
บนความเคลื่อนไหว
- นภนันท์ เขาจารี -
หลายฝ่ายคาดการณ์กันว่าอุณหภูมิการเมืองจะร้อนแรงขึ้น เมื่อล่วงเข้าเดือนกุมภาพันธ์ ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับรัฐบาลเดินทางมาถึงโค้งอันตราย เนื่องด้วยวันที่ 26 กุมภาพันธ์เป็นวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกำหนดอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาทของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ช่วงเวลานี้จึงน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปงานแถลงข่าวของแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่อิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว หลังจากที่เมื่อวานมีประเด็นร้อนที่เกิดขึ้น 2 ประเด็นคือ เรื่องเช็คที่นาง
แกนนำคนเสื้อแดงมาร่วมแถลงข่าวกันอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นนาย
1) แกนนำยืนยันว่าจะไม่มีการชุมนุมในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พร้อมทั้งย้ำจุดยืนของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร 2549 และระบุว่าเป็นการกระทำอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนั้นยังไม่เห็นด้วยกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงจากรัฐประหาร อาทิ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) และการอายัดทรัพย์ต่างๆ
2) แกนนำยืนยันว่าจะยึดหลักสันติวิธีในการต่อสู้ และประกาศขอไม่รับผิดชอบการกระทำใดๆ ของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผลหรือเสธ.แดง ที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับนปช. แม้ว่าเสธ.แดงจะประกาศว่า “มึงไม่เอากู แต่กูเอามึง” ก็ตาม เนื่องจากแนวทางในการต่อสู้ไม่เหมือนกัน รวมทั้งกล่าวถึงกรณีที่เสธ.แดงเดินทางไปเผยแพร่แนวทางการต่อสู้ที่รุนแรงตาม ต่างจังหวัด โดยอ้างว่าเป็นความเห็นชอบของพ.ต.ท.ทักษิณ หรือเรื่องที่มีกลุ่มคนไปขอใช้พื้นที่ฝึกอาวุธ โดยอ้างว่าเป็นลูกน้องของเสธ.แดง ในจังหวัดสกลนคร ศรีสะเกษ และมุกดาหาร

3) นายณัฐวุฒิแถลงการณ์เพิ่มเติมในประเด็นเรื่องเช็ค หลังจาดที่นายวัชระ พรรณเชษฐ์ บุตรชายของนางกัลยาณี พรรณเชษฐ์ ออกมาแถลงข่าวชี้แจง ว่าข้อมูลไม่ได้เอามาจากทางวัด และพบความผิดปกติของข้อตกลงในการก่อสร้าง รวมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดนางกัลยาณี จึงจ่ายเช็คในนาม พล.อ.เปรม โดยตรงแทนที่จะจ่ายในนามมูลนิธิรัฐบุรุษหรือวัดสวนแก้ว การกระทำลักษณะนี้ ถือได้ว่า พล.อ.เปรมได้รับประโยชน์จากกลุ่มทุน นอกจากนั้นเงินจำนวนนี้ยังไม่ได้นำไปเสียภาษี และออกใบอนุโมทนาเป็นชื่อบริษัท เอ็มเอ็มเฮช โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง นายณัฐวุฒิเรียกกระบวนการนี้ว่าเป็นการ “ฟอกบุญ”โดยนำหลักฐานที่เป็นเช็คที่มีการเซ็นรับของพล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป และแกนนำเรียกร้องให้พล.อ.เปรมออกมาชี้แจงว่านำเงินไปใช้ในการใด ได้เสียภาษีหรือไม่ รวมถึงให้มีการตรวจสอบบัญชีทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับ 2 บัญชีด้วย
4) นายจตุพรได้นำเอกสารจำนวน 37 หน้าที่อ้างว่าเป็นเอกสารในการประชุมเตรียมความพร้อมในการปราบปรามกลุ่มคน เสื้อแดงมาแสดงและอธิบายรายละเอียดในแต่ละหน้า ว่าเป็นแผนปราบคนเสื้อแดง ทั้งในพื้นที่กรุงเทพและอีก 38 จังหวัด แผนการจับกุมแกนนำ 1 คนเพื่อลดจำนวนผู้ชุมนุม 1,000 คน แผนเตรียมการปกป้องสถานที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาลศิริราช เขตพระราชฐาน ทำเนียบรัฐบาล นอกจากนั้นนายจตุพรยังอ้างว่าจะมีการสร้างสถานการณ์เพื่อจับกุมแกนนำและมวล ชนเสื้อแดง แผนการจัดกำลังทหารเพื่อเข้ามาจัดการกับกลุ่มคนเสื้อแดง โดยทหารจะพกทั้งโล่ กระบอง และบางกลุ่มที่ใช้อาวุธปืน M16 ในช่วงท้ายนายจตุพร ได้ขู่ว่า หากพี่น้องเสื้อแดงไม่มีความปลอดภัยในชีวิตแล้ว พล.อ.เปรม นายอภิสิทธิ์ หรือแม้แต่บิดาของนายอภิสิทธิ์ ในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยเหมือนกัน ก็ไม่ควรจะมีความปลอดภัยในชีวิตเหมือนกัน
การแถลงข่าวของแกนนำนปช.นั้น มีขึ้นหลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มกลับมาชุมนุมที่กรุงเทพอีกครั้ง โดยมีการชุมนุมย่อยเป็นจุดๆ เพื่อปราศรัยโจมตีกระบวนการยุติธรรมว่ามีสองมาตรฐาน โดยกลุ่มคนเสื้อแดงเห็นว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ไม่มีความเท่าเทียม การชุมนุมจะมีแกนนำผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยและไม่ได้ชุมนุมยืดเยื้อ
การชุมนุมครั้งแรกมีขึ้นที่สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อทวงถามความคืบหน้าของ 3 คดีสำคัญ ประกอบด้วย คดีการบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติเขายายเที่ยง จ.นครราชสีมา, เขาสอยดาว จ.จันทบุรี และ คดีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่คนเสื้อแดงเห็นว่ามีความล่าช้าในการดำเนินการ
การชุมนุมครั้งที่สองเกิดขึ้น ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อกดดันให้ตำรวจดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตร รวมทั้งทวงถามถึงศักดิ์ศรีของข้าราชการตำรวจ
การชุมนุมครั้งที่สามที่สำนัก งานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) โดยปราศรัยโจมตีและแสดงการไม่ยอมรับคณะปปช.ชุดนี้ เนื่องจากมีที่มาจากการแต่งตั้งโดยคมช. และทวงถามความคืบหน้าคดีของพันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์กลุ่มเห็นว่ามีความ ล่าช้าในการดำเนินคดี
การชุมนุมครั้งที่สี่ ได้เดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรียกร้องในประเด็นที่คล้ายคลึงกัน คือไม่ยอมรับที่มาของกกต.ชุดนี้ รวมทั้งโจมตีเรื่องสองมาตรฐาน

ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อ มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อใดนั้น กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของประเภทต่างๆ รวมทั้งสิ่งของที่มีสีแดงจะมาถึงเป็นกลุ่มแรก ต่อจากนั้นจะเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่ค่อยๆ ทยอยกันมา โดยช่วงเวลาที่มีผู้ชุมนุมมากที่สุดนั้นคือช่วงเย็น
ผู้เข้าร่วมชุมนุมส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่อาจเรียกได้ว่า “แดงแจ๋” เมื่อผู้เขียนบอกว่าเป็นนักศึกษาขอเข้าไปพูดคุยด้วย ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ที่เป็นวัยกลางคนจะระบายความอัดอั้นตันใจ ทั้งเรื่องความไม่ยุติธรรมที่ได้รับ เรื่องสองมาตรฐานที่มีต่อวีรบุรุษของพวกเขา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ การนำเสนอข่าวของสื่อที่พวกเขามองว่าไม่เป็นธรรม ทำให้ต้องหันไปรับข่าวสารจากสื่อของกลุ่มคนเสื้อแดง การไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สถานที่ในการร่วมชุมนุม รวมทั้งฝากให้นักศึกษาออกมาแสดงพลังเหมือนตอนเหตุการณ์เดือนตุลาผ่านผู้ เขียนไปอีกด้วย ทั้งนี้การชุมนุมสิ้นสุดลงในแต่ละวันด้วยการปราศรัยปิดท้ายของนายณัฐวุฒิที่ ได้รับความนิยมอย่างมากและมีการขนานนามว่า พี่เบิร์ด

ในส่วนการรักษาความปลอดภัยใน การชุมนุม มีการตรวจตราสัมภาระและตรวจค้นอาวุธก่อนเข้าเหมือนทั่วไป การ์ดสวมเสื้อเกราะคนหนึ่งเข้ามาคุยกับผู้เขียนบอกว่า “พี่คิดว่าผมถูกจ้างมาอีกไหม” “สงกรานต์ที่ผ่านมาไม่ใช่ฝีมือพวกผม แต่เป็นพวกเสื้อน้ำเงิน” เมื่อได้ไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาดูแลการชุมนุมซึ่งมีเพียงโล่เท่านั้น เขากล่าวชมว่าการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นไปด้วยดี เป็นมิตรต่อพวกเขา ไม่ดุดันและไม่รุนแรง ไม่พยายามกล่าวหาว่าตำรวจเป็นอีกฝ่ายแต่อย่างใด แต่ถ้าหากมีเหตุการณ์ใด คงไม่สามารถระงับเหตุได้ เพราะมีเพียงแค่โล่อย่างเดียว ผู้เขียนจึงถามต่อว่าตำรวจเสื้อแดงมีมากอย่างที่แกนนำพูดจริงหรือไม่ เขาตอบว่า “เวลาอยู่ในหน้าที่ก็ต้องเป็นกลาง เพราะใส่เครื่องแบบ แต่นอกเวลาก็เป็นเรื่องส่วนตัว”
การกลับมาชุมนุมของคน เสื้อแดงอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดทั้งจากรัฐบาลและประชาชน เนื่องด้วยมีภาพลักษณ์ว่าเป็นการชุมนุมเพื่อพ.ต.ท.ทักษิณ นอกจากนั้นยังมีการคาดการณ์ว่าน่าจะเกิดความรุนแรง เพราะความทรงจำตอนเมษาเลือดยังไม่หายไป
ยุทธวิถีของกลุ่มคนเสื้อแดงมุ่งเป้าโจมตีกระบวนการยุติธรรมว่าสองมาตรฐาน และออกมาเปิดเผยหลักฐานการกระทำความผิดของเหล่าองคมนตรี กลุ่มทุนที่สนับสนุนและรัฐบาล เพื่อสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม นอกจากนั้นยังพยายามลบภาพลักษณ์ที่ดูเหมือนว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อผลประ โยชน์ของพ.ต.ท.ทักษิณ และประกาศว่าเป็นการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคและประชาธิปไตย โดยการประกาศเลื่อนการชุมนุมใหญ่ออกภายหลังการอ่านคำพิพากษาของศาล เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นการชุมนุมเพื่อกดดันผู้พิพากษา นอกจากนั้นยังประกาศยืนยันการใช้หลักอหิงสาในการชุมนุม และปฏิเสธแนวคิดกองทัพประชาชนของพล.อ.พัลลภ ปิ่นมณีและพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล
***********************
คำพิพากษา
สังคมไทยได้ผ่านพ้นวันตัดสิน คดีร่ำรวยผิดปกติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปแล้ว ซึ่งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 นี้เต็มไปด้วยการคาดการณ์จากฝ่ายต่างๆ มากมาย ทั้งจากกลุ่มคนเสื้อแดงที่คาดว่าคำตัดสินของศาลจะเป็นไปในแนวทางที่ไม่ก่อ ประโยชน์กับ พ.ต.ท.ทักษิณแน่นอน จากกลุ่มประชาชนทั่วไปที่คาดการณ์ว่าอาจเกิดความรุนแรง (รวมถึงมีกระแสการทำรัฐประหาร) และจากฝากฝั่งรัฐบาลที่มองว่าอาจมีการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ

บรรยากาศบริเวณศาลฎีกา ซึ่งเป็นที่อ่านคำพิพากษาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 นั้น มีการเตรียมการด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด มีรถหุ้มเกราะรับส่งผู้พิพากษาทั้ง 9 คน และกำลังตำรวจในการรับมือกับเหตุการณ์ความไม่สงบที่อาจจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ดีปรากฏกลุ่มคนเสื้อแดงมาชุมนุมเพียงเล็กน้อยที่หน้าศาลและ อีกกลุ่มบริเวณฝั่งตรงข้ามของสนามหลวง
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มแดงสยามของ นายสุรชัย แซ่ด่าน ที่นัดปราศรัยล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 บริเวณในสนามหลวง และมวลชนที่เข้าร่วมฟังการปราศรัยส่วนใหญ่ ยังไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช.แดงทั้งแผ่นดินด้วย คนเสื้อแดงที่มาในวันนี้ได้จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ต่างๆ และรอฟังการอ่านคำพิพากษาอย่างใจจดใจจ่อ และมีเสียงเฮ เป็นระยะๆ เมื่อได้ยินถ้อยคำที่ฟังดูเป็นประโยชน์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ วันนี้มีสำนักข่าวต่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาทำข่าวเป็นจำนวนมาก
ในตอนเย็นกลุ่มคนเสื้อแดงที่ ปักหลักอยู่หน้าศาลฎีกาได้ย้ายไปยังเวทีของแดงสยาม และเมื่อเสธ.แดง ทหารนักบู๊มาถึงก็สามารถสร้างสีสันให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงได้ค่อนข้างมาก ต่อมาเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาตัดสินว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดจริงให้ยึดทรัพย์จำนวน 46,373 ล้านบาท กลุ่มผู้ชุมนุมบางกลุ่มก็แสดงความเห็นใจ บางกลุ่มแสดงอาการโกรธแค้นอย่างเห็นได้ชัด และบางกลุ่มถึงกับร้องไห้คร่ำครวญ
ในคืนวันเดียวกันนั้นเอง ฝ่ายจำเลย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้ตอบโต้ผ่านวิดีโอลิงค์ เนื้อหาแสดงความไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาล นอกจากนั้นยังเปรียบว่าตนเองเป็นเหยื่อทางการเมือง ต้องขอโทษสมาชิกในครอบครัวที่ไม่เชื่อคำเตือน ยังดื้อรั้นเข้ามาเล่นการเมือง ทำให้ทุกคนต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย และทิ้งท้ายด้วยโคลงของ “ศรีปราชญ์” ให้ทั้งกลุ่มผู้สนับสนุนและผุ้ต่อต้านได้คิดอีกด้วย


นอกจากนี้ยังมีการแถลงราย ละเอียดเรื่องชุมนุมใหญ่ของนปช. ว่าในวันที่ 12 มีนาคม 2553 จะมีการปราศรัยที่จังหวัดนครราชสีมา ระยอง อ่างทอง และแพร่ และจะ ระดมพลกันตามจุดต่างๆ ในแต่ละภูมิภาค (นครนครสวรรค์ นครราชสีมา อยุธยา ชลบุรี ประจวบฯ) ส่วนในกรุงเทพเองมีจุดนัดหมายกัน 10 จุด โดยแต่ละจุดจะมีแกนนำ เมื่อรวมพลกันได้แล้ว จะเคลื่อนตัวมารวมกันบริเวณที่ชุมนุมใหญ่ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สนามหลวงและลานพระบรมรูปทรงม้า ประมาณการณ์ว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมการชุมนุมกว่าล้านคน รถนับแสนคัน และเรืออีกหลายพันลำ เป้าหมายของการชุมนุมคือให้รัฐบาลยุบสภา
ระหว่างนี้มีข่าวการเคลื่อนไหว ต่างๆ เกิดขึ้นรายวัน ไม่ว่าจะเป็น 212 บัญชีดำผู้ ใกล้ชิดพ.ต.ท.ทักษิณ ความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยและพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ การดำเนินการยื่นเรื่องถอดถอนผู้พิพากษา 2 ท่านที่มีมติให้ยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณทั้งหมด จำนวน 76,000 ล้านบาท และการยื่นเรื่องดำเนินคดีอาญาต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้น
หลังจากสิ้นสุดคำพิพากษา ทั้งฝ่ายผู้สนับสนุนและฝ่ายต่อต้านก็ได้ออกมาตอบโต้กันอย่างดุเดือด ไม่ว่าจะผ่านสื่อหรือผ่านกระบวนการทางกฎหมาย คงยังต้องเฝ้ามองต่อไปว่าท่าทีของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย รัฐบาล และสังคมไทยว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
*************************************
เพลงโหมโรง
หลังจากการเดินขบวนรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนในกรุงเทพเข้ามาร่วมการชุมนุม ทั้ง 5 จุดของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 12 มีนาคม 2553 ประสบความล้มเหลว ทั้งด้านจำนวนคนที่น้อยกว่าการประมาณการณ์ของคนเสื้อแดงไปมาก การเปลี่ยนแปลงกำหนดการณ์บ่อยครั้ง จนทำให้เกิดความสับสนไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
บ่ายวันที่ 13 มีนาคม 2553 “วันสุกดิบ” ตามการขนามนามของแกนนำนปช. อากาศร้อนระอุและแสงแดดที่แผดเผาในช่วงบ่ายได้ต้อนรับกลุ่มคนเสื้อแดงจากต่างจังหวัดที่เพิ่งเดินทางมาถึงกรุงเทพ ท่ามกลางการจับตาเรื่องจำนวนมวลชนที่เข้ามาร่วมและความต้องการลบภาพความล้มเหลวในการระดมพลของกลุ่มนปช.ในวันที่ 12 มีนาคม บนถนนสายวิภาวดี-รังสิตก็เต็มไปด้วยริ้วขบวนสีแดงของกลุ่มคนเสื้อแดงนับพันที่ ทยอยเคลื่อนขบวนเข้ามาในกรุงเทพ แยกเป็นกลุ่มตามจังหวัด คนเสื้อแดงในกรุงเทพ กลุ่มแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์รับจ้างออกมาต้อนรับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ พร้อมทั้งแจกจ่ายอาหารและเครื่องดื่มให้คนเสื้อแดงจากต่างจังหวัด เสียงปราศรัยดังกลบเสียงเครื่องยนต์และเสียงแตรรถยนต์ที่บีบทักทายกันเป็นระยะ นอกจากเสียงปราศรัยแล้วยังมีเสียงทักทายกันของคนเสื้อแดง “กินข้าวกินปลาหรือยัง”, “พรุ่งนี้เจอกัน” หรือ “สู้ๆ” และรอยยิ้มที่มีให้กันของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่านักสู้เพื่อประชาธิปไตย และความเป็นธรรม





นอกจากการต้อนรับด้วยรอยยิ้มและการทักทายกันแล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงยังช่วยโบกรถให้กับชาวกรุงเทพ และแจกใบปลิว เพื่อขอความเห็นใจจากผู้ใช้รถใช้ถนนที่ได้รับผลกระทบจากการ ชุมนุม เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงช่วงค่ำ ผู้เขียนตัดสินใจอาศัยรถกระบะคันหนึ่งที่ทราบภายหลังว่าเดินทางมาจากเชียงราย เพื่อเข้าสู่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ที่ตั้งของเวทีปราศรัยใหญ่ของการชุมนุมครั้งนี้ เมื่อรถระบะคันนี้แล่นผ่านกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาต้อนรับ ก็จะมีการชะลอความเร็วทักทายกัน หรือรับสิ่งของแจกจ่าย นอกจากนั้นยังมีการทักทายกันกับกลุ่มคนตามไหล่ทางและรถคันอื่นๆ ที่แล่นผ่านมาด้วยการบีบแตรยาว น่าสังเกตว่ามีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่เข้าร่วมด้วยความคึกคะนองและเมาสุรา


การพูดคุยระหว่างการเดินทางของผู้เขียนกับชายกลางคนผู้มีแววตา แห่งความหวังนั้นเต็มไปด้วย การระบายออกถึงความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจที่พวกเขากล่าวว่าเกิดมาจากการที่ รัฐบาลอภิสิทธิ์ มุ่งสนใจในแต่กับเรื่องการเมือง การดำเนินการบริหารเพื่อคนในเมืองเป็นหลัก โดยไม่แยแสพวกเขาเลยแม้แต่น้อย จึงเป็นเหตุให้พวกเขาต้องเดินทางมาต่อสู้เพื่อปากท้องของตนเองและเรียกร้องความเสมอภาคในทุกๆ ด้าน เมื่อเรามาถึงบริเวณที่ชุมนุมใหญ่ ก็พบปัญหาที่จอดรถไม่เพียงพอ รถต้องไปจอดอยู่กลางถนน ทำให้ถนนถูกปิดไปโดยปริยาย
ตอนที่เราไปถึงนั้น วิดีโอลิงค์ของพ.ต.ท.ทักษิณใกล้จะจบพอดี เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการให้กำลังใจผู้ชุมนุม หลังจากนั้นอริสมันต์ พงษ์เรืองรองก็ปรากฎตัวบนเวทีท้าทายหมายจับที่ตำรวจออกไว้ ตามมาด้วยการปราศรัยของนายณัฐวุฒิที่ยื่นเรื่องให้ตำรวจดำเนินคดีกับนายสนธิ ลิ้มทองกุลเสียก่อน นายอริสมันต์จึงจะยอมมอบตัว
นอกเหนือจากเวทีใหญ่ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศแล้ว ยังมีเต็นท์ที่จัดไว้ให้กลุ่มคนเสื้อแดงได้พักผ่อน และจุดรวมมวลชนอีก 2 จุดคือบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าและสะพานมัฆวานรังสรรค์ มีการเตรียมพื้นที่สำหรับผู้เข้าร่วมชุมนุมที่คาดว่าจะมีจำนวนมากตามการคาด การณ์ของแกนนำ
การเดินทางเข้าสู่กรุงเทพของกลุ่มคนเสื้อแดงจากต่างจังหวัดนั้น ถือเป็นการเริ่มต้นชุมนุมใหญ่ของนปช.อย่างแท้จริง มวลชนจำนวนมากทำให้แกนนำมีกำลังใจขึ้นมาได้ หลังจากต้องผิดหวังไปเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงแค่บทนำของนิยายการเมืองเรื่องนี้เท่านั้น ตอนต่อไปจะเข้มข้นขึ้นเพียงใด ตอนจบจะเป็นแบบไหน น่าตามอย่างยิ่ง
วันประวัติสาด(เลือด)
15 มีนาคม 2553 ภายหลังจากการรวมพลที่สะพานผ่านฟ้ามาได้ 1 วัน แกนนำนปช.ก็เคลื่อนขบวนไปยังกรมทหารราบที่ 11 บางเขน ซึ่งเป็นที่พำนักของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นาย
กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงได้ใช้พาหนะทั้งรถกระบะ รถติดเครื่องขยายเสียง รถยนต์ส่วนตัว มอเตอร์ไซค์ และแท็กซี่ ในการใช้เดินทางไป ด้านทหารได้เตรียมรถถัง รถน้ำ รั้วลวดหนาม และการมียืนเวรยามโดยรอบ รวมทั้งมีกองพันจิตวิทยาพิเศษ ซึ่งมีการใช้เครื่องขยายเสียงกล่าวตอนรับผู้ชุมนุมเป็นภาษาอีสานด้วยถ้อยคำผูกมิตร พร้อมทั้งเปิดเพลงพระราชนิพนธ์


เมื่อรถขยายเสียงของแกนนำมาถึง แกนนำจึงได้เริ่มปราศรัยโดยเน้นไปที่เรื่องการหนีทหารของนายอภิสิทธิ์ ทหารที่ยอมละศักดิ์ศรีให้คนที่หนีทหารมาเป็นผู้บังคับบัญชา และการเอาเปรียบของนายทหารระดับสูงต่อพลทหาร ระหว่างเดียวกันทางด้านนายกอภิสิทธิ์ก็ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เพื่อตรวจสภาพการจราจร เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างใช้เครื่องขยายเสียง ปรากฎว่าเสียงของฝ่ายแกนนำผู้ชุมนุมถูกกลบด้วยเสียงของทหารกลุ่มจิตวิทยาพิเศษ ทำให้มวลชนได้ยินการปราศรัยไม่ชัดหรือบางแห่งก็ไม่ได้ยินเลยประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนระอุ ทำให้มวลชนจำนวนมากหลบเข้าไปพักในที่ร่ม ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีพาหนะติดเครื่องขยายเสียงเอง ก็เริ่มกระจายเสียงโดยมีทั้งการกล่าวปราศรัยและเปิดเพลงและมีการสาดน้ำใส่กันประปราย
เวลาผ่านไปจนถึง 14.00 น. แกนนำจึงได้นำมวลชนกลับไปยังสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และเย็นวันนั้นเอง แกนนำได้แถลงข่าวการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์โดยการใช้เลือด 1 ล้านซีซีมาเทที่หน้าทำเนียบรัฐบาล หน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ และหน้าบ้านพักของนายกรัฐมนตรี เพื่อเปรียบว่ารัฐบาลชุดนี้ทำงานบนเลือดเนื้อของประชาชน



ผู้เขียนมีโอกาสขึ้นรถที่จัดให้สื่อมวลชน โดยมีรถที่มีนายณัฐวุฒิเป็นแกนนำบัญชาการนำขบวนอยู่ บนรถทั้งสองคันมีเลือดที่จะนำไปเทอยู่ด้วย เมื่อขบวนรถมาถึงยังหน้าทำเนียบรัฐบาล ที่มีการตรึงกำลังของตำรวจและทหารรอ โดยมีพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาลควบคุมอยู่ จึงมีการเจรจากันระหว่างนายจตุพรและตำรวจ เพื่อขออนุญาตให้กลุ่มผู้ชุมนุม 500 คนเข้าไปยังทำเนียบ

หลังจากนายณัฐวุฒิประกาศเคลื่อนขบวนต่อไปยังทำเนียบ พร้อมบอกให้นายอริสมันต์ ลงจากแท่นปูนหน้าประตูไปร่วมเทเลือด ขณะที่รถสื่อมวลชนที่มีคนนั่งอยู่เป็นจำนวนมาก เริ่มเอียงและแผ่นไม้ที่ปูพื้นก็หัก คาดว่ารับน้ำหนักมากเกินไป นายณัฐวุฒิที่อยู่บนรถก็ประกาศว่ารถเอียง และเริ่มมีกลิ่นไหม้ คนที่อยู่บนรถจึงแย่งกันกระโดดหนีลงจากรถเป็นจำนวนมาก ต่อมาจึงมีการจัดระเบียบให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องลงจากรถ แต่ก็ยังมีผู้ชุมนุมบางส่วนยังอยู่บนรถ ในขณะที่ขบวนรถเคลื่อนผ่านทำเนียบบริเวณหน้าตึกปปช. การ์ดนปช. ได้ขอร้องให้ผู้เขียนช่วยถ่ายรูปชายใส่เสื้อสีขาวที่อยู่บนตึก ซึ่งการ์ดอ้างว่ามีการติดอาวุธปืนเล็งยิง แต่จากที่ผู้เขียนเห็นชายคนนั้นมีสายสะพายและมีลำกล้อง แต่เห็นได้ไม่ชัดมากนักเนื่องจากอยู่ในระยะที่ค่อนข้างไกล







จากการสอบถามทางตำรวจได้ความว่า ในวันนี้จะพยายามไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าใกล้บริเวณบ้านให้มากที่สุด ก่อนที่แกนนำจะเคลื่อนขบวนมาถึงนั้น ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมที่มาถึงยังบริเวณถนนสุขุมวิทจำนวนมากเพื่อรอแกนนำ ตลอดเวลามีการกระจายเสียงจากตำรวจให้แกนนำส่งคนเข้ามาเจรจา แต่ไม่ปรากฏผลใดๆ เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมได้นำรถกระจายเสียงของตนเองมาประกาศกลบเสียงตำรวจ ทำให้ตำรวจต้องปรับเปลี่ยนแผน เพื่อนำเครื่องขยายเสียงที่ดังกว่ามาใช้ และช่วงที่รอผู้ชุมนุมเดินทางมา มีสาวประเภท 2 ที่เป็นคนเสื้อแดงมาขอถ่ายรูปกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

เวลา 10.35 น. ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก และมีเสียงประทัดดังขึ้น ไม่นานนักแกนนำก็มาถึง นายณัฐวุฒิได้เข้ามาเจรจากับพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ เพื่อขอเทเลือดบริเวณหน้าบ้านนายก แต่ตำรวจขอให้ผู้ชุมนุมส่งตัวแทนมาเหมือนเมื่อวาน ในขณะที่กำลังเจรจาอยู่นั้น นายอริสมันต์ได้นำมวลชนบางส่วนถือเลือดเข้ามาเตรียมเทใส่ตำรวจและได้ส่งสัญญาณมือให้นายณัฐวุฒิหยุดเจรจา ต่อมาพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ จึงได้สั่งให้ตำรวจถอยหลัง 10 ก้าว และนายณัฐวุฒิก็สั่งให้มวลชนเดินหน้า 10 ก้าว และมีการสั่งให้ถอยและเดินหน้าในลักษณะนี้อีกหลายครั้ง จนตำรวจเริ่มถอยไปมาก รถขนผู้ต้องขังก็ต้องถอยจนมีการขูดขีดกับรถคันอื่น ทำให้กระจกมองข้างบิดเอียงไป ส่วนสื่อมวลชนเองก็ต้องถอยหลังไปเช่นกัน


หลังจากเทเลือดที่หน้าบ้านนายกเสร็จ แกนนำก็ประกาศเคลื่อนขบวนไปยังสถานทูตสหรัฐอเมริกา เพื่อยื่นหนังสือทวงถามเรื่องที่นายสุเทพ อ้างว่ามีแหล่งข่าวแจ้งว่าได้ดักฟังโทรศัพท์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ข้อมูลว่าจะมีการสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง ขณะเดียวกันที่บ้านพักนายก ทำเนียบและหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีเจ้าหน้าที่เข้ามาทำความสะอาด ผู้ชุมนุมบางส่วนไม่ได้ตามไปที่สถานทูต ก็เดินทางกลับสะพานผ่านฟ้าลีลาศ


(โปรดติดตามตอนต่อไป)

