วันสิ่งแวดล้อมโลกเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ทั่วโลกได้มีการรณรงค์เรื่องโลกร้อนกันอย่างจริงจังภายใต้หัวข้อ Melting Ice: A Hot Topic? ส่วนบ้านเราก็มีการรณรงค์กันภายใต้คำขวัญ “หยุดโลกร้อนด้วยชีวิตพอเพียง” โดยได้จัดทำโปสเตอร์ภาพโบสถ์วัดขุนสมุทราวาส จังหวัดสมุทรปราการ ที่กำลังจะจมทะเลออกเผยแพร่เพื่อเตือนใจถึงมหันตภัยที่กำลังส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง
ความจริงนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกรู้มานานแล้วว่าภาวะโลกร้อนกำลังละลายธารน้ำแข็งของโลกรวมทั้งแผ่นน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่ขั้วโลก เพียงแต่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่ามันจะเกิดขึ้นรวดเร็วอย่างที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน
จากภูเขาสูงเสียดฟ้าถึงแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกอันกว้างใหญ่ โลกกำลังสูญเสียน้ำแข็งอย่างรวดเร็วชนิดที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นไปได้
นักวิจัยเพิ่งค้นพบว่าธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งมีความเปราะบางกว่าที่คิดมาก เพราะแทนที่น้ำแข็งที่ดูเหมือนจะมั่นคงถาวรราวภูผาเหล่านี้จะค่อยๆละลายอย่างสม่ำเสมอตามอุณหภูมิที่ค่อยๆสูงขึ้น ซึ่งถ้าเป็นไปตามแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ ธารน้ำแข็งหลายแห่งควรจะต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยปีกว่าจะละลายหมด แต่ปรากฏว่าในปัจจุบันอัตราการละลายกลับแซงหน้าอัตราการเพิ่มอุณหภูมิไปหลายเท่า
เหมือนกับว่าพอน้ำแข็งละลายอย่างช้าๆ จนถึงจุดหนึ่งแล้ว ต่อมาพวกมันต่างก็พากันละลายหายไปไปในอัตราที่น่าตกใจอย่างยิ่ง ส่วนหนึ่งอธิบายได้ว่าเมื่อน้ำแข็งหดตัวจนชั้นหินข้างใต้โผล่ขึ้นมาก็จะยิ่งเร่งให้การละลายเร็วขึ้นเพราะหินดูดซับความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้ดีแทนที่จะสะท้อนความร้อนกลับไปเหมือนตอนที่มีทุ่งน้ำแข็งปกคลุม
ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์หลายคนจึงพยากรณ์ว่า ธารน้ำแข็งในเทือกเขาแอลป์ของยุโรปอาจอันตรธานไปเกือบทั้งหมดภายในศตวรรษนี้ ส่วนอุทยานแห่งชาติธารน้ำแข็ง (Glacier National Park) ในสหรัฐอเมริกาก็อาจเหลือแต่ชื่อภายใน 25 ปีข้างหน้า สำหรับธารน้ำแข็งที่กระจายอยู่ทั่วเทือกเขาหิมาลัยซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดสำคัญของคนเอเชียกว่า 2,000 ล้านชีวิตอาจจะอยู่ต่อไปได้อีกสัก 10-20 ปีอย่างมากที่สุด ถึงตอนนี้จึงไม่มีใครกล้ารับประกันแล้วว่าแผ่นน้ำแข็งยักษ์อย่างกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกจะอยู่ได้นานอีกเท่าไหร่
เรื่องของน้ำแข็งละลายอาจดูไกลตัวกับประเทศเมืองร้อนอย่างเรา แต่หากลองนึกถึงข่าวคราวน้ำท่วม ฝนแล้งดินถล่มที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นทุกทีก็จะรู้ว่าสภาพอากาศวิปริตไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอีกต่อไป
ข้อมูลชัดๆ จากนักวิชาการบ้านเราที่ติดตามเรื่องนี้ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยในเอเชียสูงขึ้นราว 1-3 องศาเซลเซียสในรอบร้อยปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นอีก 2-4 องศาในศตวรรษข้างหน้า ส่วนภัยธรรมชาติทั้งอุทกภัย วาตภัย และภัยแล้งก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับในอดีต และมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นด้วย
ปรากฏการณ์โลกร้อนยังมีส่วนทำให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวบ่อยขึ้น และทำให้ปัญหาการกัดเซาะตามแนวชายฝั่งของบ้านเรารุนแรงมากยิ่งขึ้น ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาเราสูญเสียชายฝั่งไปแล้วกว่า 1 แสน 2 หมื่นไร่ เฉพาะบริเวณกรุงเทพฯและปริมณฑลพบว่ามีการกัดเซาะมากถึง 65 เมตรต่อปี
คิดๆ ไปแล้วก็เหมือนกับว่าเราอยู่ในยุคของการชดใช้กรรมจริงๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพชั้นบรรยากาศของโลกล้วนแล้วแต่เป็นผลพวงของการพัฒนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การตัดไม้ทำลายป่าอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะมีวันหมด การพัฒนาอุตสาหกรรมชนิดไม่ลืมหูลืมตา การถลุงเอาเชื้อเพลิงฟอสซิลมาใช้อย่างไม่หยุดหย่อน
ต่างคนต่างมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่เบื้องบน แล้วก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ คิดกันไปเองว่าสวรรค์คงไม่มีตา ฟ้าดินคงให้อภัย
แต่ถึงตอนนี้เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าพวกเรากำลังถูกตามเช็คบิล และที่น่าเจ็บปวดก็คือผลกรรมมันดันส่งผลถึงกันทั่วหน้าไม่ว่าจะอยู่ที่อเมริกาหรือภูฏาน ปารีสหรือมุมไบ
แต่ก็นั่นแหละครับ ด้วยความเป็นมนุษย์โลกที่ยังอุดมไปด้วยกิเลส ตัณหา และสันดานที่ยึดติดความสะดวกสบาย แม้ว่าเราจะรู้ซึ้งถึงต้นสายปลายเหตุ มีความรู้และรับทราบถึงแนวทางแก้ไข แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสำนึกผิด ลุกขึ้นมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแนวทางการใช้ชีวิต ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องเกิดพายุเฮอริเคนอีกกี่ลูก ไซโคลนอีกกี่ห่า กว่าจะทำให้มนุษย์ทั่วฟ้าเกิดความตระหนัก
เขียนมาอย่างนี้ไม่ได้ปรารถนาให้พากันปลง
ตรงกันข้าม อยากให้เราๆ ที่มีพลัง มีความรู้และมีความรัก รักโลก รักเพื่อนมนุษย์ ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง และช่วยกันเปลี่ยนแปลงคนรอบข้าง จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่
หากไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ขอแนะนำ หนังสือสีเขียวเล่มเล็กๆ ที่หมู่มิตรสหายแห่งมูลนิธิโลกสีเขียวเพิ่งจัดทำเสร็จเมื่อวันสิ่งแวดล้อมโลกที่ผ่านมา ชื่อว่า “โลกร้อน ทุกสิ่งที่เราทำเปลี่ยนแปลงโลกเสมอ” (สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 026222250-2 หรือ www.greenworld.or.th)
หนังสือเล่มนี้เป็นคู่มือแนะนำเรื่องโลกร้อนอย่างง่าย ที่ทำได้น่าอ่าน น่าติดตาม ครึ่งแรกเป็นการทำความเข้าใจกับภาวะโลกร้อน สาเหตุและปัญหา ส่วนครึ่งหลังเป็นการตอบโจทย์ว่า บรรดาเราๆ จะทำอะไรได้บ้าง
มีข้อเท็จจริงหลายอย่างที่ทำให้เราได้ฉุกคิด และพรั่งพร้อมไปด้วยแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในบริบทแบบไทยๆ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสามัญชนที่อยากเปลี่ยนแปลงโลก
หน้าสุดท้ายของหนังสือ โปรยตัวอักษรขนาดใหญ่ไว้ว่า “อย่าหยุดฝันถึงโลกที่สวยงามน่าอยู่” พร้อมลงท้ายด้วยคำคมของมาซารุ เอะโมโตะ หมอทางเลือกชาวญี่ปุ่น
“จิตสำนึกของคนสามารถส่งผลยิ่งใหญ่ต่อโลกรอบตัวเราได้”
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง
เพราะถึงที่สุดแล้ว ผมมองไม่เห็นทางอื่นเลยว่ามนุษย์จะแก้วิกฤติการณ์โลกร้อนได้อย่างไร ถ้าเราไม่เริ่มเปลี่ยนแปลงจากภายใน

