กำลังเป็นที่ถกเถียงกันว่า นายพิเชษฐ ตันเจริญ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งด้วยหรือไม่ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน มัชฌิมาธิปไตยและชาติไทยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา
เหตุที่ต้องถกเถียงเรื่องดังกล่าว เนื่องจากนายพิเชษฐยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชาชนลงวันที่ 18 ตุลาคม 2550
แต่ จากข้อมูลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองได้รับหนังสือในวันที่ 26 ตุลาคม 2550 ซึ่งถือว่ามีผลสมบูรณ์ (พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 20 วรรคสอง)
ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ ขณะที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนกระทำความผิด (ทุจริตเลือกตั้ง) จนเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค นายพิเชษฐยังมีสภาพเป็นคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนอยู่หรือไม่
ถ้า ดูอย่างผิวเผินแล้ว อาจเห็นว่าวันที่นายยงยุทธกระทำความผิดคือวันที่ 28 ตุลาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่กลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดเชียงรายเดินทางไปพบนายยงยุทธ ที่กรุงเทพฯ
แต่ความจริงแล้วในสำนวนการสืบสวนของ กกต. นายดาบตำรวจคนสนิทของนายยงยุทธได้ชักชวนนายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ หนึ่งในกำนันกลุ่มดังกล่าวตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2550 เพื่อไปพบนายยงยุทธ
การลงมือกระทำความผิดจึงน่าจะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2550 ไม่ใช่วันที่ 28 ตุลาคม 2550
ยิ่ง ถ้าเอาแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินคดียี้ห้อยร้อยยี่สิบซื้อเสียงในจังหวัด บุรีรัมย์ที่แค่ตระเตรียมเงิน 120 บาท สำหรับซื้อเสียงให้มีความผิดแล้ว ยิ่งชัดเจนว่าการลงมือชักชวนกลุ่มกำนันไปพบนายยงยุทธโดยมีเป้าหมายในการ ทุจริตเลือกตั้งน่าจะเป็นการลงมือกระทำแล้ว
ถ้านับวันที่ 25 ตุลาคม 2550 เป็นการเริ่มกระทำความผิดของนายยงยุทธ นายพิเชษฐซึ่งยังคงมีสภาพเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนก็ต้องถูกเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งไปด้วย
เรื่องนี้อยากให้ กกต.พิจารณาข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายให้ถ้วนถี่ เพราะที่ผ่านมาพิจารณาผิดพลาดบกพร่องจนเกิดปัญหาตามมามากมาย อย่าดื้อดึงจนซ้ำรอย กกต.ชุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เลย
นอกจากเรื่องข้างต้นแล้ว อ่านรายงานใน “มติชนออนไลน์ (matichon.co.th)” พบข้อมูลที่น่าสนใจเป็นอีกด้านหนึ่งเกี่ยวกับคดียุบพรรค
ข้อมูลบางส่วนมาจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่ง
อ่าน แล้วทำให้เข้าใจว่า ทำไมศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองทั้งสามไต่สวนพยานหลักฐาน เพิ่มเติม แต่นัดแถลงปิดคดีในวันที่ 2 ธันวาคมทันที
ศาลรัฐ ธรรมนูญมีความเห็นตรงกันว่า คำสั่งของศาลฎีกาและคำวินิจฉัยของ กกต.ที่เพิกเถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทั้งสามเป็นที่ยุติและถึง ที่สุดแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจก้าวล่วงหรือเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ จึงไม่จำเป็นต้องไต่สวนพยานเพิ่มเติม
เช่นเดียวกับไม่ต้องไต่สวน พยานเพิ่มเติมว่า พรรค หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคคนอื่นมิได้รู้เห็นกับการกระทำของกรรมการบริหารพรรคที่ ถูกให้ใบแดงไปก่อนหน้านี้เพราะกฎหมายและรัฐธรรมนูญมีบทสันนิษฐานเป็นเด็ดขาด ว่า พรรค หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคต้องเป็นผู้กระทำผิดด้วย
แต่ จุดที่ผิดพลาดของศาลรัฐธรรมนูญคือ ไปนัดให้มีการตรวจบัญชีพยานหลักฐานในวันที่ 28 พฤศจิกายน ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีประเด็นต้องไต่สวนแล้ว ดังนั้น เมื่อถึงเวลานัดกลับสั่งงดเลยทำให้เกิดความคลางแคลงและข้อครหา
เมื่อ เป็นเช่นนี้ การตัดสินคดีนี้จึงเป็นเพียงชี้ขาดในข้อกฎหมายโดยอาศัยข้อเท็จจริงซึ่งยุติ แล้วจากคำสั่งศาลฎีกาและคำวินิจฉัยของ กกต. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้วตั้งแต่ก่อนวันที่ 28 พฤศจิกายน
การให้แถลงปิดคดีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม เพื่อนำข้อมูลบางส่วนมาประกอบเท่านั้น
ใน เรื่องการย้ายสถานที่พิจารณากะทันหันจนฝ่ายกฎหมายพลังประชาชนโวยวายลั่นนั้น ก็มีกฎหมายรองรับคือประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิแพ่ง) มาตรา 35 ซึ่งระบุ “..ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือเป็นการจำเป็น ศาลจะมีคำสั่งกำหนดการนั่งพิจารณา ณ สถานที่อื่น หรือในวันหยุดงานหรือในเวลาใดๆ ก็ได้” ซึ่งข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญข้อ 6 ได้กำหนดให้นำ ป.วิแพ่งมาบังคับใช้ได้
ตัวอย่างในการย้ายศาลจน เป็นศาลเคลื่อนที่ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2521 คือศาลจังหวัดอุบลราชธานี อ.น้ำยืน เนื่องจากถูกผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) โจมตี กระทรวงยุติธรรมจึงแนะนำให้ใช้อำนาจศาลตาม ป.วิแพ่งย้ายสถานที่พิจารณาคดีเพื่อความปลอดภัยซึ่งไม่แตกต่างจากศาลรัฐ ธรรมนูญที่ถูกม็อบเสื้อแดงล้อม จึงต้องย้ายที่พิจารณาเพื่อความปลอดภัย
นอกจากนั้น ยังมีศาลแม่อาย ศาลพร้าว ที่เคลื่อนที่อำนายความสะดวกให้แก่ประชาชนในสมัยนั้น
ใน รายงานของ “มติชนออนไลน์” ยังชี้ให้เห็นการชิงไหวชิงพริบระหว่างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกับม็อบเสื้อแดง ที่พยายามขัดขวางการตัดสินยุบพรรค แต่ในที่สุดก็ทำไม่สำเร็จ
อ่านแล้วนำไตร่ตรอง ส่วนใครจะคิดอย่างไร เชิญตามสะดวก
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 22 พฤศจิกายน 2551

