"ตุลาการภิวัตน์" ภิวัตน์ พิฆาต และพิบัติ? ความเรียงว่าด้วยปรากฏการณ์ "ตุลาการภิวัตน์" นับแต่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙

cover_PIYABUT2.jpg

 

แด่​ ​สุพจน์​ ​ด่านตระกูล​ (๒๔๖๖-๒๕๕๒)

ผู้​อุทิศตน​ให้​กับ​ "สัจ​จะ​" ​ทางประวัติศาสตร์​ ​และ​ความ​คิด​ "วิทยาศาสตร์สังคม"

 ----------

 

"มัก​จะ​มี​ผู้​ดำ​รงตำ​แหน่งตุลาการทำ​หน้าที่ตัดสินลงโทษ​อยู่​เหนือ​ความ​เป็น​ความ​ตายของ​ผู้​อื่น​

ผู้​ที่ดำ​รงตำ​แหน่งเปรียบ​ได้​กับ​สามัญชนผู้​ถือขวานไปตัดต้นไม้​แทนช่างไม้​ผู้​ยิ่งยง

ผู้​ถือขวานแทนช่างไม้ยากนัก​จะ​หนีพ้นบาดแผล​จาก​คมขวาน"

เล่าจื๊อ, เต๋า​เต็กเก็ง สํานวนแปล​โดย​ ​พจนา​ ​จันทรสันติ​ ​ใน​ วิถี​แห่งเต๋า

 

-๑-

 

หลักนิติรัฐ​-​ประชาธิปไตยเรียกร้อง​ให้​มีการแบ่งแยกอํานาจ​ ​คือ​ ​อํานาจนิติบัญญัติ​ ​อํานาจบริหาร​ ​และ​อํานาจตุลาการ​ ​ซึ่ง​ทั้ง​สามอํานาจนี้ต่างตรวจสอบถ่วงดุล​ซึ่ง​กัน​และ​กัน​ ​ดังที่มาตรา​ ๑๖ ​ของปฏิญญาสิทธิมนุษยชน​และ​พลเมือง​ ​ค​.​ศ​. ๑๗๘๙ ​ของฝรั่งเศสบัญญัติ​ไว้​ว่า​ สังคม​ใด​ที่​ไม่​มีการคุ้มครองสิทธิ​ ​ไม่​มีการแบ่งแยกอํานาจ​ ​สังคม​นั้น​ไม่​ถือว่ามีรัฐธรรมนูญ

 

ใน​ส่วน​ขององค์กรตุลาการ​ ​นอก​จาก​จะ​มีอํานาจหน้าที่วินิจฉัยคดีที่​เอกชน​เป็น​คู่พิพาท​กัน​เอง​แล้ว​ ​องค์กรตุลาการ​ยัง​เข้า​มามีบทบาทควบคุมองค์กรนิติบัญญัติ​และ​องค์กรบริหารอีก​ด้วย​ ​กล่าวคือ​ ​องค์กรตุลาการมีอํานาจหน้าที่ควบคุมบทบัญญัติ​แห่งกฎหมายที่ตราขึ้น​โดย​องค์กรนิติบัญญัติมิ​ให้​ขัด​หรือ​แย้งต่อรัฐธรรมนูญ​ ​และ​องค์กรตุลาการมีอํานาจหน้าที่ควบคุมการกระทําของฝ่ายบริหาร​ให้​ชอบ​ด้วย​กฎหมาย​  ​องค์กรตุลาการ​จึง​เป็น​กลไกสําคัญสําหรับนิติรัฐ​-​ประชาธิปไตย​ใน​ฐานะ​เป็น​ผู้​พิทักษ์นิติรัฐ​-​ประชาธิปไตย​ ​ควบคุม​ให้​การกระทําขององค์กร​ผู้​ใช้​อํานาจมหาชน​ทั้ง​หลาย​เป็น​ไป​โดย​ชอบ​ด้วย​กฎหมาย​ ​และ​ป้อง​กัน​ไม่​ให้​ฝ่ายนิติบัญญัติ​และ​ฝ่ายบริหาร​ใช้​อํานาจตามอํา​เภอใจ อันอาจกระทบต่อสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​ได้

 

กล่าวสําหรับประ​เทศไทย​ ​ใน​สมัยระบอบเก่า​ ​เดิมอํานาจตุลาการเป็น​ของกษัตริย์ตามคติสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหากษัตริย์​ใน​ฐานะองค์อธิปัตย์ทรง​เป็น​เจ้าของ​และ​ใช้​อํานาจอธิปไตยแต่​เพียงพระองค์​เดียว​ ​อย่างไรก็ตาม​ ​ใน​ทางปฏิบัติ​เป็น​ไป​ไม่​ได้​ที่พระมหากษัตริย์​จะ​ทรง​สามารถ​กระทําการทุกอย่าง​ได้​ด้วย​พระองค์​เองเพียงลําพัง​ ​จึง​มีการแต่งตั้งข้าราชการไปปฏิบัติหน้าที่วินิจฉัยคดี​ใน​นามของพระมหากษัตริย์​ ​แต่​ถึง​กระ​นั้น​อํานาจตุลาการก็​ยัง​อยู่​ใน​พระหัตถ์ของพระมหากษัตริย์​

 

จนกระทั่งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง​ ๒๔ ​มิถุนายน​ ๒๔๗๕  ​ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว​ ๒๗ ​มิถุนายน​ ๒๔๗๕ ​ซึ่ง​ถือ​เป็น​รัฐธรรมนูญ​ใน​ระบอบประชาธิปไตย​ฉบับ​แรกของไทย​ ​ได้​ ดึงอํานาจอธิปไตย​ซึ่ง​เดิม​เป็น​ของกษัตริย์​ใน​ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์​ให้​มา​เป็น​ของประชาชน​ ​และ​ยกกษัตริย์ขึ้น​เป็น​ประมุขของประ​เทศ​ ​โดย​ไม่​มีพระราชอํานาจ​ใน​ทางการบริหารบ้านเมืองอย่างแท้จริง​ ​หาก​เป็น​สัญลักษณ์​และ​ศูนย์รวมจิตใจของคน​ใน​ชาติ​  ​อํานาจนิติบัญญัติ​ ​บริหาร​ ​และ​ตุลาการที่​เคยรวมศูนย์​อยู่​กับ​กษัตริย์ก็​แยกออก​จาก​กัน​ ​โดย​อํานาจนิติบัญญัติกษัตริย์ทรง​ต้อง​ใช้​ตามคํา​แนะนํา​และ​ยินยอมของรัฐสภา​ ​อํานาจบริหารกษัตริย์ทรง​ต้องใช้​ตามคํา​แนะนํา​และ​ยินยอมของรัฐมนตรี​ ​และ​อํานาจตุลาการกษัตริย์ทรง​ต้อง​ใช้​ตามคํา​แนะนํา​และ​ยินยอมของศาล​ ​การกระทําของกษัตริย์​ใน​ทางการเมือง​ต้อง​มี​ผู้​ลงนามสนองพระบรมราชโองการเสมอ​ ​นั่นคือ​ ​ผู้​ลงนามสนองฯ​ ​เป็น​ผู้​กระทํา​และ​รับผิดชอบ​ ​ส่วน​การกระทําของกษัตริย์​เป็น​แต่​เพียง​ใน​นาม​เท่า​นั้น

 

ใน​อดีต​ ​ศาลไทยเคยมีคําพิพากษาที่คุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​ ​และ​ปกป้องนิติรัฐ​-​ประชาธิปไตย​อยู่​มากพอควร​ ​สมควรยกตัวอย่างสักสองกรณี​

 

กรณี​แรก​ ​ใน​ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง​ ​จอมพล​ ​ป​. พิบูลสงคราม​ ​นายกรัฐมนตรี​ได้​ยินยอม​ให้​กองทัพญี่ปุ่นผ่านประ​เทศไทย​ ​และ​รัฐบาลจอมพล​ ​ป​. ​ได้​ประกาศสงคราม​กับ​อังกฤษ​และ​สหรัฐอเมริกา​เมื่อวันที่​ ๒๕ ​มกราคม​ ๒๔๘๕

 

ภายหลังสงครามสิ้นสุด​ ​รัฐบาล​ ​ม​.​ร​.​ว​.​เสนีย์​ ​ปรา​โมช​ ​ได้​เสนอ​ให้​สภา​ผู้​แทนราษฎรตราพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๘๘ ​เพื่อลงโทษ​ผู้​กระทําการตามที่กฎหมายนี้ถือว่า​เป็น​อาชญากรสงคราม​ ​ไม่​ว่าการกระทํา​นั้น​จะ​กระทําก่อน​หรือ​หลังกฎหมายนี้​ใช้​บังคับก็ตาม​

 

ต่อมา​เมื่อมีการจับกุมบุคคลดํา​เนินการฟ้องดคี​ ​ศาลฎีกา​ซึ่ง​ทําหน้าที่​เป็น​ศาลอาชญากรสงคราม​ ​ได้​มีคําพิพากษาคดีอาชญากรสงครามที่​ ๑/๒๔๘๙ ​ว่า​ ​พระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๘๘ ​เฉพาะที่ลงโทษการกระทําก่อนวัน​ใช้​กฎหมายนี้​ ​เป็น​การ​ใช้​กฎหมายย้อนหลัง​ ​จึง​ขัด​กับ​รัฐธรรมนูญ​

 

ใน​คดีนี้​ ​ศาลฎีกา​ได้​ยืนยัน​ถึง​อํานาจของตน​ใน​การพิจารณาว่ากฎหมายที่ตรา​โดย​รัฐสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญ​ได้​ ​ด้วย​เหตุผลหลายประการ​

 

ประการแรก​ ​ศาล​เป็น​ผู้​ใช้​กฎหมาย​ ​การพิจารณาว่าอะ​ไร​เป็น​กฎหมาย​ ​หรือ​กฎหมายที่​จะ​ใช้​บังคับแก่คดี​นั้น​ถูก​ต้อง​หรือ​ไม่​ ​ย่อม​เป็น​อํานาจของศาล​

 

ประการที่สอง​ ​ใน​นามของหลักการแบ่งแยกอํานาจ​ ​แต่ละอํานาจย่อมยับยั้ง​และ​ถ่วงดุล​กัน​ ​เมื่อสภา​ผู้​แทนราษฎรตรากฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ​ ​ศาลก็ย่อมมีอํานาจบอก​ถึง​ความ​ไม่​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​นั้น​

 

ประการที่สาม​ ​ใน​นามของหลัก​ความ​เป็น​กฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ​ ​จํา​เป็น​ต้อง​มีองค์กรชี้ขาดว่ากฎหมาย​ใด​ขัด​กับ​รัฐธรรมนูญ​หรือ​ไม่​ ​หาก​ให้​รัฐสภา​เป็น​ผู้​ชี้ขาดก็คง​ไม่​เหมาะสม​ ​เพราะ​เป็น​การพิจารณากฎหมายที่รัฐสภาตราขึ้นเอง​

 

สมาชิกสภา​ผู้​แทนราษฎร​ไม่​พอใจที่ศาลล่วงล้ำ​เข้า​มา​ใน​แดนอํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติ​ ​จึง​ได้​ตั้งคณะกรรมาธิการคณะหนึ่ง​ ​จํานวน​ ๗ ​คน​ ​ประกอบ​ด้วย​อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม​ ​อดีตประธานศาลฎีกา​ ​และ​ผู้​เชี่ยวชาญนิติศาสตร์​ ​คณะกรรมาธิการชุดนี้​เห็นว่าอํานาจ​ใน​การตี​ความ​รัฐธรรมนูญ​เป็น​อํานาจเด็ดขาดของสภา​ผู้​แทนราษฎร​ ​อย่างไรก็ตาม​ ​เพื่อยุติข้อขัดแย้งระหว่างศาล​และ​สภา​ผู้​แทนราษฎร​  ​ใน​การยกร่างรัฐธรรมนูญ​ ​ผู้​ร่างรัฐธรรมนูญ​ฉบับ​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๘๙ ​จึง​กําหนด​ให้​มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้น​เป็น​ครั้งแรก เพื่อทําหน้าที่วินิจฉัยว่าบทบัญญัติ​แห่งกฎหมาย​ใด​มีข้อ​ความ​แย้ง​หรือ​ขัดต่อรัฐธรรมนูญ​หรือ​ไม่​

 

กรณีที่สอง​ ​ภายหลังคณะรักษา​ความ​สงบเรียบร้อยแห่งชาติ​ (รสช​.) ​รัฐประหารรัฐบาล​ ​พล​.​อ​.​ชาติชาย​ ​ชุณหะวัณ​ ​เมื่อปี​ ๒๕๓๔  รสช​. ​ได้​ออกประกาศ​ ​รสช​.​ฉบับ​ที่​ ๒๖ ​เกี่ยว​กับ​การตรวจสอบทรัพย์สิน​ ​มีคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา​และ​มีประ​เด็นว่าประกาศ​ ​รสช​.​ฉบับ​ที่​ ๒๖ ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​หรือ​ไม่​  ​ศาลฎีกา​ในคําพิพากษาศาลฎีกาที่​ ๙๑๓/๒๕๓๖ ​ยืนยันว่า​ ​ศาลฎีกามีอํานาจ​ใน​การพิจารณาว่าบทบัญญัติ​แห่งกฎหมาย​ใด​จะ​ใช้​บังคับแก่คดี​ได้​หรือ​ไม่​ ​และ​รวม​ถึง​การพิจารณาว่าบทบัญญัติ​แห่งกฎหมาย​ใด​ขัด​หรือ​แย้ง​กับ​รัฐธรรมนูญ​หรือ​ไม่​ ​เว้นเสียแต่ว่ารัฐธรรมนูญกําหนด​ให้​องค์กร​อื่น​เป็น​ผู้​มีอํานาจพิจารณา​  ​กรณีนี้​ ​แม้รัฐธรรมนูญ​ ๒๕๓๔ ​จะ​บัญญัติ​ให้​มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญทําหน้าที่ดังกล่าว​ ​แต่ก็จํากัดเฉพาะการพิจารณาบทบัญญัติ​แห่งกฎหมาย​ใด​ขัด​หรือ​แย้ง​กับ​รัฐธรรมนูญ​ ๒๕๓๔ ​เท่า​นั้น​ ​ไม่​รวม​ถึง​การพิจารณาว่าบทบัญญัติ​แห่งกฎหมาย​ใด​ขัด​หรือ​แย้ง​กับ​ธรรมนูญการปกครอง​ ๒๕๓๔ ​(​ฉบับ​ก่อน)  ​ดัง​นั้น​ ​จึง​เป็น​อํานาจของศาลที่​จะ​วินิจฉัย​ใน​ประ​เด็นนี้ตามหลักกฎหมาย​ทั่ว​ไป​

 

ศาลฎีกาพิจารณา​แล้ว​ ​เห็นว่า​ ​อํานาจของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน​ (คตส​.) ​ตามประกาศ​ ​รสช​.​ฉบับ​ที่​ ๒๖ ​ข้อ​ ๒ ​และ​ข้อ​ ๖ เท่า​กับ​ว่า​เป็น​การสั่งลงโทษสั่งริบทรัพย์สิน​ใน​ทางอาญา​นั้น​เอง​ ​และ​มิ​ได้​ให้​สิทธิ​แก่​ผู้​ถูกกล่าวหา​หรือ​บุคคล​อื่น​ซึ่ง​เป็น​เจ้าของทรัพย์สินที่​แท้จริง​ ​นําคดี​ไปฟ้องร้อง​ให้​เป็น​อย่าง​อื่น​ได้​ ​อํานาจของ​ ​คตส​.​ดังกล่าว​จึง​เป็น​อํานาจเด็ดขาด​ ​แตกต่าง​จาก​อํานาจ​ใน​การวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง​ ​ซึ่ง​ไม่​มีอํานาจลงโทษบุคคล ดัง​นั้น​ ​ประกาศ​ ​รสช​.​ฉบับ​นี้​จึง​ มีผล​เป็น​การตั้ง​ คณะบุคคลที่มิ​ใช่​ศาลให้​มีอํานาจทําการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี​เช่นเดียว​กับ​ศาล​ ​อันขัดต่อประ​เพณีการปกครอง​ใน​ระบอบประชาธิปไตย​ ​เพราะ​รัฐธรรมนูญทุก​ฉบับ​มีบทบัญญัติ​ให้​การพิจารณาพิพากษาอรรถคดี​เป็น​อํานาจของศาล​ ​และ​การตั้งศาลขึ้น​ใหม่​เพื่อพิจารณาพิพากษาคดี​ใด​คดีหนึ่ง​โดย​เฉพาะ​แทนศาลที่มี​อยู่​ตามกฎหมาย​ ​จะ​กระทํามิ​ได้

 

นอก​จาก​นี้​ ​ศาลฎีกา​ยัง​เห็นว่า​ ​อํานาจของ​ ​คตส​. ​ใน​การประกาศยึดทรัพย์สินของนักการเมืองที่ร่ำ​รวยผิดปกติ​ให้​ตก​เป็น​ของแผ่นดิน​ ​ไม่​ว่าทรัพย์สิน​นั้น​จะ​ได้​มาก่อน​หรือ​หลังประกาศ​ใช้​ประกาศ​ ​รสช​.​ฉบับ​นี้​ ​เป็น​การออก​และ​ใช้​กฎหมายที่มี​โทษทางอาญาย้อนหลังไปลงโทษบุคคล​ ​ซึ่ง​รัฐธรรมนูญทุก​ฉบับ​มีบทบัญญัติห้ามกระทํา​เช่น​นั้น​ ​จึง​ถือ​ได้​ว่าประกาศ​ฉบับ​นี้ขัดต่อประ​เพณีการปกครอง​ใน​ระบอบประชาธิปไตย

 

-๒-

 

ปลายปี​ ๒๕๔๘ ​ต่อต้นปี​ ๒๕๔๙ ​มีการชุมนุมของกลุ่มบุคคลที่​ใช้​ชื่อว่า​ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างต่อ​เนื่อง​ยาวนาน​ ​เพื่อขับไล่รัฐบาล​ ​พ​.​ต​.​ท​.​ทักษิณ​ ​ชินวัตร​ ​และ​นํา​ไปสู่การเรียกร้องขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน​โดย​อ้างมาตรา​ ๗ ​ของรัฐธรรมนูญ​ ๒๕๔๐ ​ซึ่ง​ต่อมาพระบาทสมเด็จพระ​เจ้า​อยู่​หัวทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่าพระองค์​ไม่​สามารถ​กระทํา​ได้​ ​เพราะ​ “...ขอนายกฯ​ ​พระราชทาน​ ​ไม่​ใช่​เป็น​เรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย​ ​เป็น​การปกครองแบบ​ ​ขอโทษ​ ​พูดแบบมั่ว​ ​แบบ​ไม่​ ​ไม่​ ​ไม่​มี​เหตุมีผล

 

จาก​สถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียด​ ​นายกรัฐมนตรีจึง​ตัดสินใจยุบสภา​ผู้​แทนราษฎรเพื่อจัด​ให้​มีการเลือกตั้ง​ทั่ว​ไป​ใน​วันที่​ ๒ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​ด้วย​หวังว่าการเลือกตั้ง​ใหม่​จะ​เป็น​ทางออกของ​ความ​ขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าว​ ​อย่างไรก็ตาม​ ​พรรคร่วมฝ่ายค้านปฏิ​เสธ​ไม่​ลงสมัครรับเลือกตั้ง​ ​เพราะ​เห็นว่าการยุบสภา​ผู้​แทนราษฎร​ไม่​ถูก​ต้อง​ชอบธรรม​  ​พรรคไทยรักไทย​ยัง​คงเดินหน้าลงสมัครรับเลือกตั้ง​ ​ใน​ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็กล่าวหาว่าพรรคไทยรักไทยพยายามจ้างวาน​ให้​พรรคการเมืองขนาด​เล็ก​ลงสมัคร​ ​เพื่อ​ให้​การเลือกตั้ง​ สมประกอบ

 

สถานการณ์การเมือง​ใน​ขณะ​นั้น​ ​ไม่​ชัดเจนแน่นอน​ ​มี​แต่​ความ​ตึงเครียด​ ​และ​สุ่มเสี่ยงที่​จะ​เกิดการเผชิญหน้าที่รุนแรงมากขึ้น​ ​ใน​ระหว่างที่สภา​ผู้​แทนราษฎร​ยัง​ไม่​ได้​สมาชิกครบ​ ๕๐๐ ​คน​นั้น​เอง​ ​พระบาทสมเด็จพระ​เจ้า​อยู่​หัวทรงมีพระราชดํารัสต่อตุลาการปกครองสูงสุด​ ​เมื่อวันที่​ ๒๕ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​ความ​ว่า​

         

...ที่​ได้​ปฏิญาณ​นั้น​มี​ความ​สําคัญมาก​ ​เพราะ​ว่ากว้างขวาง​ ​หน้าที่ของ​ผู้​พิพากษา​ ​หน้าที่ของ​ผู้​ที่​เกี่ยวข้อง​กับ​การปกครอง​ ​มีหน้าที่กว้างขวางมาก​ ​ซึ่ง​เกรงว่า​ ​ท่านอาจ​จะ​นึกว่า​ ​หน้าที่ของ​ผู้​ที่​เป็น​ศาลปกครองมีขอบข่ายที่​ไม่​กว้างขวาง​ ​ที่จริงกว้างขวางมาก

 

 

ใน​เวลานี้อาจ​จะ​ไม่​ควรพูด​ ​แต่อย่างเมื่อ​เช้า​นี้​เอง​ ​ได้​ยิน​เขา​พูดเกี่ยวข้อง​กับ​การเลือกตั้ง​ ​และ​โดย​เฉพาะ​เรื่องเลือกตั้งของ​ผู้​ที่​ได้​คะ​แนน​ ​ได้​แต้ม​ไม่​ถึง​ ๒๐ ​เปอร์​เซ็นต์​ ​แล้ว​ก็​เขา​เลือกตั้ง​อยู่​คนเดียว​ ซึ่ง​มี​ความ​สําคัญ​ ​เพราะ​ว่า​ถ้า​ไม่​ถึง​ ๒๐ ​เปอร์​เซ็นต์​ ​แล้ว​ก็​เขา​คนเดียว​ ​ใน​ที่สุดการเลือกตั้ง​ไม่​ครบสมบูรณ์​ ​ไม่​ทราบว่า​ ​เกี่ยวข้อง​กับ​ท่าน​หรือ​เปล่า​ ​แต่​ความ​จริงน่า​จะ​เกี่ยวข้องเหมือน​กัน​ ​เพราะ​ว่า​ถ้า​ไม่​มีจํานวน​ผู้​ที่​ได้​รับเลือกตั้งพอ​ ​ก็กลาย​เป็น​ว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยดํา​เนินการ​ไม่​ได้​ ​แล้ว​ถ้า​ดํา​เนินการ​ไม่​ได้​ ​ที่ท่าน​ได้​ปฏิญาณเมื่อตะกี้นี้​ ​ก็​เป็น​หมัน​ ​ถึง​บอกว่า​จะ​ต้อง​ทําทุกอย่าง​ ​เพื่อ​ให้​การปกครองแบบประชาธิปไตย​ต้อง​ดํา​เนินการไป​ได้​ ​ท่านก็​เลยทํางาน​ไม่​ได้​ ​และ​ถ้า​ท่านทํางาน​ไม่​ได้​ ​ก็มีทางหนึ่ง​ ​ท่านอาจ​จะ​ต้อง​ลาออก​ ​เพราะ​ไม่​ได้​มีการแก้​ไขปัญหา​ ​ไม่​ได้​แก้ปัญหาที่มี​อยู่​ ​ต้อง​หาทางแก้​ไข​ได้

 

 

เขา​อาจ​จะ​บอกว่า​ ​ต้อง​ไปถามศาลรัฐธรรมนูญ​ ​แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็บอก​ไม่​ใช่​เรื่องของตัว​ ​ศาลรัฐธรรมนูญว่า​ ​เป็น​การร่างรัฐธรรมนูญ​ ​ร่างเสร็จ​แล้ว​ก็​ไม่​เกี่ยวข้อง​ ​เลยขอร้องว่าท่านอย่า​ไปทอดทิ้ง​ความ​ปกครองแบบประชาธิปไตย​ ​การปกครองแบบที่​จะ​ทํา​ให้​บ้านเมืองดํา​เนินการผ่านออกไป​ได้​

 

 

แล้ว​ก็อีกข้อหนึ่ง​ ​การที่​จะ​ ​ที่บอกว่า​ ​มีการยุบสภา​ ​และ​ต้อง​เลือกตั้งภาย​ใน​ ๓๐ ​วัน​ ​ถูก​ต้อง​หรือ​ไม่​ ​ไม่​พูดเลย​ ​ไม่​พูด​กัน​เลย​ ​ถ้า​ไม่​ถูก​ ​ก็​จะ​ต้อง​แก้​ไข​ ​แต่ก็อาจ​จะ​ให้​การเลือกตั้งนี้​เป็น​โมฆะ​หรือ​เป็น​อะ​ไร​ ​ซึ่ง​ท่าน​จะ​มี​ ​จะ​มีสิทธิ​ ​ที่​จะ​บอกว่า​ ​อะ​ไรที่ควร​ ​ที่​ไม่​ควร​

 

 

ไม่​ได้​บอกว่ารัฐบาล​ไม่​ดี​ ​แต่ว่า​เท่า​ที่ฟังดู​ ​มัน​เป็น​ไป​ไม่​ได้​ ​คือการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย​ ​เลือกตั้งพรรคเดียว​ ​คนเดียว​ ​ไม่​ใช่​ทั่ว​ไป​ ​ทั่ว​แต่​ใน​แห่งหนึ่งมีคนที่สมัครเลือกตั้งคนเดียว​ ​มัน​เป็น​ไป​ไม่​ได้​ ​ไม่​ ​ไม่​ใช่​เรื่องของประชาธิปไตย​ ​เมื่อ​ไม่​เป็น​ประชาธิปไตย​ ​ท่านก็พูด​กัน​เองว่า​ ​ท่าน​ต้อง​ดู​เกี่ยวข้อง​กับ​เรื่องของการปกครอง​ให้​ดี​

 

 

ตรงนี้ขอฝาก​ ​อย่างดีที่สุด​ถ้า​เกิดท่าน​จะ​ทํา​ได้​ ​ท่านลาออก​ ​ท่านเอง​ ​ไม่​ใช่​รัฐบาลลาออก​ ​ท่านเอง​ต้อง​ลาออก​ ​ถ้า​ทํา​ไม่​ได้​ ​รับหน้าที่​ไม่​ได้​ ​ตะกี้ที่ปฏิญาณไป​ ​ดูดีๆ​ ​จะ​เป็น​การ​ไม่​ได้​ทําตามที่ปฏิญาณ

 

และ​ทรงมีพระราชดํารัสต่อ​ผู้​พิพากษาประจําศาลสํานักงานศาลยุติธรรม​ใน​วันเดียว​กัน​ ​ความ​ว่า​

 

ก็​เลย​ต้อง​ขอร้องฝ่ายศาล​ ​ให้​คิด​ ​ให้​ช่วย​กัน​คิด​ ​เดี๋ยวนี้ประชาชน​ ​ประชาชน​ทั่ว​ไป​เขา​หวัง​ใน​ศาล​ ​โดย​เฉพาะศาลฎีกา​ ​ศาล​อื่นๆ​ ​เขา​ยัง​บอกว่าศาล​ ​ขึ้นชื่อว่าศาล​ ​ดี​ ​ยัง​มี​ความ​ซื่อสัตย์​ ​สุจริต​ ​มี​เหตุมีผล​ ​และ​มี​ความ​รู้​ ​เพราะ​ท่าน​ได้​เรียนรู้กฎหมายมา​ ​และ​พิจารณา​เรื่องกฎหมายที่​จะ​ต้อง​ศึกษาดีๆ​ ​ประ​เทศชาติ​จึง​จะ​รอดพ้น​ได้​ ​ถ้า​ไม่​ทําตามหลักกฎหมาย​ ​หลักของการปกครองที่ถูก​ต้อง​ ​ประ​เทศชาติ​ไป​ไม่​รอด​ ​อย่างที่​เป็น​อยู่​เดี๋ยวนี้​ ​เพราะ​ว่า​ไม่​มี​ ​ไม่​มีสมาชิกสภา​ถึง​ ๕๐๐ ​คน​ ​ทํางาน​ไม่​ได้​

 

ก็​ต้อง​พิจารณาดูว่า​ ​จะ​ทํา​ยัง​ไง​ ​สําหรับ​ให้​ทํางาน​ได้​ ​จะ​มาขอ​ให้​พระมหากษัตริย์​เป็น​ผู้​ตัดสิน​ ​เขา​อาจ​จะ​ว่ารัฐธรรมนูญนี้​ ​พระมหากษัตริย์​เป็น​คนลงพระปรมาภิ​ไธย​ ​จริง​ ​แต่ลงพระปรมาภิ​ไธย​ ​ก็​เดือดร้อน​ ​แต่ว่า​ใน​มาตรา​ ๗ ​นั้น​ไม่​ได้​บอกว่าพระมหากษัตริย์สั่ง​ได้​ ​ไม่​มี​ ​ลองไปดูมาตรา​ ๗ ​เขา​เขียนว่า​ ​ไม่​มีการบทบัญญัติ​แบบประชาธิปไตย​ ​อันมีพระมหากษัตริย์​เป็น​ประมุข​ ​ไม่​ได้​บอกว่ามีพระมหากษัตริย์ที่​จะ​มาสั่งการ​ได้​ ​แล้ว​ก็ขอยืนยันว่า​ ​ไม่​เคยสั่งการอะ​ไรที่​ไม่​มีกฎเกณฑ์ของบทบัญญัติ​ใน​รัฐธรรมนูญ​ ​หรือ​กฎหมาย​ ​พระราชบัญญัติต่างๆ​  ​ทําถูก​ต้อง​ตามรัฐธรรมนูญทุกอย่าง​ ​อย่างที่​เขา​ขอ​ ​บอกว่า​ ​ขอ​ให้​มี​ ​ให้​พระราชทานนายกฯ​ ​พระราชทาน​ ​ไม่​เคย​ ​ไม่​เคยมีข้อนี้​ ​มีนายกฯ​ ​แบบมีการรับสนองพระบรมราชโองการ​ ​อย่างที่ถูก​ต้อง​ทุกครั้ง​ ​มีคน​เขา​ก็อาจ​จะ​มา​ ​มาบอกว่า​ ​พระมหากษัตริย์รัชกาลที่​ ๙ ​นี่ทําตามใจชอบ​ ​ไม่​เคยทําอะ​ไรตามใจชอบ​...


 

ต้อง​วันนี้​อยู่​ที่​ผู้​พิพากษาศาลฎีกา​เป็น​สําคัญ​ ​ที่​จะ​บอก​ได้​ ​ศาล​อื่นๆ​ ​ศาลปกครอง​ ​ศาลรัฐธรรมนูญ​ ​ศาลอะ​ไร​ ​ไม่​มีข้อที่​จะ​อ้าง​ได้มากกว่าศาลฎีกา​ ​เพราะ​ว่า​ผู้​พิพากษาศาลฎีกา​ ​ที่​จะ​มีสิทธิที่​จะ​พูด​ ​ที่​จะ​ตัดสิน​ ​ฉะ​นั้น​ ​ก็ขอ​ให้​ท่าน​ได้​พิจารณาดู​ ​กลับไปพิจารณา​ ​ไปปรึกษา​กับ​ผู้​พิพากษาศาลอะ​ไร​อื่นๆ​ ​ศาลปกครอง​ ​ศาลรัฐธรรมนูญ​ ​ว่าควร​จะ​ทําอะ​ไร​ ​แล้ว​ต้อง​รีบทํา​ ​ไม่​งั้นบ้านเมืองล่มจม​...

 

 

ฉะ​นั้น​ต้อง​ไปพิจารณาดูดีๆ​ ​ว่าควร​จะ​ทําอะ​ไร​ ​ถ้า​ทํา​ได้​ ​ปรึกษาหารือ​กัน​ได้​จริงๆ​ ​ประชาชน​ทั้ง​ประ​เทศ​และ​ประชาชน​ทั่ว​โลก​ ​จะ​อนุ​โมทนา​ ​อาจ​จะ​เห็นว่า​ผู้​พิพากษาศาลฎีกา​ใน​เมืองไทย​ยัง​มี​ ​เรียกว่า​ยัง​มีน้ำ​ยา​ ​และ​เป็น​คนที่มี​ความ​รู้​ ​และ​ตั้งใจที่​จะ​ ​ที่​จะ​กู้ชาติจริงๆ​ ​ถ้า​ถึง​เวลา

 

ก็ขอขอบใจท่าน​ ​ที่ตั้งอกตั้งใจที่​จะ​ทําหน้าที่​ ​แล้ว​ก็ทําหน้าที่ดีๆ​ ​อย่างนี้​ ​บ้านเมืองก็รอดพ้น​ ​ไม่​ต้อง​กลัว​ ​ขอขอบใจที่ท่านพยายามปฏิบัติ​โดย​ดี​ ​แล้ว​ประชาชน​จะ​อนุ​โมทนา​ ​ขอบใจแทนประชาชน​ทั่ว​ทั้ง​ประ​เทศ​ ​ที่มี​ผู้​พิพากษาศาลฎีกา​ ​ที่​เข้มแข็ง​ ​ขอบใจ​ ​ขอ​ให้​ท่าน​สามารถ​ที่​จะ​ปฏิบัติงาน​ด้วย​ดี​ ​มีพลานามัยแข็งแรง​ ​ต่อสู้​ ​ต่อสู้นะ​ ​ต่อสู้​เพื่อ​ความ​ดี​ ​ต่อสู้​เพื่อ​ความ​ยุติธรรม​ใน​ประ​เทศ​ ​ขอขอบใจ

 

(พระราชดํารัส​ทั้ง​สององค์นี้​ ​คัด​จากเว็บไซต์​เครือข่ายกาญจนาภิ​เษก www.kanchanapisek.or.th)

 

ใน​แวดวงวิชาการ​ ​ธีรยุทธ​ ​บุญมี​ ​อาจารย์ประจําคณะสังคมวิทยา​และ​มานุษยวิทยา​ ​มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ ​เสนอแนวทาง​ ตุลาการภิวัตน์โดย​อ้างอิงพระราชดํารัส​ ๒๕ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​และ​สนับสนุน​ให้​องค์กรตุลาการ​เข้า​มามีบทบาท​ใน​การแก้วิกฤตทางการเมือง​ ​ดังนี้

 

...พระราชดํารัสที่​จะ​ให้​คณะ​ผู้​พิพากษา​เป็น​ผู้​แก้ปัญหาวิกฤตของชาติ​ ​เป็น​การมองอํานาจศาลอย่างกว้างขวาง​ ​แนวที่​เปิดทาง​ให้​กับ​สิ่งที่ประ​เทศยุ​โรปเรียกว่ากระบวนการตุลาการภิวัตน์ของระบอบการปกครอง​ (judicialization of politics) และ​สหรัฐอเมริกา​เรียกว่าการตรวจสอบฝ่ายบริหาร​และ​นิติบัญญัติ​โดย​ระบบตุลาการ​ (power of judicial review) ซึ่ง​คือการที่อํานาจตุลาการ​เข้า​ตรวจสอบการออกกฎหมาย​ ​การ​ใช้​อํานาจของนักการเมืองอย่างเข้มงวดจริงจังตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๐ ​ประ​เทศไทยก็ก้าวเดินมาสู่กระบวนการตุลาการภิวัตน์นี้​โดย​ผ่านศาลรัฐธรรมนูญ​และ​ศาลปกครอง​ ​แต่​เนื่อง​จาก​ฝ่ายบริหาร​เข้า​รุกล้ำ​แทรกแซงกลไกราชการ​และ​อํานาจการตรวจสอบอย่างหนัก​ ​จนนํา​ไปสู่วิกฤตดังกล่าว​ ​พระบาทสมเด็จพระ​เจ้า​อยู่​หัว​จึง​ทรงแนะ​ให้​ทั้ง​สามศาล​ได้​เข้า​มามีบทบาทร่วม​กัน​เพื่อแก้วิกฤต

 

ตามทฤษฎีการเมือง​ ​เรา​จะ​มองการพระราชทานคํา​แนะนําครั้งนี้​ได้​อย่างไร?

 

ตามรัฐธรรมนูญ​ ​ใน​ฐานะประมุขของอํานาจอธิปไตย​ทั้ง​สามด้าน​ ​เมื่อเกิดวิกฤตการณ์​ ​ท่านทรง​ความ​ชอบธรรมที่​จะ​ชี้ทางแนะนําอํานาจ​ใด​อํานาจหนึ่ง​ให้​ปฏิบัติ​เพื่อแก้วิกฤตของชาติ

 

 

ใน​ฐานะประมุขของฝ่ายตุลาการสามศาล​ ​ซึ่ง​ใช้​รูปแบบการประชุมร่วมเพื่อแนะนําอํานาจฝ่าย​อื่น​ ​เช่น​ ​คณะกรรมการการเลือกตั้ง​ (กกต​.) ​ก็มี​ความ​ชอบธรรม​ ​เพราะ​แม้ประชาธิปไตย​จะ​ยึดหลักการแยกอํานาจ​ ​แต่​ไม่​ถือ​เป็น​หลักการแยกอํานาจเด็ดขาด​ ​การวิพากษ์วิจารณ์​ ​แนะนํา​ซึ่ง​กัน​และ​กัน​ ​ย่อมทํา​ได้ เช่น​ ​ฝ่ายบริหาร​หรือ​นักวิชาการอาจแนะนําศาลว่า​ ​การปฏิรูปการบริหารภาย​ใน​เพื่อเร่งรัดคดีต่างๆ​ ​ก็ย่อม​ได้

 

 

การแนะนํา​เป็น​การ​ใช้​อํานาจอย่างอ่อน​เป็น​ทางอ้อม​ ​เพราะ​เป็น​การแนะนํา​เชิงการเมือง​ ​ไม่​ใช่​เชิงคดี​ความ​ ​และ​ผู้​ได้​รับคํา​แนะนําอาจเลือก​ไม่​กระทําก็​ได้​ ​เช่นที่​ ​กกต​. ​เลือกที่​จะ​ไม่​ลาออก​ ​โดย​ถือว่าถูกตามกฎหมาย​ ​แต่​ไม่​ถูก​โดย​พฤตินัยอย่างยิ่ง​ โดย​เฉพาะ​เมื่อข้อแนะนําของประมุขศาลต่อ​ ​กกต​.​เกิดขึ้น​ ​สืบ​เนื่อง​จาก​คํา​แนะนํา​ซึ่ง​ประมุขของประ​เทศ​ได้​พระราชทานลงมา

 

 

ดัง​นั้น​ ​การแก้วิกฤตการเมือง​โดย​ตรง​ ​สามศาล​จะ​มีหนทางปฏิบัติ​ได้​อย่างไร?

 

 

ใน​ประการแรก​ ​คือการวินิจฉัยต้นตอของวิกฤต​หรือ​ที่มาของปัญหา​ให้​ชัดเจน​ ​ซึ่ง​ที่มาของปัญหา​ใน​สายตาของศาล​ ​ย่อม​ไม่​ใช่​เรื่องเฉพาะ​เจาะจง​ ​เช่น​ ​ทักษิณ​เป็น​ต้นตอปัญหา​หรือ​เรื่อง​ใน​ระดับนโยบาย​ ​แต่​ต้อง​เป็น​เรื่องหลักการ​ทั่ว​ไป​ ​หรือ​เรื่อง​ใน​ระดับโครงสร้าง​ ​ซึ่ง​พระ​เจ้า​อยู่​หัว​ได้​ทรงปรารภ​ไว้​ว่า​ ศาลปกครองมีหน้าที่กว้างขวางมาก​... ​เพื่อ​ให้​การปกครองแบบประชาธิปไตยดํา​เนินการไป​ได้และ​ศาลปกครอง​ได้​วินิจฉัยต่อมาว่า​ ​ศาลมีภารกิจ​ใน​การสนับสนุนระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์​เป็น​ประมุข​ ​ซึ่ง​เมื่อพิจารณา​เช่นนี้ก็​ต้อง​พิจารณาว่าต้นตอที่การปกครองประชาธิปไตยดํา​เนินไป​ไม่​ได้​คืออะ​ไร

 

 

ต้นตอของปัญหา​ไม่​ใช่​การเลือกตั้ง​ซึ่ง​เกิด​จาก​ไทยรักไทยมองว่า​ ​ผู้​นําตัวเองขาด​ความ​ชอบธรรม​จาก​ปัญหาผลประ​โยชน์ทับซ้อน​ ​หลีกเลี่ยงกฎหมาย​ ​จึง​ชิงยุบสภา​ ​จัด​ให้​มีการเลือกตั้งขึ้น​ ​แล้ว​นํามาสู่ปัญหาต่างๆ​ ​ตามมา​ ​การแก้ปัญหาที่การจัดการเลือกตั้งก็​เป็น​การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ​ ​จะ​เกิดวิกฤตซับซ้อนขึ้นมาอีก​ได้​ ​ต้นตอของปัญหาคือการที่กลไกตรวจสอบถ่วงดุลของระบอบประชาธิปไตย​ไม่​ทํางาน​ ​หรือ​ทํางาน​ไม่​ได้​เต็มที่​ ​จนทํา​ให้​เกิดผลประ​โยชน์ทับซ้อน​และ​คอร์รัปชั่นอย่างกว้างขวาง

 

 

ใน​ประการที่สอง​ ​เมื่อศาล​ได้​วินิจฉัยต้นตอปัญหา​แล้ว​ ​การกําหนดภารกิจที่ตามมาก็​จะ​ชัดเจนขึ้น​ ​คือศาล​ต้อง​เติมเต็ม​ใน​ข้อบกพร่องนี้​ ​ใน​การนี้ศาล​ได้​กําหนด​ไว้​กว้างๆ​ ​ว่า​ ภารกิจคือการเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์​เป็น​ประมุข​ ​ซึ่ง​เป็น​การตี​ความ​อํานาจตุลาการอย่างกว้าง​ ​โดย​ยึดถือเอาการแก้วิกฤตระบอบประชาธิปไตย​เป็น​ภารกิจประวัติศาสตร์ของศาล​ ​การกําหนดนี้ถูก​ต้อง​เพราะ​บ่งชี้ภารกิจที่ควรทํา​ใน​ช่วงประวัติศาสตร์ปัจจุบันนี้​ ​แต่ควรกินระยะ​เวลา​ใน​ช่วงยาวนานช่วงหนึ่งที่​จะ​ให้​เกิดกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล​ ​และ​ให้​กระบวนการนี้​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​ของ​ ​ป​.​ป​.​ช​. ​ปปง​. ​กกต​. ​สตง​. ​รวม​ทั้ง​ของศาล​ทั้ง​สาม​ ​ดํา​เนินไป​ได้​อย่างเคร่งครัดจริงจังพอสมควร​ ​ไม่​ใช่​ภารกิจเฉพาะหน้าสั้นๆ​ ​ซึ่ง​กระบวนการนี้คือกระบวนการที่​เรียกว่า​ ​ตุลาการภิวัตน์​ ​หรือ​ ​กฎหมายภิวัตน์​ ​หรือ​ ​นิติธรรมภิวัตน์​ (judicialization of politics) อย่างเคร่งครัดตามแนวที่หลายประ​เทศเลือก​ใช้​นั่นเอง

 

 

ทั้ง​นี้​ ​ประชาชนย่อมมองอย่าง​เข้า​ใจว่า​ ​การ​ใช้​อํานาจ​โดย​ตรงของศาลคือการตัดสินคดี​ ​ก็​เป็น​เรื่องที่ศาลกระทํา​ด้วย​ความ​ยากลําบาก​ ​เพราะ​ศาล​ใน​ฐานะสถาบันที่รักษา​ความ​สืบ​เนื่อง​จาก​หลักการ​ใน​อดีต​ ​และ​คํานึงผลประ​โยชน์ยาว​ไกล​ที่สุดของประ​เทศ​ ​ต้อง​ตัดสินคดี​ความ​ด้วย​ความ​เที่ยงธรรม​ ​ปราศ​จาก​อคติ​ ​ด้วย​หลักการ​ไม่​ใช่​นโยบาย​ ​ตัดสิน​ด้วย​หลักการกฎหมาย​ทั่ว​ไป​ไม่​ใช่​ลักษณะ​เฉพาะ​เจาะจง​ ​แต่การทํา​เพียง​เท่า​นี้อย่างจริงจัง​ ​ก็​จะ​ทํา​ให้​ประชาชนรู้สึกว่าระบบมีการตรวจสอบ​  ​สิทธิ​ใน​ชีวิต​ ​ทรัพย์สิน​ ​สิทธิทางการเมืองของตน​ไม่​ถูกละ​เมิด​  ​ซึ่ง​จะ​ช่วย​คลี่คลายวิกฤต​ได้

 

 

อย่างไรก็ตาม​ ​จาก​คํา​แถลงต่างๆ​ ​ดู​เหมือนว่า​ทั้ง​สามศาลจะ​มองภารกิจของตนจบลงเพียงการจัดการเลือกตั้ง​ให้​ยุติธรรม​ ​แต่​ไม่​ใช่​เพื่อ​ให้​กระบวนการประชาธิปไตย​อยู่​ใน​สภาพที่สมดุลยั่งยืน​ ​ดังที่พระ​เจ้า​อยู่​หัว​ได้​ทรงเริ่มต้น​ไว้​ ​ถ้า​จะ​ให้​ประชาธิปไตยสมดุลยั่งยืนก็​ต้อง​แก้ที่ต้นเหตุ​ ​คือปัญหากลไก​และ​อํานาจการตรวจสอบ​ ​การทุจริตของนักการเมืองทํางาน​ไม่​ได้​ ​หรือ​ไม่​ยอมทํางาน​ ​ซึ่ง​ถ้า​แก้​ไม่​ได้​วิกฤตก็​จะ​เกิดขึ้นอีก​ ​และ​ถ้า​ดู​จาก​ทฤษฎีการเมือง​ใน​ระบอบประชาธิปไตย​ ​เรา​จะ​พบว่า​ ​พลังที่​จะ​ต้านทานถ่วงดุลฝ่ายอํานาจรัฐ​ (รัฐบาล​+​ข้าราชการ​+​นักการเมือง) ​ก็มี​เพียงสอง​ส่วน​คือ​ ​ภาคประชาสังคม​ ​คือสื่อ​และ​ภาคประชาชน​ ​กับ​อํานาจตุลาการ​ ​ซึ่ง​ถือ​เป็น​สถาบันที่มี​เกียรติภูมิ​ ​มี​ความ​เป็น​อิสระ​ ​และ​โดย​ฐานะชนชั้นก็​เป็น​กลุ่มที่​อยู่​ห่าง​ไกล​จาก​ผลประ​โยชน์ทางธุรกิจ​ ​และ​อํานาจการเมืองมากที่สุด

 

 

ใน​ปัจจุบัน​ ​ซึ่ง​ทั้ง​ภาคประชาสังคม​และ​สามศาล​ช่วย​กัน​แก้​ไขวิกฤตอย่างเต็มกําลังภาย​ใต้​พระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระ​เจ้า​อยู่​หัว​ ​ฝ่ายอํานาจรัฐ​ซึ่ง​รวม​ถึง​องค์กรอิสระบาง​ส่วน​ ​ก็​ยัง​ไม่​นําพา​กับ​เสียงเรียกร้องนี้ ถ้า​ทางอํานาจตุลาการ​ไม่​มองอํานาจตุลาการอย่างกว้าง​ ​และ​ขับเคลื่อนกระบวนการตุลาการภิวัตน์​  ​แล้ว​ปล่อยให้​นักการเมืองดํา​เนินการปฏิรูปการเมือง​ด้วย​ตัวเอง​ ​โดย​ที่ภาคประชาสังคม​ซึ่ง​กําลังถดถอยไปเรื่อยๆ​ ​เป็น​ฝ่ายกดดันฝ่ายเดียว​ ​ก็ยากที่​จะ​ทํา​ให้​การปฏิรูปการเมืองดํา​เนินไปอย่างมีผล​ได้​ ​ดุลยภาพก็​จะ​เสียไปอีก​ ​นํา​ไปสู่วิกฤตครั้ง​ใหม่​ซึ่ง​คง​จะ​รุนแรงกว่า​เก่า​ ​และ​มี​โอกาสมากที่​จะ​นํา​ไปสู่ระบอบเผด็จการประชานิยมที่ยาวนาน

 

(ธีรยุทธ​ ​บุญมี, “พิพากษาหา​ความ​ยุติธรรม​ให้​ประ​เทศ​ ​เพิ่มดุลยภาพการเมืองไทย​ ​ก้าวสู่การปฏิรูปการเมืองหน​ ๒นํา​เสนอ​ใน​งานสัมมนาพิ​เศษ​ ​เรื่อง​ วิกฤตประ​เทศไทย​ ​ยุคทุนนิยมไล่ล่าใน​โอกาสครบรอบ​ ๓๐ ​ปีของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ​ ​ที่​โรงแรม แกรนด์​ ​ไฮแอท​ ​เอราวัณ​ ​กรุงเทพฯ​ ​เมื่อวันที่​ ๓๑ ​พฤษภาคม​ ๒๕๔๙, เน้นตัวหนา​โดย​ผู้​เขียน)

 

-๓-

 

ภายหลัง​จาก​พระราชดํารัส​ ๒๕ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​มีการประชุมระหว่าง​ ๓ ​ศาล​ ​ได้​แก่​ ​ศาลฎีกา​ ​ศาลปกครอง​ ​และ​ศาลรัฐธรรมนูญ​ ​จาก​นั้น​ศาลรัฐธรรมนูญ​ได้​มีคําวินิจฉัยที่​ ๙/๒๕๔๙ ​ลงวันที่​ ๘ ​พฤษภาคม​ ๒๕๔๙ ​วินิจฉัยว่า​ ​การเลือกตั้ง​ ๒ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​มีปัญหา​ความ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​ใน​ส่วน​ที่​เกี่ยว​กับ​การกําหนดวันเลือกตั้ง​ ​การจัดการเลือกตั้ง​ ​การจัดคูหา​เลือกตั้งที่ส่งผล​ให้​ไม่​เป็น​การลงคะ​แนน​โดย​ลับ​ เป็น​การเลือกตั้งที่ทํา​ให้​เกิดผลของการเลือกตั้งที่​ไม่​เที่ยงธรรม​ ​ไม่​เป็น​การปกครอง​ใน​ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง​ ​จึง​เป็น​การเลือกตั้งที่​ไม่​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา​ ๒ ​มาตรา​ ๓ ​มาตรา​ ๑๐๔ ​วรรคสาม​ ​และ​มาตรา​ ๑๔๔ ​มาตั้งแต่​เริ่มต้นกระบวนการจัดการเลือกตั้ง​ ​คือ​ ​ตั้งแต่การกําหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง​ ​การรับสมัครรับเลือกตั้ง​ ​การลงคะ​แนนเสียง​ ​การนับคะ​แนนเสียง​ ​การประกาศผลการเลือกตั้ง” 

 

ต่อมาศาลปกครองกลางมีคําพิพากษาที่​ ๖๐๗-๖๐๘/๒๕๔๙ ใน​วันที่​ ๑๖ ​พฤษภาคม​ ๒๕๔๙ ​ย้ำ​อีกครั้งหนึ่งว่าการเลือกตั้ง​ ๒ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​ไม่​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​ ​เพราะ​ จัดเรียงคูหา​เลือกตั้ง​จาก​เดิมที่​ให้​ผู้​มา​ใช้​สิทธิ​เลือกตั้งหันหลัง​ให้​ผนัง​หรือ​ฉากกั้นที่​เลือกตั้ง​ ​มา​เป็น​ให้​ผู้​มา​ใช้​สิทธิ​เลือกตั้งหันหน้า​ไปทางผนัง​หรือ​ฉากกั้นที่​เลือกตั้ง​... ​จึง​เป็น​การกระทําที่ทํา​ให้​การออกเสียงลงคะ​แนน​ไม่​เป็น​ไป​โดย​ลับ​ทั้ง​ใน​ทางข้อเท็จจริง​และ​ใน​ทาง​ความ​รู้สึกของ​ผู้​มา​ใช้​สิทธิ​เลือกตั้ง ศาลปกครองกลาง​จึง​พิพากษา​ให้​เพิกถอนการเลือกตั้ง​ ๒ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​ทั้ง​แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง​และ​แบบบัญชีรายชื่อ​ทั้ง​หมด​ใน​ทุกเขตเลือกตั้ง​ ​และ​เพิกถอนการกระทําต่อมาอัน​เป็น​ผลสืบ​เนื่อง​จาก​การเลือกตั้ง​

 

ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ​และ​ศาลปกครองเพิกถอนการเลือกตั้ง​ ๒ ​เมษายน​ ๒๕๔๙  ​มี​เสียงเรียกร้อง​ให้​ ​กกต​. ​ที่​เหลืออีกสี่คนลาออก​จาก​ตํา​แหน่ง​ ​เพื่อเปิดทาง​ให้​ศาลฎีกา​ได้​สรรหา​ ​กกต​. ​ชุด​ใหม่​  ​นายจรัญ​ ​ภักดีธนากุล​ ​เลขาธิการประธานศาลฎีกา​ ​แถลงว่า​ ที่ประชุมของท่านประธานศาล​ทั้ง​สามศาล​ ​จึง​เห็นพ้อง​กัน​ว่า​ ​ทางศาล​จะ​เข้า​ไปมี​ส่วน​ร่วม​ใน​การจัดการเลือกตั้งครั้ง​ใหม่​ได้​ ​ก็ต่อเมื่อมีการสรรหา​และ​แต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งชุด​ใหม่​จาก​บุคคลที่มี​ความ​เป็น​กลางทางการเมืองอย่างแท้จริง​ ​และ​มี​ความ​เป็น​อิสระ​ ​ปราศ​จาก​บุญคุญ​ความ​แค้น​แก่ฝ่าย​ใด​ฝ่ายหนึ่ง​ ​เข้า​มาทําหน้าที่​  ​และ​การดํา​เนินการ​ใน​เรื่องนี้​จะ​ดํา​เนินการ​ได้​ต่อเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน​ ​ได้​เสียสละลาออก​จาก​ตํา​แหน่งหน้าที่ที่ดํา​เนินการ​ ​เพื่อเปิดทาง​ให้​กระบวนการสรรหา​และ​แต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งชุด​ใหม่​โดย​ศาลฎีกา​และ​วุฒิสภา​ ​สามารถ​ดํา​เนินไป​ได้​ตามบทบัญญัติ​แห่งรัฐธรรมนูญ 

 

ใน​ขณะที่​ ​นายวิรัช​ ​ชินวินิจกุล​ ​เลขานุการศาลฎีกา​ ​ได้​ให้​สัมภาษณ์ว่า​ เรา​ต้อง​การ​ให้​ ​กกต​. ​ทบทวนตัวเองอีกครั้ง​ ​ขอ​ให้​ ​กกต​. ​ทั้ง​สามท่านคิดว่า​จะ​ทําสิ่งอัน​ใด​ ​ขอ​ให้​ยึดถือประ​โยชน์ของบ้านเมืองเป็น​หลัก​ ​ผมขอเปิดใจว่าศาลฎีกา​และ​ศาลยุติธรรม​ไม่​เข้า​ข้างฝ่าย​ใด​ฝ่ายหนึ่ง​ ​ไม่​เคยทะ​เลาะ​กับ​ ​กกต​. ​เป็น​การ​ส่วน​ตัว​ ​และ​ไม่​ฝักใฝ่พรรคการเมือง​ใด​ ​ไม่​เคยทําตัวสนับสนุนกลุ่มการเมือง​ ​เรายืนหยัดข้างประชาชน​ ​เชื่อว่าสถานการณ์ขณะนี้ประชาชนอาจ​จะ​อึดอัดที่ปัญหายืดเยื้อ​ ​แต่ขอ​ให้​เข้า​ใจว่าศาล​ต้อง​ทํางาน​ใน​กรอบของกฎหมาย​ ​ไม่​อาจทําอะ​ไร​ให้​เร็ว​ดั่งใจ​ได้​ ​เพราะ​กฎหมาย​เป็น​กติกาของบ้านเมือง​ ​ศาล​เป็น​ผู้​รักษากฎหมาย​  ​สุดท้ายผมขอ​ให้​ประชาชนจับตาการไต่สวนคดี​ ​กกต​. ​เป็น​จํา​เลยของศาลอาญาอย่าง​ใกล้​ชิด​ ​เพราะ​จะ​มีกรณีที่น่าสนใจ​เป็น​อย่างยิ่ง

 

จาก​ข้อเรียกร้องดังกล่าว​ ​มี​ ​กกต​. ​ลาออกไปหนึ่งคน​ ​แต่อีกสามคนยืนยัน​ไม่​ลาออก

 

สองเดือนถัดมา​ ​ศาลอาญามีคําพิพากษา​เมื่อวันที่​ ๒๕ ​กรกฎาคม​ ๒๕๔๙ ​ให้​ ​พล​.​ต​.​อ​.​วาสนา​ ​เพิ่มลาภ​ ​ประธาน​ ​กกต​.  ​นายปริญญา​ ​นาคฉัตรีย์​ ​กกต​.  ​และ​นายวีระชัย​ ​แนวบุญเนียร​ ​กกต​.  ​จําคุก​ ๔ ​ปี​โดย​ไม่​รอลงอาญา​ ​และ​เพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้ง​ ๑๐ ​ปี​ ​เพราะ​จัดการเลือกตั้ง​ใหม่​ที่​ไม่​สุจริต​และ​เที่ยงธรรม​ ​มิ​ใช่​เป็น​การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง​ ​และ​กระทําการอันมิชอบ​ด้วย​หน้าที่​เพื่อ​เป็น​คุณ​หรือ​เป็น​โทษแก่พรรคไทยรักไทย​ ​นอก​จาก​นี้ศาล​ยัง​ไม่​ให้​ประ​กัน​ตัว​ ​เพราะ​ การจัดเลือกตั้ง​ ​ส​.​ส​. ​เมื่อวันที่​ ๒ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​และ​การเลือกตั้งที่ต่อ​เนื่อง​มา​โดย​จํา​เลย​ทั้ง​สาม​ ​กลับถูกพรรคการเมืองหลายพรรค​และ​ประชาชน​ส่วน​หนึ่งต่อต้าน​ ​นอก​จาก​นี้​ยัง​มี​แพทย์​ ​อาจารย์คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง​ ​และ​ประชาชนหลายสาขาอาชีพ​ ​ทําการประท้วง​ด้วย​การฉีกบัตรเลือกตั้ง​โดย​เปิดเผย​ ​ประกอบ​กับ​หลายเขตเลือกตั้งที่มี​ผู้​สมัครเพียงคนเดียวพรรคเดียวได้​คะ​แนนเสียงน้อยกว่าร้อยละ​ ๒๐ ​ซึ่ง​ชี้​ให้​เห็นว่า​เป็น​ปรากฏการณ์ที่ผิดปกติของสังคม​ ​โดย​แทนที่จํา​เลย​ทั้ง​สาม​จะ​ใส่​ใจรีบหาทางแก้​ไข​ความ​ไม่​พอใจของประชาชน​ ​จํา​เลยกลับเดินหน้าจัดเลือกตั้งต่อไป​ ​ทั้ง​ที่​ยัง​ไม่​มีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งหลายเขตอย่าง​เป็น​ทางการจนเกิดการหมุนเวียน​ผู้​สมัคร​ ​ทํา​ให้​เกิดวิกฤตศรัทธาต่อการจัดเลือกตั้งของจํา​เลย​ทั้ง​สามมากขึ้นตามลําดับ​ ​ซึ่ง​จํา​เลย​ทั้ง​สาม​เป็น​ผู้​มีวัยวุฒิ​และ​คุณวุฒิ​ ​เคยดํารงตํา​แหน่งระดับสูงมาก่อน​ ​ย่อมตระหนักดีว่า​ ​กกต​. ​เป็น​ตํา​แหน่งที่มี​ความ​สําคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองการปกครอง​ใน​ระบอบประชาธิปไตย​ ​เมื่อประชาชนจํานวนมากรวม​ทั้ง​พรรคการเมือง​ไม่​ไว้​วางใจ​ใน​ความ​เป็น​กลาง​ ​ความ​สุจริต​และ​เที่ยงธรรมของจํา​เลย​ทั้ง​สาม​แล้ว​ ​ย่อมกระทบกระ​เทือน​ถึง​การจัดการเลือกตั้งทุกระดับ​

 

การที่จํา​เลย​ทั้ง​สาม​ยัง​คงปฏิบัติหน้าที่​ใน​ตํา​แหน่งต่อไป​โดย​ไม่​ใยดีต่อ​ความ​เสียหายที่​เกิดขึ้น​จาก​การเลือกตั้ง​ ​ส​.​ส​.​ที่ผ่านมา​  ​และ​ไม่​ตระหนัก​ถึง​ความ​เสียหายที่​จะ​เกิดขึ้น​ใน​ภายหน้า​ ​จึง​ส่อพิรุธ​และ​ชี้​ให้​เห็นว่าจํา​เลย​ทั้ง​สามเห็นแก่ประ​โยชน์​ส่วน​ตนมากกว่าคํานึง​ถึง​ผลประ​โยชน์ของประ​เทศชาติ​ ​ด้วย​เหตุดังกล่าว​เป็น​ที่ประจักษ์​และ​เชื่อ​ได้​ว่า​ ​หากศาลอาญาสั่งอนุญาต​ให้​ปล่อยจํา​เลย​ทั้ง​สามระหว่างอุทธรณ์​ ​เพื่อ​ให้​โอกาสจํา​เลยกลับไปปฏิบัติหน้าที่จัดการเลือกตั้ง​ ​ส​.​ส​.​อีก​ ​ก็น่า​จะ​เกิด​ความ​ไม่​เรียบร้อย​ ​สุจริต​และ​เที่ยงธรรม​ ​เหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมา” 

 

ผล​จาก​คําพิพากษาดังกล่าว​ ​ทํา​ให้​ ​กกต​.​ทั้ง​สามคน​ต้อง​พ้น​จาก​ตํา​แหน่งทันที​ ​เปิดทาง​ให้​มีการสรรหา​และ​เลือก​ ​กกต​.​ชุด​ใหม่​ ​ซึ่ง​ผลปรากฏว่า​ ​ได้​ ​กกต​. ​ที่​เป็น​ผู้​พิพากษา​ ๔ ​คน​และ​อัยการ​ ๑ ​คน

 

-๔-

 

เมื่อขบวนการ​ ตุลาการภิวัตน์ได้​แสดงผลงาน​ให้​เป็น​ที่ประจักษ์ชัด​ ​ด้วย​การ​ ล้มการเลือกตั้ง​ ๒ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​และ​ ปลดกกต​. ​ออก​จาก​ตํา​แหน่ง​แล้ว​ ​เสียงสังคม​ส่วน​ใหญ่​ต่างสนับสนุน​ ตุลาการภิวัตน์บาง​ส่วน​แม้​เห็นว่าคดี​เลือกตั้ง​ ๒ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​มีข้อวิจารณ์​ใน​หลายประ​เด็น​ ​แต่ก็พอ​เข้า​ใจ​และ​พออนุ​โลม​ได้​ ​เพราะ​เป็น​ช่องทางแก้วิกฤตเรื่องการเลือกตั้งที่มีพรรคการเมือง​ใหญ่​พรรคเดียว เพื่อ​ให้​การเมืองไทยเดินหน้าต่อไป​ด้วย​การจัด​ให้​มีการเลือกตั้งที่​ สมประกอบ

 

พระบาทสมเด็จพระ​เจ้า​อยู่​หัวทรงลงพระปรมาภิ​ไธย​ในพระราชกฤษฎีกา​แก้​ไขเพิ่มเติมกําหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภา​ผู้​แทนราษฎร​เป็น​การเลือกตั้ง​ทั่ว​ไปเมื่อวันที่​ ๒๐ ​กรกฎาคม​ ๒๕๔๙  ​โดย​กําหนด​ให้​มีการเลือกตั้งสมาชิกสภา​ผู้​แทนราษฎร​เป็น​การ​ทั่ว​ไป​ใน​วันที่​ ๑๕ ​ตุลาคม​ ๒๕๔๙  ​ใน​การนี้พระองค์ทรงมีพระราชกระ​แสประกอบพระราชกฤษฎีกา​ความ​ว่า​  ๑. ​เหตุผลที่ทรงลงพระปรมาภิ​ไธย ​ด้วย​เหตุ​เพราะ​มีพระราชประสงค์ที่​จะ​เห็นประ​เทศชาติกลับสู่​ความ​สงบเรียบร้อย​โดย​เร็ว​  ๒. ​มีพระราชประสงค์​ให้​การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้​แทนราษฎรที่​จะ​มีขึ้น​ ​เป็น​ไป​ด้วย​ความ​บริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างแท้จริง​

 

อย่างไรก็ตาม​ ​การเลือกตั้ง​ สมประกอบที่สังคมเฝ้ารอ​ ​กลับ​ไม่​เกิดขึ้น​ ​เพราะ​รัฐประหารอัปยศ​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙

 

 

สุภาษิต​ เมื่อเสียงปืนดังขึ้น​ ​กฎหมายย่อมเงียบลงกล่าวสําหรับประ​เทศไทย​แล้ว​ ​เป็น​กฎหมาย​เท่า​นั้น​ที่​เงียบลง​ ​แต่นักกฎหมายกลับเฟื่องฟูมากขึ้น​  ​คณะรัฐประหารยุค​ใหม่​ตระหนักดีว่า​ ​การทํา​ให้​อํานาจ​ ดิบ​-​เถื่อนอันเกิด​จาก​รัฐประหาร​ ​ให้​กลายสภาพ​เป็น​อํานาจที่​ อ่อน​-​นุ่มลง​ได้​นั้น​ ​จํา​ต้อง​อาศัยกลไกทางกฎหมาย​  ​และ​การ​ใช้​อํานาจ​ ดิบ​-​เถื่อนปราบปรามศัตรูทางการเมือง​โดย​ตรง​ ​ย่อม​ไม่​แนบเนียน​เท่า​กับ​ยืมมือ​ กฎหมายเข้า​ปราบปราม​ ​คณะรัฐประหาร​จึง​จํา​เป็น​ต้อง​ควานหานักกฎหมายจํานวนหนึ่งเพื่อทําหน้าที่บริการ

 

นิธิ​ ​เอียวศรีวงศ์​ ​กล่าว​ไว้​ใน​บท​ความ​ชื่อ​ รัฐธรรมนูญ​ฉบับ​วัฒนธรรมไทยตอนหนึ่งว่า​

 

นักรัฐประหาร​ใน​เมืองไทย​นั้น​เป็น​นักกฎหมาย​โดย​สัญชาตญาณ​ ​รัฐธรรมนูญ​ทั้ง​ฉบับ​เอามากระทืบทิ้งต่อหน้าต่อตาคน​อื่น​ได้​ ​แต่กฎหมาย​เล็ก​น้อยเพียงแค่​จะ​เรียกเก็บค่าน้ำ​ชลประทานสักสิบบาท​ ​ก็​ต้อง​ดํา​เนินตามมาตรการที่ซับซ้อนยุ่งยาก​ให้​ถูก​ต้อง​ตามพิธีกรรม​ ​ทั้ง​นี้​เพราะ​นักรัฐประหารรู้ดีว่ากฎหมายมี​ความ​สําคัญแก่คนไทยอย่างมาก

 

สําคัญก็​เพราะ​ว่า​ ​กฎหมายทํา​ให้​พลังของ​ อํานาจตั้งมั่น​อยู่​ได้​ ​แม้ว่า​ อํานาจมัก​จะ​กดขี่​เบียดเบียน​ให้​เดือดร้อน​ ​แต่​ถ้า​ไม่​มี​ อํานาจเสียเลย​แล้ว​ อิทธิพลก็​จะ​เหลิงเอา​ไม่​อยู่​เสียเลย​ ​ซึ่ง​ก็​จะ​กดขี่​เบียดเบียน​ให้​เดือดร้อน​ได้​มาก​ไม่​น้อยไปกว่า​ อํานาจ

 

 

คนไทยอาจ​ไม่​เชื่อ​ใน​ (การปกครอง​ด้วย​กฎหมาย) ​เหมือนฝรั่ง​ ​แต่คนไทยเชื่อ​ใน​ (การดํารงคง​อยู่​ของกฎหมาย) ​และ​รัฐธรรมนูญ​ฉบับ​วัฒนธรรมก็บัญญัติ​ให้​กฎหมายต่างๆ​ ​ดํารง​อยู่​อย่างมั่นคง​เป็น​อย่างยิ่ง​

 

 

กฎหมายดํารงคง​อยู่​ให้​ประจักษ์​ได้​ ​ไม่​ใช่​เฉพาะ​ใน​กระดาษ​ ​แต่​ส่วน​สําคัญของกฎหมายที่​ต้อง​ดํารงคง​อยู่​ใน​ทัศนะของคนไทย​ ​คือ​ อํานาจตุลาการ​

 

 

ใน​อุดมคติของคนไทย​ อํานาจตุลาการ​เป็น​ อํานาจที่บริสุทธิ์ที่สุด​ ​กล่าวคือ​ ​ปราศ​จาก​การแฝงเร้นของ​ อิทธิพลโดย​สิ้นเชิง​ ​ผู้​พิพากษา​ใน​ทัศนะของคนไทย​เป็น​คนสะอาดบริสุทธิ์​เพียงจุดเดียว​ใน​กระบวนการยุติธรรม​ทั้ง​กระบวนการ​ ​ความ​เชื่อเช่นนี้ทํา​ให้​คนไทยอุ่นใจ​ได้​ว่า​ อํานาจมีพลัง​ใน​การคะคาน​กับ​ อิทธิพลได้​จริง​ ​เพราะ​หาก​สามารถ​ทํา​ให้​กระบวนการยุติธรรมทํางานไปจนคดีขึ้นสู่ศาล​แล้ว​ อิทธิพลก็​จะ​ถูกยับยั้ง​หรือ​บรรเทา​ความ​ร้ายกาจลง​ด้วย​ อํานาจอันบริสุทธิ์ของ​ผู้​พิพากษา​...

 

 

...เมื่อ​เข้า​ใจ​ได้​เช่นนี้​ ​จะ​ยิ่งเห็น​ได้​ชัดว่ากฎหมาย​และ​ตุลาการ​นั้น​เป็น​ส่วน​สําคัญของเกมอย่างไร​ ​รัฐธรรมนูญ​ฉบับ​วัฒนธรรม​จึง​บัญญัติ​ให้​กฎหมาย​และ​ตุลาการ​เป็น​สิ่ง​ ศักดิ์สิทธิ์ที่นัก

รัฐประหาร​จะ​ไปแตะ​ต้อง​ง่ายๆ​ ​ไม่​ได้​เป็น​อันขาด

 

 

(นิธิ​ ​เอียวศรีวงศ์, “รัฐธรรมนูญ​ฉบับ​วัฒนธรรมไทย”, ศิลปวัฒนธรรม, ปีที่​ ๑๓, ฉบับ​ที่​ ๑ (พฤศจิกายน​ ๒๕๓๔), หน้า​ ๒๖๖-๒๘๕, ตีพิมพ์อีกครั้ง​ใน​ ชาติ​ไทย, เมืองไทย, แบบเรียน​และ​อนุสาวรีย์, สํานักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งที่​ ๒, ๒๕๔๗, หน้า​ ๑๒๕-๑๕๕.)

 

กล่าวสําหรับรัฐประหาร​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ ​นักรัฐประหาร​และ​เนติบริกร​ผู้​ช่วย​ได้​ล้มล้างทฤษฎีของนิธิ​เสียสิ้น​ ​นักรัฐประหาร​และ​เนติบริกร​ผู้​ช่วย​ได้​ฉีกรัฐธรรมนูญ​ฉบับ​วัฒนธรรม​ (ที่นิธิ​เสนอ) ​ใน​ส่วน​ที่ว่า​ รัฐธรรมนูญ​ฉบับ​วัฒนธรรม​จึง​บัญญัติ​ให้​กฎหมาย​และ​ตุลาการ​เป็น​สิ่ง​ ศักดิ์สิทธิ์ที่นักรัฐประหาร​จะ​ไปแตะ​ต้อง​ง่ายๆ​ ​ไม่​ได้​เป็นอันขาด พวก​เขา​ไม่​เพียง​เข้า​ไปแตะ​ต้อง​ใน​ส่วน​กฎหมาย​และ​ตุลาการ​เท่า​นั้น​ ​แต่​เข้า​ไป​ รื้อ​-​สร้าง​-​จัดวางกลไกทางกฎหมาย​และ​องค์กรตุลาการเสีย​ใหม่​

 

นอก​จาก​ฉีกรัฐธรรมนูญ​ ๒๕๔๐ ​แล้ว​ ​คณะรัฐประหาร​ยัง​ได้จัดการ​ ยุบศาลรัฐธรรมนูญทิ้ง​ ​และ​ ตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ใหม่เข้า​ทําหน้าที่​แทน​ ​อันประกอบ​ด้วย​ ​ประธานศาลฎีกา​เป็น​ประธาน​ ​ประธานศาลปกครองสูงสุด​เป็น​รองประธาน​ผู้​พิพากษา​ใน​ศาลฎีกา​ ที่ดํารงตํา​แหน่ง​ไม่​ต่ำ​กว่า​ผู้​พิพากษาศาลฎีกา​ซึ่ง​ได้​รับเลือก​โดย​ที่ประชุม​ใหญ่​ของศาลฎีกา​โดย​วิธีลงคะ​แนนลับจํานวน​ ๕ ​คน​ ​เป็น​ตุลาการรัฐธรรมนูญ​  ​และ​ตุลาการ​ใน​ศาลปกครองสูงสุด​ ​ซึ่ง​ได้​รับเลือก​โดย​ที่ประชุม​ใหญ่​ศาลปกครองสูงสุด​โดย​วิธีลงคะ​แนนลับจํานวน​ ๒ ​คน​ ​เป็น​ตุลาการรัฐธรรมนูญ​  ​ส่วน​บรรดาคดีที่​อยู่​ระหว่างการดํา​เนินการของศาลรัฐธรรมนูญก่อนวันที่​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ ​ให้​โอนมา​อยู่​ใน​อํานาจ​และ​ความ​รับผิดชอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญชุดนี้​ ​ซึ่ง​คดีสําคัญคดีหนึ่งที่ค้าง​อยู่​ใน​กระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ​และ​ได้​โอนมา​เป็น​ของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ ​คือ​ ​คดียุบพรรคไทยรักไทย​และ​พรรคประชาธิปัตย์​

 

จะ​โดย​จงใจ​หรือ​ไม่​ก็สุดที่​จะ​ตรัสรู้​ได้​ ​ภายหลังรัฐประหาร​ได้​ ๑๑ ​วัน​ ​คณะรัฐประหาร​ได้​ออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครอง​ใน​ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง​เป็น​ประมุข​ (คปค​.) ​ฉบับ​ที่​ ๒๗ ​ข้อ​ ๓ ​เพื่อเพิ่มโทษเพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้ง​ ​ของกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบ​ ​ความ​ว่า​ ใน​กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ​หรือ​องค์กร​อื่น​ที่ทําหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ​ ​มีคําสั่ง​ให้​ยุบพรรคการเมือง​ใดเพราะ​เหตุกระทําการ​ต้อง​ห้าม​ ​ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า​ด้วย​พรรคการเมือง​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๑ ​ให้​เพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมือง​นั้น​ ​มีกําหนด​ ๕ ​ปี​ ​นับแต่วันที่มีคําสั่ง​ให้​ยุบพรรคการเมือง

 

-๕-

 

หากเชื่อ​กัน​ว่าขบวนการ​ ตุลาการภิวัตน์ที่​เพิกถอนการเลือกตั้ง​ ๒ ​เมษายน​ ๒๕๔๙  ​ขบวนการ​ ตุลาการภิวัตน์ที่ตัดสิน​ให้​คณะกรรมการการเลือกตั้งชุด​ ​พล​.​ต​.​อ​.​วาสนา​ ​เพิ่มลาภ​ ​พ้น​จาก​ตํา​แหน่ง​ ​เป็น​ขบวนการ​ ตุลาการภิวัตน์ที่นําพาสังคมไทยออก​จาก​วิกฤต​ได้​อย่างแท้จริง​ ​หากเบา​ใจว่ารัฐประหารอัปยศ​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ ​เป็น​รัฐประหารที่นําพาบ้านเมืองไปสู่​ความ​สงบ​และ​หลุดพ้นวิกฤตของ​ความ​ขัดแย้ง​ ​ใน​เมื่อภารกิจนําประ​เทศพ้นวิกฤต​แล้ว​เสร็จ​ ​ขบวนการ​ ตุลาการภิวัตน์ก็น่า​จะ​ยุติลง​ได้​ด้วย​ดี​

 

แต่การณ์กลับตรง​กัน​ข้าม​ ​ภายหลังรัฐประหาร​ ​พายุ​ ตุลาการภิวัตน์ยัง​ตามมาอีกหลายระลอก​ ​เริ่มตั้งแต่คดียุบพรรคภาคหนึ่ง​

 

วันที่​ ๓๐ ​พฤษภาคม​ ๒๕๕๐ ​คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยที่​ ๓-๕/๒๕๕๐ ​ยุบพรรคไทยรักไทย​และ​เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค​เป็น​เวลา​ ๕ ​ปี​

 

ใน​คําวินิจฉัยนี้​ ​คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ ​(​ซึ่ง​ ​คมช​. ​แต่งตั้งขึ้น​ใหม่​แทนที่ศาลรัฐธรรมนูญ) ​ได้​ยอมรับอํานาจของคณะรัฐประหารอย่างชัดเจนว่า​ ต่อมาวันที่​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ ​ขณะที่คดีนี้​อยู่​ระหว่าง​ผู้​ถูกร้อง​ทั้ง​สามยื่นคําชี้​แจงข้อกล่าวหา​  ​คปค​. ​เข้า​ทําการยึดอํานาจการปกครองประ​เทศ​ ​และ​มีประกาศ​ ​คปค​.​ฉบับ​ที่​ ๓ ​ลงวันที่​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๙  ​ข้อ​ ๑ ​ให้​รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๐ ​สิ้นสุดลง​  ​และ​ข้อ​ ๒ ​ให้​ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงพร้อม​กับ​รัฐธรรมนูญ​ ​ศาลรัฐธรรมนูญ​จึง​เป็น​อันสิ้นลงตั้งแต่วันที่​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ และ​ การที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย​ ​(​ฉบับ​ชั่วคราว) ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๙ ​มาตรา​ ๓๕ ​วรรคหนึ่ง​ ​บัญญัติ​ให้​มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ ​และ​มาตรา​ ๓๕ ​วรรคสี่​ ​บัญญัติ​ให้​อรรถคดีที่ค้างพิจารณา​อยู่​ใน​ศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง​ ​โอนมา​อยู่​ใน​อํานาจ​และ​ความ​รับผิดชอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​  ​คณะตุลาการรัฐธรรมนูญย่อมมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้​ ​ไม่​ว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​จะ​เป็น​ศาล​หรือ​องค์กรที่​ใช้​อํานาจตุลาการ​หรือ​ไม่​ก็ตาม

 

ไม่​เพียงแต่​ไม่​ปฏิ​เสธการรัฐประหาร​ ​ซึ่ง​เป็น​การกระทําที่​ไม่​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​และ​ขัดต่อการปกครอง​ใน​ระบอบประชาธิปไตย​เท่า​นั้น​ ​คณะตุลาการรัฐธรรมนูญชุดนี้​ยัง​ยอมศิ​โรราบต่อผลิตผลของรัฐประหาร​ ​ด้วย​การนําประกาศ​ ​คปค​.​ฉบับ​ที่​ ๒๗ ​ข้อ​ ๓ ​มา​ใช้​บังคับเพื่อเพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้งแก่กรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ​เป็น​เวลา​ ๕ ​ปี​  ​ทั้งๆ​ ​ที่ประกาศ​ ​คปค​.​ฉบับ​ที่​ ๒๗ ​ออกมาหลัง​จาก​มีการกระทําอัน​เป็น​เหตุ​ให้​เกิดการยุบพรรค​ ​โดย​คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ให้​เหตุผลว่า​ หลักการห้ามออกกฎหมายมีผลย้อนหลัง​เป็น​ผลร้ายแก่บุคคล​นั้น​ ​มีที่มา​จาก​หลักการที่ว่า​ ​ไม่​มีกฎหมาย​ ​ไม่​มี​ความ​ผิด​ ​ไม่​มี​โทษ​ ​แต่หลักการดังกล่าว​ใช้​บังคับ​กับ​การกระทําอัน​เป็น​ความ​ผิดอาญา​เท่า​นั้น แต่​ การเพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้งมิ​ใช่​โทษทางอาญา​ ​เป็น​เพียงมาตรการทางกฎหมายที่​เกิด​จาก​ผลของกฎหมายที่​ให้​อํานาจยุบพรรคการเมือง ย่อมมีผล​ใช้​บังคับย้อนหลัง​ได้

 

จาก​คําวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยดังกล่าว​ ​จึง​มี​ผู้​กล่าว​กัน​ว่า​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ ​เป็น​รัฐประหารยึดอํานาจ​จาก​รัฐบาล​ ​พ​.​ต​.​ท. ทักษิณ​ ​ชินวัตร​  ​และ​คําวินิจฉัย​ให้​ยุบพรรคไทยรักไทยเมื่อวันที่​ ๓๐ ​พฤษภาคม​ ๒๕๕๐ ​เป็น​รัฐประหาร​ ซ้ำโดย​คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ ​เพื่อ​ให้​รัฐประหาร​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ ​เบ็ดเสร็จเด็ดขาด​ ​และ​กําจัดปฏิปักษ์ทางการเมืองของคณะรัฐประหาร​ให้​สิ้นซาก

 

เมื่อกําจัดศัตรูทางการเมือง​แล้ว​ ​คณะรัฐประหารก็​ต้อง​จัดวางกลไก​และ​กติกาการเมืองต่างๆ​ ​เพื่อป้อง​กัน​ไม่​ให้​ศัตรูทางการเมืองฟื้นคืนชีพ​ได้​ ​คณะรัฐประหาร​จึง​ คลอดสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทําหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ​ฉบับ​ใหม่​ 

 

รัฐธรรมนูญนี้มีกลไก​ ปราบปรามป้อง​กันศัตรูทางการเมืองของคณะรัฐประหารซ่อน​อยู่​มาก​ ​เช่น​ ​เรื่องระบบการเลือกตั้ง​ ​รัฐธรรมนูญกําหนด​ให้​ผู้​มีสิทธิ​แต่ละคน​ ​มีสิทธิ​เลือก​ผู้​สมัคร​ได้​ใน​จํานวนที่​ไม่​เท่า​กัน​ ​บางเขตเลือกตั้งอาจเลือก​ได้​หนึ่งคนสองคน​หรือ​สามคน​แล้ว​แต่กรณี​ ​ซึ่ง​สร้าง​ความ​ไม่​เท่า​เทียม​กัน​ใน​การลงคะ​แนนของ​ผู้​มีสิทธิ​เลือกตั้ง​ใน​แต่ละ​เขต​ 

 

ใน​ส่วน​ของ​ ​ส​.​ส​.​ระบบสัด​ส่วน​จํานวน​ ๘๐ ​คน​ ​ซึ่ง​มา​จาก​การเลือกบัญชีรายชื่อ​โดย​แบ่ง​เป็น​ ๘ ​กลุ่มจังหวัด​ ​กลุ่มละ​ ๑๐ ​คน​นั้น​ ​ไม่​มี​เหตุผล​ใด​รองรับ​ ​นอก​จาก​เหตุผลที่ว่าหวาดกลัวพรรคการเมือง​ใหญ่​ใน​อดีต​ ​ที่​เคย​เข้า​ยึดครองที่นั่ง​ ​ส​.​ส​.​ระบบสัด​ส่วน​เป็น​จํานวนมาก​ ​และ​มีการอ้างตัวเลขคะ​แนนเสียงที่ประชาชนสนับสนุน​เท่า​นั้น

 

รัฐธรรมนูญนี้​ให้​อํานาจแก่วุฒิสภามาก​ ​ทั้ง​การกลั่นกรองร่างกฎหมาย​ ​การ​ให้​ความ​เห็นชอบบุคคล​ผู้​ดํารงตํา​แหน่ง​ใน​องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ​ ​การถอดถอน​ผู้​ดํารงตํา​แหน่งระดับสูง​ ​แต่กลับกําหนด​ให้​ ​ส​.​ว​. ​มีจํานวน​ ๑๕๐ ​คน​ ​โดย​มา​จาก​การเลือกตั้งจังหวัดละ​ ๑ ​คน​และ​จํานวนที่​เหลือ​ให้​มา​จาก​การสรรหา​

 

การผสมสัด​ส่วน​ของ​ ​ส​.​ว​.​ที่มา​จาก​การสรรหา​ ​ไม่​อาจตอบปัญหา​ความ​เป็น​ตัวแทนของประชาชน​ได้​ตามระบอบประชาธิปไตย​  ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณา​จาก​อํานาจอันมี​อยู่​มากของวุฒิสภา​  ​ยิ่งกว่า​นั้น​ ​การกําหนด​ให้​จังหวัดแต่ละจังหวัด​ไม่​ว่า​จะ​มีจํานวนประชากร​เท่า​ใด​ ​มี​ ​ส​.​ว​.​ได้​จังหวัดละ​ ๑ ​คน​ ​ก็​ยัง​ไม่​สามารถ​หา​เหตุผลมาอธิบาย​ได้​ใน​ทางวิชาการ​  ​สําหรับ​ ​ส​.​ว​.​ที่มา​จาก​การสรรหา​นั้น​ ​ก็ปรากฏว่าคณะกรรมการสรรหาล้วน​แล้ว​แต่​เป็น​บุคคล​ซึ่ง​มา​จาก​ฝ่ายตุลาการ​และ​ข้าราชการระดับสูง​ ​ซึ่ง​ดํารงตํา​แหน่งประธานองค์กรอิสระต่างๆ​ ​โดย​หา​ความ​เชื่อมโยง​กับ​ประชาชนมิ​ได้​ ​อันสะท้อน​ให้​เห็นอย่างชัดเจนว่า​ ​รัฐธรรมนูญนี้​ให้​คุณค่า​แก่บรรดาอภิชนมากกว่าการยอมรับนับถืออํานาจการตัดสินใจของประชาชน

 

กลไกสําคัญของรัฐธรรมนูญนี้อีกกลไกหนึ่ง​ ​คือ​ ​การยุบพรรค​ ใน​รัฐเสรีประชาธิปไตย​ ​พรรคการเมือง​จะ​ถูกยุบก็ต่อเมื่อมีการกระทําที่​เป็น​การทรยศต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย​ ​เช่น​ ​มีอุดมการณ์​หรือนโยบายไป​ใน​ทางเผด็จการ​หรือ​ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์​  ​การยุบพรรคการเมืองไม่​ใช่​เกิด​จาก​สา​เหตุ​เล็ก​น้อย​ ​แต่รัฐธรรมนูญ​และ​กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ​ทั้ง​หลายกลับมีบทบัญญัติที่​เอื้อ​ให้​การยุบพรรค​เป็น​ไปโดย​ง่าย​ ​เช่น​ ​กําหนด​ให้​พรรคการเมืองอาจถูกยุบ​ได้​หากมีกรรมการบริหารพรรคกระทําผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง​ ​นั่นก็หมาย​ความ​ว่า​ ​หากกรรมการบริหารพรรค​ใด​ได้​รับใบแดง​จาก​ ​กกต​.  ​พรรคการเมือง​นั้น​ก็อาจถูกยุบ​ได้​  ​ความ​ข้อนี้​ ​นับ​เป็น​การทําลาย​ความ​เข้มแข็งของพรรคการเมือง​โดย​แท้

 

ใบเหลือง​-​ใบแดง​ ​ก็​เป็น​อาวุธชั้นดีอีกชิ้นหนึ่ง​  ​ใน​ระบอบประชาธิปไตย​ ​การเลือกตั้ง​เป็น​เครื่องมือ​ใน​การแสดงเจตจํานงของประชาชน​ผู้​ทรงอํานาจอธิปไตย​ได้​อย่างชัดเจนที่สุด​ ​เมื่อประชาชน​ได้​ใช้​อํานาจอธิปไตยของตนเองผ่านการเลือกตั้ง​แล้ว​ ​การ​ใช้​อํานาจอธิปไตย​ต้อง​มีผลทันที​ ​โดย​ไม่​มีองค์กร​ใด​มากีดขวาง​ ​แต่รัฐธรรมนูญนี้กลับ​ให้​ ​กกต​.​เพียงห้าคน​ ​เป็น​ผู้​คั่นกลางการเลือกตั้ง​ ​มีอํานาจประกาศผลการเลือกตั้ง​หรือ​ให้​ใบเหลือง​-​ใบแดง​ผู้​สมัคร​ ​และ​ยัง​มีผลเบ็ดเสร็จเด็ดขาด​ ​เพราะ​ก่อนการประกาศผลการเลือกตั้ง​ไม่​อาจมีองค์กร​อื่น​ใด​ทบทวนคําวินิจฉัยของ​ ​กกต​.​ได้​

 

ใบเหลือง​-​ใบแดง​ ​นอก​จาก​จะ​ไม่​ทํา​ให้​เกิดการเมือง​ ขาวสะอาด” (ซึ่ง​เป็น​เรื่องเพ้อฝัน) ​ยัง​กลับกลาย​เป็น​เครื่องกีดขวาง​ไม่​ให้​การเมือง​ได้​เดินหน้าต่อไปอย่างที่ควร​จะ​เป็น​ ​และ​ไม่​แน่นอนเสมอไปว่าการแสดงเจตจํานงของประชาชน​ผู้​ทรงอํานาจอธิปไตย​ ​จะ​ส่งผลทันที​ ​เพราะ​ ​กกต​. ​มีอํานาจ​ใน​การ​ไม่​รับรองเสียงที่ประชาชนลง​ให้​ผู้​สมัคร

และ​เพื่อ​ความ​ปลอดภัยของคณะรัฐประหารเอง​ ​ก็จํา​ต้อง​มีบทบัญญัติสักมาตราหนึ่งที่คุ้มครองคณะ

รัฐประหาร​และ​พวก​ ​ด้วย​เหตุนี้​เอง​ ​ภาย​ใน​รัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร​จึง​บรรจุมาตรา​ ๓๐๙ ​ซึ่งบัญญัติว่า​ บรรดาการ​ใดๆ​ ​ที่รับรอง​ไว้​ใน​รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย​ ​(​ฉบับ​ชั่วคราว) ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๙ ​ว่า​เป็น​การชอบ​ด้วย​กฎหมาย​และ​รัฐธรรมนูญ​ ​รวม​ทั้ง​การกระทําที่​เกี่ยว​เนื่อง​กับ​กรณีดังกล่าว​ ​ไม่​ว่าก่อน​หรือ​หลังวันประกาศ​ใช้​รัฐธรรมนูญนี้​ ​ให้​ถือว่าการ​นั้น​และ​การกระทํา​นั้น​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญนี้

 

มาตรา​ ๓๐๙ ​นับ​เป็น​มาตราอัปยศที่สุด​ใน​ประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย​ ​รอง​จาก​มาตรา​ ๑๗ ​ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรสมัยจอมพลสฤษดิ์​ ​ธนะรัชต์​  ​เพราะ​ ​มาตรา​ ๓๐๙ ​ได้​ เสกให้​ ​คําสั่ง​ ​คปค​., ประกาศ​ ​คปค​., การปฏิบัติตามคําสั่ง​และ​ประกาศ​ ​คปค​. ​ไม่​ว่าก่อน​หรือ​หลังประกาศ​ใช้​รัฐธรรมนูญ​ ๒๕๔๙  ​และ​การกระทําที่​เกี่ยว​เนื่อง​กับ​คําสั่ง​ ​คปค​. ​ประกาศ​ ​คปค​. ​การปฏิบัติตามคําสั่ง​และ​ประกาศ​ ​คปค​. ​ไม่​ว่า​จะ​ใน​อดีต​ ​ปัจจุบัน​ ​หรือ​อนาคต​ ​ไม่​ว่า​โดย​แท้จริง​จะ​ชอบ​ด้วย​กฎหมาย​และ​รัฐธรรมนูญ​หรือ​ไม่​ก็ตาม​ ​กลาย​เป็น​สิ่งที่ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​ ๒๕๕๐ ​ทุกประการ​

 

มาตรา​ ๓๐๙ ​เป็น​นวัตกรรมเพื่อคุ้ม​กัน​คณะรัฐประหารชิ้น​ใหม่​ของบรรดานักร่างรัฐธรรมนูญ​ ​ซึ่ง​ต่อยอดมา​จาก​มาตรา​ ๒๒๒ ​ของรัฐธรรมนูญ​ ๒๕๓๔ ​กล่าวคือ​ ​เดิมรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารมัก​จะ​มีมาตราหนึ่งที่รับรอง​ความ​ชอบ​ด้วย​กฎหมาย​ให้​กับ​การกระทําของคณะรัฐประหาร​อยู่​เสมอ​ ​แต่กรณีรัฐธรรมนูญ​ ๒๕๓๔ ​นักร่างรัฐธรรมนูญ​ได้​คุ้มครอง​ ​รสช​. ​เพิ่ม​เข้า​ไปอีกชั้นหนึ่ง​ ​โดย​กําหนด​ให้​การกระทําของ​ ​รสช​. ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญทุกประการ​ ​ใน​ครั้ง​นั้น​ก็มี​เสียงวิจารณ์​กัน​มากว่าการกระทําของ​ ​รสช​. ​ไม่​อาจถูกตรวจสอบว่าขัดรัฐธรรมนูญ​หรือ​ไม่​

 

ไม่​น่า​เชื่อว่า​เวลาผ่านมาสิบหกปี​ ​แทนที่บทบัญญัติคุ้มครองคณะรัฐประหารลักษณะนี้​จะ​ปลาสนาการไป​จาก​ระบบกฎหมายไทยตามพัฒนาการประชาธิปไตย​ ​กลับกลาย​เป็น​ว่ามาตรา​ ๒๒๒ ​ของรัฐธรรมนูญ​ ๒๕๓๔ ​ได้​รับการคิด​ค้น​อย่างพิสดารขึ้นไปอีก​ ​เพื่อคุ้มครองคณะรัฐประหารอย่างรัดกุม​-​มิดชิดมากขึ้น​ ​โดย​คุ้มครองคณะรัฐประหาร​ ล่วงหน้า​ไป​ยัง​อนาคต​ด้วยคือ​ไม่​เพียง​ เสกให้​การกระทํา​ทั้ง​หลายของคณะรัฐประหารที่​เกิดขึ้น​แล้ว​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​ ​แต่​ยัง​ เสกล่วงหน้าว่า​ใน​อนาคตหลังการประกาศ​ใช้​รัฐธรรมนูญนี้​ ​หากมีการกระทํา​ใด​ที่​เกี่ยว​เนื่อง​กับ​รัฐประหาร​ ​ก็ถือว่าชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญเช่น​กัน​ ​กล่าว​ได้​ว่ามาตรา​ ๓๐๙ ​เป็น​ประจักษ์พยานที่​แสดง​ถึง​การบรรลุวิชาขั้นสูงสุดของเนติบริกร​ผู้​รับ​ใช้​คณะรัฐประหาร​ ​คงเหลือเพียงแค่​เขียนรัฐธรรมนูญ​ให้​ชายกลาย​เป็น​หญิง​ ​หญิงกลาย​เป็น​ชายกระมัง​ ​ที่​เนติบริกรไทย​ยัง​ทํา​ไม่​ได้​ ​(​หรือ​ยัง​ไม่​ได้​ทํา?)

 

อนึ่ง​ ​ศาลรัฐธรรมนูญ​ได้​ยอมรับมาตรา​ ๓๐๙ ​อย่างชัดเจน​ ​และ​นํามา​ใช้​รับรอง​ความ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญของประกาศ​ ​คปค​.​ฉบับ​ที่​ ๓๐ ​เรื่องการตรวจสอบการกระทําที่ก่อ​ให้​เกิด​ความ​เสียหายแก่รัฐ​ ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่ง​ ​ได้​ยกมาตรา​ ๓๐๙ ​เพื่อรับรอง​ความ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญของพระราชบัญญัติ​แก้​ไขเพิ่มเติมประกาศ​ ​คปค​.​ฉบับ​ที่​ ๓๐ ​(​ซึ่ง​ตราขึ้นหลังประกาศ​ใช้​รัฐธรรมนูญ​ ๒๕๕๐ ​และ​มาตรา​ ๓๐๙) (คําวินิจฉัยที่​ ๕/๒๕๕๑) ​นั่นก็หมาย​ความ​ว่า​ ​ทั้ง​ใน​ตัวบทของรัฐธรรมนูญ​ ​และ​คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ​ ​ต่างยืนยันว่ามาตรา​ ๓๐๙ ​รับรอง​ความ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​ให้​กับ​ผลิตผลของคณะรัฐประหาร​และ​การกระทําที่​เกี่ยว​เนื่อง​ ​ทั้ง​ใน​อดีต​ ​ปัจจุบัน​ ​และ​อนาคต

 

 

ใน​โลกสมัย​ใหม่​ ​คณะรัฐประหารย่อม​ไม่​อาจยึดอํานาจบริหารประ​เทศ​ไว้​ได้​นาน​ ​เพราะ​นานาอารยประ​เทศ​ไม่​ให้​การยอมรับ​ ​เมื่อคณะรัฐประหารประ​เมินว่าการปราบปรามศัตรูทางการเมือง​และ​การจัดวางกติกา​หรือ​กลไกต่างๆ​ ​เพื่อ​ไม่​ให้​ศัตรูทางการเมืองฟื้นคืนชีพ​แล้ว​เสร็จ​ ​คณะรัฐประหาร​และ​พวกจํา​ต้อง​เปลี่ยนผ่าน​เข้า​สู่ระบบปกติ​ ​ด้วย​การจัด​ให้​มีการเลือกตั้งสมาชิกสภา​ผู้​แทนราษฎร​

 

พล​.​อ​.​สนธิ​ ​บุญยรัตกลิน​ ​หัวหน้าคณะรัฐประหาร​ ​ประกาศอย่างชัดเจน​ถึง​แผนบันได​ ๔ ​ขั้นที่​ต้อง​ดํา​เนินการต่อ​เนื่อง​หลัง​จาก​รัฐประหาร​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ ​ได้​แก่​ ๑. ​การยุบพรรค​จะ​ต้อง​เกิดขึ้น​ ​เพราะ​คนที่มี​ส่วน​เกี่ยวข้อง​ ​มี​ความ​ผิดทางกฎหมาย​  ๒. ​คดีที่ผิดเรื่องการโกงกิน​และ​คอร์รัปชั่น​ ​จะ​ปรากฏ​  ๓. ​พรรค​จะ​เริ่มแตก​ ​และ​วิ่งกระจัดกระจาย​  ​และ​ ๔. ​เรื่องของคดีก็​จะ​สิ้นสุด​ ​และ​ไปสู่การลงประชามติของร่างรัฐธรรมนูญ​และ​การเลือกตั้ง

 

การณ์กลับตาลปัตร​ ​การเลือกตั้ง​ ๒๓ ​ธันวาคม​ ๒๕๕๐ ​ภาย​ใต้กติกา​และ​เงาของคณะรัฐประหาร​ ​พรรคการเมืองที่​ได้​จํานวนเสียงมากที่สุดกลับ​เป็น​พรรคพลังประชาชน​ ​ซึ่ง​เป็น​พรรคตัวแทนของพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไป​

 

จาก​ผลการเลือกตั้ง​ ๒๓ ​ธันวาคม​ ​หลายต่อหลายคนมองว่าคณะรัฐประหาร​และ​พวกประสบ​ความ​พ่ายแพ้​ ​เพราะ​ผลการเลือกตั้งชี้​ให้​เห็นว่าประชาชน​ส่วน​ใหญ่​เลือกพรรคการเมืองขั้วเดิม​ ​ทั้งๆ​ ​ที่กลไกอํานาจรัฐ​ทั้ง​หลายล้วน​แล้ว​แต่​ไม่​เอื้อประ​โยชน์​แก่พรรคการเมือง​นั้น

 

อาจกล่าว​ได้​ว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้​เป็น​การแสดงออก​ซึ่ง​การปฏิ​เสธรัฐประหาร​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ใน​รูปแบบหนึ่ง​ ​อย่างไรก็ตาม​ ​หากพิจารณา​ให้​ถ่องแท้​ ​เรา​จะ​พบว่าคณะรัฐประหาร​และ​พวก​ไม่​ได้​พ่ายแพ้​ไปอย่างเด็ดขาด​ ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่ง​ ​หากเราตั้งสมมติฐานว่า​ ธงของคณะรัฐประหาร​และ​พวก​ ​คือ​ ​การกําจัดรัฐบาลเข้มแข็งออกไป​จาก​การเมืองไทย​ ​ไม่​ต้อง​การนายกรัฐมนตรีที่มา​จาก​การเลือกตั้ง​ซึ่ง​สามารถ​อ้างว่าตนเองมา​จาก​เสียงข้างมากอย่างแท้จริง​ ​ไม่​ต้อง​การ​ผู้​นําทางการเมือง​ใน​ระบบที่​ พอฟัดพอเหวี่ยงกับ​ผู้​มีบารมีนอกระบบ​ ​ก็นับ​ได้​ว่าคณะรัฐประหาร​และ​พวก​ยัง​ประสบ​ความ​สํา​เร็จ​อยู่​ ​เพราะ​ ​กลไกทางกฎหมายที่คณะรัฐประหาร​และ​พวกสร้างขึ้น​ ​ได้​ส่งผล​ให้​เห็น​เป็น​ที่ประจักษ์​ ​และ​ยัง​คง​ ออกดอกผลต่อไป​ใน​อนาคต

 

เมื่อพรรคการเมืองเสียงข้างมาก​ใน​สภา​ผู้​แทนราษฎร​และ​แกนนํารัฐบาลคือพรรคการเมืองขั้วเดียว​กัน​กับ​ศัตรูของคณะรัฐประหาร​ ​ใน​ขณะที่กลไกทางกฎหมายที่คณะรัฐประหารวาง​ไว้​ยัง​คงดํารง​อยู่​

 

ขบวนการ​ ตุลาการภิวัตน์จึง​ยัง​ไม่​จบ???

 

-๖-

 

ใน​ระหว่างจัดตั้งรัฐบาลสมัคร​ ​สุนทรเวช​ ​มีข่าวหนาหูว่าอาจมีการแจกใบเหลือง​-​ใบแดงจํานวนมาก​ ​เพื่อ​ให้​เสียงของพรรคร่วมรัฐบาล​ไม่​พอ​  ​สุ​เทพ​ ​เทือกสุบรรณ​ ​เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์​ ​ยัง​มั่นใจว่าพรรคของตนมี​โอกาสจัดตั้งรัฐบาล​อยู่​ ​แต่ท้ายที่สุด​ ​พรรคพลังประชาชนก็ฝ่า​แรงต้านจนจัดตั้งรัฐบาล​ได้​สํา​เร็จ

 

การบริหารงานของรัฐบาลสมัคร​เป็น​ไป​ด้วย​ความ​ยากลําบาก​ ​เพราะ​ถูกปิดล้อม​ด้วย​กลไกทางกฎหมาย​ซึ่ง​ถูกจัดวาง​ไว้​ใน​รัฐธรรมนูญ​ ​เมื่อรัฐบาลสมัครตัดสินใจ​จะ​แก้​ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปลดล็อคกลไกเหล่านี้​ ​ก็​เข้า​ทางกลุ่มพันธมิตรฯ​ ​ใน​การหา​เหตุออกมาชุมนุมอีกครั้ง

 

แม้รัฐบาลสมัคร​จะ​เข้า​รับตํา​แหน่ง​ได้​ไม่​นาน​ ​แต่ก็​ไม่​มีช่วงเวลา​ ดื่มน้ำ​ผึ้งพระจันทร์เหมือนรัฐบาล​อื่น​  ​บรรดาสื่อมวลชน​ ​พันธมิตรฯ​ ​ฝ่ายค้าน​ ​และ​ ​ส​.​ว​.​บาง​ส่วน​ ​โจมตีรัฐบาลตั้งแต่วันแรกๆ​ ​มีกลุ่มคนที่ขะมักเขม้นสํารวจกลไกที่วาง​ไว้​ใน​รัฐธรรมนูญ​ ​เพื่อหาช่อง​ ชงเรื่องไป​ยัง​องค์กรอิสระ​และ​ศาล​เป็น​จํานวนมาก​ ​มิพัก​ต้อง​กล่าว​ถึง​ ​กรณีที่รัฐบาล​หรือ​ ​ส​.​ส​.​พรรคพลังประชาชน​จะ​ขยับทําอะ​ไร​ ​เป็น​อัน​ต้อง​มีคําขู่​จาก​สารพัดองค์กรว่า​จะ​ ยุบพรรคปลดถอดถอนตัดสิทธิ​เลือกตั้งอยู่​ร่ำ​ไป

 

ใน​ที่สุด​ ​พายุ​ ตุลาการภิวัตน์ระลอก​ใหม่​ก็​โหม​เข้า​ใส่​รัฐบาลสมัคร​...

 

๒๗ ​มิถุนายน​ ๒๕๕๑ ​ศาลปกครองกลางมีคําสั่ง​ในคดีหมายเลขดําที่​ ๙๘๔/๒๕๕๑ ​ให้​รับคําฟ้องขอเพิกถอนการเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมไทย​-​กัมพูชาต่อคณะรัฐมนตรี​ ​เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีที่​เห็นชอบ​ใน​ร่างแถลงการณ์ร่วมไทย​-​กัมพูชา​และ​ให้​รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประ​เทศ​เป็น​ผู้​ลงนาม​ใน​ร่างแถลงการณ์ร่วมไทย​-​กัมพูชา​  ​และ​เพิกถอนการลงนาม​ใน​แถลงการณ์ร่วมไทย​-​กัมพูชา​ ​นอก​จาก​นี้ศาลปกครองกลาง​ยัง​มีคําสั่งกําหนดมาตรการ​หรือ​วิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา​ไป​ใน​คราวเดียว​กัน

 

๘ ​กรกฎาคม​ ๒๕๕๑ ​ศาลฎีกามีคําสั่งที่​ ๕๐๑๙/๒๕๕๑ พิจารณา​ให้​เพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้งของนายยงยุทธ​ ​ติยะ​ไพรัช​ ๕ ​ปี ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอมา​

 

ใน​วันเดียว​กัน​ ​ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยที่​ ๖-๗/๒๕๕๑ ​ว่าคํา​แถลงการณ์ร่วมไทย​-​กัมพูชา​ ​เป็น​ หนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณา​เขตของประ​เทศ​ ​ทั้ง​ยัง​มีผลกระทบต่อ​ความ​มั่นคงทางสังคมของประ​เทศอย่างกว้างขวางอีก​ด้วย​ ​ซึ่ง​ต้อง​ได้​รับ​ความ​เห็นชอบ​จาก​รัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา​ ๑๙๐ ​วรรคสอง โดย​ที่ถ้อยคํา​ใน​มาตรา​ ๑๙๐ ​วรรคสอง​ ​มี​เพียงว่า​ หนังสือสัญญา​ใด​มีบทเปลี่ยนแปลงอาณา​เขตไทย​...”  ไม่​มีคําว่า​ อาจ

 

๘ ​กัน​ยายน​ ๒๕๕๑ ​ศาลปกครองสูงสุดมีคําสั่งที่​ ๕๔๗/๒๕๕๑ ​ยืนตามคําสั่งศาลปกครองกลาง​ใน​คดี​แถลงการณ์ร่วมไทย​-​กัมพูชากรณีปราสาทพระวิหาร​ ​องค์คณะ​ใน​คดีนี้​ ​คือ​ ​องค์คณะที่หนึ่ง​ ​อันประกอบ​ด้วย​ประธานศาลปกครองสูงสุด​ ​รองประธานศาลปกครองสูงสุด​ ​และ​ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด​ ​ซึ่ง​โดย​ปกติมัก​จะ​ไม่​รับคดี​  ​จาก​นั้น​ไม่​นาน​ ​คอลัมน์ข้าราษฎร​ในหนังสือพิมพ์มติชน​ วันที่​ ๑๓ ​ตุลาคม​ ๒๕๕๑ ​ได้​เผยแพร่บท​ความ​ ​โดย​สายสะพาย​ผู้​เขียนคอลัมน์บอกว่า​เป็น​การเล่า​เรื่องสมมติ​ ​เพื่อตั้งคําถามทดสอบตุลาการ​ ​ดังนี้

 

ใน​การพิจารณาคดีสําคัญคดีหนึ่งของศาลสูง​ ​ผู้​บริหารศาล​ได้​จ่ายสํานวน​ให้​ตุลาการคณะหนึ่งพิจารณา​ ​ปรากฏว่าองค์คณะดังกล่าวมี​ความ​เห็นเสียงข้างมาก​ ๓ ​ใน​ ๕ ​เสียงเห็นว่า​ ​ควรกลับคําสั่งของศาลชั้นต้น​ ​มีการยกร่างคําสั่งเสียงข้างมากดังกล่าวเสร็จเรียบร้อย​แล้ว​ ​ปรากฏว่า​ความ​เห็นขององค์คณะที่พิจารณาคดีนี้​ไม่​ตรง​กับ​ความ​เห็นของ​ผู้​บริหารศาล​ ​จึง​มีการดึงคดีกลับ​ ​และ​จ่ายสํานวนไป​ให้​อีกองค์คณะหนึ่ง​ซึ่ง​มี​ผู้​บริหารศาลดังกล่าว​เป็น​หัวหน้าคณะ​เอง​ ​ผลการพิจารณาขององค์คณะ​ใหม่​ตรง​กัน​ข้าม​กับ​องค์คณะที่​โดนดึงสํานวนคืน​ ​แม้​เสียง​จะ​ไม่​เป็น​เอกฉันท์​ ​ทั้ง​นี้​เสียงข้างน้อย​ใน​องค์คณะ​ใหม่​ไม่​เห็น​ด้วย​กับ​วิธีการที่มีการดึงสํานวนขึ้น​และ​มีการบันทึก​ไว้​ใน​กระบวนพิจารณา​ด้วย​

 

 

คําถามแรกคือ​ ​การกระทําของ​ผู้​บริหารศาล​เป็น​การกระทําจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ​และ​กฎหมายที่บัญญัติว่า​ ผู้​พิพากษา​และ​ตุลาการมีอิสระ​ใน​การพิจารณาอรรถคดี​ให้​เป็น​ไป​โดย​ถูก​ต้อง​ ​รวด​เร็ว​ ​และ​เป็น​ธรรมตามรัฐธรรมนูญ​และ​กฎหมาย” (รัฐธรรมนูญ​ ​มาตรา​ ๑๙๗ ​วรรคสอง) ​หรือ​ไม่​

 

 

คําถามสอง​ ​ถ้า​การกระทําของ​ผู้​บริหารศาล​เป็น​การจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ​และ​กฎหมาย​ ​เข้า​ข่ายการละ​เว้นการปฏิบัติหน้าที่​และ​ปฏิบัติหน้าที่​โดย​มิชอบ​และ​ความ​ผิดทางอาญา​อื่น​หรือ​ไม่​

 

 

คําถามสาม​ ​ถ้า​ท่าน​เป็น​ผู้​พิพากษาตุลาการ​ใน​ศาลดังกล่าว​ ​รู้​เห็น​และ​เป็น​ตุลาการที่​อยู่​ทั้ง​ใน​องค์คณะ​เดิม​และ​องค์คณะ​ใหม่​ ​ท่าน​จะ​ทําอย่างไร​ 

 

 

๑. ​นิ่งเฉยเสีย​ ​ขืนโวยวาย​หรือ​ร้องเรียน​จะ​เดือดร้อนแก่ตัวเอง​ 

 

 

๒. ​เห็นว่า​อยู่​ใน​สภาวะน้ำ​ท่วมปาก​ ​เพราะ​ถ้า​ร้องเรียน​ (มีหลักฐาน​อยู่​แล้ว​ ​เช่น​ ​บันทึกการจ่ายสํานวน​ ​คําสั่ง​ให้​คู่กรณีชี้​แจง​ ​เจ้าของสํานวนเปลี่ยนคน​ ​บันทึกกระบวนพิจารณา) ​จะ​เป็น​การทําลายสถาบันศาล​เพราะ​จะ​ทํา​ให้​สาธารณชน​ไม่​เชื่อถือศรัทธา​ 

 

 

๓. ​ร้องเรียนต่อหน่วยงานที่​เกี่ยวข้อง​ ​เช่น​ ​คณะกรรมการป้อง​กัน​และ​ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ​ (ป​.​ป​.​ช​.) ​หรือ​นําหลักฐานมา​เปิดโปงต่อสาธารณะ​ ​เพราะ​ถ้า​ปล่อย​ให้​มี​ผู้​บริหารศาลที่มีพฤติกรรมดังกล่าว​ ​เท่า​กับ​องค์กรมีลักษณะ​เน่า​ใน​ ​ประชาชนย่อม​ไม่​ได้​รับ​ความ​เป็น​ธรรม​ใน​การพิจารณาคดี​ให้​เป็น​ไปตามกฎหมาย​ ​และ​ไม่​เป็น​ธรรม​เนื่อง​จาก​จะ​มีการแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดี​จาก​ผู้​บริหารศาล​ได้​เสมอ

 

 

ไม่​ว่า​ใน​ทางปฏิบัติจริง​ผู้​พิพากษาตุลาการ​จะ​ทําอย่างไร​ ​ไม่​รู้​ไม่​เห็น​เพราะ​ไม่​ใช่​หน้าที่​ ​การกระทําของท่านที่​ต้อง​เป็น​ไปตามคําสัตย์ปฏิญาณที่ว่า​จะ​ซื่อสัตย์สุจริต​และ​ปราศ​จาก​อคติ​ทั้ง​ปวง​นั้น​ ​เป็น​เพียงถ้อยคําที่ท่องแบบนกแก้วนกขุนทอง​หรือ​อยู่​ใน​มโนสํานึกที่​แท้จริง

 

๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๕๑ ​ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยที่​ ๑๒-๑๓/๒๕๕๑ ​ให้​นายสมัคร​ ​สุนทรเวช​ ​นายกรัฐมนตรีพ้น​จาก​ตํา​แหน่ง​ ​เพราะ​เป็น​ ลูกจ้างโดย​ศาลรัฐธรรมนูญ​ให้​เหตุผลว่า​ “...การทํา​ให้​เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวบรรลุผล​ ​จึง​มิ​ใช่​แปล​ความ​คําว่า​ ลูกจ้างใน​รัฐธรรมนูญ​ ​มาตรา​ ๒๖๗ ​เพียงหมาย​ถึง​ลูกจ้างตาม​ความ​หมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่ง​และ​พาณิชย์​ ​ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน​หรือ​ตามกฎหมายภาษีอากร​เท่า​นั้น​...

 

ดัง​นั้น​ ​คําว่า​ ลูกจ้างตามรัฐธรรมนูญ​ ​มาตรา​ ๒๖๗ ​จึงมี​ความ​หมายกว้างกว่าคํานิยามของกฎหมาย​อื่น​ ​โดย​ต้อง​แปล​ความ​ตาม​ความ​หมาย​ทั่ว​ไป​ ​ซึ่ง​ตามพจนานุกรม​ฉบับ​ราชบัณฑิตยสถาน​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๒ ​ได้​ให้​ความ​หมายของคําว่า​ ลูกจ้างว่าหมาย​ถึง​ ผู้​รับจ้างทําการงาน; ผู้​ซึ่ง​ตกลงทํางาน​ให้​นายจ้าง​โดย​ได้​รับค่าจ้าง​ไม่​ว่า​จะ​เรียกชื่ออย่างไรโดย​มิ​ได้​คํานึงว่า​จะ​มีการทําสัญญาจ้าง​เป็น​ลายลักษณ์อักษร​หรือ​ไม่​ ​หรือ​ได้​รับค่าตอบแทน​เป็น​ค่าจ้าง​ ​สินจ้าง​ ​หรือ​ค่าตอบแทน​ใน​ลักษณะที่​เป็น​ทรัพย์สินอย่าง​อื่น​ ​หากมีการตกลง​เป็น​ผู้​รับจ้างทําการงาน​แล้ว​ ​ย่อม​อยู่​ใน​ความ​หมายของคําว่า​ ลูกจ้างตามรัฐธรรมนูญ​ ​มาตรา​ ๒๖๗ ​ทั้ง​สิ้น​...

 

 

พยานหลักฐาน​ทั้ง​หมดมีน้ำ​หนัก​ให้​รับฟัง​ได้​ว่า​ ​ผู้​ถูกร้องทําหน้าที่พิธีกร​ใน​รายการชิมไป​ ​บ่นไป​ ​หลัง​จาก​เข้า​ดํารงตํา​แหน่งนายกรัฐมนตรี​แล้ว​ ​โดย​ผู้​ถูกร้อง​ยัง​คง​ได้​รับค่าตอบแทนที่มีลักษณะ​เป็น​ทรัพย์สิน​จาก​บริษัท​ ​เฟซ​ ​มี​เดีย​ ​จํากัด​  ​ดัง​นั้น​ ​การที่​ผู้​ถูกร้อง​เป็น​พิธีกร​ให้​แก่บริษัท​ ​เฟซ​ ​มี​เดีย​ ​จํากัด​ ​จึง​เป็น​การรับจ้างทําการงานตาม​ความ​หมายของคําว่า​ ลูกจ้างตามนัยแห่งรัฐธรรมนูญ​ ​มาตรา​ ๒๖๗ ​กรณีนี้ถือ​ได้​ว่า​ ​ผู้​ถูกร้อง​เป็น​ลูกจ้างของบริษัท​ ​เฟซ​ ​มี​เดีย​ ​จํากัด​ ​เป็น​การกระทําอัน​ต้อง​ห้ามตามรัฐธรรมนูญ​ ​มาตรา​ ๒๖๗ ​ความ​เป็น​รัฐมนตรีของ​ผู้​ถูกร้อง​จึง​สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ​ ​มาตรา​ ๑๘๒ ​วรรคหนึ่ง​ (๗)

 

ล่าสุด​ ๒ ​ธันวาคม​ ๒๕๕๑ ​ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย​ใน​คดียุบพรรคภาคสอง​ ​อัน​ได้​แก่​ คําวินิจฉัยที่​ ๑๘/๒๕๕๑ ​ยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย​และ​เพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค​ ๕ ​ปี​ คําวินิจฉัยที่​ ๑๙/๒๕๕๑ ​ยุบพรรคชาติ​ไทย​และ​เพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค​ ๕ ​ปี​ ​และคําวินิจฉัยที่​ ๒๐/๒๕๕๑ ​ยุบพรรคพลังประชาชน​และ​เพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค​ ๕ ​ปี​

                                           

-๗-

 

จาก​ปรากฏการณ์​ ตุลาการภิวัตน์ตลอดเกือบสามปี​ ​ผู้​เขียนยืนยันว่านี่​ไม่​ใช่​ การควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติ​และ​ฝ่ายบริหาร​โดย​องค์กรตุลาการ (Judicial Review) ใน​นามของนิติรัฐ​ ​องค์กร​ผู้​ใช้​อํานาจตุลาการมีบทบาทสําคัญ​ใน​การควบคุมการ​ใช้​อํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติ​ (ผ่านทางการควบคุม​ความ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญของกฎหมายที่ออก​โดย​ฝ่ายนิติบัญญัติ) ​และ​ฝ่ายบริหาร​ (ผ่านทางการควบคุม​ความ​ชอบ​ด้วย​กฎหมายของการกระทําของฝ่ายปกครอง) ​อย่างไรก็ตาม​ ​การตรวจสอบการกระทําของฝ่ายนิติบัญญัติ​และ​ฝ่ายบริหาร​โดย​องค์กรตุลาการ​ ​หรือ​ “judicial review” ไม่​ได้​ดํารง​อยู่​อย่างปราศ​จาก​เงื่อนไข​หรือ​ไร้​ซึ่ง​ขอบเขต​

 

ต้อง​ไม่​ลืมว่าอีกมุมหนึ่งหลักนิติรัฐ​ใน​รัฐเสรีประชาธิปไตยก็​เรียกร้อง​ให้​มีการแบ่งแยกอํานาจ​ ​และ​จํา​เป็น​ต้อง​หาดุลยภาพแห่งอํานาจระหว่างองค์กร​ผู้​ใช้​อํานาจรัฐ​ทั้ง​หลาย​  ​องค์กรตุลาการเองก็​เช่น​กัน​ ​ต้อง​ตระหนัก​อยู่​เสมอว่าตนมีอํานาจ​ เชิงรับศาล​ไม่​อาจควบคุมองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ​หรือ​ฝ่ายบริหาร​ได้​ใน​ทุกกรณี​ ​ตรง​กัน​ข้าม​ ​เรื่อง​จะ​ขึ้นไปสู่ศาล​ได้​ก็ต่อเมื่อมีการริ​เริ่มคดี​โดย​บุคคลที่​เกี่ยวข้องเสียก่อน​ ​และ​ศาล​ไม่​อาจลงมาหยิบยกเรื่อง​ใด​ขึ้นพิจารณา​ได้​ด้วย​ตนเอง​

 

การพิพากษาของศาลมิ​ใช่​กระทํา​ได้​อย่างปราศ​จาก​กฎเกณฑ์​ ​กว่าที่องค์กรตุลาการ​จะ​ผลิตคําพิพากษา​ได้​นั้น​ ​ต้อง​ผ่านขั้นตอนตั้งแต่​เงื่อนไขการฟ้องคดี​ ​เช่น​ ​ผู้​ฟ้องคดีมีสิทธิ​หรือ​มี​ส่วน​ได้​เสีย​ใน​การฟ้องคดี​หรือ​ไม่​ ​การฟ้องทําตามรูปแบบ​หรือ​ไม่​ ​วัตถุ​แห่งคดี​เป็น​กฎหมายที่ตรา​โดย​รัฐสภา​ (กรณีศาลรัฐธรรมนูญ) ​หรือ​เป็น​การกระทําของฝ่ายปกครอง​ (กรณีศาลปกครอง) ​หรือ​ไม่​ ​ฟ้องภาย​ใน​อายุ​ความ​หรือ​ไม่​ ​ศาลมี​เขตอํานาจพิจารณา​หรือ​ไม่​ ​จาก​นั้น​ยัง​ต้อง​ผ่านกระบวนพิจารณาที่​เป็น​ธรรมอีก​ ​ใน​ท้ายที่สุดเมื่อศาลตัดสิน​ ​ก็​ยัง​ต้อง​พิจารณาอีกว่า คําพิพากษาของศาลมีผล​เป็น​การ​ทั่ว​ไป​หรือ​มีผลผูกพันเฉพาะคู่​ความ​ ​มีผลย้อนหลัง​หรือ​มีผลไป​ใน​อนาคต​

 

ผู้​เขียน​ยัง​เห็นอีกว่าปรากฏการณ์​ ตุลาการภิวัตน์ใน​ประ​เทศไทยตลอดสามปีที่ผ่านมา​ ​ไม่​ใช่​การตัดสินคดี​ความ​อย่างก้าวหน้า​ (Judicial activism) และ​ไม่​ใช่​การตี​ความ​กฎหมายอย่างสร้างสรรค์​ (Constructive interpretation) เพราะ​ ​การตัดสินคดี​ความ​อย่างก้าวหน้าคือการที่​ผู้​พิพากษาพยายาม​ใช้​และ​ตี​ความ​กฎหมายอย่างสร้างสรรค์​ ​เพื่อวินิจฉัยคดี​ให้​เกิดผลไป​ใน​ทางที่ขยายขอบเขตการคุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชนออกไปมากขึ้น​ ​การตัดสินคดี​ความ​อย่างก้าวหน้า​จึง​ไม่​ใช่​การตัดสินคดี​ความ​เพื่อปราบปรามศัตรูทางการเมืองขั้วตรงข้าม​ ​ไม่​ใช่​การตัดสินคดี​ความ​เพื่อ​ ปลดนักการเมือง​ ​ไม่​ใช่​การตัดสินคดี​ความ​เพื่อตามยุบพรรคการเมือง​ ​ไม่​ใช่​การตัดสินคดี​ความ​ที่​แทรกแซง​เข้า​ไป​ใน​เรื่อง​ความ​สัมพันธ์ระหว่างประ​เทศอัน​เป็น​อํานาจของรัฐบาล​โดย​แท้​

 

โรนัลด์​ ​ดวอร์กิ้น​ (Ronald Dworkin) สนับสนุนการตัดสินคดีอย่างก้าวหน้าของ​ผู้​พิพากษา​ ​ดวอร์กิ้นเสนอ​ไว้​ว่า​ผู้​พิพากษา​ต้อง​ทําหน้าที่ประดุจดังเฮอร์คิวลีส​ ​เขา​เห็นว่ากฎหมาย​ไม่​ได้​มี​แต่​เรื่องกฎเกณฑ์​ (Rules) แต่​ยัง​มีหลักการ​ (Principles) กํา​กับ​อยู่​ด้วย​ หลักการ​เป็น​มาตรฐานภาย​ใน​กฎหมาย​ ​ที่​ไม่​ได้​มี​เพื่อ​ความ​ก้าวหน้า​หรือ​ความ​มั่นคงทางเศรษฐกิจ​ ​การเมือง​ ​หรือ​สังคม​ ​แต่มี​เพราะ​การเรียกร้องของ​ความ​ยุติธรรม​ ​หลักการ​เป็น​ไปเพื่อ​ความ​ยุติธรรม​ ​ความ​เป็น​ธรรม​ ​ศีลธรรม​ ​เราอาจสืบ​ค้น​หลักการเหล่านี้​ได้​จาก​คดี​ความ​ ​กฎหมายบัญญัติ​ ​หรือ​ศีลธรรมของชุมชน​

 

นโยบาย​ (Policy) กับ​ ​หลักการ​ (Principles) เป็น​คนละ​เรื่อง​กัน ดวอร์กิ้น​ให้​คํานิยาม​ไว้​ชัดเจนว่า​ ข้าพเจ้า​เรียกว่า​ นโยบายสําหรับมาตรฐานที่​ให้​นิยามเป้าประสงค์ที่​เรา​ต้อง​การไป​ถึง​ ​เช่น​ ​อาจเพื่อการปรับปรุง​ใน​เรื่องต่างๆ​ ​ที่​เกี่ยว​กับ​เศรษฐกิจ​ ​การเมือง​ ​หรือ​สังคมของชุมชน​... ​ข้าพเจ้า​เรียกว่า​ หลักการสําหรับมาตรฐาน​ซึ่ง​เรา​ต้อง​รักษา​ไว้​ ​ไม่​ใช่​เพราะ​ว่ามันทํา​ให้​เศรษฐกิจ​ ​สังคม​ ​การเมือง​ ​ก้าวหน้า​หรือ​มั่นคง​ ​แต่​เพราะ​ว่ามัน​เป็น​ข้อเรียกร้องของ​ความ​ยุติธรรม​ ​ความเป็น​ธรรม​ ​หรือ​มิติด้านศีลธรรม​อื่นๆ (Ronald Dworkin, Prendre les droits au sérieux, PUF, 1995, p.80.)

 

เพื่อ​ให้​เห็นภาพชัดเจน​ ​ดวอร์กิ้นยกตัวอย่างว่า​ จํานวนอุบัติ​เหตุทางรถยนต์​ต้อง​ลดลง​ ​นี่​เป็น​นโยบาย​ ​และ​ไม่​มีบุคคล​ใด​จะ​ได้​รับประ​โยชน์​จาก​ความ​ผิดของตนเอง​ ​นี่​เป็น​หลักการ

 

ดวอร์กิ้นยกตัวอย่างคดี​ Riggs v. Palmer ปี​ ​ค​.​ศ​. ๑๘๘๙ มีประ​เด็น​ให้​พิจารณาว่าทายาทที่ฆ่าปู่​ยัง​คงรับมรดก​จาก​ปู่ตามที่ปู่​เขียน​ใน​พินัยกรรม​หรือ​ไม่​ ​ศาลบอกว่าหากพิจารณาตามกฎหมายบัญญัติ​แล้ว​ ​เมื่อพินัยกรรมระบุ​ให้​ทายาท​ผู้​นี้​เป็น​ผู้​รับมรดกก็​ต้อง​เป็น​ไปตาม​นั้น​ ​แต่ศาลเห็นว่ามีหลัก​ทั่ว​ไป​อยู่​ข้อหนึ่ง​ ​คือ​ ​ไม่​มีบุคคล​ใด​จะ​ได้​รับประ​โยชน์​จาก​ความ​ฉ้อฉล​หรือ​ความ​ผิดของตนเอง​ ​ศาล​จึง​วินิจฉัยว่าทายาท​ผู้​นี้​ไม่​มีสิทธิรับมรดก​จาก​ปู่​ ​แม้พินัยกรรมของปู่​จะ​กําหนด​ให้​ก็ตาม​ ​การที่ศาลยกหลัก​ทั่ว​ไปมาปรับ​ใช้​ ​หลัก​ทั่ว​ไปนี้ก็คือหลักการตาม​ความ​หมายของดวอร์กิ้นนั่นเอง​

 

ข้อ​ความ​คิดเรื่อง​ หลักการของดวอร์กิ้น​ ​มี​เพื่อยืนยันว่า​ผู้​พิพากษา​ไม่​อาจสร้างกฎเกณฑ์​ได้​เอง​ ​(​ซึ่ง​ต่าง​จาก​เฮอร์​เบิร์ต​ ​ฮาร์ท​ (H. L. A. Hart) ที่​เห็นว่า​ใน​บางกรณี​ ​ผู้​พิพากษาอาจสร้างกฎเกณฑ์​ได้​ ​หากกฎเกณฑ์ที่มี​อยู่​ไม่​ชัดเจน​หรือ​มีผลประหลาด) ​ดวอร์กิ้นเห็นว่า​ ​ต่อ​ให้​เป็น​คดีที่ยากที่สุด​ (Hard cases) อย่างไรเสียก็​ยัง​คงมี​ หลักการซ่อน​อยู่​ ​ซึ่ง​เป็น​หน้าที่ของ​ผู้​พิพากษา​แบบเฮอร์คิวลีส​ต้อง​หา​ให้​พบ​ ​แล้ว​จะ​ได้​คําตอบที่ถูก​ต้อง​ที่สุด​ (One right answer) เพราะ​ผู้​พิพากษา​เฮอร์คิวลีส​เป็น​ นักกฎหมาย​ผู้​ชํานาญการ​ ​ทรง​ความ​รู้อดทนอดกลั้น​ ​และ​ฉลาดหลักแหลมเหนือมนุษย์ จึง​ต้อง​รับภาระ​ค้น​หาวิธีการแก้​ไขปัญหา​ใน​คดีที่ยาก​ ​ด้วย​การยึดมั่น​ใน​กฎหมายที่มี​อยู่​ ​ไม่​สร้างกฎหมายขึ้นมาใหม่​หรือ​แก้​ไขกฎหมาย​ด้วย​ตนเอง​ ​แต่​ต้อง​ตี​ความ​ด้วย​ความ​ระมัดระวังเพื่อ​ให้​ได้​ผลเลิศที่สุด​เท่า​ที่​จะ​เป็น​ไป​ได้

 

ดวอร์กิ้นเห็นว่ากฎหมาย​นั้น​มี​ความ​เป็น​เอกภาพ​ ​เขา​เปรียบเทียบ​เป็น​ สายโซ่ของกฎหมายเช่นเดียว​กับ​นวนิยายเรื่องหนึ่งที่​เขียน​โดย​กลุ่มนักเขียน​ ​นักเขียนนวนิยายคนหนึ่งรับหน้าที่​เขียนบทหนึ่ง​ ​นักเขียนคนต่อมาก็​ต้อง​เขียนบทต่อไปที่มี​ความ​เชื่อมโยงร้อยเรียง​จาก​บทก่อน​ ​โดย​ที่บท​ใหม่​ต้อง​เขียน​ให้​ดีที่สุด​

 

อุปมาของดวอร์กิ้นนี้​เสมือน​กับ​พัฒนาการการตัดสินคดีของศาลสูงสหรัฐอเมริกานั่นเอง​ ​เช่น​ ​ภายหลังสิ้นสุดสงครามแยกตัวออก​จาก​สหรัฐอเมริกา​ ​สภาคองเกรส​ได้​แก้​ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อเลิกทาส​ใน​ปี​ ​ค​.​ศ​. ๑๘๖๕ ​และ​รับรองสิทธิ​เลือกตั้งของคนผิวดํา​ใน​ปี​ ​ค​.​ศ​. ๑๘๗๐  ​แต่​ใน​คดี​ Plessy v. Ferguson ปี​ ​ค​.​ศ​. ๑๘๙๖ ​ศาลสูงสหรัฐอเมริกากลับตี​ความ​บทบัญญัติที่ว่า​ การคุ้มครอง​ความ​เสมอภาคตามกฎหมายเพื่อรับรอง​ความ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญของการแบ่งแยกที่นั่งบนรถไฟระหว่างคนขาว​กับ​คนดํา​ ​ใน​กรณีที่​แบ่งแยก​แล้ว​คนดํา​ได้​ประ​โยชน์​แต่คนขาวเสียประ​โยชน์​ ​เพราะ​ศาลถือว่า​เป็น​การ​ แบ่งแยกแต่​เสมอภาค

 

เกือบหกสิบปีต่อมา​ ​ศาลสูง​ได้​วางหลัก​ใหม่​ใน​คดี​ Brown v. Board of Education ปี​ ​ค​.​ศ​. ๑๙๕๔  ​ลินดา​ ​บราวน์​ ​สมัคร​เข้า​เรียนโรงเรียนประถมของคนผิวขาวที่ตั้ง​อยู่​ข้างบ้าน​ ​แต่​โรงเรียน​ไม่​รับสมัคร​ ​เธอ​และ​พวก​จึง​มาฟ้องต่อศาล​ ​ใน​คดีนี้​ ​ศาลสูง​ได้​กลับหลัก​จาก​คดี​ Plessy v. Ferguson โดย​ให้​เหตุผลว่า​ เรา​ไม่​อาจหมุนนาฬิกาย้อนกลับไปปี​ ​ค​.​ศ​. ๑๘๖๘ ​ที่มีการแก้​ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ​ใน​เรื่อง​ความ​เสมอภาค​ ​เช่น​กัน​ ​เรา​ไม่​อาจย้อนไปปี​ ​ค​.​ศ​. ๑๘๙๖ ​ที่ตัดสินคดี​ Plessy v. Ferguson เรา​ต้อง​พิจารณาการศึกษาสาธารณะ​ใน​ฐานะ​เป็น​ดังแสงสว่างของการพัฒนา​ ​และ​อยู่​ใน​ชีวิตของคนอเมริ​กัน​ทั่ว​ทั้ง​ชาติ​ ​เพียง​เท่า​นี้​เราก็​จะ​พิจารณา​ได้​ว่าการแบ่งแยกสีผิว​ใน​โรงเรียนของรัฐละ​เมิดหลักการคุ้มครอง​ความ​เสมอภาคตามกฎหมาย​หรือ​ไม่ การแบ่งแยกสีผิว​จึง​ขัดรัฐธรรมนูญ​

 

การสนับสนุนบทบาทของ​ผู้​พิพากษา​ใน​การตัดสินคดีอย่างก้าวหน้าตาม​ความ​คิดของดวอร์กิ้น​นั้น​ตรง​กัน​ข้าม​กับ​ปรัชญาของเต๋า​ ​ใน​เต๋า​เต็กเก็ง​ ​เล่าจื๊อแสดงทัศนคติต่อกฎหมาย​และ​องค์กรตุลาการ​ใน​แง่​ไม่​ดีนัก​ ​เขา​เห็นว่ากฎธรรมชาติ​เป็น​กฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์กว่ากฎหมายที่มนุษย์บัญญัติขึ้น​ ​เป็น​กฎเกณฑ์ที่นํามา​ซึ่ง​ความ​ยุติธรรม​ ​ยิ่งมนุษย์บัญญัติกฎหมายเพื่อแก้ปัญหามาก​เท่า​ไร​ โจร​ผู้​ร้ายยิ่งชุกชุม​ ​ประชาราษฎรยิ่งยากจน​ ​อาวุธยิ่งแหลมคม​ ​ประ​เทศยิ่งวุ่นวายสับสนดัง​นั้น​ ปราชญ์ย่อมปกครอง​ด้วย​การ​ไม่​ปกครอง

 

ใน​ส่วน​ขององค์กรตุลาการ​นั้น​ ​เล่าจื๊อเห็นว่า​ ​บรรดาตุลาการ​เป็น​กลไกของ​ความ​รุนแรง​ ​มุ่งแก้​ไขแต่ปัญหาข้อผิดพลาด​และ​รับอาณัติมาทําลายล้าง​ผู้​อื่น​โดย​ใช้​กฎหมาย​เป็น​เครื่องมือ​ ​ใน​ท้ายที่สุด​ ​ตุลาการก็​ต้อง​รับ​ความ​เดือดร้อน​จาก​การที่ตนเอง​ใช้​ความ​รุนแรง

 

เล่าจื๊อเปรียบเทียบว่า​ ​ตุลาการ​เป็น​คนธรรมดาที่รับอาสา​เป็น​ผู้​ถือขวาน​ (กฎหมาย) ​ไปตัดต้นไม้​ ​(​ความ​รุนแรง) ​แทนช่างไม้​  ​ผู้​ถือขวานไปตัดต้นไม้​แทนช่างไม้​ ยากนักที่​จะ​หนีพ้น​จาก​บาดแผลของคมขวาน

 

ใน​มุมมองของฌาคส์​ ​แดร์ริดา​ (Jacques Derrida) การตัดสินคดีของ​ผู้​พิพากษา​ไม่​ใช่​เป็น​การบังคับปรับ​ใช้​กฎหมาย​เท่า​นั้น​ ​แต่​ยัง​เป็น​การสร้างกฎหมาย​ด้วย​ ​เมื่อสร้างกฎหมาย​ใหม่​โดย​ผ่านการตัดสินคดี​หรือ​ตี​ความ​มากขึ้น​ ​ใน​ที่สุดก็ถือว่า​ไม่​มีกฎหมาย​ใดๆ​ ​เลย​ ​แต่​เป็น​ผู้​พิพากษาที่สร้างกฎหมายขึ้นเอง​ใน​แต่ละคดี​ ​ดัง​นั้น​ ​การตี​ความ​กฎหมายก็คือกฎหมายนั่นเอง​

 

ผู้​พิพากษา​ใน​ทัศนะของแดร์ริดา​จึง​มี​เสรีภาพกว้างขวางมาก​ ​เมื่อ​ผู้​พิพากษามีอํานาจมากเช่นนี้​ ​การตัดสินคดีของ​ผู้​พิพากษา​จึง​ต้อง​รับผิดชอบต่อสังคม​ ​ใน​ขณะ​เดียว​กัน​ก็​ไม่​ได้​หมาย​ความ​ว่าบุคคล​อื่นๆ​ ​จะ​ละ​เลย​ไม่​ใส่​ใจกฎหมาย​ด้วย​เห็นว่า​เป็น​เรื่องของ​ผู้​พิพากษา​เท่า​นั้น​ ​ตรง​กัน​ข้าม​ ​ทุกคน​ต้อง​มี​ส่วน​ร่วมรับผิดชอบกฎหมาย​ ​เพราะ​กฎหมาย​ไม่​ใช่​สมบัติของนักกฎหมาย​เท่า​นั้น​

 

สําหรับเยอร์​เก้น​ ​ฮา​เบอร์มาส​ (Jürgen Habermas) เขา​ไม่​เชื่อว่า​เรา​จะ​ค้น​พบ​ผู้​พิพากษาที่​เก่งกาจเหมือนเฮอร์คิวลีสตามจินตภาพของดวอร์กิ้น​ ​ถึง​กระ​นั้น​เขา​ก็สนับสนุน​ให้​ผู้​พิพากษา​ใช้​และ​ตี​ความ​กฎหมายอย่างสร้างสรรค์​

 

ฮา​เบอร์มาสเห็นว่าคําพิพากษาที่ถูก​ต้อง​ ​ต้อง​ประกอบ​ด้วย​ความ​มั่นคงแน่นอน​ใน​กฎหมาย​และ​ความ​ถูก​ต้อง​สมเหตุสมผล​ ​ความ​ชอบธรรมของคําพิพากษา​จะ​เกิดขึ้น​ได้​ ​ก็ต่อเมื่อผ่านการถกเถียง​ทั้ง​จาก​คู่​ความ​ ​ผู้​ประกอบวิชาชีพกฎหมาย​ ​ตลอดจนสังคม​ ​การเขียนคําพิพากษาของ​ผู้​พิพากษา​จึง​ไม่​ได้​เขียนเพื่อคู่​ความ​เท่า​นั้น​ ​แต่คําพิพากษา​ต้อง​สื่อ​ถึง​สังคม​ด้วย​  ​ใน​เรื่องคดี​ความ​ต่างๆ​ ​จึง​ไม่​ควรถูกผูกขาดเฉพาะ​ผู้​ประกอบวิชาชีพกฎหมาย​เท่า​นั้น​ ​แต่​ต้อง​อยู่​ใน​พื้นที่สาธารณะ​ให้​สังคม​ได้​มี​โอกาสถกเถียง​ ​การเปิดโอกาส​ให้​บุคคล​ทั่ว​ไป​ได้​วิจารณ์คําพิพากษา​จึง​เป็น​ปัจจัยสําคัญ​ใน​การสร้าง​ความ​ชอบธรรมทางประชาธิปไตย​ให้​แก่คําพิพากษา​นั้น​

 

 

เช่น​กัน​ ​ปรากฏการณ์​ ตุลาการภิวัตน์ตลอดสามปีที่ผ่านมา​ ​ไม่​ใช่​ judicialization of politics เพราะ​ judicialization of politics คือ​ความ​พยายามทํา​ให้​เรื่องที่​เกี่ยวพัน​กับ​การเมือง​หรือ​สังคม​เข้า​สู่การพิจารณาขององค์กรตุลาการ​ ​เมื่อเรื่องเหล่านี้​แปรสภาพกลาย​เป็น​ข้อพิพาท​ใน​ศาล​แล้ว​ ​องค์กรตุลาการก็มี​โอกาสแสดงบทบาททางการเมือง​หรือ​วางหลักการนโยบายต่างๆ​ ​ด้วย​การกระทําผ่านคําพิพากษา​ องค์กรตุลาการ​จึง​มี​ส่วน​ร่วม​ใน​ทางการเมือง​จาก​การตัดสินคดีนั่นเอง​

 

judicialization of politics เกิดขึ้น​ได้​ใน​สองกรณี​

 

กรณี​แรก​ ​สภาพแวดล้อมทางการเมือง​ ​สังคมวิทยาการเมือง​ ​เสียงเรียกร้องของสังคม​ ​ตลอดจนนิตินโยบาย​ ​เรียกร้อง​ให้​องค์กรตุลาการ​เข้า​มามีบทบาท​ ​เพราะ​เห็นว่า​เรื่องทางการเมือง​ใน​บางกรณี​ ​ให้​ฝ่ายการเมืองจัดการ​กัน​เอง​ยัง​ไม่​เพียงพอ​ ​และ​กลไกทางการเมืองแก้ปัญหา​ไม่​ได้​ ​เช่น​ ​กรณีนักการเมืองทุจริต​หรือ​บริหารงานผิดพลาดร้ายแรง​ ​เดิมนักการเมือง​ต้อง​รับผิดชอบทางการเมือง​ (ลาออก​ ​ไม่​ได้​รับการเลือกตั้งกลับ​เข้า​มา​ ​ถูกอภิปราย​ไม่​ไว้​วางใจ​ ​ถูกถอดถอนออก​จาก​ตํา​แหน่ง) ​ต่อมา​เห็น​กัน​ว่า​ความ​รับผิดเพียงแค่นี้​ยัง​ไม่​เพียงพอ​ ​จึง​แปรสภาพเรื่องเหล่านี้​ให้​เป็น​คดี​ ​โดย​อาจ​ให้​มี​ความ​รับผิดทางอาญา​ (มาตรฐานเข้มข้นกว่าบุคคล​ทั่ว​ไป) ​แล้ว​ให้​ศาล​เป็น​ผู้​พิจารณาคดี​ ​เพราะ​องค์กรตุลาการมี​ความ​เป็น​อิสระย่อมจัดการคดี​เหล่านี้​ได้​ดี​และ​อิสระกว่าปล่อย​ให้​ฝ่ายการเมืองจัดการ​กัน​เอง​

 

เมื่อเห็นพ้อง​ต้อง​กัน​เช่นนี้​ ​ก็​ต้อง​กําหนด​ไว้​ใน​รัฐธรรมนูญ​หรือ​กฎหมาย​ให้​ชัดเจนเพื่อขยายเขตอํานาจขององค์กรตุลาการ​ให้​ครอบคลุม​ถึง​กรณี​ใด​บ้าง​ ​เช่น​ ​กําหนด​ไว้​ใน​รัฐธรรมนูญ​หรือ​กฎหมายเฉพาะ​ ​ให้​ศาลมี​เขตอํานาจพิจารณาคดีทุจริตของนักการเมือง​ ​หรือ​กําหนด​ให้​การกระทําบางประ​เภทของนักการเมืองถือว่ามี​ความ​ผิดทางอาญา​และ​ให้​ศาล​เป็น​ผู้​มีอํานาจวินิจฉัย​เพราะ​ถือว่า​แปรสภาพ​เป็น​คดีอาญา​แล้ว​  ​สําหรับประ​เทศไทย​ ​ปรากฏ​ให้​เห็น​ใน​รัฐธรรมนูญ​ ๒๕๔๐ ​ได้​แก่​ ​ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจวินิจฉัยกรณี​แสดงบัญชีทรัพย์สิน​เป็น​เท็จของ​ผู้​ดํารงตํา​แหน่งทางการเมือง​ ​จัดตั้งศาลฎีกา​แผนกคดีอาญาของ​ผู้​ดํารงตํา​แหน่งทางการเมืองขึ้นมาทําหน้าที่​โดย​เฉพาะ​ ​ซึ่ง​มีวิธีพิจารณา​และ​กระบวนการขั้นตอนที่​แตกต่าง​จาก​คดี​อื่นๆ​

 

กรณีที่สอง​ ​ความ​เข้มแข็งของชุมชนกฎหมาย​  ​ใน​สังคม​ต้อง​มีกลุ่มคนที่นิยม​ใช้​ช่องทางกฎหมาย​และ​กระบวนการยุติธรรม​ใน​การต่อสู้​ ​เช่น

 

ใน​อิสรา​เอล​ judicialization of politics เฟื่องฟูมาก​ ​เพราะ​มีกลุ่ม​ cause lawyers ที่หมั่น​ ชงเรื่องไป​ยัง​ศาล​ ​ทํา​ให้​ศาลมี​โอกาส​เข้า​มามีบทบาททางการเมือง​และ​สังคม​ ​โดย​กระทําผ่านทางคําพิพากษา​

 

ใน​ยุ​โรป​ ​มีสมาคม​และ​องค์กรเอกชนมากมายที่คอยตรวจสอบฝ่ายการเมือง​และ​หาช่องทางฟ้องคดีอย่างขยันขันแข็ง​ ​หาก​ไม่​มีการฟ้องคดี​ ​ศาลก็​ไม่​มี​เวที​ให้​แสดงบทบาท​ ​ดัง​นั้น​ judicialization of politics ย่อมแปรผันตามจํานวนคดี​ ​หากมีการฟ้องคดีมาก​ ​โอกาสเกิด​ judicialization of politics ก็มีมากตามไป​ด้วย​

 

ผลงานรูปธรรมของ​ judicialization of politics ใน​ยุ​โรป​ ​อเมริกา​ ​และ​อิสรา​เอล​ ​คือ​ ​ศาลปรับ​ใช้​กฎหมายเพื่อพิพากษาคดี​ไป​ในทางคุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชนมากขึ้น​ ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่ง ​สิทธิของคนกลุ่มน้อย​  judicialization of politics มุมหนึ่ง​ ​เปิดโอกาส​ให้​ศาล​เข้า​มามีบทบาททางการเมือง​ ​อีกมุมหนึ่ง​ ​เปิดโอกาส​ให้​เสียงข้างน้อย​ใช้​ศาล​เป็น​ช่องทางสู้​กับ​เสียงข้างมาก​ ​ให้​คนกลุ่มน้อย​ใช้​ศาลปกป้องสิทธิของตน​ 

 

จะ​เห็น​ได้​ว่า​ judicialization of politics ทํา​ให้​องค์กรตุลาการมีบทบาทเชิงรุกมากกว่า​เดิม​ ​แต่​เชิงรุกที่ว่านี้​เป็น​ รุก​ใน​รับเป็น​ รุกแบบมี​เงื่อนไขคือศาล​ไม่​อาจลงไป​ เล่นการเมือง​ได้​เอง​ ​แต่​ต้อง​มีคนฟ้องคดีขึ้นมา​และ​แสดงผ่านคําพิพากษา​ ​ซึ่ง​สาธารณชนก็​สามารถ​เข้า​มาตรวจสอบมาตรฐาน​และ​ความ​ถูก​ต้อง​เหมาะสมของคําพิพากษา​ได้​อีก​ ​โดย​ศาล​ต้อง​ตระหนักเสมอว่า​ ​หากแสดงบทบาทเชิงรุกมากเกินไป​ ​ฝ่ายการเมืองก็อาจ​ใช้​อํานาจโต้กลับ​ได้​ ​จึง​ต้อง​หาดุลยภาพ​ให้​พอเหมาะ

 

judicialization of politics จึง​ไม่​ใช่​กรณีที่ศาล​จะ​อาศัยคําพูดของใครคน​ใด​คนหนึ่งเพื่อ​เป็น​แรงสนับสนุน​ให้​ศาล​ได้​เข้า​ไปแทรกแซงเรื่องการเมือง​ได้​โดย​ที่​ไม่​มีกฎหมายกําหนด​

 

ผู้​เขียน​ได้​สํารวจตําราต่างประ​เทศ​เท่า​ที่สติปัญญา​จะ​พึงมี​ ​ขอยืนยันว่า​ Judicial Review, Judicial activism, Judicialization of politics ใน​นานาอารยประ​เทศ​ ​ไม่​มีกรณีศาลเพิกถอนการเลือกตั้งทุกเขต​ทั่ว​ประ​เทศ​ ​ด้วย​มูลเหตุ​เพียงจัดคูหาออกด้านนอก​ ​ไม่​มีกรณีศาลสั่งยุบพรรค​และ​เพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคแบบ​ เหมารวม​-​ยกเข่งด้วย​มูลเหตุ​เพียงว่ามีกรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งกระทํา​ความ​ผิด​ ​ไม่​มีกรณีที่ศาล​ใช้​กฎหมาย​เป็น​โทษย้อนหลังเพื่อเพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้ง​ ​ไม่​มีกรณี​ให้​นายกรัฐมนตรีพ้น​จาก​ตํา​แหน่ง​เพราะ​มีลักษณะ​ต้อง​ห้าม​เนื่อง​จาก​เป็น​ลูกจ้าง​ ​และ​ใน​วันที่ศาลตัดสินลักษณะ​ต้อง​ห้ามก็หมดไป​แล้ว​

 

ตรง​กัน​ข้าม​ Judicial Review, Judicial activism, Judicialization of politics ใน​นานาอารยประ​เทศ​ ​มี​แต่กรณีศาลตรวจสอบ​ความ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญของกฎหมายที่ตรา​โดย​รัฐสภา​ ​ศาลตรวจสอบ​ความ​ชอบ​ด้วย​กฎหมายของการกระทําทางปกครอง​ ​ศาล​ใช้​และ​ตี​ความ​กฎหมายเพื่อขยาย​ความ​คุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​

 

-๘-

 

เราอาจตั้งข้อสังเกต​ได้​ว่า​ ​เดิมศาลไทยมัก​จะ​จํากัดอํานาจตนเอง​ ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่งกรณีข้อพิพาทที่ก้าวล้ำ​เข้า​ไป​ใน​เรื่องบริหาร​หรือ​เรื่องนโยบาย​ ​เห็น​ได้​จาก​การมีคําพิพากษาศาลฎีกาจํานวนมากที่ศาล​ไม่​รับฟ้อง​ ​เพราะ​เห็นว่า​เป็น​เรื่องนโยบายบ้าง​ ​เป็น​เรื่องดุลพินิจของฝ่ายบริหารบ้าง​ ​เป็น​เรื่องการ​ใช้​อํานาจตามมาตรา​ ๑๗ ​ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรสมัยจอมพลสฤษดิ์บ้าง​ ​เป็น​เรื่องที่​ผู้​ฟ้องคดี​ไม่​มีอํานาจฟ้องบ้าง​ ​เพิ่งปรากฏ​ให้​เห็น​ใน​ช่วงสามปีนี้​เองว่าศาลไทยขยันขันแข็ง​เป็น​พิ​เศษ​  ​อย่างไรก็ตาม​ ​ความ​ขยันขันแข็งที่ว่านี้ก็มี​เพียงมิติ​เดียว​ ​คือมิติ​ ปราบปรามนักการเมือง​ ​แต่​ใน​เรื่องขยาย​ความ​คุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​นั้น​ ​กลับ​ไม่​มาก​เท่า​ไรนัก​ ​จริง​อยู่​ ​แม้​จะ​มีพัฒนาการที่ดีขึ้น​ ​แต่​เมื่อเทียบ​กับ​การปราบปรามนักการเมือง​แล้ว​ ​ก็​ยัง​ถือว่าน้อย​อยู่​มาก​

 

ตัวอย่างที่​เห็นภาพชัดเจนคือ​ ​คดีศิริมิตร​ ​บุญมูล​

 

ศิริมิตร​ ​บุญมูล​ ​ทนาย​ความ​มีร่างกายผิดปกติ​เนื่อง​จาก​โปลิ​โอ​ ​ไปสมัครสอบ​ผู้​ช่วย​ผู้​พิพากษา​ ​คณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติของ​ผู้​สมัครสอบคัดเลือก​ ​เพื่อบรรจุ​เป็น​ข้าราชการตุลาการ​ใน​ตํา​แหน่ง​ผู้​ช่วย​ผู้​พิพากษาพิจารณา​ ​เห็นว่า​ ​ศิริมิตรมีร่างกาย​ไม่​เหมาะสมตามพระราชบัญญัติระ​เบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ​ ​เห็นสมควร​ไม่​รับสมัคร​

 

ต่อมา​ ​ใน​การประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม​ (ก​.​ต​.) ​ครั้งที่​ ๑๓/๒๕๔๓ ​เมื่อวันที่​ ๑๔ ​และ​ ๑๖ ​มีนาคม​ ๒๕๔๓ ​เห็นชอบ​ด้วย​กับ​ความ​เห็นของคณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติของ​ผู้​สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุ​เป็น​ข้าราชการตุลาการ​ใน​ตํา​แหน่ง​ผู้​ช่วย​ผู้​พิพากษา​ ​จึง​มีมติ​ไม่​รับสมัคร​ ​เนื่อง​จาก​เป็น​กรณีที่ร่างกาย​ไม่​เหมาะสม​

 

ศิริมิตรเห็นว่าพระราชบัญญัติระ​เบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการน่า​จะ​ไม่​ชอบ​ด้วย​หลัก​ความ​เสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ​ ​จึง​ร้องต่อ​ผู้​ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา​ ​เพื่อเสนอเรื่องพร้อม​ความ​เห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ​ให้​พิจารณาวินิจฉัย​ใน​ประ​เด็น​ความ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญดังกล่าว​ ​ผู้​ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาพิจารณา​แล้ว​จึง​ส่งเรื่องไป​ให้​ศาลรัฐธรรมนูญตามที่ศิริมิตรร้องขอ

 

ศาลรัฐธรรมนูญ​ในคําวินิจฉัยที่​ ๑๖/๒๕๔๕ ​พิจารณาว่า​ “...การรับสมัครสอบคัดเลือก​ ​นอก​จาก​จะ​พิจารณา​ถึง​ความ​รู้​ ​ความ​สามารถ​แล้ว​ ​ยัง​ต้อง​พิจารณาสุขภาพของร่างกาย​และ​จิตใจว่ามี​ความ​สมบูรณ์​ ​สามารถ​ปฏิบัติหน้าที่​ได้​ และ​มีบุคลิกลักษณะที่ดีพอที่​จะ​เป็น​ผู้​พิพากษา​ ​ซึ่ง​เป็น​ตํา​แหน่งที่มี​เกียรติ​โดย​ปฏิบัติหน้าที่​ใน​พระปรมาภิ​ไธยพระมหากษัตริย์​ การปฏิบัติหน้าที่ของ​ผู้​พิพากษามิ​ใช่​เพียงแต่พิจารณาพิพากษาอรรถคดี​ใน​ห้องพิจารณา​เท่า​นั้น​ ​บางครั้ง​ต้อง​เดินทางไปนอกศาล​ ​ปฏิบัติหน้าที่​ ​เช่น​ ​เพื่อเดินเผชิญสืบ​ ​เพื่อสืบพยานที่มาศาล​ไม่​ได้​ การพิจารณา​เพื่อรับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุ​เป็น​ข้าราชการตุลาการ​ ​และ​แต่งตั้ง​ให้​ดํารงตํา​แหน่ง​ผู้​ช่วย​ผู้​พิพากษา​ ​จึง​มีมาตรการที่​แตกต่าง​และ​เข้มงวดกว่าการคัดเลือกบุคคลไปดํารงตํา​แหน่ง​อื่น​อยู่​บ้าง​...จึง​วินิจฉัยว่า​ “... เมื่อพิจารณา​ถึง​พระราชบัญญัติระ​เบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๓ ​มาตรา​ ๒๖ (๑๐) ​คําว่า​ มีกาย​ ... ​ไม่​เหมาะสมที่​จะ​เป็น​ข้าราชการตุลาการ’... เป็น​ไปตาม​ความ​จํา​เป็น​และ​ความ​เหมาะสมของฝ่ายตุลาการ​ ​จึง​เห็นว่า​ ​บทบัญญัติของพระราชบัญญัติระ​เบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๓ ​มาตรา​ ๒๖ (๑๐) ​ดังกล่าว​ ...​ไม่​กระทบกระ​เทือน​ถึง​สาระสําคัญแห่งสิทธิ​และ​เสรีภาพ​ ​มีผล​ใช้​บังคับ​เป็น​การ​ทั่ว​ไป​ ​และ​ไม่​มุ่งหมาย​ให้​ใช้​บังคับแก่กรณี​ใด​กรณีหนึ่ง​หรือ​บุคคล​ใด​บุคคลหนึ่ง​เป็น​การเจาะจง​ ​และ​ไม่​เป็น​การเลือกปฏิบัติ​โดย​ไม่​เป็น​ธรรมตามรัฐธรรมนูญ​ ​มาตรา​ ๓๐ ​แต่อย่าง​ใด​...

 

กล่าว​ให้​เข้า​ใจ​โดย​ง่าย​ ​คือ​ ​ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าตัวกฎหมายที่​เขียนลักษณะ​ต้อง​ห้ามของ​ผู้​สมัคร​ไว้​ว่า​ มีกาย​ ... ​ไม่​เหมาะสมที่​จะ​เป็น​ข้าราชการตุลาการ ไม่​ขัด​กับ​หลัก​ความ​เสมอภาค​ ​เพราะ​กรณีการรับสมัครสอบ​ผู้​พิพากษามี​ความ​จํา​เป็น​ต้อง​พิจารณาร่างกายของ​ผู้​สมัครประกอบ​ด้วย

 

ใน​ส่วน​ของมติ​ ​ก​.​ต​. ​ที่​ไม่​อนุญาต​ให้​ศิริมิตรสมัครสอบ​นั้น​ ​ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า​ไม่​มีอํานาจพิจารณา​ใน​ส่วน​นี้​ ​ไปฟ้องศาลปกครองก็​ไม่​ได้​อีก​ ​เพราะ​มาตรา​ ๙ ​วรรค​ ๒ (๒) ​แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง​และ​วิธีพิจารณาคดีปกครอง​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๒ ​ยกเว้น​ไว้​ว่าศาลปกครอง​ไม่​มีอํานาจ​ใน​กรณีที่​เกี่ยว​กับ​การดํา​เนินการของ​ ​ก​.​ต​. ​ตามกฎหมายข้าราชการตุลาการ​ ​ทั้งๆ​ ​ที่มติของ​ ​ก​.​ต​. ​นั้น​โดย​เนื้อแท้น่า​จะ​เป็น​ เสมือนคําสั่งทางปกครอง​ ​(​ใน​หลายประ​เทศที่มีศาลปกครอง​กับ​ศาลยุติธรรมคู่​กัน​ ​ก็​ให้​ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณา​ความ​ชอบ​ด้วย​กฎหมายของมติ​ ​ก​.​ต​. ​ได้)​ ​แต่บริบททางประวัติศาสตร์​และ​เหตุผลเฉพาะของไทย​ ​ทํา​ให้​กฎหมายศาลปกครองเขียนยกเว้น​ไม่​ให้​ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณา​ความ​ชอบ​ด้วย​กฎหมายของการดํา​เนินการของ​ ​ก​.​ต​.  ​ศิริมิตร​จึง​เหลือ​อยู่​ช่องทางเดียว​ใน​การต่อสู้​กับ​มติ​ ​ก​.​ต​. ​นั่นคือเอากลับไปฟ้องต่อศาลยุติธรรม​ ​เมื่อเอามติของ​ ​ก​.​ต​. ​ไปฟ้องต่อศาลยุติธรรม​ ​คน​ใน​ ​ก​.​ต​. ​ก็​ผู้​พิพากษา​ใน​ศาลยุติธรรม​ ​แล้ว​เอา​เรื่องนี้​ไปฟ้องต่อศาลยุติธรรม​ ​คนตัดสินก็มีธรรมเนียม​ ​แนวคิด​ ​ค่านิยมออกไป​ใน​ทํานองอนุรักษนิยมแบบเดียว​กัน​ ​ลองตรองดู​เถิดว่าผล​จะ​เป็น​อย่างไร

 

ศิริมิตรเอามติ​ ​ก​.​ต​. ​ไปฟ้องต่อศาลชั้นต้น​ ​ศาลชั้นต้น​ไม่​รับ​ด้วย​เหตุผลว่าศิริมิตร​ยัง​ไม่​ถูกโต้​แย้งสิทธิตามมาตรา​ ๕๕ ​ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา​ความ​แพ่ง​ ​ควร​เข้า​ใจ​ใน​เบื้องต้นว่าสิทธิ​ใน​การฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมแคบกว่าการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง​ ​กล่าวคือ​ ​ผู้​ฟ้อง​ต้อง​ถูกโต้​แย้งสิทธิก่อน​จึง​จะ​ฟ้อง​ได้​ ​ศาล​จะ​พิจารณาว่าสิทธิที่​ผู้​ฟ้องยกขึ้นมาอ้างว่าถูกโต้​แย้ง​นั้น​มีกฎหมายรับรองสิทธิดังกล่าว​ให้​แก่​ผู้​ฟ้อง​หรือ​ไม่​ ​กรณีนี้ศิริมิตร​ยัง​ไม่​มีสิทธิ​เข้า​สอบ​ ​ไม่​มีกฎหมาย​ใด​รับรองว่าศิริมิตรมีสิทธิสอบ​ ​ศิริมิตรเพียงขอสมัครสอบ​แล้ว​ ​ก​.​ต​. ​ปฏิ​เสธ​ ​ซึ่ง​ยัง​ไม่​ถือว่ากระทําการโต้​แย้งสิทธิศิริมิตร

 

น่าสังเกตว่ากรณีของศิริมิตรที่ฟ้องขอเพิกถอนมติ​ ​ก​.​ต​.  ​ศาลยุติธรรมน่า​จะ​วางหลักเรื่องการฟ้องคดีตามมาตรา​ ๕๕ ​ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา​ความ​แพ่ง​ให้​ยืดหยุ่นกว่า​เดิม​ ​เนื่อง​จาก​คําฟ้องขอเพิกถอนมติ​ ​ก​.​ต​. ​โดย​เนื้อแท้​แล้ว​มีลักษณะทํานองเดียว​กับ​คําฟ้อง​ใน​คดีปกครองที่ขอเพิกถอนคําสั่งทางปกครอง​ ​จึง​ควรนําหลัก​ใน​คดีปกครองมา​ใช้​ ​กล่าวคือ​ ​ผู้​ฟ้องคดีพิสูจน์​ได้​ว่าตนมี​ส่วน​ได้​เสีย​ใน​เรื่องที่ฟ้องก็​เพียงพอ​ ​ไม่​จํา​เป็น​ต้อง​พิสูจน์​ถึง​ขนาดว่าสิทธิของตนถูกกระทบเหมือน​ใน​คดี​แพ่ง​ ​หากเรา​ไม่​เดินตามแนวนี้​แล้ว​ ​ต่อไปหากมีมติ​ ​ก​.​ต​. ​ที่​ไม่​ให้​สมัครสอบ​ ​ผู้​ที่ถูกปฏิ​เสธ​จะ​หันหน้า​ไปพึ่งใคร​ ​หันหน้า​ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญก็บอก​ไม่​มีอํานาจ​ ​หันมาหาศาลปกครองก็มีกฎหมายเขียนยกเว้น​ไว้​ว่า​ไม่​มีอํานาจ​ ​เหลือเพียงศาลยุติธรรมที่พอ​เป็น​ที่พึ่ง​ได้​ ​ก็มาติดที่สิทธิ​ใน​การฟ้องคดี​แคบ​ ​เช่นนี้มิ​ต้อง​ไปหาศาลเจ้า​หรือ

 

ศิริมิตรไปสมัครสอบ​เข้า​เป็น​อัยการ​ผู้​ช่วย​ ​เช่นเดียว​กัน​ ​คณะกรรมการอัยการ​ (ก​.​อ​.) ​มีมติ​ไม่​รับสมัคร​ ​เพราะ​ศิริมิตรมีร่างกาย​ไม่​เหมาะสม​ ​ศิริมิตร​จึง​ไปฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนมติ​ ​ก​.​อ​. ​ระหว่างพิจารณาคดี​ ​ศิริมิตร​ได้​ร้องขอ​ให้​ศาลปกครองส่งเรื่อง​ให้​ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า​ ​มาตรา​ ๓๓ (๑๑) ​แห่งพระราชบัญญัติระ​เบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๒๑ ​ขัด​กับ​หลัก​ความ​เสมอภาคตามมาตรา​ ๓๐ ​ของรัฐธรรมนูญ​หรือ​ไม่​

 

ศาลรัฐธรรมนูญ​ในคําวินิจฉัยที่​ ๔๔/๒๕๔๕ พิจารณาว่า​ “...การรับสมัครสอบคัดเลือก​ ​นอก​จาก​จะ​พิจารณา​ถึง​ความ​รู้​ ​ความ​สามารถ​แล้ว​ ​ยัง​ต้อง​พิจารณาสุขภาพของร่างกาย​และ​จิตใจว่ามี​ความ​สมบูรณ์​ ​สามารถ​ปฏิบัติหน้าที่​ได้​ และ​มีบุคลิกลักษณะที่ดีพอที่​จะ​เป็น​ข้าราชการอัยการ ​การปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการอัยการมิ​ใช่​เพียงปฏิบัติหน้าที่​ใน​ห้องพิจารณาคดี​หรือ​ใน​สํานักงาน​เท่า​นั้น​ ​บางครั้ง​ต้อง​เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่นอกสํานักงาน​ ​เช่น​ ​เพื่อเดินเผชิญสืบ​ ​เพื่อสืบพยานที่​ไม่​อาจมาศาล​ได้​ ​การร่วมชันสูตรพลิกศพ​กับ​พนักงานสอบสวน​ ​การออกไปเผยแพร่​ความ​รู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน​ใน​ชนบท​ ​เป็น​ต้น​ การพิจารณา​เพื่อรับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุ​เป็น​ข้าราชการอัยการ​และ​แต่งตั้ง​ให้​ดํารงตํา​แหน่งอัยการ​ผู้​ช่วย​ ​จึง​มีมาตรการที่​แตกต่าง​และ​เข้มงวดกว่าการคัดเลือกบุคคลไปดํารงตํา​แหน่ง​อื่น​อยู่​บ้าง​... จึง​วินิจฉัยว่า​ “...เมื่อพิจารณา​ถึง​พระราชบัญญัติระ​เบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๒๑ ​มาตรา​ ๓๓ (๑๑) ​คําว่า​ มีกาย​ ... ​ไม่​เหมาะสมที่​จะ​เป็น​ข้าราชการอัยการ’... เป็น​ไปตาม​ความ​จํา​เป็น​และ​ความ​เหมาะสมของฝ่ายอัยการ​ ​จึง​เห็นว่า​ ​บทบัญญัติของพระราชบัญญัติระ​เบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๒๑ ​มาตรา​ ๓๓ (๑๑) ​ดังกล่าว​... ไม่​กระทบกระ​เทือน​ถึง​สาระสําคัญแห่งสิทธิ​และ​เสรีภาพ​ ​มีผล​ใช้​บังคับ​เป็น​การ​ทั่ว​ไป​และ​ไม่​มุ่งหมาย​ให้​ใช้​บังคับแก่กรณี​ใด​กรณีหนึ่ง​หรือ​แก่บุคคล​ใด​บุคคลหนึ่ง​เป็น​การเจาะจง​ ​และ​ไม่​เป็น​การเลือกปฏิบัติ​โดย​ไม่​เป็น​ธรรมตามรัฐธรรมนูญ ​มาตรา​ ๓๐ ​แต่อย่าง​ใด​...

 

ใน​ส่วน​ของมติ​ ​ก​.​อ​. ​ที่​ไม่​ให้​ศิริมิตรสมัครสอบ​นั้น​ ​ศาลปกครองชั้นต้นยกฟ้อง​ ​เพราะ​เห็นว่า​ “...การที่​ผู้​ฟ้องคดีมีรูปกายพิการ​ ​เดินขากะ​เผลก​ ​กล้ามเนื้อแขนลีบจน​ถึง​ปลายมือ​ทั้ง​สองข้าง​ ​กระดูกสันหลังคด​ ​แจ้งว่า​เป็น​โปลิ​โอตั้งแต่อายุ​ ๙ ​ขวบ​ ​และ​ได้​รับการผ่าตัดดามเหล็กที่กระดูกสันหลัง​ไว้​เพื่อ​ให้​ไหล่​ทั้ง​สองข้าง​เท่า​กัน​ ​ตามรายงานผลการตรวจของคณะกรรมการแพทย์ดังกล่าว​ จึง​เป็น​ความ​แตกต่างที่​ถึง​ขั้น​เป็น​อุปสรรคอย่างมากต่อการที่​จะ​ปฏิบัติหน้าที่​ใน​ลักษณะงานของพนักงานอัยการเมื่อเทียบ​กับ​บุคคลปกติ​ทั่ว​ไป ​การที่​ผู้​ถูกฟ้องคดี​ ... ​มีมติ​ไม่​รับสมัคร​ผู้​ฟ้องคดี​นั้น​ ​เป็น​การพิจารณาตามอํานาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนด​ ​และ​เป็น​การ​ใช้​ดุลพินิจอย่าง​เป็น​ธรรม​และ​ชอบ​ด้วย​เหตุผล​...

 

ศิริมิตรอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด​ ​ศาลปกครองสูงสุดกลับคําพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น​และ​พิพากษา​ให้​เพิกถอนมติของ​ ​ก​.​อ​. ​ดังกล่าว​ ​เพราะ​เห็นว่า​ “...ผู้​ฟ้องคดี​แม้​จะ​มีรูปกายพิการ​ ​แต่​ความ​พิการดังกล่าว​ไม่​ถึง​ขนาดทํา​ให้​ผู้​ฟ้องคดี​ไม่​อาจ​ช่วย​เหลือตนเอง​ได้​หรือ​ไม่​อาจปฏิบัติหน้าที่การงาน​โดย​ปกติ​ได้​ ​โดย​งานที่​ผู้​ฟ้องคดี​เคยทํา​ใน​ขณะ​เป็น​ทนาย​ความ​มา​แล้ว​นั้น​ ​มีลักษณะทํานองเดียว​กับ​งานของข้าราชการอัยการดังกล่าว​ ​จึง​น่า​เชื่อว่าแม้สภาพกายของ​ผู้​ฟ้องคดี​จะ​พิการ​ ​แต่​ความ​แตกต่างดังกล่าว​ไม่​ถึง​ขั้น​จะ​เป็น​อุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่​ใน​ลักษณะงานของอัยการ... ​โดย​ที่​ความ​เห็นของคณะกรรมการแพทย์​และ​คณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของ​ผู้​สมัครสอบคัดเลือก​ ​เป็น​เพียง​ความ​เห็นเบื้องต้นที่​เสนอต่อ​ผู้​ถูกฟ้องคดี​เพื่อประกอบการพิจารณา​เท่า​นั้น​ ​การที่​ผู้​ถูกฟ้องคดีมีมติ​ไม่​รับสมัคร​ผู้​ฟ้องคดี​ ​จึง​ไม่​มี​เหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอว่าการที่​ผู้​ฟ้องคดีมีกายพิการดังกล่าว​ ​จะ​ทํา​ให้​ไม่​สามารถ​ปฏิบัติงาน​ใน​หน้าที่ของข้าราชการอัยการ​ได้​อย่างไร​ ​มติของ​ผู้​ถูกฟ้องคดี​ ... จึง​เป็น​การ​ใช้​ดุลพินิจที่​ไม่​ชอบ​ ​และ​เป็น​การเลือกปฏิบัติที่​ไม่​เป็น​ธรรมต่อ​ผู้​ฟ้องคดี​...

 

แต่​เรื่อง​ยัง​ไม่​จบ​ ​เพราะ​กฎหมายศาลปกครอง​ ​มาตรา​ ๗๒ (๑) ​บอกว่า​ ​กรณีฟ้องขอเพิกถอนคําสั่งทางปกครอง​ ​ศาลปกครองมีอํานาจสั่งเพิกถอนคําสั่ง​นั้น​ได้​ ​กรณีนี้ศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอน​ ​มติ​ ​ก​.​อ​.  ​แต่​ไม่​ได้​หมาย​ความ​ว่า​ ​ก​.​อ​. ​จะ​ต้อง​มีมติ​ใหม่​ให้​ศิริมิตร​เข้า​สอบ​ ​ว่า​ให้​ชัดคือ​ ​มติ​ ​ก​.​อ​. ​บอกว่า​ไม่​ให้​สอบ​ ​ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนมติ​ ​ก​.​อ​.  ​ก็คือเพิกถอนการ​ไม่​ให้​สอบ​ ​แต่ศาลปกครองก็​ไม่​มีอํานาจไปบังคับ​ให้​ ​ก​.​อ​. ​มีมติรับศิริมิตร​เข้า​สอบ​ได้​อยู่​ดี

 

จะ​เห็น​ได้​ว่าการต่อสู้ของศิริมิตร​ ​บุญมูล​ ​ทั้ง​ใน​ศาลรัฐธรรมนูญ​ ​ศาลปกครอง​ ​และ​ศาลยุติธรรม​นั้น​ ​ค่อนข้างหนักหนาสาหัส​ ​ซึ่ง​น่า​เสียดาย​เป็น​อย่างยิ่งที่องค์กรตุลาการกลับ​ไม่​ “-ภิวัตน์ใน​เรื่องเหล่านี้​เท่า​กับ​ “-ภิวัตน์ใน​เรื่องปราบปรามนักการเมือง

 

 

เมื่อเผชิญหน้า​กับ​รัฐประหาร​ ​ศาลไทย​ไม่​เคยปฏิ​เสธรัฐประหาร​ ไม่​เคยประกาศผ่านคําพิพากษาว่ารัฐประหาร​ไม่​ชอบ​ด้วย​กฎหมาย​ ​ตรง​กัน​ข้าม​ ​ใน​คําพิพากษาศาลฎีกาหลายกรณี​ ​ศาลยอมรับการดํารง​อยู่​ของคณะรัฐประหาร​ ​โดย​ถือหลักว่า​ ​เมื่อเริ่มแรก​ ​รัฐประหาร​เป็น​สิ่ง​ไม่​ชอบ​ด้วย​กฎหมาย​ ​จนกระทั่งคณะรัฐประหาร​ได้​กระทําการจนสํา​เร็จ​และ​ยึดอํานาจ​ได้​อย่างบริบูรณ์​ ​สามารถ​ยืนยันอํานาจของตน​และ​ปราบปรามอํานาจเก่า​หรือ​กลุ่มที่ต่อต้าน​ให้​เสร็จสิ้น​ ​เมื่อ​นั้น​คณะรัฐประหารก็มีสถานะ​เป็น​รัฏฐาธิปัตย์​ ​มีอํานาจออกรัฐธรรมนูญ​ใหม่​หรือ​ยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า​ ​ตลอดจนการออกกฎหมาย​และ​ยกเลิกกฎหมาย​ได้​

 

พูดง่ายๆ​ ​ก็คือ​ ​ศาลไทย​ให้​ความ​สําคัญ​กับ​ อํานาจใน​ความ​เป็น​จริง​เป็น​สําคัญ​ ​มากกว่า​จะ​พิจารณา​ถึง​ความ​ถูก​ต้อง​ของ​ กระบวนการ​ได้​มา​ซึ่ง​อํานาจนั่นเอง​

 

เช่น​ คําพิพากษาฎีกาที่​ ๑๖๖๒/๒๕๐๕ ใน​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๐๑ ​คณะปฏิวัติ​ได้​ยึดอํานาจการปกครองประ​เทศไทย​ได้​เป็น​ผลสํา​เร็จ​ ​หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อม​เป็น​ผู้​ใช้​อํานาจปกครองบ้านเมือง​ ​ข้อ​ความ​ใด​ที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชน​ ​ก็​ต้อง​ถือว่า​เป็น​กฎหมาย​ ​แม้พระมหากษัตริย์​จะ​มิ​ได้​ทรงตราออก​ด้วย​คํา​แนะนํา​หรือ​ยินยอมของสภา​ผู้​แทนราษฎรก็ตาม หรือคําพิพากษาฎีกาที่​ ๑๒๓๔/๒๕๒๓ แม้​จะ​มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกประกาศ​ใช้​แล้ว​ก็ตาม​ ​แต่ก็หา​ได้​มีกฎหมายยกเลิกประกาศ​หรือ​คําสั่งคณะปฏิวัติ​หรือ​คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน​ไม่​ ​ประกาศ​หรือ​คําสั่ง​นั้น​จึง​ยัง​คง​เป็น​กฎหมาย​ใช้​บังคับ​อยู่” 

 

ถึง​กระ​นั้น​ก็ตาม​ ​ศาลไทยพยายาม​ใช้​และ​ตี​ความ​กฎหมาย เพื่อพิพากษา​ไป​ใน​ทางที่คุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​จาก​ประกาศคณะรัฐประหาร​อยู่​บ้าง​ ​โดย​พิจารณาว่าประกาศของคณะรัฐประหารขัดรัฐธรรมนูญ​หรือ​ไม่​ ​ดังกรณี​ กฎหมายควบคุมอันธพาลหรือ​กรณีประกาศ​ ​รสช​. ​เรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมือง​  ​กรณี​ กฎหมายควบคุมอันธพาลนั้น​ ​ศาลแขวงอุบลราชธานี​ในคดีอาญาหมายเลขดําที่​ ๙๑๘/๒๕๑๒ ​เห็นว่าประกาศคณะปฏิวัติ​ ​ฉบับ​ที่​ ๔๓ ​พ​.​ศ​. ๒๕๐๓ ​เกี่ยว​กับ​การควบคุมตัวอันธพาลขัดรัฐธรรมนูญ​ ​เพราะ​ให้​ผู้​บัญชาการตํารวจนครบาล​หรือ​ผู้​ว่าราชการจังหวัด​ ​เป็น​ผู้​มีอํานาจวินิจฉัยว่าบุคคล​ใด​เป็น​อันธพาล​ ​และ​มีอํานาจส่งตัวบุคคล​นั้น​ไป​ยัง​สถานอบรม​และ​ฝึกอาชีพ​ ​จึง​มีผล​เท่า​กับ​ตั้ง​ให้​ฝ่ายบริหารมีอํานาจพิจารณาคดีชี้​ความ​ผิด​และ​ลงโทษบุคคล​ได้​ ​นอก​จาก​นี้​ ​ประกาศ​ฉบับ​นี้​ยัง​ไม่​ได้​กําหนดระยะ​เวลาการลงโทษที่​แน่นอนชัดเจน​ ​และ​โทษที่​จะ​ลง​นั้น​หนักเบาสถาน​ใด​ ​สุดแท้​แต่คณะกรรมการ​จะ​พิจารณา​ ​ทํา​ให้​โทษที่​ได้​รับ​ไม่​ได้​สัด​ส่วน​กับ​ความ​ผิด​และ​ไม่​เป็น​ธรรมต่อ​ผู้​ถูกลงโทษ​ ​อย่างไรก็ตาม​ ​ใน​ท้ายที่สุดคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ได้​ยืนยัน​ในคําวินิจฉัยที่​ ๑/๒๕๑๓ ​ว่าประกาศ​ฉบับ​นี้​ไม่​ขัดรัฐธรรมนูญ

 

แม้ศาล​จะ​ไม่​ปฏิ​เสธ​ความ​เป็น​กฎหมายของประกาศคณะรัฐประหาร​ ​แต่ศาลก็พยายาม​ใช้​และ​ตี​ความ​เพื่อลด​ความ​เข้มข้นของประกาศคณะรัฐประหาร​และ​คุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​ ​เช่น​ ​กรณี​เจ้าหน้าที่​ใช้​อํานาจตามประกาศคณะรัฐประหารต่างๆ​ ​เพื่อควบคุมตัว​ใน​ข้อหาบ่อนทําลาย​ความ​มั่นคงบ้าง​ ​ใน​ข้อหากระทําการอัน​เป็น​คอมมิวนิสต์บ้าง​ ​ใน​ข้อหา​เป็น​ภัยต่อสังคมบ้าง​ ​ศาลก็​จะ​ใช้​และ​ตี​ความ​กฎหมายไป​ใน​ทางที่คุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพ​ ​โดย​การสั่ง​ให้​ปล่อยตัวบ้าง​ ​ลดจํานวนวันคุมตัวบ้าง​ ​ตลอดจนพิจารณาว่ามูลเหตุ​แห่งการควบคุมตัว​นั้น​ตรงตามที่ประกาศคณะรัฐประหารกําหนด​หรือ​ไม่​

 

มีข้อควรสังเกตว่า​ ​เมื่อศาลไทยเผชิญหน้า​กับ​รัฐประหาร​ ​ผลิตผลของคณะรัฐประหาร​ ​คําสั่ง​หรือ​ประกาศของคณะรัฐประหาร​ ​ศาล​จะ​รับรองการดํารง​อยู่​ของสิ่งเหล่านี้​ ​เว้นเสียแต่ว่าผลิตผลของคณะรัฐประหาร​เข้า​มารุกล้ำ​ศาล​ ​มีผลกระทบกระ​เทือนต่อศาล​ ​หรือ​ลิดรอนอํานาจของศาล​ ​เมื่อ​นั้น​ศาลก็​ไม่​ลังเลที่​จะ​ปฏิ​เสธคําสั่ง​หรือ​ประกาศของคณะรัฐประหารเหล่า​นั้น​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​การปฏิ​เสธผ่านทางคําพิพากษา​ ​หรือ​ปฏิ​เสธผ่านทางการแสดงออก​ด้วย​การกดดัน​

 

การปฏิ​เสธประกาศคณะรัฐประหารผ่านทางคําพิพากษา​ ​ก็​โดย​การวินิจฉัยว่าประกาศคณะรัฐประหารขัดรัฐธรรมนูญ​ ​เพราะ​ ตั้ง​ คณะบุคคลที่มิ​ใช่​ศาลให้​มีอํานาจทําการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี​เช่นเดียว​กับ​ศาลหรือ​ ใช้​กฎหมายที่มี​โทษทางอาญาย้อนหลังไปลงโทษบุคคล

 

ส่วน​การปฏิ​เสธประกาศคณะรัฐประหาร​ด้วย​การกดดัน​ ​ก็​เช่นกรณี​ กฎหมายโบดําที่คณะรัฐประหารของจอมพลถนอม​ ​กิตติขจร​ ​ได้​ตราประกาศคณะปฏิวัติ​ ​ฉบับ​ที่​ ๒๙๙ ​เมื่อวันที่​ ๑๓ ​ธันวาคม​ ๒๕๑๕ ​เกี่ยว​กับ​ระ​เบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ​ ​ฝ่ายตุลาการเห็น​กัน​ว่าประกาศนี้ส่ง​ให้​ฝ่ายบริหาร​เข้า​แทรกแซง​ความ​เป็น​อิสระของศาล​ ​มีการรณรงค์คัดค้านประกาศนี้อย่างกว้างขวาง​ ​ประธานศาลฎีกาออกโรงมา​เขียนแถลงการณ์สาธารณะ​แสดง​ความ​ไม่​เห็น​ด้วย​อย่างชัดเจน​ ​มีการชุมนุมเรียกร้อง​ให้​รัฐบาลยกเลิกประกาศ​  ​เพียงสองสัปดาห์​ ​รัฐบาลถนอมก็ทนแรงกดดัน​ไม่​ไหว​ ​ต้อง​ผลักดัน​ให้​ตราพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติ​ฉบับ​ที่​ ๒๙๙

 

คง​ไม่​เกินเลยไปที่​จะ​กล่าวว่า​ ​ศาลไทยพร้อม​จะ​ ชนกับ​คณะรัฐประหาร​ ​ถ้า​คณะรัฐประหาร​เข้า​มาล้ำ​แดน​ความ​เป็น​อิสระของศาล​หรือ​เข้า​มา​แตะ​ต้อง​วัฒนธรรมองค์กร​ ​แต่​กับ​กรณีที่คณะรัฐประหาร​เข้า​ยึดอํานาจการปกครอง​จาก​รัฐบาล​ ​อันขัดต่อการปกครอง​ใน​ระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง​นั้น​ ​ศาลไทยกลับยอมรับ​ ​หรือ​กรณีที่หัวหน้าคณะรัฐประหาร​ใช้​อํานาจเผด็จการตามมาตรา​ ๑๗ ​แบบสฤษดิ์​ ศาลไทยกลับนิ่งเฉย​ไม่​รับคําฟ้อง​ ​โดย​ให้​เหตุผลว่า​ไม่​มีอํานาจ​ ​ตลอดจนกรณีที่คณะรัฐประหารตราธรรมนูญการปกครองชั่วคราวเพื่อ​ใช้​แทนรัฐธรรมนูญเดิม​ ​โดย​มี​เนื้อหาที่ขัด​กับ​หลักนิติรัฐ​-​ประชาธิปไตย​ ​ให้​อํานาจเผด็จการแก่หัวหน้าคณะรัฐประหารเพียง​ผู้​เดียว​ ​ศาลไทยกลับยืนยันว่าทํา​ได้​

 

คงเหมือนที่​เสน่ห์​ ​จามริก​ ​ตั้งข้อสังเกต​ไว้​ใน​ การเมืองไทย​กับ​พัฒนาการรัฐธรรมนูญ ​ว่าท่าทีของฝ่ายตุลาการที่ต่อต้านประกาศคณะปฏิวัติ​ ​ฉบับ​ที่​ ๒๙๙ ​อย่างจริงจัง​ถึง​ขั้นชุมนุมประท้วง​เพราะ​เนื้อหาของประกาศ​ฉบับ​นี้กระทบต่อการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตุลาการ​

 

น่า​เสียดายที่ท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจนรุนแรงขององค์กรตุลาการเช่นนี้​ ​กลับ​ไม่​เกิดขึ้น​กับ​การก่อการรัฐประหารหรือ​ประกาศคณะรัฐประหารที่มี​เนื้อหา​ไม่​เป็น​ธรรม​อื่นๆ​

 

-๙-

 

ปรากฏการณ์​ ตุลาการภิวัตน์แบบไทยๆ​ ​เข้มข้นมากขึ้น​ ​จนเกิดปัญหาว่าองค์กรตุลาการ​กับ​องค์กรที่มา​จาก​การเลือกตั้งของประชาชนกลาย​เป็น​คู่ขัดแย้ง​ ​เกิดการเผชิญหน้า​กัน​ระหว่างองค์กรที่มีฐาน​ความ​ชอบธรรมทางการเมืองอย่างรัฐสภา​และ​รัฐบาล​ซึ่ง​มา​จาก​การเลือกตั้งของประชาชน​ ​กับ​องค์กรตุลาการที่​ไม่​มี​ความ​ชอบธรรมทางการเมือง​เท่า​กับ​รัฐสภา​และ​รัฐบาล​

 

แน่นอนที่สุด​ ​เรา​ไม่​อาจ​ ลบอํานาจการตรวจสอบ​โดย​องค์กรตุลาการออกไป​ได้​ ​เพราะ​ทํา​ให้​ปราศ​จาก​องค์กร​เป็น​กลาง​และ​อิสระ​ ​ที่ทําหน้าที่ตรวจสอบการ​ใช้​อํานาจรัฐ​ ​เช่น​กัน​ ​หากแก้​ไข​ให้​องค์กรตุลาการมา​จาก​การเลือกตั้งของประชาชนเพื่อสร้าง​ความ​ชอบธรรมก็คง​ไม่​เหมาะสม​ ​เพราะ​จะ​ทํา​ให้​องค์กรตุลาการสูญสิ้น​ความ​อิสระ​ไป​เนื่อง​จาก​การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตุลาการ​ต้อง​คํานึง​ถึง​คะ​แนนนิยมตลอดเวลา​ ​จึง​ต้อง​หาวิธีประสาน​ให้​องค์กรตุลาการมี​ความ​ชอบธรรมทางการเมืองมากขึ้น​ ​ถูกตรวจสอบ​จาก​ภายนอก​ได้​โดย​ที่​ยัง​คง​ความ​อิสระ​เอา​ไว้​

 

ใน​หลายประ​เทศแก้​ไข​โดย​เปิดโอกาส​ให้​ประชาชน​ได้​วิจารณ์คำ​พิพากษา​ได้​เต็มที่​ ​เพราะ​ประชาชน​เป็น​เจ้าของอำ​นาจอธิปไตย​และ​มอบอำ​นาจ​ใน​ส่วน​ตุลาการ​ให้​ศาล​ใช้​แทน​ ​เมื่อ​เป็น​เจ้าของอํานาจก็ย่อมมีสิทธิที่​จะ​วิจารณ์​ผู้​ใช้​อํานาจแทนตนเอง​ได้​ ​นอก​จาก​นี้​ยัง​กําหนด​ให้​การพิจารณาคดี​ต้อง​เปิดเผย​เป็น​หลัก​ ​พิจารณา​โดย​ลับ​เป็น​ข้อยกเว้น​ และ​เปิดโอกาส​ให้​เข้า​ถึง​คําพิพากษา​โดย​ง่าย​

 

ใน​ประ​เทศที่​ใช้​ระบบคอมมอนลอว์​ ​ก็กําหนด​ให้​บุคคลภายนอกทําหน้าที่​เป็น​คณะลูกขุน​ใน​การพิจารณาคดี​ ​โดย​ให้​มีอํานาจพิจารณาข้อเท็จจริง​และ​ให้​ศาลวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมาย​

 

บางประ​เทศก็​ใช้​วิธีปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารงานบุคคลขององค์กรตุลาการเสีย​ใหม่​ ​ด้วย​การเพิ่มสัด​ส่วน​บุคคลที่​ไม่​ใช่​ผู้​พิพากษา​เข้า​ไป​ ​เช่น​ ​ฝ่ายการเมือง​ใน​ฐานะ​ผู้​แทนประชาชน​หรือ​ผู้​ทรงคุณวุฒิ​

 

ใน​ขณะที่บางประ​เทศอาจไป​ไกล​ถึง​ขนาด​ให้​ฝ่ายการเมือง​เป็น​ผู้​แต่งตั้ง​ผู้​พิพากษา​ใน​ศาลสูงสุด​ ​เช่น​ ​สหรัฐอเมริกา​ ​ให้​ประธานาธิบดี​แต่งตั้ง​ผู้​พิพากษาศาลสูงสุด​  ​หรือ​ฝรั่งเศส​ ​ให้​ประธานาธิบดี​ ​ประธานสภา​ผู้​แทนราษฎร​ ​และ​ประธานวุฒิสภา​ ​แต่งตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญฝ่ายละ​ ๓ ​คน​  ​นอก​จาก​นี้​ ​เพื่อการถ่วงดุล​กัน​ระหว่างองค์กรทางการเมือง​กับ​องค์กรตุลาการ​ ​ยัง​อาจสร้างกระบวนการถอดถอน​ผู้​พิพากษาออก​จาก​ตํา​แหน่ง​ด้วย​ก็​ได้​ ​โดย​ให้​วุฒิสภา​เป็น​ผู้​ถอดถอน

 

ใน​ชีวิตทางการเมือง​ ​เรา​ไม่​อาจปฏิ​เสธ​ได้​ว่าองค์กรตุลาการมีบทบาททางการเมือง​ ​แต่บทบาททางการเมืองเช่นว่า​นั้น​ต้อง​กระทําผ่านคําพิพากษา​และ​ภาย​ใต้​ความ​เป็น​เหตุ​เป็น​ผลตามกฎหมาย​เท่า​นั้น​

 

ถึง​แม้องค์กรตุลาการอาจ​เข้า​แทรกแซงทางการเมือง​โดย​ผ่านคําพิพากษาของตน​ ​แต่องค์กรตุลาการ​ต้อง​คํานึง​ถึง​หลักการแบ่งแยกอํานาจ​และ​การรักษาดุลยภาพระหว่างอํานาจ​ไว้​เสมอ​ ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่ง​ ​เรื่องบางเรื่องเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้ง​กับ​แนวนโยบายของรัฐบาล​หรือ​เรื่องทางการเมือง​โดย​แท้​ ​องค์กรตุลาการก็จํา​ต้อง​สงวนท่าที​และ​ควบคุมการ​ใช้​อํานาจของตนเองลง

 

หากองค์กรทางการเมือง​อื่น​เห็นว่าองค์กรตุลาการ​ได้​ใช้​อํานาจตัดสินคดีอัน​เป็น​การรุกล้ำ​เข้า​มา​ใน​แดนอํานาจของตนเองมากจนเกินไป​ ​ก็​เป็น​ไป​ได้​ว่าองค์กรทางการเมือง​นั้น​อาจ​ใช้​อํานาจเพื่อตอบโต้การ​ใช้​อํานาจขององค์กรตุลาการ​ ​อัน​เป็น​เรื่องปกติของรัฐที่ยึดหลักการแบ่งแยกอํานาจ​ ​เช่น​ ​ใช้​วิธี​แก้​ไขรัฐธรรมนูญ​หรือ​ให้​รัฐสภาตรากฎหมาย​ใหม่​เพื่อลบหลักการที่ปรากฏ​ใน​คําพิพากษา​ ​ใช้​วิธีนํา​เรื่องไป​ให้​ประชาชนออกเสียงประชามติ​ ​ใช้​วิธีประกาศต่อสาธารณะอย่างชัดเจน​ถึง​การ​ไม่​เห็น​ด้วย​กับ​คําพิพากษา​ ​ใช้​วิธีนิ่งเฉย​ไม่​บังคับการ​ให้​เป็น​ไปตามคําพิพากษา​ ​ตลอดจน​ใช้​วิธี​แต่งตั้ง​ผู้​พิพากษา​ใหม่ๆ​ ​เข้า​ไปเพิ่มเติม​ ​เป็น​ต้น

 

การ​ใช้​อํานาจตอบ​โต้อง​ค์กรตุลาการปรากฏ​ให้​เห็น​ใน​หลายประ​เทศ​ ​เช่น​ ​ฝรั่งเศสสมัยประธานาธิบดีชาร์ลส์​  ​เดอ​ ​โกลล์​ (Charles de Gaulle) และ​สหรัฐอเมริกา​ใน​สมัยประธานาธิบดี​แฟรงคลิน​ ​ดี​. รูสเวลท์​ (Franklin D. Roosevelt)

 

กรณีของฝรั่งเศส​ ​ประธานาธิบดี​เดอ​ ​โกลล์​ ​และ​รัฐบาล​ได้​นําร่างรัฐบัญญัติ​ฉบับ​หนึ่งเสนอ​ให้​ประชาชนลงประชามติ​ ​เพื่อ​ใช้​เป็น​แผนแม่บท​ใน​การแก้​ไขวิกฤตการณ์​แอลจี​เรีย​ ​ซึ่ง​ประชาชนก็​เห็น​ด้วย​ให้​ใช้​กฎหมายดังกล่าว​ ​และ​มีผลบังคับ​ใช้​เป็น​รัฐบัญญัติ​เมื่อวันที่​ ๑๓ ​เมษายน​ ​ค​.​ศ​. ๑๙๖๒

 

มาตรา​ ๒ ​ของรัฐบัญญัตินี้​ให้​อํานาจแก่ประธานาธิบดี​ใน​การออกมาตรการ​ทั้ง​ทางนิติบัญญัติ​และ​ทางปกครอง​ ​เพื่อแก้​ไขวิกฤตการณ์​แอลจี​เรีย​ ​ประธานาธิบดี​เดอ​ ​โกลล์​จึง​ได้​อาศัยอํานาจตามมาตรา​ ๒ ​ออกรัฐกําหนดลงวันที่​ ๑ ​มิถุนายน​ ​ค​.​ศ​. ๑๙๖๒ ​จัดตั้งศาลทหาร​ใน​ดินแดนแอลจี​เรีย​ ​เพื่อ​ให้​เป็น​ศาลที่มี​เขตอํานาจ​ใน​ทุกข้อพิพาทที่​เกิดขึ้น​ใน​ดินแดนแอลจี​เรีย​

 

ต่อมาศาลทหารนี้​ได้​พิพากษา​ให้​นายกานาล​ (Canal) โดนโทษประหารชีวิต​ ​นายกานาล​ได้​ฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด​ให้​เพิกถอนรัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหารดังกล่าว​ ​ศาลปกครองสูงสุด​ได้​พิจารณาว่ารัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหาร​ใน​ดินแดนแอลจี​เรีย​ไม่​ชอบ​ด้วย​กฎหมาย​ ​เพราะ​ไม่​มีสถานการณ์พิ​เศษที่จํา​เป็น​เพียงพอ​ถึง​ขนาด​ต้อง​จัดตั้งศาลพิ​เศษขึ้นพิจารณาคดี​ใด​คดีหนึ่ง​โดย​เฉพาะ​เจาะจง​ ​และ​บทบัญญัติที่กําหนด​ให้​ศาลทหาร​ใน​ดินแดนแอลจี​เรีย​เป็น​ศาลชั้นต้น​และ​ศาลสุดท้าย​โดย​ไม่​อาจอุทธรณ์คําพิพากษาต่อศาล​อื่น​ได้​ ​เป็น​การขัดหลักกฎหมายอาญา​ทั่ว​ไป​ ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่ง​ ​กรณีนายกานาลที่​โดนโทษประหารชีวิตกลับ​ไม่​สามารถ​อุทธรณ์คําพิพากษาดังกล่าว​ได้​ ​จึง​พิพากษา​ให้​เพิกถอนรัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหาร​ใน​ดินแดนแอลจี​เรีย

 

รัฐบาล​ไม่​พอใจคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด​เป็น​อย่างมาก​ ​เพราะ​เห็นว่า​เป็น​การ​เข้า​มา​แทรกแซงการบริหาร​ ​และ​คําพิพากษา​เพิกถอนการจัดตั้งศาลทหาร​ใน​ดินแดนแอลจี​เรีย​เป็น​การขัดขวางการดํา​เนินนโยบายแก้​ไขวิกฤตการณ์​แอลจี​เรีย

 

ปฏิกิริยาของรัฐบาลที่มีต่อศาลปกครองสูงสุดนับว่ารุนแรงอย่างที่​ไม่​เคยปรากฏมาก่อน​ ​นายกรัฐมนตรี​แถลงว่า​ รัฐบาลเห็น​ถึง​ความ​ผิดปกติของคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด​ ​คําพิพากษานี้​เป็น​ความ​พยายาม​เข้า​มาปฏิบัติภารกิจที่​อยู่​ใน​แดนของฝ่ายบริหาร​และ​องค์กรตามรัฐธรรมนูญ​ซึ่ง​รับอาณัติมา​จาก​ประชาชน​ ​และ​กระทบต่อ​ความ​รับผิดชอบ​ใน​หน้าที่ของรัฐบาล​และ​ชาติ สี่วันถัดมา​ ​คณะรัฐมนตรี​แถลงว่า​ การแทรกแซงของศาลปกครองสูงสุด​ ​ปรารถนา​ให้​การปฏิบัติการตามรัฐกําหนด​ต้อง​สะดุดหยุดลง รัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสาร​ถึง​กลับกล่าวว่า​ รัฐบาลเห็นว่าคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดมี​อยู่​จริง​ ​แต่​ไม่​มีค่าบังคับทางกฎหมายแต่ประการ​ใด

 

รัฐบาลตัดสินใจแข็งข้อ​และ​ไม่​สนองตอบคําพิพากษา​ ​แทนที่รัฐบาล​จะ​ยุบศาลทหาร​ใน​ดินแดนแอลจี​เรีย​และ​เยียวยา​ให้​ทุกอย่างกลับคืนสู่สถานะ​เดิมก่อนมีการจัดตั้งศาลทหาร​ ​รัฐบาลกลับ​ใช้​อํานาจตอบโต้คําพิพากษา​ด้วย​การเสนอร่างรัฐบัญญัติจัดตั้งศาล​ความ​มั่นคงแห่งรัฐต่อรัฐสภาอย่างรีบด่วน​

 

ร่างรัฐบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์​ ๒ ​ประการ​  ​หนึ่ง​ ​เพื่อรับรองรัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหาร​ใน​ดินแดนแอลจี​เรีย​  ​และ​สอง​ ​ปิดช่อง​ไม่​ให้​ศาลปกครอง​เข้า​มาตรวจสอบการจัดตั้งศาลทหาร​ใน​แอลจี​เรียอีก​ ​เพราะ​เมื่อออกกฎหมาย​ใน​รูปรัฐบัญญัติ​แล้ว​ ​ศาลปกครองก็​ไม่​อาจ​เข้า​มาตรวจสอบ​ได้​ ​รัฐสภา​ได้​ให้​ความ​เห็นชอบร่างรัฐบัญญัติดังกล่าว​และ​มีผลบังคับ​ใช้​เมื่อวันที่​ ๑๕ ​มกราคม​ ​ค​.​ศ​. ๑๙๖๓ ​เมื่อมีรัฐบัญญัติรับรองรัฐกําหนด​ ​ก็​เป็น​อันว่ารัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหาร​ใน​ดินแดนแอลจี​เรียหลุดพ้น​จาก​การตรวจสอบของศาลปกครองทันที​ ​อีก​ทั้ง​รัฐบัญญัติ​ยัง​มีบทบัญญัติ​ใน​มาตรา​ ๕๐ ​ซึ่ง​ยืนยัน​ให้​รัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหาร​ใน​ดินแดนแอลจี​เรียมีผลสมบูรณ์ย้อนหลังนับแต่วันที่ประกาศ​ใช้​บังคับ​ ​อีกนัยหนึ่งคือ​ ​ให้​รัฐกําหนดมีผลสมบูรณ์นับแต่​เริ่มต้นนั่นเอง

 

อีกกรณีหนึ่ง​ ​เดอ​ ​โกลล์​ต้อง​การแก้​ไขรัฐธรรมนูญ​ให้​ประธานาธิบดีมา​จาก​การเลือกตั้ง​โดย​ตรง​ ​ใน​ครั้ง​นั้น​เดอ​ ​โกลล์​ ​ประสบ​ความ​ยุ่งยาก​ใน​การหาคะ​แนนเสียง​จาก​ทั้ง​สองสภา​เพื่อสนับสนุน​ให้​มีการแก้​ไขรัฐธรรมนูญ​ ​แต่​เมื่อประ​เมินคะ​แนนนิยมของตน​แล้ว​ ​เห็นว่าประชาชน​ยัง​นิยมตนเองสูงมาก​ ​เดอ​ ​โกลล์​จึง​หนี​ไป​ใช้​ช่องทางตรา​เป็น​ร่างรัฐบัญญัติ​ ​แล้ว​ให้​ประชาชนออกเสียงประชามติ​ใน​ร่างรัฐบัญญัติ​แทน​ ​โดย​อ้างว่ากรณีดังกล่าว​เป็น​ การจัดองค์กรขององค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่ง​รัฐธรรมนูญมาตรา​ ๑๑ ​อนุญาต​ให้​ออกเสียงประชามติ​ได้​ ​กรณีนี้​ได้​รับการวิจารณ์​กัน​มาก​

 

ข้อแรก​ ​เดอ​ ​โกลล์​ไม่​ให้​ความ​เคารพต่อรัฐสภา​ซึ่ง​ต้อง​เป็น​ ด่านแรกใน​การพิจารณา​ให้​ความ​เห็นชอบร่างแก้​ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ​ ​กลาย​เป็น​ว่า​ ​ต่อไปหากประธานาธิบดี​ต้อง​การแก้​ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ​แล้ว​ประ​เมินว่า​เสียง​ใน​สภา​ไม่​เพียงพอ​หรือ​ไม่​ต้อง​การเสียเวลา​ ​ก็หันไป​ใช้​มาตรา​ ๑๑ ​แทน​

 

ข้อสอง​ ​หากประธานาธิบดี​เป็น​ที่นิยมชมชอบของประชาชน​ ​ก็​จะ​นําทุกเรื่องไปออกเสียงประชามติ​เพื่อหา​ความ​ชอบธรรม​ ​และ​อาจเสี่ยงต่อการเผด็จอํานาจแบบที่นโปเลียน​ ​โบนาปาร์ต​ ​และ​หลุยส์​ ​นโปเลียน​ ​ผู้​เป็น​หลานเคยทํามา​แล้ว​

 

ผลปรากฏว่าประชาชน​ให้​ความ​เห็นชอบตามที่​เดอ​ ​โกลล์​เสนอ​ ​ก่อนประกาศ​ใช้​ ​ส​.​ส​.​บาง​ส่วน​จึง​ได้​เข้า​ชื่อร้องขอต่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ ​แต่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ใน​คําวินิจฉัยลงวันที่​ ๖ ​พฤศจิกายน​ ๑๙๖๒ ​พิจารณา​แล้ว​ เพื่อรักษาดุลยภาพของอํานาจ​ ​รัฐบัญญัติที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​จะ​ตรวจสอบ​ความ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​ได้​นั้น​ ​หมาย​ถึง​ ​รัฐบัญญัติ​แบบที่รัฐสภาลงมติ​เท่า​นั้น​ ​ไม่​รวม​ถึง​รัฐบัญญัติ​แบบที่ประชาชนลงประชามติ​ ​เพราะ​ถือ​เป็น​การ​ใช้​อํานาจอธิปไตยของชาติ​โดย​ประชาชนทางตรง​ ​ซึ่ง​คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ต้อง​ให้​ความ​เคารพ จะ​เห็น​ได้​ว่า​ ​กรณีนี้​ทั้งๆ​ ​ที่​เดอ​ ​โกลล์บิดผันรัฐธรรมนูญ​ ​แต่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญก็​ไม่​กล้า​ ชนกับ​เดอ​ ​โกลล์​ ​เพราะ​เรื่องที่​เดอ​ ​โกลล์​ต้อง​การแก้​ไข​นั้น​ ​ผ่านการออกเสียงประชามติมา​แล้ว

 

กรณีของสหรัฐอเมริกา​ ​ประธานาธิบดีรูสเวลท์มีนโยบาย​ New Deal เพื่อแก้​ไขปัญหา​เศรษฐกิจ​ ​และ​สร้าง​ความ​เสมอภาค​และ​ความ​เป็น​ธรรม​ใน​สังคม​ ​โดย​เพิ่มบทบาทของรัฐ​ใน​การแทรกแซงเศรษฐกิจ​ ​รัฐสภา​ได้​ตรากฎหมาย​เป็น​จํานวนมากเพื่อ​ใช้​เป็น​เครื่องมือของนโยบาย​ New Deal อย่างไรก็ตาม​ ​ศาลสูงสหรัฐอเมริกา​ได้​ ล้ม​-​ขัดขวางโครงการต่างๆ​ ​ตามนโยบาย​ New Deal ด้วย​การวินิจฉัยว่ากฎหมายเหล่า​นั้น​ขัดต่อรัฐธรรมนูญ​ ​เช่น​ ​กฎหมายกู้วิกฤตเหมืองแร่​ ​กฎหมายกําหนดค่า​แรงขั้นต่ำ​ของสตรี​ ​เป็น​ต้น​

 

เมื่อนโยบาย​ New Deal ต้อง​สะดุดบ่อยครั้ง​ ​ประธานาธิบดีรูสเวลท์​จึง​ทน​ไม่​ได้​ ​ต้อง​ประกาศขู่ว่า​จะ​ผลักดัน​ให้​มีการแก้​ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปศาลสูงตามนโยบาย​ Court Packing เช่น​ ​ให้​ประธานาธิบดีมีอํานาจแต่งตั้ง​ผู้​พิพากษา​เพิ่มมากขึ้น​ ​ศาลสูงสุดมีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็น​ได้​ชัด​ ​ประกอบ​กับ​ผู้​พิพากษาศาลสูงที่ต่อต้านลัทธิ​แทรกแซงทางเศรษฐกิจ​โดย​รัฐ​ ​ได้​พ้น​จาก​ตํา​แหน่งไปหลายคน​ ​ทํา​ให้​ประธานาธิบดีรูสเวลท์มี​โอกาสแต่งตั้ง​ผู้​พิพากษา​ใหม่ๆ​ ​เข้า​ไปแทน​ ​เมื่อรัฐสภาตรากฎหมายออกมา​ใหม่​ ​(​ซึ่ง​ก็มี​เนื้อ​ความ​ทํานองเดียว​กัน​กับ​กฎหมายที่ศาลสูงเคยวินิจฉัยไป​แล้ว​ว่าขัดรัฐธรรมนูญ) ​ศาลสูงสุดก็วินิจฉัยว่าชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​

 

ก่อนหน้า​นั้น​ ​ใน​คดี​ Pollock v. Farmers’ Loan & Trust Co. ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกา​ได้​วินิจฉัยว่ารัฐสภา​ไม่​มีอํานาจตรากฎหมายเก็บภาษีทางตรงประ​เภทภาษี​เงิน​ได้​  ​ภายหลังคําพิพากษานี้​ ​รัฐสภา​จึง​ร่วม​กัน​แก้​ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ​ ​ฉบับ​ที่​ ๑๖ ​ปี​ ​ค​.​ศ​. ๑๙๑๓ ​เพื่อ​ ลบหลักการ​จาก​คําพิพากษาดังกล่าว​ ​ด้วย​การกําหนด​ใน​รัฐธรรมนูญชัดเจนเลยว่า​ ​รัฐสภามีอํานาจตรากฎหมายเก็บภาษีประ​เภทนี้​ได้

 

หรือ​ใน​กรณีของไทย​ ​หลัง​จาก​ศาลฎีกา​ได้​วินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๘๘ ​ขัดต่อรัฐธรรมนูญ​แล้ว​นั้น​ ​สมาชิกสภา​ผู้​แทนราษฏรต่าง​ไม่​พอใจ​เพราะ​เห็นว่าองค์กรตุลาการก้าวล้ำ​เข้า​มา​ใน​แดนของฝ่ายนิติบัญญัติ​ ​จึง​ได้​ตั้งคณะกรรมาธิการคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา​ ​คณะกรรมาธิการชุดนี้​เห็นว่าอํานาจ​ใน​การตี​ความ​รัฐธรรมนูญ​เป็น​อํานาจเด็ดขาดของสภา​ผู้​แทนราษฎร​ใน​ท้ายที่สุด​ ​เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างศาล​กับ​สภา​ผู้​แทนราษฎร​ซึ่ง​อาจเกิดขึ้น​ได้​อีก​ใน​อนาคต​ ​ผู้​ร่างรัฐธรรมนูญ​ฉบับ​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๘๙ ​จึง​กําหนด​ให้​มีองค์กรพิ​เศษทําหน้าที่นี้​โดย​เฉพาะ​ ​ด้วย​การจัดตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้น​เป็น​ครั้งแรก​ ​เพื่อทําหน้าที่วินิจฉัยว่าบทบัญญัติ​แห่งกฎหมาย​ใด​มีข้อ​ความ​แย้ง​หรือ​ขัดต่อรัฐธรรมนูญ​หรือ​ไม่​

 

จะ​เห็น​ได้​ว่าการ​ใช้​อํานาจตอบโต้​กัน​ระหว่างฝ่ายบริหาร​หรือ​ฝ่ายนิติบัญญัติ​กับ​ฝ่ายตุลาการ​เป็น​เรื่องปกติ​ ​ไม่​ได้​หมาย​ความ​ว่า​เมื่อองค์กรตุลาการมี​ความ​เป็น​อิสระ​แล้ว​จะ​หลุดลอย​จาก​หลักการแบ่งแยกอํานาจ​ ​ความ​อิสระขององค์กรตุลาการ​เป็น​ความ​อิสระภาย​ใต้​การตอบโต้ขององค์กรทางการเมือง​อื่น​ ​อย่างไรก็ตาม​ ​การ​ใช้​อํานาจขององค์กรทางการเมืองเพื่อตอบ​โต้อง​ค์กรตุลาการ​จะ​เป็น​ไป​ได้​มากน้อยเพียง​ใด​ ​ย่อมขึ้น​กับ​บริบททางการเมือง​ใน​ขณะ​นั้น​ ​ดังกรณีของประธานาธิบดี​เดอ​ ​โกลล์​ ​และ​ประธานาธิบดีรูสเวลท์ที่กล้าชน​กับ​ศาล​เพราะ​ประ​เมินว่าตน​ยัง​มีคะ​แนนนิยม​จาก​ประชาชนอย่างสูง​

 

-๑๐-

 

ประชาธิปไตยคืออะ​ไร? อาจ​เป็น​คําถามที่ตอบยาก​ ​แต่อย่างน้อยประชาธิปไตยก็มีสาระสําคัญพื้นฐาน​อยู่​ ​ก็คือ​ ​การปกครอง​โดย​เสียงข้างมาก​ ​และ​เสียงข้างมาก​ต้อง​เคารพ​และ​ไม่​ไปข่มเหงรังแกเสียงข้างน้อย​ ​ใน​ขณะ​เดียว​กัน​ ​เสียงข้างน้อย​ต้อง​อดทนต่อกฎเกณฑ์ที่มา​จาก​มติของเสียงข้างมาก​ ​และ​อดทนรณรงค์ทางการเมืองเพื่อรอวันกลับไป​เป็น​เสียงข้างมาก​

 

แน่ละ​ ​การปกครอง​ใน​ระบอบประชาธิปไตย​ไม่​ได้​มี​เพียงการเลือกตั้ง​ ​ตรง​กัน​ข้าม​ ​ประชาธิปไตย​ยัง​ต้อง​มีการคุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​ ​การแสดง​ความ​คิดเห็นอย่างเสรี​ ​การมี​ส่วน​ร่วมของประชาชน​ ​การชุมนุมประท้วง​ ​อย่างไรก็ตาม​ ​การเลือกตั้งก็​เป็น​มาตรฐานขั้นต่ำ​ของการปกครองประชาธิปไตย​ ​เรา​จะ​มี​เครื่องมือ​ใด​ที่​ใช้​วัด​ความ​นิยมทางการเมือง​ได้​ดี​เท่า​นี้​ ​หรือ​ต้อง​ให้​ผู้​มีบารมี​-​คุณธรรม​เท่า​นั้น​หรือ​ที่มีสิทธิออกมาบอก​ได้​ว่านายกรัฐมนตรี​ต้อง​เป็น​ใคร​ ​รัฐบาล​ต้อง​เป็น​ใคร?

 

ตลอดหกสิบปีของประชาธิปไตยแบบไทยๆ​ ​(​ใช้​ปี​ ๒๔๙๐ ​หลังเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่​ ๘ ​ไปหนึ่งปี​เป็น​เกณฑ์​ ​เพราะ​เป็น​ปีที่รัฐประหารรัฐบาลประชาธิปไตยยกเลิกรัฐธรรมนูญ​ ๒๔๘๙ ​อัน​เป็น​รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด​ฉบับ​หนึ่ง​ ​เป็น​จุดเริ่มต้นของประ​เพณีรัฐประหาร​-​วงจรอุบาทว์ของการปกครองไทย​ ​และ​เป็น​ปีที่อุดมการณ์คณะราษฎร​ ๒๔ ​มิถุนายน​ ๒๔๗๕ ​เริ่มถูกกําจัดจนหายไป​จาก​การเมืองไทย) ​มี​ความ​พยายามลดคุณค่าของการเลือกตั้ง​ ​ให้​การเลือกตั้ง​เป็น​เรื่องสกปรก​ ​มี​แต่การซื้อเสียง​ ​ประชาชน​ผู้​ลงคะ​แนน​เป็น​คนโง่​ ​นักการเมือง​เป็น​ปีศาจ​ ​การเมืองแบบ​ผู้​แทน​เป็น​เรื่องเหลวไหล​ ​มี​แต่​เอาชนะคะคาน​และ​มุ่งหาผลประ​โยชน์​

 

ความ​พยายามเช่นนี้มี​เพื่ออะ​ไร?

 

ก็​เพราะ​ว่าหากการเลือกตั้ง​และ​การเมือง​ใน​ระบบรัฐสภาถูกลดคุณค่าจนต่ำ​เตี้ยติดดิน​แล้ว​ ​ย่อมทํา​ให้​อํานาจของ​ผู้​อวดอ้างว่าตนมีบารมี​ ​มีคุณธรรม​ ​มีการศึกษา​ ​และ​ผู้​ที่อ้างว่าตน​ไม่​อยากไปแปดเปื้อน​กับ​การเมืองสกปรก​ ​สูงเด่นขึ้นมา​แทน​ ​เมื่อประชาชนเหม็นเบื่อ​กับ​การเมือง​ใน​ระบบรัฐสภา​ ​ก็​จะ​ไปเรียกหา​ผู้​อวดอ้างว่าตนมีบารมี​ ​มีคุณธรรม​เข้า​มา​แทนที่นั่นเอง

 

ผู้​เขียนเห็นว่า​ ​ข้อเสนอเรื่อง​ ตุลาการภิวัตน์และ​ปรากฏการณ์​ ตุลาการภิวัตน์เป็น​ส่วน​หนึ่งของการลดทอนคุณค่าประชาธิปไตย​ ​ด้วย​การตําหนิการเมือง​ใน​ระบบ​ผู้​แทน​ ​และ​หันไปเชิดชูสถาบันจารีตนิยมอย่างองค์กรตุลาการ​

 

ใน​ความ​เห็นของ​ผู้​เขียน​ ​ปรากฏการณ์​ ตุลาการภิวัตน์อัน​เป็น​ผลต่อ​เนื่อง​จาก​พระราชดํารัส​ ๒๕ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​ต่อ​เนื่องจาก​ข้อเสนอของธีรยุทธ​ ​บุญมี​ ​และ​ต่อ​เนื่อง​จาก​รัฐประหาร​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ ​ไม่​เพียงแต่​ไม่​ช่วย​แก้​ไขปัญหาวิกฤตการเมือง​ ​ตรง​กัน​ข้าม​ ​ยัง​ทํา​ให้​ระบบกฎหมาย​และ​กระบวนการยุติธรรมถูกท้าทาย​-​สั่นคลอนอย่าง​ไม่​เคยปรากฏมาก่อน​  ​หลายครั้ง​ ตุลาการภิวัตน์ อาจบังคับ​ให้​คน​ต้อง​เคารพ​ ​อาจสะกด​ให้​คนเห็นต่าง​ต้อง​สยบยอม​ ​แต่นั่น​ไม่​ได้​หมาย​ความ​ว่าพวก​เขา​ยอมรับนับถือ​ ตุลาการภิวัตน์ใน​ทุกกรณี​  ​ตรง​กัน​ข้าม​ ​อาจ​เป็น​เพราะ​พวก​เขา​หวั่นเกรง​ใน​อํานาจ​ ​(​ทั้ง​ทางการ​และ​ไม่​เป็น​ทางการ) ​มากกว่า​ ​ต้อง​ไม่​ลืมว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญๆ​ ​ใน​ประวัติศาสตร์การเมืองของหลายประ​เทศ​ ​ล้วน​แล้ว​แต่​เกิด​จาก​การที่ประชาชนรู้สึกว่า​ไม่​มี​ความ​ยุติธรรม

 

ต่อคําถามว่า​ ​ณ​ ​เวลานี้​ ​ขบวนการ​ ตุลาการภิวัตน์จบ​หรือ​ยัง?

 

กับ​คําถามนี้​ ​ผู้​เขียนคงตอบ​ไม่​ได้​ ​นอกเสีย​จาก​แนะนํา​ให้​พิจารณา​ไปที่รัฐบาลปัจจุบัน​ ​พินิจดูว่านายกรัฐมนตรีคือใคร​ ​มา​จาก​พรรค​ใด​ ​เข้า​มา​เป็น​รัฐบาล​ได้​เพราะ​อะ​ไร​ ​มี​ใครสนับสนุน​อยู่​ ​แล้ว​ท่านอาจ​ได้​คําตอบชัดเจนว่า​ ​นับ​จาก​นี้​ ตุลาการภิวัตน์จะ​ยุติบทบาท​หรือ​บรรเทา​เบาบางลง​หรือ​ไม่?

 

...............

 

หนังสือเล่มนี้​เป็น​การรวบรวมบท​ความ​ของ​ผู้​เขียนตลอดสองปีที่ผ่านมา ​แก่นกลางของหนังสือ​อยู่​ที่การทํา​ความ​เข้า​ใจต่อบทบาทขององค์กรตุลาการ​ใน​ประชาธิปไตย​ ​การวิจารณ์คําพิพากษา​หรือ​คําวินิจฉัย​ใน​คดีที่​เกี่ยว​กับ​การเมือง​ ​และ​มีบางบท​ความ​เกี่ยว​กับ​พระราชอํานาจ​และ​บทบาทของกษัตริย์ตามระบอบประชาธิปไตยอันต่อ​เนื่อง​มา​จาก​หนังสือรวมบท​ความ​เล่มแรกของ​ผู้​เขียน​ ​อาจกล่าว​ได้​ว่า​ ​หนังสือเล่มนี้ประกอบไป​ด้วย​บท​ความ​ที่​เป็น​ ปฏิกิริยาต่อกระบวนการ​ ตุลาการภิวัตน์” (ถ้า​หาก​จะ​เรียกเช่น​นั้น)​ ​ที่ดํารง​อยู่​ใน​สังคมไทยนับแต่พระราชดํารัส​ ๒๕ ​เมษายน​ ๒๕๔๙

 

เจตนาของ​ผู้​เขียน​ไม่​ได้​ต้อง​การ​ รื้อ​-​ล้มอํานาจตุลาการ​ ​หรือ​เปลี่ยนแปลง​ให้​องค์กรตุลาการ​ต้อง​มา​จาก​การเลือกตั้งเพื่อสร้าง​ความ​ชอบธรรมทางการเมือง​ ​เพียงแต่​เห็นว่า​ ตุลาการภิวัตน์ที่ผ่านมา ไม่​สอดคล้อง​กับ​หลักการนิติรัฐ​-​ประชาธิปไตย​ ​และ​ข้อเสนอ​ ตุลาการภิวัตน์ของธีรยุทธ​ ​บุญมี​ ​ไม่​ถูก​ต้อง​ ​เป็น​การนํามาพูด​ไม่​หมด​ ​ตุลาการภิวัตน์​เวอร์ชั่นธีรยุทธ​ ​บุญมี​ ​ไม่​มีอะ​ไรมากไปกว่าการประดิษฐ์ถ้อยคําสวยหรู​ ​และ​หยิบยกกรณีของต่างประ​เทศมา​เพียงแต่ชื่อ​โดย​จงใจละทิ้งเนื้อหาสาระสําคัญ​ ​ทั้ง​นี้ก็​เพื่อนํามารับ​ใช้​ความ​คิดบางประการของ​เขา​เท่า​นั้น​เอง​

 

ตุลาการภิวัตน์ตลอดสามปี​ ​มี​แต่การปราบปรามนักการเมือง​ ​ไม่​ได้​มีการขยาย​ความ​คุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​ ​ไม่​ได้​ควบคุมองค์กร​ผู้​ใช้​อํานาจมหาชนมิ​ให้​ใช้​อํานาจตามอํา​เภอใจอันอาจกระทบต่อสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​

 

ผู้​เขียนเห็นว่าองค์กรตุลาการ​ต้อง​ตระหนักเรื่องการจํากัดอํานาจตนเอง​ (Self-restreint) มิฉะ​นั้น​ ตุลาการภิวัตน์ที่ปรารถนา​ ​ก็​เป็น​ได้​เพียง​ ตุลาการพิฆาตที่​ไม่​ “-ภิวัตน์ให้​สังคมก้าวหน้า​ ​ที่​ไม่​ “-ภิวัตน์เรื่องสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​ ​ที่​ไม่​ “-ภิวัตน์เรื่องรักษาดุลยภาพของอํานาจ​ ​แต่กลับ​ พิฆาตศัตรูทางการเมือง​ พิฆาตนักการเมือง​ใน​ระบบ​ผู้​แทน​ ​และ​ พิฆาตนักการเมืองขั้วเดียว​-​ขั้วเดิม​ซ้ำ​แล้ว​ซ้ำ​เล่า

 

บท​ความ​ต่างๆ​ ​ที่นํามารวมเล่ม​ใน​ครั้งนี้​ ​ยัง​คงเจตนารมณ์​เดิมเช่นเล่มที่​แล้ว​ ​คือ​ ​เป็น​บท​ความ​ที่​เคยเผยแพร่ผ่านสื่อ​ใน​วงกว้าง​ ​เขียน​ด้วย​ภาษาที่บุคคล​ทั่ว​ไป​สามารถ​เข้า​ใจ​ได้​โดย​ไม่​ต้อง​ใช้​กระ​ไดปีนขึ้นไปอ่าน​ ​เป็น​บท​ความ​ที่​ไม่​สมควรนํา​ไป​ใช้​ขอตํา​แหน่งทางวิชาการ​ ​เพราะ​ไม่​มีรูปแบบตามมาตรฐานวิชาการที่​ต้อง​มีการอ้างอิง​ ​เชิงอรรถ​และ​เค้า​โครง​ ​อย่างไรก็ตาม​ ​ผู้​เขียน​ได้​รวบรวมหนังสือ​ ​และ​บท​ความ​ที่​ผู้​เขียนอ่าน​และ​ใช้​ประกอบการเขียน​ ​หรือ​อ่าน​แล้ว​จุดประกาย​ให้​เขียน​ ​ไว้​ใน​ท้ายหนังสือ​แล้ว​ ​หาก​ผู้​ใด​สนใจตรวจสอบ​ความ​ถูก​ต้อง​หรือ​ต้อง​การ​ค้น​คว้า​เพิ่มเติม​ ​ก็​สามารถ​พลิกไปดูรายชื่อเอกสารเหล่า​นั้น​ได้​ที่ท้ายเล่ม​

 

หนังสือเล่มนี้​จะ​เกิดขึ้น​ไม่​ได้​เลย​ ​หาก​ไม่​มีสํานักพิมพ์​โอเพ่น​ ​และ​พี่​โญ​-​ภิญโญ​ ​ไตรสุริยธรรมา​ ​ที่ตัดสินใจกล้าพิมพ์รวมเล่มออกจําหน่าย​ ​ทั้ง​ที่รู้ดีว่าหนังสือประ​เภทนี้​ไม่​ก่อ​ให้​เกิดราย​ได้​แต่อย่าง​ใด​ ​ยิ่งไปกว่า​นั้น​อาจกระทบต่อ​ความ​มั่นคงของสํานักพิมพ์ก็​เป็น​ได้​ ​เพราะ​เนื้อหาของหนังสือ​ไม่​ถูกจริตต่อกลุ่มคนจารีตนิยม​-​อนุรักษนิยม​ ​ซึ่ง​ครอบงําสังคมไทย​อยู่​ใน​ปัจจุบัน​ ​นอก​จาก​พี่​โญ​จะ​ลงทุนพิมพ์รวมเล่ม​ให้​แล้ว​ ​ยัง​คิดชื่อเก๋ๆ​ ​ตามสไตล์พี่​โญ​ให้​กับ​หนังสือเล่มนี้​ด้วย​ ​ผู้​เขียน​ยัง​ต้อง​ขอบคุณ​ ​จุ๊​-​บุญชัย​ ​แซ่​เงี้ยว​ ​ที่​เป็น​ธุระ​ใน​การพิสูจน์อักษร​และ​หมั่นทวงงานของ​ผู้​เขียนอย่างกระตือรือร้น​ ​รวม​ทั้ง​ต้อง​ขอบคุณ​ ​ตี๋​-​ธีรณัฏฐ์​ ​ขวัญกิจประณิธิ​ ​ที่ออกแบบ​และ​วาด​ได้​ สวยซึ่ง​สวย​ทั้ง​ใน​แง่รูปภาพสวยงาม​ ​และ​สวย​ทั้ง​ใน​แง่สื่อ​ความ​หมาย

 

ขออนุญาตขอบคุณ​ ​รศ​.​ดร​.​วิษณุ​ ​วรัญญู​ ​ตุลาการศาลปกครองสูงสุด​ ​ที่สละ​เวลามา​เขียนคํานิยม​ให้​กับ​หนังสือเล่มนี้​ ​แม้ว่า​โดย​สถานะของท่าน​แล้ว​ ​อาจดูยากลําบาก​ใน​การมา​เขียนคํานิยม​ให้​กับ​หนังสือที่มี​เนื้อหา​เช่นนี้​

 

เมื่อครั้งที่​ผู้​เขียน​เป็น​นักศึกษา​ ​ได้​มี​โอกาสเรียนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ​กับ​อาจารย์วิษณุ​ ​จนเมื่อ​ผู้​เขียน​ได้​เข้า​เป็น​อาจารย์ประจําคณะนิติศาสตร์​ ​มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ ​อาจารย์วิษณุ​ได้​เปิดโอกาสให้​ผู้​เขียนร่วมติววิชากฎหมายรัฐธรรมนูญของท่าน​ ​หลายโอกาสท่าน​ได้ให้​กําลังใจ​กับ​การแสดง​ความ​เห็นต่อสาธารณะของพวกเรากลุ่ม ๕ ​อาจารย์นิติศาสตร์​ ​มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ผู้​เขียนขอบคุณ​ ​รศ​.​ดร​.​วรเจตน์​ ​ภาคีรัตน์, รศ​.​ประสิทธิ์​ ​ปิวาวัฒนพานิช, ดร​.​ฐาปนันท์​ ​นิพิฏฐกุล​ ​และ​อาจารย์ธีระ​ ​สุธีวรางกูร​ ​ที่ร่วม​กัน​ออกแถลงการณ์สาธารณะ​ใน​นามกลุ่ม​ ๕ ​อาจารย์นิติศาสตร์​ ​มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ ​มาตลอดนับตั้งแต่​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ ​พวกเราร่วมรับ​ทั้ง​ดอกไม้​และ​ก้อนอิฐมา​ด้วย​กัน​เกือบ​ ๓ ​ปี​

 

ต้อง​ไม่​ลืมที่​จะ​ขอบคุณ​ ​พี่ลาภ​-​บุญลาภ​ ​ภูสุวรรณ​ ​จาก​ประชาชาติธุรกิจ​ ​พี่ยุ้ย​-​พิณผกา​ ​งามสม​ ​และ​ทีมงานประชา​ไท​ ​พี่ปุ๊​- ​ธนาพล​ ​อิ๋วสกุล​ ​และ​ทีมงานฟ้า​เดียว​กัน​ ​ที่​เปิดโอกาส​ให้​ผู้​เขียน​ได้เผยแพร่บท​ความ​ ​ท้ายสุด​ ​ขอบคุณสมาชิกเว็บบอร์ดฟ้า​เดียว​กัน​ทุกท่านที่ร่วม​กัน​ถกเถียงอย่างสร้างสรรค์

 

ผู้​เขียนหวังว่าหนังสือเล่มนี้​จะ​เป็น​ตัวลดทอนพลัง​ ตุลาการภิวัตน์แบบไทยๆ​ ​ที่ครอบงําสังคม​อยู่​ใน​ปัจจุบัน​ ​และ​สะกิด​ให้​สังคมไทย​ได้​ฉุกคิดว่าองค์กรตุลาการ​ไม่​ได้​อยู่​เหนือประชาธิปไตย​ ​แต่​เป็น​ส่วน​หนึ่งของประชาธิปไตยเช่นเดียว​กัน​กับ​องค์กร​อื่นๆ​ ​อํานาจ​และ​ความ​อิสระที่นิติรัฐ​-​ประชาธิปไตยหยิบยื่น​ให้​องค์กรตุลาการ​ ​ก็​เพื่อ​ให้​นํามา​ใช้​ปกป้องนิติรัฐ​และ​ประชาธิปไตย​ ​หา​ใช่​ให้​นํามา​ใช้​เพื่อทําลายนิติรัฐ​และ​ประชาธิปไตย​ไม่

 

ด้วย​ความ​เชื่อมั่นว่า​ ​วันหนึ่งสังคมไทย​จะ​มีองค์กรตุลาการประดุจเฮอร์คิวลีส​ ​ที่​ใช้​และ​ตี​ความ​กฎหมายอย่าง​ ก้าวหน้า​-​สร้างสรรค์ตามจินตภาพของดวอร์กิ้น​ ​มิ​ใช่​องค์กรตุลาการที่​เป็น​ผู้​ถือขวานไปตัดต้นไม้​แทนช่างไม้ดังเช่นข้อคิดของเล่าจื๊อ​

        

 

                                                   ​ปิยบุตร​ ​แสงกนกกุล

       ๑๖ ​มกราคม​ ๒๕๕๒

วันครบรอบ​ ๔๐ ​ปี​ ​แยน​ ​พาลัค​ (Jan Palach)

นักศึกษาหนุ่มชาวเชโกสโลวะ​เกียเผาตัวประท้วงการบุก​เข้า​ยึดครองเชโกสโลวะ​เกีย​โดย​สหภาพโซเวียต​    

 

ณ​ ​หอพักนักศึกษา​ ​มหาวิทยาลัย​ Nantes ประ​เทศฝรั่งเศส​

 

ที่มา: บทนำ​จาก​หนังสือชื่อเรื่อง​ ใน​พระปรมาภิ​ไธย​ ​ประชาธิปไตย​ ​และ​ตุลาการ ​ของปิยบุตร​ ​แสงกนกกุล​, ​สำ​นักพิมพ์​โอเพ่นบุ๊คส์​, ​กุมภาพันธ์​ ๒๕๕๒