พายเรือลำเดียวกับโจร


พลิกหนังสือ "เข็มทิศ ประเทศไทย" ซึ่งรวบรวมแนวคิดทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อแจกในงานหาทุนของพรรค เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา

มีหลายหัวข้อที่น่าสนใจ แต่หัวข้อที่เข้ากับสถานการณ์ขณะนี้มากที่สุดคือเรื่อง "นักการเมืองคุณภาพ" ตามแนวคิดของนายอภิสิทธิ์ซึ่งอธิบายด้วยแผนผังรูปคน (หน้า 143) ว่า นักการเมืองคุณภาพต้องมีคุณสมบัติ 10 ประการ คือ

หัว : ฉลาด มีความรู้ คิดเพื่อประเทศชาติส่วนรวม

ตา : สายตากว้างไกล ไม่มองข้ามหัวประชาชน

ใจ : เสียสละ มีจริยธรรม ละอายต่อความชั่วและเกรงต่อบาป

หู : รับฟังประชาชนก่อนตัดสินใจ

ปาก : รักษาคำพูด มีเหตุผล ไม่โกหก สัมมาวาจา

มือ : มือสะอาด ไม่กอบโกย ไม่พายเรือให้โจรนั่ง

ก้น : ไม่ยึดติดเก้าอี้ ไม่นั่งเรือที่โจรพาย

หลัง : ไม่ขี้เกียจสันหลังยาว ไม่มีชนักติดหลัง

ข้อ : ไม่คดในข้องอในกระดูก

เท้า : ติดดิน มีจุดยืน มีอุดมการณ์ กล้ายืนหยัดในความถูกต้อง

นาย อภิสิทธิ์ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า "ในความจริงที่ผ่านมา นักการเมืองที่สร้างวิกฤตแก่ประเทศชาติ คือนักการเมืองที่ไม่ใช่มืออาชีพ ไม่ได้อยู่ในสังกัดพรรคการเมืองเป็นเรื่องราว แต่เป็นพวกนักการเมืองเร่ร่อน หรือบางคนบางกลุ่มก็เป็น ส.ส.ให้เช่า แม้แต่วิกฤตระบอบทักษิณ ก็มาจากคนที่ไม่ใช่นักการเมืองมืออาชีพแต่เข้ามาสู่การเมือง เพื่อเอารัดเอาเปรียบคนอื่น โดยไม่มีความรับผิดชอบทางการเมือง

" นักการเมืองมืออาชีพจะต้องแสดงตนและรับผิดชอบ โดยเฉพาะนักการเมืองที่ไม่ย้ายพรรค เขาจะรู้ว่าตัวเขาและพรรคต้องรับผิดชอบอะไรอีกหลายสิบปีข้างหน้า นี่คือสิ่งสำคัญ

"ผมมองว่า การเอาผิดกับนักการเมืองหรือทำให้นักการเมืองรับผิดในระบอบประชาธิปไตย มีสองส่วน ส่วนแรก คือการเลือกตั้งเป็นการดูผลงาน นโยบาย ความนิยม อีกส่วน คือ ถ้านักการเมืองผิดกฎหมาย ทุจริต บิดเบือนอำนาจ ก็ต้องถูกตัดสินด้วยกระบวนการยุติธรรม อำนาจตุลาการ

"ปัญหาที่เกิด ขึ้นในบ้านเรา เป็นเพราะไม่แยกตรงนี้ ยังมีคนคิดว่า แม้เขาทำผิด แต่ความนิยมสูง ก็จะไปตัดสินด้วยการเมืองตั้งทั้งๆ ที่ ความถูก-ผิด ไม่ได้ตัดสินกันด้วยการเลือกตั้ง

"ผมเชื่อว่า เราควรจะสร้างระบบการเมืองที่เอื้อต่อนักการเมืองอาชีพที่แท้จริง ดึงดูดให้คนเก่งคนดี เดินเข้าสู่อาชีพการเมืองเต็มตัว ซึ่งต้องมีความรับผิดชอบ มีจรรยาบรรณของความเป็นนักการเมือง และต้องมีระบบกำกับตรวจสอบดูแล เพื่อให้ความเก่งความดีไม่เสื่อมคลาย ไม่ถูกครอบงำโดยอำนาจทุนธุรกิจ แม้เขาจะเข้ามาเป็นนักการเมืองแล้วก็ตาม"

เมื่อ ดูจากการเมืองในขณะนี้แล้ว แนวคิดของนายอภิสิทธิ์เป็นเพียง "ความเพ้อฝัน" หรือเป็นเพียงคำพูดที่สวยหรูที่ทำให้ผู้พูดดูดี เพราะในทางปฏิบัติจริงช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา มีนักการเมืองน้อยคน แม้แต่ในพรรคประชาธิปัตย์เองที่จะเป็นอย่างที่นายอภิสิทธิ์เอ่ยถึง

ตรง กันข้าม การจัดตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ยังส่งเสริมให้นักการเมืองกระทำตัว "ไร้คุณภาพ" และทำลายระบบการเมืองที่เอื้อต่อนักการเมืองอาชีพ ดังนี้

หนึ่ง การไปดึง "กลุ่มเพื่อนเนวิน" ให้ย้ายข้างออกจากกลุ่ม ส.ส.พลังประชาชนโดยมีเป้าหมายให้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ ส.ส.กลุ่มดังกล่าวมีสภาพไม่ต่างจาก "พวกนักการเมืองเร่ร่อน"

ขณะที่นายอภิสิทธิ์มองว่า "นักการเมืองมืออาชีพจะต้องแสดงตนและรับผิดชอบ โดยเฉพาะนักการเมืองที่ไม่ย้ายพรรค..."

สอง การไม่เปิดโอกาสให้กับ ส.ส.ที่ทำงานกับพรรคมาอย่างยาวนานมีบทบาทในฐานะรัฐมนตรี แต่กลับดึง "คนนอก" ที่ไม่เคยทำงานให้พรรคมาก่อน แต่คนทั่วไปรู้ดีว่า เป็นกลุ่มทุนที่สนับสนุนพรรคคือนายวีระชัย วีระเมธีกุล บุตรเขยนายธนินท์ เจียรวนนท์ มาเป็นรัฐมนตรี

ขณะที่นายอภิสิทธิ์อ้างว่า "เราควรจะสร้างระบบการเมืองที่เอื้อต่อนักการเมืองอาชีพที่แท้จริง ดึงดูดให้คนเก่งคนดี เดินเข้าสู่อาชีพการเมืองเต็มตัว... ไม่ถูกครอบงำโดยอำนาจทุนธุรกิจ..."

สาม การแบ่งโควต้ารัฐมนตรีให้พรรคร่วมรัฐบาลเป็นไปตามผลประโยชน์ของพรรคและกลุ่ม ส.ส.นั้นๆ เช่น กลุ่มเพื่อนเนวิน (มีนายชวรัตน์ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล) อยู่ในสังกัดยึดครองกระทรวงคมนาคมอย่างเบ็ดเสร็จ เพราะควบคุมโครงการรถไฟลอยฟ้าระหว่างมักกะสัน-สนามบินสุวรรณภูมิ (แอร์พอร์ตลิงก์) ซึ่งบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ของตระกูลชาญวีรกูล เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างและกำลังมีข้อพิพาทการขอค่าก่อ สร้างเพิ่มอีก 1,000 ล้านบาทจากรัฐ

ขณะที่นายอภิสิทธิ์อ้างว่า "การทุจริตรูปแบบใหม่คือ...มีการขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวม" (หน้า 154)

จาก สภาพการณ์ดังกล่าวหวั่นเกรงว่า เพื่อความอยู่รอดทางการเมืองของรัฐบาล นอกจากนายอภิสิทธิ์จะไม่สามารถปฏิเสธ "ไม่พายเรือให้โจรนั่ง" หรือ "ไม่นั่งเรือที่โจรพาย" ได้แล้ว

อาจจะต้อง "พายเรือลำเดียวกับโจร" อีกด้วย


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 20 ธันวาคม 2551