เบื้องหลังฆ่าตัดตอน คดีเอสซี แอสเสทฯ

แม้อัยการสูงสุดและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จับมือกันสั่งไม่ฟ้อง บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), นางบุษบา ดามาพงศ์ กรรมการบริษัท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ภริยาในคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัท เอสซีฯขณะที่ยื่นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปลายปี 2546 ซึ่งทำให้คดีดังกล่าวสิ้นสุดไปตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2551

แต่ มิได้หมายความว่า เรื่องจะจบลงง่ายๆ เพราะคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบของสภาผู้แทน ราษฎรกำลังสอบสวนเรื่องนี้อยู่ มีการเรียกผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไปชี้แจงในฐานะต้นเรื่องที่ส่งข้อมูลให้ดีเอสไอดำเนินคดีดังกล่าว จากนี้ไปคงเป็นคิวของอัยการสูงสุดและดีเอสไอ

ข้อมูลที่สำนักงาน ก.ล.ต.ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯคือ หลังจากทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ (เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2551) ที่อัยการแถลงว่า สั่งไม่ฟ้องในคดีดังกล่าวเห็นว่า คำแถลงของอัยการที่ลงในหนังสือพิมพ์คลาดเคลื่อน ในประเด็นข้อกล่าวหา ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง

ต่อมาระหว่างวัน ที่ 16-22 ตุลาคม จึงได้พยายามประสานงานและมีหนังสือขอตรวจดูความเห็นของอัยการจากดีเอสไอว่า ตรงกับข่าวหรือไม่ แต่ไม่ได้รับอนุญาต

เมื่อไม่ได้รับความร่วม มือจากดีเอสไอ จึงต้องร่างหนังสือเพื่อทำความเห็นแย้ง (ใช้ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์) และประสานงานล่วงหน้ากับดีเอสไอแจ้งประเด็นที่เห็นต่างจากอัยการ

วัน ที่ 29 ตุลาคม 2551 จึงส่งหนังสือซึ่งเป็นความเห็นที่แตกต่างจากอัยการให้แก่อธิบดีดีเอสไออัน เป็นช่วงเวลาเดียวกับมีข่าวว่า อธิบดีดีเอสไอ ไม่โต้แย้งคำสั่งของอัยการ ทั้งๆ ที่เรื่องเพิ่งผ่านมา 15 วัน ยังมีเวลาพิจารณาสำนวนให้รอบคอบมากกว่านี้

เลยนินทากันว่า อธิบดีกรมดีเอสไอไม่ยอมแกะซองความเห็นของสำนักงาน ก.ล.ต.อ่านด้วยซ้ำไป

เรื่อง ดังกล่าวมีข้อน่าสังเกตว่า ทำไม ดีเอสไอไม่ยอมให้สำนักงาน ก.ล.ต.ตรวจดูความเห็นของอัยการหรือมีประชุมร่วมกันในการพิจารณาข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายอย่างจริงๆ จังๆ ทั้งที่ผ่านมาทั้งสองหน่วยงานนี้ร่วมมือกันทำงานในรูปคณะทำงานคดีพิเศษซึ่ง ประกอบด้วยอัยการ ตัวแทนสำนักงาน ก.ล.ต. ธนาคารแห่งประเทศไทย และดีเอสไอมาตลอด

นอกจากนั้นเมื่อฟังข้อมูลจากอธิบดีดีเอสไอที่ บอกว่า อัยการมิได้พิจารณาพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณและ/หรือครอบครัวชินวัตรมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับบริษัท วินมาร์ค ลิมิเต็ด จำกัด กองทุนแวลู แอสเสท ฟันด์ กองทุนโอเวอร์ซี โกล์ฟ ฟันด์ อินซ์และกองทุน ออฟชอร์ ไดนามิค ฟันด์ ซึ่งจดทะเบียนในประเทศมาเลเซียและโอนหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสทฯกันเป็นทอดๆ โดยอ้างว่า เป็นอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อธิบดีดีเอสไอก็เห็นด้วยกับอัยการ)

ทั้งๆ ที่การพิสูจน์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณและ/หรือครอบครัวชินวัตรมีความสัมพันธ์กับบริษัท วินมาร์คและทั้งสามกองทุนเพื่อมุ่งพิสูจน์ความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในเรื่องการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จในการ กระจายหุ้นและการซื้อขายหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่โดยไม่รายงานต่อ ก.ล.ต.

มิ ใช่พิสูจน์เกี่ยวกับการแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือร่ำรวยผิดปกติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

อย่าง ไรก็ตาม หลักฐานที่ได้จากทางการประเทศสิงคโปร์และมาเลซียและเสนอต่ออัยการคือ พ.ต.ท.ทักษิณมีอำนาจในการจัดการบริษัท วินมาร์คและกองทุนทั้งสาม

น่า แปลกที่มิได้มีการใช้ พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในทางอาญา พ.ศ.2535 ในการขอพยานหลักฐานในเรื่องนี้เพิ่มเติมทั้งที่อัยการสูงสุดเป็นผู้มีอำนาจ ในการแต่งตั้งผู้ประสานงานกลางตามกฎหมายนี้

การไม่มีการดำเนินการใดถึงที่สุดเกี่ยวกับคดีนี้ก็เพื่อ “ฆ่าตัดตอน” มิให้โยงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ?

เพราะ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีอำนาจในการจัดการบริษัท วินมาร์คและทั้งสามกองทุน เท่ากับเป็นหลักฐานยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณซุกทรัพย์สมบัติอยู่ในต่างประเทศจำนวนมหาศาลในช่วงดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี

นอกจากนั้น บริษัท เอสซี แอสเสทฯซึ่งเป็นที่มั่นสุดท้ายทางธุรกิจของครอบครัวชินวัตรอาจถูกปรับหลาย ร้อยล้านบาท (จากโทษสูงสุดวงเงิน 1,900 ล้านบาท) ในข้อหาแจ้งข้อมูลเท็จในการกระจายหุ้น จนส่งผลกระเทือนต่อฐานะของบริษัทอย่างรุนแรงได้

นี่เป็นคำตอบว่า ทำไมจึงต้องร่วมมือกันเร่งรีบฆ่าตัดตอนคดีเอสซี แอสเสท

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน: ฉบับวันที่ 29 พฤศจิกายน 2551