่งจะทำให้มีเรื่องค้างอยู่กว่า 11,000 เรื่อง
การ ที่ ป.ป.ช.สามารถชี้มูลความผิดได้เพียงร้อยละ 3 สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างกลไกให้ ป.ป.ช.เป็นหน่วยงานเดียวที่มีอำนาจในการตรวจสอบการทุจริตในระบบราชการและ นักการเมืองเป็นการวางระบบที่ไม่สมดุล
เพราะ ป.ป.ช.ต้องไต่สวนตั้งแต่เรื่องไม่จิ้มฟันยันเรือรบ ตั้งแต่กระเป๋ารถเมล์จนถึงนายกรัฐมนตรี
แม้ จะมีการตรา พ.ร.บ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 จัดตั้ง “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ” หรือ ป.ป.ท.ขึ้นมาสอบสวนข้าราชการตั้งแต่ระดับซี 7 ลงมาเพื่อแบ่งเบาภาระ ป.ป.ช.แล้วก็ตาม
แต่จนแล้วจนรอด ป.ป.ท.ก็ไม่สามารถทำงานได้เพราะ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฉบับแก้ไข เพิ่มเติมให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2550 ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
อย่าง ไรก็ตาม ปัญหาการไต่สวนล่าช้าของ ป.ป.ช.มิได้เกิดจากโครงสร้างของระบบกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่น่าจะเกิดขึ้นจากการบริหารจัดการที่ขาดประสิทธิภาพ บุคลากรไม่มีศักยภาพเพียงพอ รวมถึงระบบสารสนเทศที่ล้าสมัย
แต่ที่เริ่มพูดกันมากและน่าเป็นห่วงคือ ปัญหาการทุจริตภายใน ป.ป.ช.
อย่า ลืมว่า ก่อนที่จะมีการส่งเรื่องร้องเรียนไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาว่า ต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่ก่อน หรือแม้แต่ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบก็ตาม
หลาย เรื่องหายเงียบไป หลายเรื่องถึงดองไว้นานหลายปี เรื่องที่ตกไปหรือไม่รับเรื่องไว้พิจารณาหลายเรื่อง ไม่มีการตรวจสอบว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อมูลเป็นไปอย่างที่เจ้าหน้าที่เสนอหรือไม่
การไม่มีระบบตรวจสอบเช่นนั้นเปิดช่องให้มีการ “ขายสำนวน” ได้เช่นเดียวที่เคยขึ้นกับตำรวจมาแล้ว
การ ที่ไต่สวนเรื่องล่าช้า ทั้งๆ ที่ไม่มีประเด็นอะไรซับซ้อนสร้างความเสียหายให้แก่สาธารณชนอย่างมหาศาล เช่น ไม่ยุติธรรมกับผู้ร้องหรือแม้แต่ผู้ถูกกล่าวหา (ในกรณีที่มิได้กระทำผิด) ที่ต้องมีชะนักติดหลังอยู่เป็นเวลานาน
ใน กรณีเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิด แต่ไม่มีการชี้มูลความผิด ทำให้อยู่ในตำแหน่งกินเงินเดือนซึ่งเป็นภาษีอากรของประชาชนต่อไปทั้งๆ ที่ควรพ้นจากตำแหน่ง
ความเสียหายอย่างชัดเจนในเรื่องนี้คือ กรณีนางอรพินท์ มั่นศิลป์ (ศิริชัย) ส.ว.นครสวรรค์
นางอรพินท์ยื่นรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 ระบุมีทรัพย์สิน 2,692,131 บาท โดยไม่มีหนี้สิน
แต่ ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2551 (ก่อนวันที่นางอรพินท์จะยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช) ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนางอรพินท์ ในฐานะลูกหนี้ที่ 3 และนายอำนาจ ศิริชัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครสวรรค์ สามีนางอรพินท์ ในฐานะลูกหนี้ที่ 2 โดยมีบริษัท บริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด เป็นโจทก์ตามคดีหมายเลขดำที่ ล.6272/2550 คดีหมายเลขแดงที่ ล.3089/2551
ทั้งนี้ ภาระหนี้ของลูกหนี้ทั้งสี่ จนถึงวันฟ้องมีจำนวน 187,906,459.49 บาท (หนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ดล้านเก้าแสนหกพันสี่ร้อยห้าสิบเก้าบาท)
นอก จากนั้น ก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งดังกล่าว นางอรพินท์และสามีต้องยอมรับว่า มีภาระหนี้ดังกล่าวอยู่แล้ว มิเช่นนั้นโจกท์คงไม่สามารถนำไปฟ้องล้มละลายได้
การที่นาง อรพินท์ไม่ยอมแจ้งว่า มีภาระหนี้กว่า 187 ล้านบาทในบัญชีทรัพย์สินเข้าข่ายแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็น เท็จตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 263 ต้องถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองนาน 5 ปีและยังมีโทษทางอาญาด้วย
มีการนำเสนอข่าวดังกล่าวในสื่อมวลชน ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2551 แต่เวลาผ่านไปกว่า 8 เดือนแล้ว การไต่สวนของ ป.ป.ช.กลับไม่มีอะไรคืบหน้า ทั้งๆ ที่มีหลักฐานชัดเจนเป็นคำสั่งและคำพิพากษาของศาลที่ข้อเท็จจริงยุติแล้ว
เท่ากับว่า รัฐต้องจ่ายเงินเดือนให้แก่ ส.ว.นครสวรรค์เป็นเงินเกือบ 1 ล้านบาทแล้ว
ถ้า นายอำนาจ สามีซึ่งเป็นนายก อบจ.นครสวรรค์มิได้แสดงหนี้ 187 ล้านบาทในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.ก็จะเข้าข่ายฝ่าฝืน มาตรา 263 เช่นเดียวกับนางอรพินท์ด้วย เท่ากับรัฐต้องเสียหายในเรื่องนี้ถึง 2 ต่อ
ความเสียหายจากความล่าช้าเหล่านี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 27 ธันวาคม 2551

