โจราธิปไตย


เห็นสถานการณ์การเมืองที่มีการต่อสู้กันอย่างดุเดือดระหว่างพรรคเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ เพื่อช่วงชิงจัดตั้งรัฐบาลแล้ว นึกถึงคำว่า "โจราธิปไตย" ซึ่งเป็นศัพท์ที่ไมเคิล ไรท ฝรั่งหัวใจไทยนิยมใช้เป็นประจำขึ้นมาทันที

การช่วงชิงอำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นเรื่องปกติ ถ้าช่องทางในการได้อำนาจนั้นมาเป็นไปอย่างถูกต้องชอบธรรม (รวมทั้งถูกต้องตามกฎหมายด้วย) จากความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย

แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ น่าจะเกิดขึ้นจากสิ่งที่ไม่ชอบธรรม ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรืออาจเรียกได้ว่า เป็นอำนาจเถื่อน

ดูจากฟากพรรคประชาธิปัตย์ก่อน ถ้าไม่มีอะไรพลิกผัน มีโอกาสสูงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคจะได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 15 ธันวาคม

ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าแกนนำพรรคประชาธิปัตย์จะเจรจากับตัวแทนพรรคการเมืองขนาดเล็กที่เคยอยู่ ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนเดิมให้พลิกขั้วมาอีกด้านหนึ่ง

แต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ไปเจรจาต่อรอง (ผลประโยชน์?) กับใครบ้าง ไล่ตั้งแต่นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรค นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ผู้สนับสนุนพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี หัวหน้าก๊กในพรรคเพื่อแผ่นดิน นายสมศักดิ์-นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่ม ส.ส.มัชฌิมาธิปไตย (นายสมศักดิ์ พูดเต็มปากว่า เป็นพรรคของเรา) นายเนวิน ชิดชอบ หัวเรือใหญ่กลุ่มเพื่อนเนวินที่อ้างว่า มี ส.ส.สังกัดกว่า 30 คน

โดยเฉพาะรายหลังนี้ถึงกับกอดกันกลมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แบบไม่อายฟ้าอายดิน

ถาม ว่า บุคคลที่เอ่ยชื่อมาทั้งหมดถูกศาลรัฐธรรมนูญและคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่สามารถดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง และไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและคำตัดสินก็บ่งบอกชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้บุคคลเหล่านี้ที่ถูกกล่าวหาว่า กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นการได้อำนาจการปกครองมาโดยมิใช่วิถีทางตามรัฐ ธรรมนูญมายุ่งเกี่ยวกับการปกครองประเทศโดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาล

พรรคประชาธิปัตย์เองก็เคยประกาศว่า เคารพการตัดสินขององค์กรทั้งสอง และแสดงท่าจะเป็นจะตายเมื่อมีการจัดตั้งพรรคพลังประชาชนขึ้นมาแทนพรรคไทยรัก ไทย โดยกล่าวหาว่าเป็นพรรค "นอมินี" ของ พ.ต.ท.ทักษิณและอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย

แต่คราวนี้พรรคประชาธิปัตย์กลับยอมลดตัวไปเกลือกกลั้วกับบุคคลที่ถูกตัดสินว่า บุคคลเหล่านี้เพื่อช่วงชิง ส.ส.มาไว้ในมือให้มากที่สุด

นี่ยังไม่นับ "กลุ่มสีเขียว" ที่ทั้งถีบ ทั้งดัน ทั้งกระทืบ พร้อมกับข้ออ้างถึง "บุคคล" ที่ไม่อาจปฏิเสธได้อย่างออกหน้าออกตา

ขณะเดียวกันยังมีข่าวว่า นายสุเทพโทรศัพท์ไปเจรจากับนายวัฒนา อัศวเหม อดีตที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน เพื่อให้ยอมพลิกกลับมาร่วมกับประชาธิปัตย์

ถ้าเป็นเรื่องจริง คำถามคือ นายวัฒนาเป็นอาชญากรหนีคดีอาญาแผ่นดินมิใช่หรือ ทำไมในการจัดตั้งรัฐบาลต้องไปเจรจากับอาชญากรด้วย?

ด้านพรรคเพื่อไทยก็มีสภาพไม่แตกต่างกัน เริ่มตั้งแต่การจัดตั้งพรรคก็มาจากกลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายยงยุทธ ติยะไพรัช นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล นายสมชาย-นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ที่มีสภานภาพเดียวกับกลุ่มบุคคลที่เจรจากับพรรคประชาธิปัตย์

หัวหน้าพรรคก็เป็นเพียง "นอมินี" ของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทน พ.ต.ท.ทักษิณอีกต่อหนึ่ง

แม้แต่การพยายามดึงตัวกลุ่มพรรคเล็กและ ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินกลับมาพรรคเพื่อไทยก็ต้องอาศัย พ.ต.ท.ทักษิณโทรศัพท์ไล่บี้เป็นรายบุคคล

คำถามคือ ทำไมบรรดา ส.ส.ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ต้องรับฟัง พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีฐานะเป็นอาชญากรหนีคดีอาญาแผ่นดิน เช่นเดียวกับนายวัฒนา?

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับ "การโฟนอิน" ของ พ.ต.ท.ทักษิณในวันที่ 13 ธันวาคม ว่า จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง

หรือประเทศไทยตกอยู่ในระบอบ "โจราธิปไตย"?

ในการ "โฟนอิน" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน มีการพูดโกหกมดเท็จเรื่องหลายประเทศเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณไปเป็นที่ปรึกษา ทั้งๆที่เป็นการ "กุข่าว" ลวงโลก

จึงไม่รู้ว่าในการ "โฟนอิน" ครั้งใหม่นี้จะมีการปั้นเรื่องอะไรขึ้นมาหลอกลวงอีก?

การให้ความสำคัญใดๆ กับการ "โฟนอิน" ในงาน "ทรูธทูเดย์ truth today" หรือบางคนอาจเรียกว่า "เท็จทูเดย์"

เท่ากับให้ความสำคัญกับระบอบ "โจราธิปไตย"


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 13 ธันวาคม 2551