สื่อไทยในสถานการณ์ความขัดแย้ง


- นิธิ เอียวศรีวงศ์ - 

ในการสนทนากับนักข่าวทีวีช่องหนึ่ง ผมถามเธอว่า เคยสังเกตบ้างไหมว่า เมื่อครั้งที่เสื้อแดง "บุก" รัฐสภา ภาพถ่ายที่ลงในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ จะเป็นภาพที่ถ่ายจากกองกำลังฝ่ายรัฐซึ่งตั้งอยู่หลังประตู ไม่มีภาพที่ถ่ายจากมุมของฝ่ายเสื้อแดงเลย

เธอตอบว่า ก็รู้สึกน่ากลัวที่จะยืนอยู
่ฝ่ายเสื้อแดงผมถามว่ากลัวอะไร เธอตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้สึกน่ากลัว

อันที่จริงคำถามของผมเพียงแ
ต่ต้องการชี้ให้เห็นอย่างง่ายๆ ว่าการทำข่าวการชุมนุมของสื่อไทยนั้นให้น้ำหนักแก่ข่าวความขัดแย้งอย่างไม่สมดุลเท่านั้นภาพถ่ายที่มองจากมุมเดียวของ เหตุการณ์ "บุก"สภานั้น อาจอธิบายทางเทคนิคได้ว่า เพราะฝ่ายเสื้อแดงเป็น "ผู้กระทำ" (actor) จึงเป็นธรรมดาที่กอง บ.ก.ย่อมเลือกภาพที่มองเห็น "ผู้กระทำ"มากกว่า "ผู้ถูกกระทำ" ในความเป็นจริงแล้วนักข่าวอาจส่งภาพจากทั้งสองฝั่งมาจำนวนมากก็ได้

แต่แม้ตอบอย่างนั้น ก็ยังมีคำถามตามมาอีกว่าเรา
จะวินิจฉัยคนในข่าวความขัดแย้งว่า ใครคือ"ผู้กระทำ" และใครคือ "ผู้ถูกกระทำ" ได้จากปรากฏการณ์เฉพาะหน้าที่เห็นเท่านั้นหรือ ถ้าสื่อไทยตอบว่าใช่ ก็ถือว่าเป็นคำอธิบายความไม่สมดุลของการทำข่าวได้หมดจดแล้ว ไม่มีเรื่องจะคุยกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม คำตอบของนักข่าวหญิงท่านนั้
นน่าสนใจ เพราะหลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 10 เมษายน สิ่งที่น่าสนใจก็คือหลายแง่หลายมุมของเหตุการณ์นั้นถูกเปิดเผยขึ้นจากนักข่าวต่างประเทศ (และสำนักข่าวของไทยแห่งหนึ่ง อันเป็นสำนักข่าวใหม่) จนทำให้ฝ่ายรัฐต้องสร้างคำอธิบายใหม่ให้แก่เหตุการณ์หลายครั้งจนมาลงเอยที่คนชุดดำ และการก่อการร้าย

หากไม่นับสำนักข่าวไทยแห่งใ
หม่นั้นแล้ว ในข่าวที่ใหญ่และมีความสำคัญต่อทั้งปัจจุบันและอนาคตของไทยขนาดนั้น สื่อไทยได้ฝากฝีมืออะไรไว้บ้าง?และทั้งหมดนี้อธิบายได้ด้วยความกลัวเท่านั้นหรือ?

จนถึงทุกวันนี้ สังคมไทยก็ไม่รู้ว่าได้เกิด
อะไรจะขึ้นจริงๆ ในวันที่ 10 เมษายน สื่อไทยได้แต่ตามสัมภาษณ์บุคคลในเหตุการณ์ที่เข้าถึงได้ง่ายเช่น ผู้บาดเจ็บทั้งสองฝ่ายในโรงพยาบาล เหตุการณ์"สังหารหมู่" (ไม่ว่าใครเป็นผู้ทำ) ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของไทยครั้งนี้ จึงมีแต่เรื่องราวของผู้คนที่บาดเจ็บล้มตายโดยตัวเขาเองก็จับต้นชนปลายไม่ถูก และสังคมไทยเองก็จับต้นชนปลายไม่ถูกเท่ากัน

และก็คงจะเช่นเดียวกับการ "สังหารหมู่"ครั้งอื่น ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา, 6 ตุลา, หรือพฤษภาทมิฬ สื่อไทยไม่เคยทำการสืบสวนใน
เชิงข่าว เพื่อให้เห็นภาพของความสลับซับซ้อนเบื้องหลังเหตุการณ์ แก่นเรื่องของเหตุการณ์กลายเป็นการต่อสู้ระหว่างวีรชนและทรราช ส่วนใครจะเป็นวีรชนหรือใครจะเป็นทรราชนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเขามีโอกาสพูดถึงวีรกรรมของเขาได้มากน้อยเพียงไรหลังเหตุการณ์ แน่นอนว่าฝ่ายชนะย่อมมีโอกาสมากกว่า

และนี่หรือมิใช่ คือเหตุผลหลักที่สื่อไทยยัง
พูดถึงการสังหารหมู่ครั้งนี้ไม่ได้ เพราะยังไม่มีใครแพ้ชนะอย่างเด็ดขาด แก่นเรื่องที่สื่อถนัดจึงยังไม่โผล่ออกมา

โดยปราศจากความรู้ความเข้าใ
จการสังหารหมู่ทางการเมือง ท่ามกลางสื่อที่ไร้สมรรถภาพเช่นนี้จึงเป็นที่แน่นอนว่าสังคมไทยย่อมจะเผชิญการสังหารหมู่ทางการเมืองต่อไปอีกหลายครั้งในอนาคต

แน่นอนว่า ความสามารถที่จะวิเคราะห์เห
ตุการณ์ใหญ่ๆ ที่มีความสลับซับซ้อนอย่างมากนั้น เกิดขึ้นได้ก็เพราะมีข้อมูลที่ได้ถูกพิสูจน์แล้ว(verified) จำนวนมากพอ แต่สื่อไทยไม่ถนัดในการพิสูจน์ข้อมูล ที่ทำกันเป็นปกติก็คือ หยิบข้อกล่าวหาของฝ่ายหนึ่งไป "พิสูจน์" โดยนำไปถามผู้ถูกกล่าวหา อย่างที่เรียกกันว่าการทำข่าวแบบปิงปอง

แท้จริงแล้ว การพิสูจน์ความจริง (verification)เป็นหัวใจสำค
ัญของการทำข่าวคู่กันไปกับการ"อธิบาย" (ซึ่งจะพูดถึงข้างหน้า) และการพิสูจน์ความจริงเป็นเทคนิควิธีที่จะต้องฝึกปรือ (ทั้งจากสถานศึกษาและจากประสบการณ์การทำงานจริง)เจนจัดที่จะรู้ว่าจะตรวจสอบข้อมูลหนึ่งๆ ที่แหล่งใดไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบโดยตรงหรือโดยอ้อม

แต่ความสามารถของนักข่าวไทย
ในการทำงานที่มีความสำคัญระดับพื้นฐานเช่นนี้อ่อนด้อยอย่างยิ่งเนื่องจากการฝึกที่ไม่เพียงพอ ทั้งจากสถานศึกษาและที่ทำงาน ในสถานการณ์ความขัดแย้งเช่นนี้สื่อไทยจึงได้แต่หยิบฉวยข้อมูลใกล้มือไปใช้ โดยไม่ได้มีการพิสูจน์ความจริงเลย คู่ขัดแย้งเพียงแต่พยายามทำให้ข้อมูลของฝ่ายตนอยู่ "ใกล้มือ" นักข่าวที่สุดเท่านั้น

คำถามที่นักข่าวป้อนให้แก่แ
กนนำ นปช.ก็ตามผู้อำนวยการ ศอฉ.ก็ตาม จึงตื้นเขินและแสดงถึงการไม่ทำ "การบ้าน" อย่างชัดเจน ที่จริงแล้วนักข่าวจะทำ "การบ้าน" ได้ดี ก็ต่อเมื่อต้องมีข้อมูลที่ถูกพิสูจน์แล้วจำนวนมากในกระเป๋าด้วยถ้ากระเป๋าว่างเปล่า ถึงจะขยันเท่าไร ก็เท่ากันกับไม่ได้ทำ "การบ้าน" อยู่นั่นเอง

เขาป้อนอะไรมา นักข่าวก็ได้แต่เอ๋อ ที่ถามต่อก็เป็นเพียงต้องกา
รความชัดเจน เพื่อส่งต่อให้โรงพิมพ์ได้สะดวก

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการ "เลือกข้าง" ไม่ว่าสื่อจะแลือกข้างใดในค
วามขัดแย้ง สื่อก็ยังมีหน้าที่พิสูจน์ความจริงของข้อมูลอยู่นั่นเอง เพราะนั่นคือสาระของสินค้าที่สื่อผลิตขายผู้บริโภค นักข่าวหรือบ.ก.จะสวมเสื้อหลากสี หรือได้สัมปทานทีวีของรัฐเท่าไรก็เป็นเรื่องของบุคคล แต่พวกท่านทั้งหลายเก็บสตางค์จากผู้อ่านด้วยเหตุผลว่า ท่านจะขายข่าวที่ได้พิสูจน์ความจริงจนสุดความสามารถของท่านแล้ว... ทั้งนี้ ถ้าสื่อไม่ใช่แก๊งต้มตุ๋น

อีกด้านหนึ่งของการทำข่าว นอกจากการพิสูจน์ความจริงขอ
งข้อมูล ก็คือการอธิบาย หรือการเล่า(narration)

คนเราไม่สามารถ "เล่า" อะไรได้ ไม่ว่าจะมีข้อมูลที่พิสูจน์
แล้วมากสักเพียงใด จนกว่าจะได้สร้างโครงเรื่องขึ้นก่อน ฉะนั้นทุกๆ การเล่า จึงมีคำอธิบายอยู่ในนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และโครงสร้างของเรื่องราวนี่แหละที่อาจมีอคติส่วนตน,ผลประโยชน์ทางอุดมการณ์, อิทธิพลของนายฯลฯ แทรกเข้ามาได้ โดยอุดมคติแล้ว สื่อควรป้องกันมิให้สิ่งเหล่านี้เข้ามากำกับการเล่าข่าวของตนจนสุดความสามารถที่มนุษย์จะทำได้

แต่ในปัจจุบัน คนทำข่าวบางคนถึงกับอ้างสื่
อฝรั่งมังค่าว่า การ "เลือกข้าง" เป็นสิ่งปกติและสื่อควรทำ (โดยไม่ดูผลกระทบต่อสังคมฝรั่งว่า เมื่อสื่อ"เลือกข้าง" แล้วเกิดอะไรขึ้นแก่สังคมการเมืองฝรั่ง บ้าง) สื่อก็ควรได้รับคำเตือนด้วยว่า หาก "เลือกข้าง" จริง ก็ช่วยประกาศออกมาเลยว่าได้ "เลือกข้าง" ไหนไปแล้ว ผู้บริโภคควรมีสิทธิในการปกป้องตนเองด้วยวิจารณญาณมากขึ้น อย่าเสนอตัวประหนึ่งเป็นสื่อที่มุ่งประกอบอาชีวปฏิญาณอย่างบริสุทธิ์ (ดังนั้น โดยส่วนตัวของผู้เขียนแล้ว ไม่รู้สึกว่าทีวีช่องหอยม่วงน่ารังเกียจเท่ากับช่องทีวีไทยแม้ทั้งสองช่องใช้เงินของผู้บริโภคดำเนินการทั้งคู่ก็ตาม)

คำเตือนอีกข้อหนึ่งก็คือ ถึงจะ "เลือกข้าง"อย่างไร โครงสร้างของเรื่องราวที่เส
นอ ต้องไม่ละทิ้ง,กลบเกลื่อน, ปิดบัง, บิดเบือน ฯลฯ ข้อมูลที่ได้พิสูจน์ความจริงแล้ว หากข้อมูลเหล่านั้นยังสามารถรองรับโครงสร้างของเรื่องราวได้อยู่โดยไม่ติดขัดหรือโดยไม่แย้งกันในตัวเอง การ "เลือกข้าง" ของสื่อก็ดูจะมีผลกระทบต่อการเสนอข่าวตามอาชีวปฏิญาณไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม ตราบเท่าที่สื่อไทยไม่ให้คว
ามสำคัญแก่การพิสูจน์ความจริงของข่าว การ "เลือกข้าง" จึงทำให้โครงสร้างของเรื่องราวที่สื่อสร้างขึ้นเต็มไปด้วยอคติได้ง่าย โดยสื่อไม่เคยเตือนผู้อ่านเลยว่า ตนได้เลือกข้างไหนไปแล้ว

หลายคนพูดตรงกันว่า ในสถานการณ์ความหขัดแย้งที่
สังคมไทยเผชิญอยู่ สื่อไทยเลือกจะเซ็นเซอร์ตัวเอง เหตุใดจึงต้องเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นเรื่องเข้าใจยาก รัฐไทยในปัจจุบัน แม้มีอำนาจเด็ดขาดจากกฎหมายความมั่นคงและสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง แต่ทุกคนก็รู้ว่า ในความเป็นจริงรัฐไม่มีอำนาจจริงที่จะกำกับควบคุมสื่อเอกชนได้หากความพยายามจะลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารข้อมูลของรัฐถูกแฉแก่สาธารณชน รัฐจะตกในฐานะลำบากยิ่งขึ้นไปอีก

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เพียงแต่สื่อขยับตัวเท่านั้
นไม่ต้องลุกขึ้นสู้ด้วยซ้ำ รัฐก็ต้องถอย แต่สื่อกลับเลือกจะโอนอ่อนให้แก่แรงกดดันของรัฐ ทั้งนี้หมายรวมถึงสื่อทุกชนิด รวมทั้งทีวีด้วย

แรงกดดันจากทุนอาจมีความสำค
ัญกว่ารัฐเหตุใดทุนจึง "เลือกข้าง" คำตอบหนึ่งที่พูดกันอยู่เสมอคือผลประโยชน์ทางธุรกิจ เช่น นายทุนทีวีต้องการต่อสัมปทาน เป็นต้น แต่น่าสงสัยว่าคำอธิบายนี้ไม่เพียงพอ ผลประโยชน์ของนายทุนทีวีนั้นสลับซับซ้อนหลายแง่หลายเงื่อน ผูกพันเชื่อมโยงไปถึงทุนอีกหลายกลุ่ม การจะได้หรือไม่ได้สัมปทานจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำตัวน่ารักแก่รัฐบาลที่ครองอำนาจอยู่เท่านั้น (ซึ่งก็ถูกเปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว) ความเชื่อมโยงกับทุนหลากหลายกลุ่มที่มีอำนาจกำกับการเมืองอยู่ต่างหาก ที่ทำให้สัมปทานจากรัฐมีความมั่นคง

สิ่งที่ผูกพันทุนไว้กับ "ระเบียบ, ความสงบเรียบร้อย, นิติรัฐ, ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติฯล
ฯ" นั้นมีสองอย่าง อำนาจต่อรองทางการเมืองที่สูงสำหรับรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจของทุน"ฝ่ายกู" นั้นอย่างหนึ่ง และอคติทางวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่ง อย่างที่สองนี้แหละที่อธิบายการเซ็นเซอร์ตัวเองของทุนสื่อเอกชน ที่ไม่ต้องขอสัมปทานจากรัฐได้ ก็โตและรวยมาท่ามกลาง "ระเบียบ, ความสงบเรียบร้อย, นิติรัฐ, ผลิตภัณฑ์มวลรวม ฯลฯ"อย่างนี้นี่หว่า จะปล่อยให้พวกบ้านนอกขอกตื้อมาละเลงจนเละไปได้อย่างไร

ศัตรูของเสรีภาพสื่อไทยนั้น
ไม่ใช่รัฐมานานแล้วแต่คือทุน ถ้าเราไม่ตระหนักเรื่องนี้ให้ดี เราก็จะไม่ช่วยกันสร้างกลไกทางกฎหมาย, สังคม, และวัฒนธรรม ที่แข็งแกร่งพอจะปกป้องเสรีภาพของสื่อได้เลย

ถ้าสังคมไทยมีข้อมูลรอบด้าน
 มองเห็นทั้งข้ออ่อนข้อแข็งของแต่ละฝ่ายที่ร่วมอยู่ในความขัดแย้งการใช้ความรุนแรงกับความจริงจะทำได้ยากขึ้นเพราะจะถูกสื่อตรวจสอบอย่างรวดเร็วและหนักแน่นทุกฝ่ายจะต้องระมัดระวัง ไม่ใช้ความเท็จเป็นเครื่องมือต่อสู้ เพราะจะทำให้เสียความชอบธรรมจนเพลี่ยงพล้ำ โอกาสของการใช้ความรุนแรงของทั้งสองฝ่ายก็จะลดลงอย่างมาก แม้แต่ทางออกจากความขัดแย้งเฉพาะหน้าก็อาจเห็นได้ชัดขึ้น

แต่ในสถานการณ์ความขัดแย้งซ
ึ่งหลายคนมองเห็นว่า สื่อไทยไม่ "เป็นกลาง" นั้น ไม่จำเป็นต้องตีโวหารอะไรให้มากหรอก คุณไม่มีกึ๋นจะ "เป็นกลาง"ได้ ก็เท่านั้นเอง

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม 2553

หมายเหตุ: ภาพประกอบจาก http://www.boston.com/bigpicture/2010/05/protests_turn_deadly_in_thaila.html