
แด่ สุพจน์ ด่านตระกูล (๒๔๖๖-๒๕๕๒)
ผู้อุทิศตนให้กับ "สัจจะ" ทางประวัติศาสตร์ และความคิด "วิทยาศาสตร์สังคม"
----------
"มักจะมีผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการทำหน้าที่ตัดสินลงโทษอยู่เหนือความเป็นความตายของผู้อื่น
ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเปรียบได้กับสามัญชนผู้ถือขวานไปตัดต้นไม้แทนช่างไม้ผู้ยิ่งยง
ผู้ถือขวานแทนช่างไม้ยากนักจะหนีพ้นบาดแผลจากคมขวาน"
เล่าจื๊อ, เต๋าเต็กเก็ง
-๑-
หลักนิติรัฐ-ประชาธิปไตยเรียกร้องให้มีการแบ่งแยกอํานาจ คือ อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการ ซึ่งทั้งสามอํานาจนี้ต่างตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ดังที่มาตรา ๑๖ ของปฏิญญาสิทธิมนุษยชนและพลเมือง ค.ศ. ๑๗๘๙ ของฝรั่งเศสบัญญัติไว้ว่า “สังคมใดที่ไม่มีการคุ้มครองสิทธิ ไม่มีการแบ่งแยกอํานาจ สังคมนั้นไม่ถือว่ามีรัฐธรรมนูญ”
ในส่วนขององค์กรตุลาการ นอกจากจะมีอํานาจหน้าที่วินิจฉัยคดีที่เอกชนเป็นคู่พิพาทกันเองแล้ว องค์กรตุลาการยังเข้ามามีบทบาทควบคุมองค์กรนิติบัญญัติและองค์กรบริหารอีกด้วย กล่าวคือ องค์กรตุลาการมีอํานาจหน้าที่ควบคุมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นโดยองค์กรนิติบัญญัติมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และองค์กรตุลาการมีอํานาจหน้าที่ควบคุมการกระทําของฝ่ายบริหารให้ชอบด้วยกฎหมาย องค์กรตุลาการจึงเป็นกลไกสําคัญสําหรับนิติรัฐ-ประชาธิปไตยในฐานะเป็นผู้พิทักษ์นิติรัฐ-ประชาธิปไตย ควบคุมให้การกระทําขององค์กรผู้ใช้อํานาจมหาชนทั้งหลายเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และป้องกันไม่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารใช้อํานาจตามอําเภอใจ อันอาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้
กล่าวสําหรับประเทศไทย ในสมัยระบอบเก่า เดิมอํานาจตุลาการเป็นของกษัตริย์ตามคติสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหากษัตริย์ในฐานะองค์อธิปัตย์ทรงเป็นเจ้าของและใช้อํานาจอธิปไตยแต่เพียงพระองค์เดียว อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ที่พระมหากษัตริย์จะทรงสามารถกระทําการทุกอย่างได้ด้วยพระองค์เองเพียงลําพัง จึงมีการแต่งตั้งข้าราชการไปปฏิบัติหน้าที่วินิจฉัยคดีในนามของพระมหากษัตริย์ แต่ถึงกระนั้นอํานาจตุลาการก็ยังอยู่ในพระหัตถ์ของพระมหากษัตริย์
จนกระทั่งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยฉบับแรกของไทย ได้ “ดึง” อํานาจอธิปไตยซึ่งเดิมเป็นของกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้มาเป็นของประชาชน และยกกษัตริย์ขึ้นเป็นประมุขของประเทศ โดยไม่มีพระราชอํานาจในทางการบริหารบ้านเมืองอย่างแท้จริง หากเป็นสัญลักษณ์และศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ อํานาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการที่เคยรวมศูนย์อยู่กับกษัตริย์ก็แยกออกจากกัน โดยอํานาจนิติบัญญัติกษัตริย์ทรงต้องใช้ตามคําแนะนําและยินยอมของรัฐสภา อํานาจบริหารกษัตริย์ทรงต้องใช้ตามคําแนะนําและยินยอมของรัฐมนตรี และอํานาจตุลาการกษัตริย์ทรงต้องใช้ตามคําแนะนําและยินยอมของศาล การกระทําของกษัตริย์ในทางการเมืองต้องมีผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการเสมอ นั่นคือ ผู้ลงนามสนองฯ เป็นผู้กระทําและรับผิดชอบ ส่วนการกระทําของกษัตริย์เป็นแต่เพียงในนามเท่านั้น
ในอดีต ศาลไทยเคยมีคําพิพากษาที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และปกป้องนิติรัฐ-ประชาธิปไตยอยู่มากพอควร สมควรยกตัวอย่างสักสองกรณี
กรณีแรก ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีได้ยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านประเทศไทย และรัฐบาลจอมพล ป. ได้ประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๔๘๕
ภายหลังสงครามสิ้นสุด รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรตราพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ. ๒๔๘๘ เพื่อลงโทษผู้กระทําการตามที่กฎหมายนี้ถือว่าเป็นอาชญากรสงคราม ไม่ว่าการกระทํานั้นจะกระทําก่อนหรือหลังกฎหมายนี้ใช้บังคับก็ตาม
ต่อมาเมื่อมีการจับกุมบุคคลดําเนินการฟ้องดคี ศาลฎีกาซึ่งทําหน้าที่เป็นศาลอาชญากรสงคราม ได้มีคําพิพากษาคดีอาชญากรสงครามที่ ๑/๒๔๘๙ ว่า พระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ. ๒๔๘๘ เฉพาะที่ลงโทษการกระทําก่อนวันใช้กฎหมายนี้ เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง จึงขัดกับรัฐธรรมนูญ
ในคดีนี้ ศาลฎีกาได้ยืนยันถึงอํานาจของตนในการพิจารณาว่ากฎหมายที่ตราโดยรัฐสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ ด้วยเหตุผลหลายประการ
ประการแรก ศาลเป็นผู้ใช้กฎหมาย การพิจารณาว่าอะไรเป็นกฎหมาย หรือกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดีนั้นถูกต้องหรือไม่ ย่อมเป็นอํานาจของศาล
ประการที่สอง ในนามของหลักการแบ่งแยกอํานาจ แต่ละอํานาจย่อมยับยั้งและถ่วงดุลกัน เมื่อสภาผู้แทนราษฎรตรากฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลก็ย่อมมีอํานาจบอกถึงความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น
ประการที่สาม ในนามของหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ จําเป็นต้องมีองค์กรชี้ขาดว่ากฎหมายใดขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากให้รัฐสภาเป็นผู้ชี้ขาดก็คงไม่เหมาะสม เพราะเป็นการพิจารณากฎหมายที่รัฐสภาตราขึ้นเอง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่พอใจที่ศาลล่วงล้ำเข้ามาในแดนอํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติ จึงได้ตั้งคณะกรรมาธิการคณะหนึ่ง จํานวน ๗ คน ประกอบด้วยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อดีตประธานศาลฎีกา และผู้เชี่ยวชาญนิติศาสตร์ คณะกรรมาธิการชุดนี้เห็นว่าอํานาจในการตีความรัฐธรรมนูญเป็นอํานาจเด็ดขาดของสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตาม เพื่อยุติข้อขัดแย้งระหว่างศาลและสภาผู้แทนราษฎร ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๔๘๙ จึงกําหนดให้มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อทําหน้าที่วินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีข้อความแย้งหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
กรณีที่สอง ภายหลังคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) รัฐประหารรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี ๒๕๓๔ รสช. ได้ออกประกาศ รสช.ฉบับที่ ๒๖ เกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สิน มีคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาและมีประเด็นว่าประกาศ รสช.ฉบับที่ ๒๖ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลฎีกาในคําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๑๓/๒๕๓๖ ยืนยันว่า ศาลฎีกามีอํานาจในการพิจารณาว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดจะใช้บังคับแก่คดีได้หรือไม่ และรวมถึงการพิจารณาว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เว้นเสียแต่ว่ารัฐธรรมนูญกําหนดให้องค์กรอื่นเป็นผู้มีอํานาจพิจารณา กรณีนี้ แม้รัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔ จะบัญญัติให้มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญทําหน้าที่ดังกล่าว แต่ก็จํากัดเฉพาะการพิจารณาบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔ เท่านั้น ไม่รวมถึงการพิจารณาว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งกับธรรมนูญการปกครอง ๒๕๓๔ (ฉบับก่อน) ดังนั้น จึงเป็นอํานาจของศาลที่จะวินิจฉัยในประเด็นนี้ตามหลักกฎหมายทั่วไป
ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า อํานาจของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน (คตส.) ตามประกาศ รสช.ฉบับที่ ๒๖ ข้อ ๒ และข้อ ๖ “เท่ากับว่าเป็นการสั่งลงโทษสั่งริบทรัพย์สินในทางอาญานั้นเอง และมิได้ให้สิทธิแก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือบุคคลอื่นซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริง นําคดีไปฟ้องร้องให้เป็นอย่างอื่นได้ อํานาจของ คตส.ดังกล่าวจึงเป็นอํานาจเด็ดขาด แตกต่างจากอํานาจในการวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งไม่มีอํานาจลงโทษบุคคล” ดังนั้น ประกาศ รสช.ฉบับนี้จึง “มีผลเป็นการตั้ง ‘คณะบุคคลที่มิใช่ศาล’ ให้มีอํานาจทําการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเช่นเดียวกับศาล อันขัดต่อประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะรัฐธรรมนูญทุกฉบับมีบทบัญญัติให้การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอํานาจของศาล และการตั้งศาลขึ้นใหม่เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะแทนศาลที่มีอยู่ตามกฎหมาย จะกระทํามิได้”
นอกจากนี้ ศาลฎีกายังเห็นว่า อํานาจของ คตส. ในการประกาศยึดทรัพย์สินของนักการเมืองที่ร่ำรวยผิดปกติให้ตกเป็นของแผ่นดิน ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะได้มาก่อนหรือหลังประกาศใช้ประกาศ รสช.ฉบับนี้ เป็นการออกและใช้กฎหมายที่มีโทษทางอาญาย้อนหลังไปลงโทษบุคคล ซึ่งรัฐธรรมนูญทุกฉบับมีบทบัญญัติห้ามกระทําเช่นนั้น จึงถือได้ว่าประกาศฉบับนี้ขัดต่อประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
-๒-
ปลายปี ๒๕๔๘ ต่อต้นปี ๒๕๔๙ มีการชุมนุมของกลุ่มบุคคลที่ใช้ชื่อว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” อย่างต่อเนื่องยาวนาน เพื่อขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนําไปสู่การเรียกร้องขอ
นายกรัฐมนตรีพระราชทานโดยอ้างมาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่าพระองค์ไม่สามารถกระทําได้ เพราะ “...ขอนายกฯ พระราชทาน ไม่ใช่เป็นเรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบ ขอโทษ พูดแบบมั่ว แบบไม่ ไม่ ไม่มีเหตุมีผล”
จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียด นายกรัฐมนตรีจึงตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ ด้วยหวังว่าการเลือกตั้งใหม่จะเป็นทางออกของความขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าว อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมฝ่ายค้านปฏิเสธไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะเห็นว่าการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่ถูกต้องชอบธรรม พรรคไทยรักไทยยังคงเดินหน้าลงสมัครรับเลือกตั้ง ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็กล่าวหาว่าพรรคไทยรักไทยพยายามจ้างวานให้พรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัคร เพื่อให้การเลือกตั้ง “สมประกอบ”
สถานการณ์การเมืองในขณะนั้น ไม่ชัดเจนแน่นอน มีแต่ความตึงเครียด และสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการเผชิญหน้าที่รุนแรงมากขึ้น ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรยังไม่ได้สมาชิกครบ ๕๐๐ คนนั้นเอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดํารัสต่อตุลาการปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ ความว่า
...ที่ได้ปฏิญาณนั้นมีความสําคัญมาก เพราะว่ากว้างขวาง หน้าที่ของผู้พิพากษา หน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปกครอง มีหน้าที่กว้างขวางมาก ซึ่งเกรงว่า ท่านอาจจะนึกว่า หน้าที่ของผู้ที่เป็นศาลปกครองมีขอบข่ายที่ไม่กว้างขวาง ที่จริงกว้างขวางมาก
ในเวลานี้อาจจะไม่ควรพูด แต่อย่างเมื่อเช้านี้เอง ได้ยินเขาพูดเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง และโดยเฉพาะเรื่องเลือกตั้งของผู้ที่ได้คะแนน ได้แต้มไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เขาเลือกตั้งอยู่คนเดียว
ซึ่งมีความสําคัญ เพราะว่าถ้าไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เขาคนเดียว ในที่สุดการเลือกตั้งไม่ครบสมบูรณ์ ไม่ทราบว่า เกี่ยวข้องกับท่านหรือเปล่า แต่ความจริงน่าจะเกี่ยวข้องเหมือนกัน เพราะว่าถ้าไม่มีจํานวนผู้ที่ได้รับเลือกตั้งพอ ก็กลายเป็นว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยดําเนินการไม่ได้ แล้วถ้าดําเนินการไม่ได้ ที่ท่านได้ปฏิญาณเมื่อตะกี้นี้ ก็เป็นหมัน ถึงบอกว่าจะต้องทําทุกอย่าง เพื่อให้การปกครองแบบประชาธิปไตยต้องดําเนินการไปได้ ท่านก็เลยทํางานไม่ได้ และถ้าท่านทํางานไม่ได้ ก็มีทางหนึ่ง ท่านอาจจะต้องลาออก เพราะไม่ได้มีการแก้ไขปัญหา ไม่ได้แก้ปัญหาที่มีอยู่ ต้องหาทางแก้ไขได้
เขาอาจจะบอกว่า ต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็บอกไม่ใช่เรื่องของตัว ศาลรัฐธรรมนูญว่า เป็นการร่างรัฐธรรมนูญ ร่างเสร็จแล้วก็ไม่เกี่ยวข้อง เลยขอร้องว่าท่านอย่าไปทอดทิ้งความปกครองแบบประชาธิปไตย การปกครองแบบที่จะทําให้บ้านเมืองดําเนินการผ่านออกไปได้
แล้วก็อีกข้อหนึ่ง การที่จะ ที่บอกว่า มีการยุบสภา และต้องเลือกตั้งภายใน ๓๐ วัน ถูกต้องหรือไม่ ไม่พูดเลย ไม่พูดกันเลย ถ้าไม่ถูก ก็จะต้องแก้ไข แต่ก็อาจจะให้การเลือกตั้งนี้เป็นโมฆะหรือเป็นอะไร ซึ่งท่านจะมี จะมีสิทธิ ที่จะบอกว่า อะไรที่ควร ที่ไม่ควร
ไม่ได้บอกว่ารัฐบาลไม่ดี แต่ว่าเท่าที่ฟังดู มันเป็นไปไม่ได้ คือการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย เลือกตั้งพรรคเดียว คนเดียว ไม่ใช่ทั่วไป ทั่วแต่ในแห่งหนึ่งมีคนที่สมัครเลือกตั้งคนเดียว มันเป็นไปไม่ได้ ไม่ ไม่ใช่เรื่องของประชาธิปไตย เมื่อไม่เป็นประชาธิปไตย ท่านก็พูดกันเองว่า ท่านต้องดูเกี่ยวข้องกับเรื่องของการปกครองให้ดี
ตรงนี้ขอฝาก อย่างดีที่สุดถ้าเกิดท่านจะทําได้ ท่านลาออก ท่านเอง ไม่ใช่รัฐบาลลาออก ท่านเองต้องลาออก ถ้าทําไม่ได้ รับหน้าที่ไม่ได้ ตะกี้ที่ปฏิญาณไป ดูดีๆ จะเป็นการไม่ได้ทําตามที่ปฏิญาณ
และทรงมีพระราชดํารัสต่อผู้พิพากษาประจําศาลสํานักงานศาลยุติธรรมในวันเดียวกัน ความว่า
ก็เลยต้องขอร้องฝ่ายศาล ให้คิด ให้ช่วยกันคิด เดี๋ยวนี้ประชาชน ประชาชนทั่วไปเขาหวังในศาล โดยเฉพาะศาลฎีกา ศาลอื่นๆ เขายังบอกว่าศาล ขึ้นชื่อว่าศาล ดี ยังมีความซื่อสัตย์ สุจริต มีเหตุมีผล และมีความรู้ เพราะท่านได้เรียนรู้กฎหมายมา และพิจารณาเรื่องกฎหมายที่จะต้องศึกษาดีๆ ประเทศชาติจึงจะรอดพ้นได้ ถ้าไม่ทําตามหลักกฎหมาย หลักของการปกครองที่ถูกต้อง ประเทศชาติไปไม่รอด อย่างที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะว่าไม่มี ไม่มีสมาชิกสภาถึง ๕๐๐ คน ทํางานไม่ได้
ก็ต้องพิจารณาดูว่า จะทํายังไง สําหรับให้ทํางานได้ จะมาขอให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้ตัดสิน เขาอาจจะว่ารัฐธรรมนูญนี้ พระมหากษัตริย์เป็นคนลงพระปรมาภิไธย จริง แต่ลงพระปรมาภิไธย ก็เดือดร้อน แต่ว่าในมาตรา ๗ นั้นไม่ได้บอกว่าพระมหากษัตริย์สั่งได้ ไม่มี ลองไปดูมาตรา ๗ เขาเขียนว่า ไม่มีการบทบัญญัติแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้บอกว่ามีพระมหากษัตริย์ที่จะมาสั่งการได้ แล้วก็ขอยืนยันว่า ไม่เคยสั่งการอะไรที่ไม่มีกฎเกณฑ์ของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย พระราชบัญญัติต่างๆ ทําถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกอย่าง อย่างที่เขาขอ บอกว่า ขอให้มี ให้พระราชทานนายกฯ พระราชทาน ไม่เคย ไม่เคยมีข้อนี้ มีนายกฯ แบบมีการรับสนองพระบรมราชโองการ อย่างที่ถูกต้องทุกครั้ง มีคนเขาก็อาจจะมา มาบอกว่า พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ นี่ทําตามใจชอบ ไม่เคยทําอะไรตามใจชอบ...
ต้องวันนี้อยู่ที่ผู้พิพากษาศาลฎีกาเป็นสําคัญ ที่จะบอกได้ ศาลอื่นๆ ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลอะไร ไม่มีข้อที่จะอ้างได้
มากกว่าศาลฎีกา เพราะว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่จะมีสิทธิที่จะพูด ที่จะตัดสิน ฉะนั้น ก็ขอให้ท่านได้พิจารณาดู กลับไปพิจารณา ไปปรึกษากับผู้พิพากษาศาลอะไรอื่นๆ ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ว่าควรจะทําอะไร แล้วต้องรีบทํา ไม่งั้นบ้านเมืองล่มจม...
ฉะนั้นต้องไปพิจารณาดูดีๆ ว่าควรจะทําอะไร ถ้าทําได้ ปรึกษาหารือกันได้จริงๆ ประชาชนทั้งประเทศและประชาชนทั่วโลก จะอนุโมทนา อาจจะเห็นว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาในเมืองไทยยังมี เรียกว่ายังมีน้ำยา และเป็นคนที่มีความรู้ และตั้งใจที่จะ ที่จะกู้ชาติจริงๆ ถ้าถึงเวลา
ก็ขอขอบใจท่าน ที่ตั้งอกตั้งใจที่จะทําหน้าที่ แล้วก็ทําหน้าที่ดีๆ อย่างนี้ บ้านเมืองก็รอดพ้น ไม่ต้องกลัว ขอขอบใจที่ท่านพยายามปฏิบัติโดยดี แล้วประชาชนจะอนุโมทนา ขอบใจแทนประชาชนทั่วทั้งประเทศ ที่มีผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่เข้มแข็ง ขอบใจ ขอให้ท่านสามารถที่จะปฏิบัติงานด้วยดี มีพลานามัยแข็งแรง ต่อสู้ ต่อสู้นะ ต่อสู้เพื่อความดี ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในประเทศ ขอขอบใจ
(พระราชดํารัสทั้งสององค์นี้ คัดจากเว็บไซต์เครือข่ายกาญจนาภิเษก www.kanchanapisek.or.th)
ในแวดวงวิชาการ ธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจําคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอแนวทาง “ตุลาการภิวัตน์” โดยอ้างอิงพระราชดํารัส ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ และสนับสนุนให้องค์กรตุลาการเข้ามามีบทบาทในการแก้วิกฤตทางการเมือง ดังนี้
...พระราชดํารัสที่จะให้คณะผู้พิพากษาเป็นผู้แก้ปัญหาวิกฤตของชาติ เป็นการมองอํานาจศาลอย่างกว้างขวาง แนวที่เปิดทางให้กับสิ่งที่ประเทศยุโรปเรียกว่ากระบวนการตุลาการภิวัตน์ของระบอบการปกครอง (judicialization of politics) และสหรัฐอเมริกาเรียกว่าการตรวจสอบฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติโดยระบบตุลาการ (power of judicial review) ซึ่งคือการที่อํานาจตุลาการเข้าตรวจสอบการออกกฎหมาย การใช้อํานาจของนักการเมืองอย่างเข้มงวดจริงจังตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ประเทศไทยก็ก้าวเดินมาสู่กระบวนการตุลาการภิวัตน์นี้โดยผ่านศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง แต่เนื่องจากฝ่ายบริหารเข้ารุกล้ำแทรกแซงกลไกราชการและอํานาจการตรวจสอบอย่างหนัก จนนําไปสู่วิกฤตดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงแนะให้ทั้งสามศาลได้เข้ามามีบทบาทร่วมกันเพื่อแก้วิกฤต
ตามทฤษฎีการเมือง เราจะมองการพระราชทานคําแนะนําครั้งนี้ได้อย่างไร?
ตามรัฐธรรมนูญ ในฐานะประมุขของอํานาจอธิปไตยทั้งสามด้าน เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ ท่านทรงความชอบธรรมที่จะชี้ทางแนะนําอํานาจใดอํานาจหนึ่งให้ปฏิบัติเพื่อแก้วิกฤตของชาติ
ในฐานะประมุขของฝ่ายตุลาการสามศาล ซึ่งใช้รูปแบบการประชุมร่วมเพื่อแนะนําอํานาจฝ่ายอื่น เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็มีความชอบธรรม เพราะแม้ประชาธิปไตยจะยึดหลักการแยกอํานาจ แต่ไม่ถือเป็นหลักการแยกอํานาจเด็ดขาด การวิพากษ์วิจารณ์ แนะนําซึ่งกันและกัน ย่อมทําได้ เช่น ฝ่ายบริหารหรือนักวิชาการอาจแนะนําศาลว่า การปฏิรูปการบริหารภายในเพื่อเร่งรัดคดีต่างๆ ก็ย่อมได้
การแนะนําเป็นการใช้อํานาจอย่างอ่อนเป็นทางอ้อม เพราะเป็นการแนะนําเชิงการเมือง ไม่ใช่เชิงคดีความ และผู้ได้รับคําแนะนําอาจเลือกไม่กระทําก็ได้ เช่นที่ กกต. เลือกที่จะไม่ลาออก โดยถือว่า
ถูกตามกฎหมาย แต่ไม่ถูกโดยพฤตินัยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อข้อแนะนําของประมุขศาลต่อ กกต.เกิดขึ้น สืบเนื่องจากคําแนะนําซึ่งประมุขของประเทศได้พระราชทานลงมา
ดังนั้น การแก้วิกฤตการเมืองโดยตรง สามศาลจะมีหนทางปฏิบัติได้อย่างไร?
ในประการแรก คือการวินิจฉัยต้นตอของวิกฤตหรือที่มาของปัญหาให้ชัดเจน ซึ่งที่มาของปัญหาในสายตาของศาล ย่อมไม่ใช่เรื่องเฉพาะเจาะจง เช่น ทักษิณเป็นต้นตอปัญหาหรือเรื่องในระดับนโยบาย แต่ต้องเป็นเรื่องหลักการทั่วไป หรือเรื่องในระดับโครงสร้าง ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปรารภไว้ว่า “ศาลปกครองมีหน้าที่กว้างขวางมาก... เพื่อให้การปกครองแบบประชาธิปไตยดําเนินการไปได้” และศาลปกครองได้วินิจฉัยต่อมาว่า ศาลมีภารกิจในการสนับสนุนระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งเมื่อพิจารณาเช่นนี้ก็ต้องพิจารณาว่าต้นตอที่การปกครองประชาธิปไตยดําเนินไปไม่ได้คืออะไร
ต้นตอของปัญหาไม่ใช่การเลือกตั้งซึ่งเกิดจากไทยรักไทยมองว่า ผู้นําตัวเองขาดความชอบธรรมจากปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน หลีกเลี่ยงกฎหมาย จึงชิงยุบสภา จัดให้มีการเลือกตั้งขึ้น แล้วนํามาสู่ปัญหาต่างๆ ตามมา การแก้ปัญหาที่การจัดการเลือกตั้งก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ จะเกิดวิกฤตซับซ้อนขึ้นมาอีกได้ ต้นตอของปัญหาคือการที่กลไกตรวจสอบถ่วงดุลของระบอบประชาธิปไตยไม่ทํางาน หรือทํางานไม่ได้เต็มที่ จนทําให้เกิดผลประโยชน์
ทับซ้อนและคอร์รัปชั่นอย่างกว้างขวาง
ในประการที่สอง เมื่อศาลได้วินิจฉัยต้นตอปัญหาแล้ว การกําหนดภารกิจที่ตามมาก็จะชัดเจนขึ้น คือศาลต้องเติมเต็มในข้อบกพร่องนี้ ในการนี้ศาลได้กําหนดไว้กว้างๆ ว่า ภารกิจคือการเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งเป็นการตีความอํานาจตุลาการอย่างกว้าง โดยยึดถือเอาการแก้วิกฤตระบอบประชาธิปไตยเป็นภารกิจประวัติศาสตร์ของศาล การกําหนดนี้ถูกต้องเพราะบ่งชี้ภารกิจที่ควรทําในช่วงประวัติศาสตร์ปัจจุบันนี้ แต่ควรกินระยะเวลาในช่วงยาวนานช่วงหนึ่งที่จะให้เกิดกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล และให้กระบวนการนี้ไม่ว่าจะเป็นของ ป.ป.ช. ปปง. กกต. สตง. รวมทั้งของศาลทั้งสาม ดําเนินไปได้อย่างเคร่งครัดจริงจังพอสมควร ไม่ใช่ภารกิจเฉพาะหน้าสั้นๆ ซึ่งกระบวนการนี้คือกระบวนการที่เรียกว่า ตุลาการภิวัตน์ หรือ กฎหมายภิวัตน์ หรือ นิติธรรมภิวัตน์ (judicialization of politics) อย่างเคร่งครัดตามแนวที่หลายประเทศเลือกใช้นั่นเอง
ทั้งนี้ ประชาชนย่อมมองอย่างเข้าใจว่า การใช้อํานาจโดยตรงของศาลคือการตัดสินคดี ก็เป็นเรื่องที่ศาลกระทําด้วยความยากลําบาก เพราะศาลในฐานะสถาบันที่รักษาความสืบเนื่องจากหลักการในอดีต และคํานึงผลประโยชน์ยาวไกลที่สุดของประเทศ ต้องตัดสินคดีความด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ ด้วยหลักการไม่ใช่นโยบาย ตัดสินด้วยหลักการกฎหมายทั่วไปไม่ใช่ลักษณะเฉพาะเจาะจง แต่การทําเพียงเท่านี้อย่างจริงจัง ก็จะทําให้ประชาชนรู้สึกว่าระบบมีการตรวจสอบ สิทธิในชีวิต ทรัพย์สิน สิทธิทางการเมืองของตนไม่ถูกละเมิด ซึ่งจะช่วยคลี่คลายวิกฤตได้
อย่างไรก็ตาม จากคําแถลงต่างๆ ดูเหมือนว่าทั้งสามศาล
จะมองภารกิจของตนจบลงเพียงการจัดการเลือกตั้งให้ยุติธรรม แต่ไม่ใช่เพื่อให้กระบวนการประชาธิปไตยอยู่ในสภาพที่สมดุลยั่งยืน ดังที่พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเริ่มต้นไว้ ถ้าจะให้ประชาธิปไตยสมดุลยั่งยืนก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือปัญหากลไกและอํานาจการตรวจสอบ การทุจริตของนักการเมืองทํางานไม่ได้ หรือไม่ยอมทํางาน ซึ่งถ้าแก้ไม่ได้วิกฤตก็จะเกิดขึ้นอีก และถ้าดูจากทฤษฎีการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เราจะพบว่า พลังที่จะต้านทานถ่วงดุลฝ่ายอํานาจรัฐ (รัฐบาล+ข้าราชการ+นักการเมือง) ก็มีเพียงสองส่วนคือ ภาคประชาสังคม คือสื่อและภาคประชาชน กับอํานาจตุลาการ ซึ่งถือเป็นสถาบันที่มีเกียรติภูมิ มีความเป็นอิสระ และโดยฐานะชนชั้นก็เป็นกลุ่มที่อยู่ห่างไกลจากผลประโยชน์ทางธุรกิจ และอํานาจการเมืองมากที่สุด
ในปัจจุบัน ซึ่งทั้งภาคประชาสังคมและสามศาลช่วยกันแก้ไขวิกฤตอย่างเต็มกําลังภายใต้พระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฝ่ายอํานาจรัฐซึ่งรวมถึงองค์กรอิสระบางส่วน ก็ยังไม่นําพากับเสียงเรียกร้องนี้ ถ้าทางอํานาจตุลาการไม่มองอํานาจตุลาการอย่างกว้าง และขับเคลื่อนกระบวนการตุลาการภิวัตน์ แล้วปล่อยให้นักการเมืองดําเนินการปฏิรูปการเมืองด้วยตัวเอง โดยที่ภาคประชาสังคมซึ่งกําลังถดถอยไปเรื่อยๆ เป็นฝ่ายกดดันฝ่ายเดียว ก็ยากที่จะทําให้การปฏิรูปการเมืองดําเนินไปอย่างมีผลได้ ดุลยภาพก็จะเสียไปอีก นําไปสู่วิกฤตครั้งใหม่ซึ่งคงจะรุนแรงกว่าเก่า และมีโอกาสมากที่จะนําไปสู่ระบอบเผด็จการประชานิยมที่ยาวนาน
(ธีรยุทธ บุญมี, “พิพากษาหาความยุติธรรมให้ประเทศ เพิ่มดุลยภาพการเมืองไทย ก้าวสู่การปฏิรูปการเมืองหน ๒” นําเสนอในงานสัมมนาพิเศษ เรื่อง “วิกฤตประเทศไทย ยุคทุนนิยมไล่ล่า” ในโอกาสครบรอบ ๓๐ ปีของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ที่โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙, เน้นตัวหนาโดยผู้เขียน)
-๓-
ภายหลังจากพระราชดํารัส ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ มีการประชุมระหว่าง ๓ ศาล ได้แก่ ศาลฎีกา ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ จากนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําวินิจฉัยที่ ๙/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๔๙ วินิจฉัยว่า การเลือกตั้ง ๒ เมษายน ๒๕๔๙ มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับการกําหนดวันเลือกตั้ง การจัดการเลือกตั้ง การจัดคูหาเลือกตั้งที่ส่งผลให้ไม่เป็นการลงคะแนนโดยลับ “เป็นการเลือกตั้งที่ทําให้เกิดผลของการเลือกตั้งที่ไม่เที่ยงธรรม ไม่เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จึงเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒ มาตรา ๓ มาตรา ๑๐๔ วรรคสาม และมาตรา ๑๔๔ มาตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการจัดการเลือกตั้ง คือ ตั้งแต่การกําหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง การรับสมัครรับเลือกตั้ง การลงคะแนนเสียง การนับคะแนนเสียง การประกาศผลการเลือกตั้ง”
ต่อมาศาลปกครองกลางมีคําพิพากษาที่ ๖๐๗-๖๐๘/๒๕๔๙ ในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าการเลือกตั้ง ๒ เมษายน ๒๕๔๙ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะ “จัดเรียงคูหาเลือกตั้งจากเดิมที่ให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งหันหลังให้ผนังหรือฉากกั้นที่เลือกตั้ง มาเป็นให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งหันหน้าไปทางผนังหรือฉากกั้นที่เลือกตั้ง... จึงเป็นการกระทําที่ทําให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับทั้งในทางข้อเท็จจริงและในทางความรู้สึกของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง” ศาลปกครองกลางจึงพิพากษาให้เพิกถอนการเลือกตั้ง ๒ เมษายน ๒๕๔๙ ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดในทุกเขตเลือกตั้ง และเพิกถอนการกระทําต่อมาอันเป็นผลสืบเนื่องจากการเลือกตั้ง
ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองเพิกถอนการเลือกตั้ง ๒ เมษายน ๒๕๔๙ มีเสียงเรียกร้องให้ กกต. ที่เหลืออีกสี่คนลาออกจากตําแหน่ง เพื่อเปิดทางให้ศาลฎีกาได้สรรหา กกต. ชุดใหม่ นายจรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการประธานศาลฎีกา แถลงว่า “ที่ประชุมของท่านประธานศาลทั้งสามศาล จึงเห็นพ้องกันว่า ทางศาลจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ได้ ก็ต่อเมื่อมีการสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหม่จากบุคคลที่มีความเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง และมีความเป็นอิสระ ปราศจากบุญคุญความแค้นแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เข้ามาทําหน้าที่ และการดําเนินการในเรื่องนี้จะดําเนินการได้ต่อเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน ได้เสียสละลาออกจากตําแหน่งหน้าที่ที่ดําเนินการ เพื่อเปิดทางให้กระบวนการสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหม่โดยศาลฎีกาและวุฒิสภา สามารถดําเนินไปได้ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ”
ในขณะที่ นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขานุการศาลฎีกา ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “เราต้องการให้ กกต. ทบทวนตัวเองอีกครั้ง ขอให้ กกต. ทั้งสามท่านคิดว่าจะทําสิ่งอันใด ขอให้ยึดถือประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก ผมขอเปิดใจว่าศาลฎีกาและศาลยุติธรรมไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่เคยทะเลาะกับ กกต. เป็นการส่วนตัว และไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใด ไม่เคยทําตัวสนับสนุนกลุ่มการเมือง เรายืนหยัดข้างประชาชน เชื่อว่าสถานการณ์ขณะนี้ประชาชนอาจจะอึดอัดที่ปัญหายืดเยื้อ แต่ขอให้เข้าใจว่าศาลต้องทํางานในกรอบของกฎหมาย ไม่อาจทําอะไรให้เร็วดั่งใจได้ เพราะกฎหมายเป็นกติกาของบ้านเมือง ศาลเป็นผู้รักษากฎหมาย สุดท้ายผมขอให้ประชาชนจับตาการไต่สวนคดี กกต. เป็นจําเลยของศาลอาญาอย่างใกล้ชิด เพราะจะมีกรณีที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง”
จากข้อเรียกร้องดังกล่าว มี กกต. ลาออกไปหนึ่งคน แต่อีกสามคนยืนยันไม่ลาออก
สองเดือนถัดมา ศาลอาญามีคําพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ให้ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธาน กกต. นายปริญญา นาคฉัตรีย์ กกต. และนายวีระชัย แนวบุญเนียร กกต. จําคุก ๔ ปีโดยไม่รอลงอาญา และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ๑๐ ปี เพราะจัดการเลือกตั้งใหม่ที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม มิใช่เป็นการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และกระทําการอันมิชอบด้วยหน้าที่เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่พรรคไทยรักไทย นอกจากนี้ศาลยังไม่ให้ประกันตัว เพราะ “การจัดเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ และการเลือกตั้งที่ต่อเนื่องมาโดยจําเลยทั้งสาม กลับถูกพรรคการเมืองหลายพรรคและประชาชนส่วนหนึ่งต่อต้าน นอกจากนี้ยังมีแพทย์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และประชาชนหลายสาขาอาชีพ ทําการประท้วงด้วยการฉีกบัตรเลือกตั้งโดยเปิดเผย ประกอบกับหลายเขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครเพียงคนเดียวพรรคเดียวได้คะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดปกติของสังคม โดยแทนที่จําเลยทั้งสามจะใส่ใจรีบหาทางแก้ไขความไม่พอใจของประชาชน จําเลยกลับเดินหน้าจัดเลือกตั้งต่อไป ทั้งที่ยังไม่มีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งหลายเขตอย่างเป็นทางการจนเกิดการหมุนเวียนผู้สมัคร ทําให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อการจัดเลือกตั้งของจําเลยทั้งสามมากขึ้นตามลําดับ ซึ่งจําเลยทั้งสามเป็นผู้มีวัยวุฒิและคุณวุฒิ เคยดํารงตําแหน่งระดับสูงมาก่อน ย่อมตระหนักดีว่า กกต. เป็นตําแหน่งที่มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อประชาชนจํานวนมากรวมทั้งพรรคการเมืองไม่ไว้วางใจในความเป็นกลาง ความสุจริตและเที่ยงธรรมของจําเลยทั้งสามแล้ว ย่อมกระทบกระเทือนถึงการจัดการเลือกตั้งทุกระดับ
“การที่จําเลยทั้งสามยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตําแหน่งต่อไปโดยไม่ใยดีต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา และไม่ตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า จึงส่อพิรุธและชี้ให้เห็นว่าจําเลยทั้งสามเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าคํานึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ด้วยเหตุดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์และเชื่อได้ว่า หากศาลอาญาสั่งอนุญาตให้ปล่อยจําเลยทั้งสามระหว่างอุทธรณ์ เพื่อให้โอกาสจําเลยกลับไปปฏิบัติหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ส.ส.อีก ก็น่าจะเกิดความไม่เรียบร้อย สุจริตและเที่ยงธรรม เหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมา”
ผลจากคําพิพากษาดังกล่าว ทําให้ กกต.ทั้งสามคนต้องพ้นจากตําแหน่งทันที เปิดทางให้มีการสรรหาและเลือก กกต.ชุดใหม่ ซึ่งผลปรากฏว่า ได้ กกต. ที่เป็นผู้พิพากษา ๔ คนและอัยการ ๑ คน
-๔-
เมื่อขบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” ได้แสดงผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ชัด ด้วยการ “ล้ม” การเลือกตั้ง ๒ เมษายน ๒๕๔๙ และ “ปลด” กกต. ออกจากตําแหน่งแล้ว เสียงสังคมส่วนใหญ่ต่างสนับสนุน “ตุลาการภิวัตน์” บางส่วนแม้เห็นว่าคดีเลือกตั้ง ๒ เมษายน ๒๕๔๙ มีข้อวิจารณ์ในหลายประเด็น แต่ก็พอเข้าใจและพออนุโลมได้ เพราะเป็นช่องทางแก้วิกฤตเรื่องการเลือกตั้งที่มีพรรคการเมืองใหญ่พรรคเดียว เพื่อให้การเมืองไทยเดินหน้าต่อไปด้วยการจัดให้มีการเลือกตั้งที่ “สมประกอบ”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมกําหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๙ โดยกําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๙ ในการนี้พระองค์ทรงมีพระราชกระแสประกอบพระราชกฤษฎีกาความว่า ๑. เหตุผลที่ทรงลงพระปรมาภิไธย ด้วยเหตุเพราะมีพระราชประสงค์ที่จะเห็นประเทศชาติกลับสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็ว ๒. มีพระราชประสงค์ให้การเลือกตั้งสมาชิกสภา
ผู้แทนราษฎรที่จะมีขึ้น เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้ง “สมประกอบ” ที่สังคมเฝ้ารอ กลับไม่เกิดขึ้น เพราะรัฐประหารอัปยศ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙
สุภาษิต “เมื่อเสียงปืนดังขึ้น กฎหมายย่อมเงียบลง” กล่าวสําหรับประเทศไทยแล้ว เป็นกฎหมายเท่านั้นที่เงียบลง แต่นักกฎหมายกลับเฟื่องฟูมากขึ้น คณะรัฐประหารยุคใหม่ตระหนักดีว่า การทําให้อํานาจ “ดิบ-เถื่อน” อันเกิดจากรัฐประหาร ให้กลายสภาพเป็นอํานาจที่ “อ่อน-นุ่ม” ลงได้นั้น จําต้องอาศัยกลไกทางกฎหมาย และการใช้อํานาจ “ดิบ-เถื่อน” ปราบปรามศัตรูทางการเมืองโดยตรง ย่อมไม่แนบเนียนเท่ากับยืมมือ “กฎหมาย” เข้าปราบปราม คณะรัฐประหารจึงจําเป็นต้องควานหานักกฎหมายจํานวนหนึ่งเพื่อทําหน้าที่บริการ
นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวไว้ในบทความชื่อ “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย” ตอนหนึ่งว่า
นักรัฐประหารในเมืองไทยนั้นเป็นนักกฎหมายโดยสัญชาตญาณ รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเอามากระทืบทิ้งต่อหน้าต่อตาคนอื่นได้ แต่กฎหมายเล็กน้อยเพียงแค่จะเรียกเก็บค่าน้ำชลประทานสักสิบบาท ก็ต้องดําเนินตามมาตรการที่ซับซ้อนยุ่งยากให้ถูกต้องตามพิธีกรรม ทั้งนี้เพราะนักรัฐประหารรู้ดีว่ากฎหมายมีความสําคัญแก่คนไทยอย่างมาก
สําคัญก็เพราะว่า กฎหมายทําให้พลังของ “อํานาจ” ตั้งมั่นอยู่ได้ แม้ว่า “อํานาจ” มักจะกดขี่เบียดเบียนให้เดือดร้อน แต่ถ้าไม่มี “อํานาจ” เสียเลยแล้ว “อิทธิพล” ก็จะเหลิงเอาไม่อยู่เสียเลย ซึ่งก็จะกดขี่เบียดเบียนให้เดือดร้อนได้มากไม่น้อยไปกว่า “อํานาจ”
คนไทยอาจไม่เชื่อใน (การปกครองด้วยกฎหมาย) เหมือนฝรั่ง แต่คนไทยเชื่อใน (การดํารงคงอยู่ของกฎหมาย) และรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมก็บัญญัติให้กฎหมายต่างๆ ดํารงอยู่อย่างมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง
กฎหมายดํารงคงอยู่ให้ประจักษ์ได้ ไม่ใช่เฉพาะในกระดาษ แต่ส่วนสําคัญของกฎหมายที่ต้องดํารงคงอยู่ในทัศนะของคนไทย คือ “อํานาจ” ตุลาการ
ในอุดมคติของคนไทย “อํานาจ” ตุลาการเป็น “อํานาจ” ที่บริสุทธิ์ที่สุด กล่าวคือ ปราศจากการแฝงเร้นของ “อิทธิพล” โดยสิ้นเชิง ผู้พิพากษาในทัศนะของคนไทยเป็นคนสะอาดบริสุทธิ์เพียงจุดเดียวในกระบวนการยุติธรรมทั้งกระบวนการ ความเชื่อเช่นนี้ทําให้คนไทยอุ่นใจได้ว่า “อํานาจ” มีพลังในการคะคานกับ “อิทธิพล” ได้จริง เพราะหากสามารถทําให้กระบวนการยุติธรรมทํางานไปจนคดีขึ้นสู่ศาลแล้ว “อิทธิพล” ก็จะถูกยับยั้งหรือบรรเทาความร้ายกาจลงด้วย “อํานาจ” อันบริสุทธิ์ของผู้พิพากษา...
...เมื่อเข้าใจได้เช่นนี้ จะยิ่งเห็นได้ชัดว่ากฎหมายและตุลาการนั้นเป็นส่วนสําคัญของเกมอย่างไร รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมจึงบัญญัติให้กฎหมายและตุลาการเป็นสิ่ง “ศักดิ์สิทธิ์” ที่นัก
รัฐประหารจะไปแตะต้องง่ายๆ ไม่ได้เป็นอันขาด
(นิธิ เอียวศรีวงศ์, “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย”, ศิลปวัฒนธรรม, ปีที่ ๑๓, ฉบับที่ ๑ (พฤศจิกายน ๒๕๓๔), หน้า ๒๖๖-๒๘๕, ตีพิมพ์อีกครั้งใน ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์, สํานักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งที่ ๒, ๒๕๔๗, หน้า ๑๒๕-๑๕๕.)
กล่าวสําหรับรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นักรัฐประหารและเนติบริกรผู้ช่วยได้ล้มล้างทฤษฎีของนิธิเสียสิ้น นักรัฐประหารและเนติบริกรผู้ช่วยได้ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม (ที่นิธิเสนอ) ในส่วนที่ว่า “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมจึงบัญญัติให้กฎหมายและตุลาการเป็นสิ่ง ‘ศักดิ์สิทธิ์’ ที่นักรัฐประหารจะไปแตะต้องง่ายๆ ไม่ได้เป็นอันขาด” พวกเขาไม่เพียงเข้าไปแตะต้องในส่วนกฎหมายและตุลาการเท่านั้น แต่เข้าไป “รื้อ-สร้าง-จัดวาง” กลไกทางกฎหมายและองค์กรตุลาการเสียใหม่
นอกจากฉีกรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แล้ว คณะรัฐประหารยังได้จัดการ “ยุบ” ศาลรัฐธรรมนูญทิ้ง และ “ตั้ง” คณะตุลาการรัฐธรรมนูญใหม่เข้าทําหน้าที่แทน อันประกอบด้วย ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นรองประธานผู้พิพากษาในศาลฎีกา ที่ดํารงตําแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาโดยวิธีลงคะแนนลับจํานวน ๕ คน เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ และตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดโดยวิธีลงคะแนนลับจํานวน ๒ คน เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ ส่วนบรรดาคดีที่อยู่ระหว่างการดําเนินการของศาลรัฐธรรมนูญก่อนวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ให้โอนมาอยู่ในอํานาจและความรับผิดชอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญชุดนี้ ซึ่งคดีสําคัญคดีหนึ่งที่ค้างอยู่ในกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญและได้โอนมาเป็นของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คือ คดียุบพรรคไทยรักไทยและพรรคประชาธิปัตย์
จะโดยจงใจหรือไม่ก็สุดที่จะตรัสรู้ได้ ภายหลังรัฐประหารได้ ๑๑ วัน คณะรัฐประหารได้ออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ ๒๗ ข้อ ๓ เพื่อเพิ่มโทษเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบ ความว่า “ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอื่นที่ทําหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคําสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใดเพราะเหตุกระทําการต้องห้าม ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น มีกําหนด ๕ ปี นับแต่วันที่มีคําสั่งให้ยุบพรรคการเมือง”
-๕-
หากเชื่อกันว่าขบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” ที่เพิกถอนการเลือกตั้ง ๒ เมษายน ๒๕๔๙ ขบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” ที่ตัดสินให้คณะกรรมการการเลือกตั้งชุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ พ้นจากตําแหน่ง เป็นขบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” ที่นําพาสังคมไทยออกจากวิกฤตได้อย่างแท้จริง หากเบาใจว่ารัฐประหารอัปยศ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นรัฐประหารที่นําพาบ้านเมืองไปสู่ความสงบและหลุดพ้นวิกฤตของความขัดแย้ง ในเมื่อภารกิจนําประเทศพ้นวิกฤตแล้วเสร็จ ขบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” ก็น่าจะยุติลงได้ด้วยดี
แต่การณ์กลับตรงกันข้าม ภายหลังรัฐประหาร พายุ “ตุลาการภิวัตน์” ยังตามมาอีกหลายระลอก เริ่มตั้งแต่คดียุบพรรคภาคหนึ่ง
วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมี
คําวินิจฉัยที่ ๓-๕/๒๕๕๐ ยุบพรรคไทยรักไทยและเพิกถอนสิทธิ
เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา ๕ ปี
ในคําวินิจฉัยนี้ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ (ซึ่ง คมช. แต่งตั้งขึ้นใหม่แทนที่ศาลรัฐธรรมนูญ) ได้ยอมรับอํานาจของคณะรัฐประหารอย่างชัดเจนว่า “ต่อมาวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ขณะที่คดีนี้อยู่ระหว่างผู้ถูกร้องทั้งสามยื่นคําชี้แจงข้อกล่าวหา คปค. เข้าทําการยึดอํานาจการปกครองประเทศ และมีประกาศ คปค.ฉบับที่ ๓ ลงวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๑ ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ สิ้นสุดลง และข้อ ๒ ให้ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นอันสิ้นลงตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙” และ “การที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ และมาตรา ๓๕ วรรคสี่ บัญญัติให้อรรถคดี
ที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง โอนมาอยู่ในอํานาจและความรับผิดชอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญย่อมมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ไม่ว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญจะเป็นศาลหรือองค์กรที่ใช้อํานาจตุลาการหรือไม่ก็ตาม”
ไม่เพียงแต่ไม่ปฏิเสธการรัฐประหาร ซึ่งเป็นการกระทําที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น คณะตุลาการรัฐธรรมนูญชุดนี้ยังยอมศิโรราบต่อผลิตผลของรัฐประหาร ด้วยการนําประกาศ คปค.ฉบับที่ ๒๗ ข้อ ๓ มาใช้บังคับเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่กรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบเป็นเวลา ๕ ปี ทั้งๆ ที่ประกาศ คปค.ฉบับที่ ๒๗ ออกมาหลังจากมีการกระทําอันเป็นเหตุให้เกิดการยุบพรรค โดยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่า “หลักการห้ามออกกฎหมายมีผลย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคลนั้น มีที่มาจากหลักการที่ว่า ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ แต่หลักการดังกล่าวใช้บังคับกับการกระทําอันเป็นความผิดอาญาเท่านั้น” แต่ “การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมิใช่โทษทางอาญา เป็นเพียงมาตรการทางกฎหมายที่เกิดจากผลของกฎหมายที่ให้อํานาจยุบพรรคการเมือง” ย่อมมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้
จากคําวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยดังกล่าว จึงมีผู้กล่าวกันว่า ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นรัฐประหารยึดอํานาจจากรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และคําวินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทยเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ เป็นรัฐประหาร “ซ้ำ” โดยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และกําจัดปฏิปักษ์ทางการเมืองของคณะรัฐประหารให้สิ้นซาก
เมื่อกําจัดศัตรูทางการเมืองแล้ว คณะรัฐประหารก็ต้องจัดวางกลไกและกติกาการเมืองต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูทางการเมืองฟื้นคืนชีพได้ คณะรัฐประหารจึง “คลอด” สภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทําหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
รัฐธรรมนูญนี้มีกลไก “ปราบปราม–ป้องกัน” ศัตรูทางการเมืองของคณะรัฐประหารซ่อนอยู่มาก เช่น เรื่องระบบการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญกําหนดให้ผู้มีสิทธิแต่ละคน มีสิทธิเลือกผู้สมัครได้ในจํานวนที่ไม่เท่ากัน บางเขตเลือกตั้งอาจเลือกได้หนึ่งคนสองคนหรือสามคนแล้วแต่กรณี ซึ่งสร้างความไม่เท่าเทียมกันในการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละเขต
ในส่วนของ ส.ส.ระบบสัดส่วนจํานวน ๘๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกบัญชีรายชื่อโดยแบ่งเป็น ๘ กลุ่มจังหวัด กลุ่มละ ๑๐ คนนั้น ไม่มีเหตุผลใดรองรับ นอกจากเหตุผลที่ว่าหวาดกลัวพรรคการเมืองใหญ่ในอดีต ที่เคยเข้ายึดครองที่นั่ง ส.ส.ระบบสัดส่วนเป็นจํานวนมาก และมีการอ้างตัวเลขคะแนนเสียงที่ประชาชนสนับสนุนเท่านั้น
รัฐธรรมนูญนี้ให้อํานาจแก่วุฒิสภามาก ทั้งการกลั่นกรองร่างกฎหมาย การให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูง แต่กลับกําหนดให้ ส.ว. มีจํานวน ๑๕๐ คน โดยมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คนและจํานวนที่เหลือให้มาจากการสรรหา
การผสมสัดส่วนของ ส.ว.ที่มาจากการสรรหา ไม่อาจตอบปัญหาความเป็นตัวแทนของประชาชนได้ตามระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากอํานาจอันมีอยู่มากของวุฒิสภา ยิ่งกว่านั้น การกําหนดให้จังหวัดแต่ละจังหวัดไม่ว่าจะมีจํานวนประชากรเท่าใด มี ส.ว.ได้จังหวัดละ ๑ คน ก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้ในทางวิชาการ สําหรับ ส.ว.ที่มาจากการสรรหานั้น ก็ปรากฏว่าคณะกรรมการสรรหาล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลซึ่งมาจากฝ่ายตุลาการและข้าราชการระดับสูง ซึ่งดํารงตําแหน่งประธานองค์กรอิสระต่างๆ โดยหาความเชื่อมโยงกับประชาชนมิได้ อันสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญนี้ให้คุณค่าแก่บรรดาอภิชนมากกว่าการยอมรับนับถืออํานาจการตัดสินใจของประชาชน
กลไกสําคัญของรัฐธรรมนูญนี้อีกกลไกหนึ่ง คือ การยุบพรรค ในรัฐเสรีประชาธิปไตย พรรคการเมืองจะถูกยุบก็ต่อเมื่อมีการกระทําที่เป็นการทรยศต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย เช่น มีอุดมการณ์หรือนโยบายไปในทางเผด็จการหรือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การยุบพรรคการเมืองไม่ใช่เกิดจากสาเหตุเล็กน้อย แต่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งหลายกลับมีบทบัญญัติที่เอื้อให้การยุบพรรคเป็นไป
โดยง่าย เช่น กําหนดให้พรรคการเมืองอาจถูกยุบได้หากมีกรรมการบริหารพรรคกระทําผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง นั่นก็หมายความว่า หากกรรมการบริหารพรรคใดได้รับใบแดงจาก กกต. พรรคการเมืองนั้นก็อาจถูกยุบได้ ความข้อนี้ นับเป็นการทําลายความเข้มแข็งของพรรคการเมืองโดยแท้
ใบเหลือง-ใบแดง ก็เป็นอาวุธชั้นดีอีกชิ้นหนึ่ง ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการแสดงเจตจํานงของประชาชนผู้ทรงอํานาจอธิปไตยได้อย่างชัดเจนที่สุด เมื่อประชาชนได้ใช้อํานาจอธิปไตยของตนเองผ่านการเลือกตั้งแล้ว การใช้อํานาจอธิปไตยต้องมีผลทันที โดยไม่มีองค์กรใดมากีดขวาง แต่รัฐธรรมนูญนี้กลับให้ กกต.เพียงห้าคน เป็นผู้คั่นกลางการเลือกตั้ง มีอํานาจประกาศผลการเลือกตั้งหรือให้ใบเหลือง-ใบแดงผู้สมัคร และยังมีผลเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งไม่อาจมีองค์กรอื่นใดทบทวนคําวินิจฉัยของ กกต.ได้
ใบเหลือง-ใบแดง นอกจากจะไม่ทําให้เกิดการเมือง “ขาวสะอาด” (ซึ่งเป็นเรื่องเพ้อฝัน) ยังกลับกลายเป็นเครื่องกีดขวางไม่ให้การเมืองได้เดินหน้าต่อไปอย่างที่ควรจะเป็น และไม่แน่นอนเสมอไปว่าการแสดงเจตจํานงของประชาชนผู้ทรงอํานาจอธิปไตย จะส่งผลทันที เพราะ กกต. มีอํานาจในการไม่รับรองเสียงที่ประชาชนลงให้ผู้สมัคร
และเพื่อความปลอดภัยของคณะรัฐประหารเอง ก็จําต้องมีบทบัญญัติสักมาตราหนึ่งที่คุ้มครองคณะ รัฐประหารและพวก ด้วยเหตุนี้เอง ภายในรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารจึงบรรจุมาตรา ๓๐๙ ซึ่งบัญญัติว่า “บรรดาการใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทําที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทํานั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้”
มาตรา ๓๐๙ นับเป็นมาตราอัปยศที่สุดในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย รองจากมาตรา ๑๗ ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพราะ มาตรา ๓๐๙ ได้ “เสก” ให้ คําสั่ง คปค., ประกาศ คปค., การปฏิบัติตามคําสั่งและประกาศ คปค. ไม่ว่าก่อนหรือหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙ และการกระทําที่เกี่ยวเนื่องกับคําสั่ง คปค. ประกาศ คปค. การปฏิบัติตามคําสั่งและประกาศ คปค. ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ไม่ว่าโดยแท้จริงจะชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม กลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ทุกประการ
มาตรา ๓๐๙ เป็นนวัตกรรมเพื่อคุ้มกันคณะรัฐประหารชิ้นใหม่ของบรรดานักร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งต่อยอดมาจากมาตรา ๒๒๒ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔ กล่าวคือ เดิมรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารมักจะมีมาตราหนึ่งที่รับรองความชอบด้วยกฎหมายให้กับการกระทําของคณะรัฐประหารอยู่เสมอ แต่กรณีรัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔ นักร่างรัฐธรรมนูญได้คุ้มครอง รสช. เพิ่มเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง โดยกําหนดให้การกระทําของ รสช. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทุกประการ ในครั้งนั้นก็มีเสียงวิจารณ์กันมากว่าการกระทําของ รสช. ไม่อาจถูกตรวจสอบว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านมาสิบหกปี แทนที่บทบัญญัติคุ้มครองคณะรัฐประหารลักษณะนี้จะปลาสนาการไปจากระบบกฎหมายไทยตามพัฒนาการประชาธิปไตย กลับกลายเป็นว่ามาตรา ๒๒๒ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔ ได้รับการคิดค้นอย่างพิสดารขึ้นไปอีก เพื่อคุ้มครองคณะรัฐประหารอย่างรัดกุม-มิดชิดมากขึ้น โดยคุ้มครองคณะรัฐประหาร “ล่วงหน้าไปยังอนาคตด้วย” คือไม่เพียง “เสก” ให้การกระทําทั้งหลายของคณะรัฐประหารที่เกิดขึ้นแล้วชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ยัง “เสกล่วงหน้า” ว่าในอนาคตหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ หากมีการกระทําใดที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐประหาร ก็ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญเช่นกัน กล่าวได้ว่ามาตรา ๓๐๙ เป็นประจักษ์พยานที่แสดงถึงการบรรลุวิชาขั้นสูงสุดของเนติบริกรผู้รับใช้คณะรัฐประหาร คงเหลือเพียงแค่เขียนรัฐธรรมนูญให้ชายกลายเป็นหญิง หญิงกลายเป็นชายกระมัง ที่เนติบริกรไทยยังทําไม่ได้ (หรือยังไม่ได้ทํา?)
อนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญได้ยอมรับมาตรา ๓๐๙ อย่างชัดเจน และนํามาใช้รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศ คปค.ฉบับที่ ๓๐ เรื่องการตรวจสอบการกระทําที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้ยกมาตรา ๓๐๙ เพื่อรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศ คปค.ฉบับที่ ๓๐ (ซึ่งตราขึ้นหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และมาตรา ๓๐๙) (คําวินิจฉัยที่ ๕/๒๕๕๑) นั่นก็หมายความว่า ทั้งในตัวบทของรัฐธรรมนูญ และคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ต่างยืนยันว่ามาตรา ๓๐๙ รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญให้กับผลิตผลของคณะรัฐประหารและการกระทําที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
ในโลกสมัยใหม่ คณะรัฐประหารย่อมไม่อาจยึดอํานาจบริหารประเทศไว้ได้นาน เพราะนานาอารยประเทศไม่ให้การยอมรับ เมื่อคณะรัฐประหารประเมินว่าการปราบปรามศัตรูทางการเมืองและการจัดวางกติกาหรือกลไกต่างๆ เพื่อไม่ให้ศัตรูทางการเมืองฟื้นคืนชีพแล้วเสร็จ คณะรัฐประหารและพวกจําต้องเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบปกติ ด้วยการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ประกาศอย่างชัดเจนถึงแผนบันได ๔ ขั้นที่ต้องดําเนินการต่อเนื่องหลังจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ได้แก่ “๑. การยุบพรรคจะต้องเกิดขึ้น เพราะคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง มีความผิดทางกฎหมาย ๒. คดีที่ผิดเรื่องการโกงกินและคอร์รัปชั่น จะปรากฏ ๓. พรรคจะเริ่มแตก และวิ่งกระจัดกระจาย และ ๔. เรื่องของคดีก็จะสิ้นสุด และไปสู่การลงประชามติของร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง”
การณ์กลับตาลปัตร การเลือกตั้ง ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ภายใต้กติกาและเงาของคณะรัฐประหาร พรรคการเมืองที่ได้จํานวนเสียงมากที่สุดกลับเป็นพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคตัวแทนของพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไป
จากผลการเลือกตั้ง ๒๓ ธันวาคม หลายต่อหลายคนมองว่าคณะรัฐประหารและพวกประสบความพ่ายแพ้ เพราะผลการเลือกตั้งชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคการเมืองขั้วเดิม ทั้งๆ ที่กลไกอํานาจรัฐทั้งหลายล้วนแล้วแต่ไม่เอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองนั้น
อาจกล่าวได้ว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแสดงออกซึ่งการปฏิเสธรัฐประหาร ๑๙ กันยายนในรูปแบบหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ถ่องแท้ เราจะพบว่าคณะรัฐประหารและพวกไม่ได้พ่ายแพ้ไปอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราตั้งสมมติฐานว่า “ธง” ของคณะรัฐประหารและพวก คือ การกําจัดรัฐบาลเข้มแข็งออกไปจากการเมืองไทย ไม่ต้องการนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งสามารถอ้างว่าตนเองมาจากเสียงข้างมากอย่างแท้จริง ไม่ต้องการผู้นําทางการเมืองในระบบที่ “พอฟัดพอเหวี่ยง” กับผู้มีบารมีนอกระบบ ก็นับได้ว่าคณะรัฐประหารและพวกยังประสบความสําเร็จอยู่ เพราะ กลไกทางกฎหมายที่คณะรัฐประหารและพวกสร้างขึ้น ได้ส่งผลให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ และยังคง “ออกดอกผล” ต่อไปในอนาคต
เมื่อพรรคการเมืองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและแกนนํารัฐบาลคือพรรคการเมืองขั้วเดียวกันกับศัตรูของคณะรัฐประหาร ในขณะที่กลไกทางกฎหมายที่คณะรัฐประหารวางไว้ยังคงดํารงอยู่
ขบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” จึงยังไม่จบ???
-๖-
ในระหว่างจัดตั้งรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช มีข่าวหนาหูว่าอาจมีการแจกใบเหลือง-ใบแดงจํานวนมาก เพื่อให้เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลไม่พอ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยังมั่นใจว่าพรรคของตนมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลอยู่ แต่ท้ายที่สุด พรรคพลังประชาชนก็ฝ่าแรงต้านจนจัดตั้งรัฐบาลได้สําเร็จ
การบริหารงานของรัฐบาลสมัครเป็นไปด้วยความยากลําบาก เพราะถูกปิดล้อมด้วยกลไกทางกฎหมายซึ่งถูกจัดวางไว้ในรัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐบาลสมัครตัดสินใจจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปลดล็อคกลไกเหล่านี้ ก็เข้าทางกลุ่มพันธมิตรฯ ในการหาเหตุออกมาชุมนุมอีกครั้ง
แม้รัฐบาลสมัครจะเข้ารับตําแหน่งได้ไม่นาน แต่ก็ไม่มีช่วงเวลา “ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” เหมือนรัฐบาลอื่น บรรดาสื่อมวลชน พันธมิตรฯ ฝ่ายค้าน และ ส.ว.บางส่วน โจมตีรัฐบาลตั้งแต่วันแรกๆ มีกลุ่มคนที่ขะมักเขม้นสํารวจกลไกที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อหาช่อง “ชง” เรื่องไปยังองค์กรอิสระและศาลเป็นจํานวนมาก มิพักต้องกล่าวถึง กรณีที่รัฐบาลหรือ ส.ส.พรรคพลังประชาชนจะขยับทําอะไร เป็นอันต้องมีคําขู่จากสารพัดองค์กรว่าจะ “ยุบพรรค–ปลด–ถอดถอน–ตัดสิทธิเลือกตั้ง” อยู่ร่ำไป
ในที่สุด พายุ “ตุลาการภิวัตน์” ระลอกใหม่ก็โหมเข้าใส่รัฐบาลสมัคร...
๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ ศาลปกครองกลางมีคําสั่งในคดีหมายเลขดําที่ ๙๘๔/๒๕๕๑ ให้รับคําฟ้องขอเพิกถอนการเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาต่อคณะรัฐมนตรี เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบในร่างแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาและให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในร่างแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา และเพิกถอนการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ศาลปกครองกลางยังมีคําสั่งกําหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาไปในคราวเดียวกัน
๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ศาลฎีกามีคําสั่งที่ ๕๐๑๙/๒๕๕๑ พิจารณาให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ๕ ปี ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอมา
ในวันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยที่ ๖-๗/๒๕๕๑ ว่าคําแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เป็น “หนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ ทั้งยังมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางอีกด้วย ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง” โดยที่ถ้อยคําในมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง มีเพียงว่า “หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย...” ไม่มีคําว่า “อาจ”
๘ กันยายน ๒๕๕๑ ศาลปกครองสูงสุดมีคําสั่งที่ ๕๔๗/๒๕๕๑ ยืนตามคําสั่งศาลปกครองกลางในคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชากรณีปราสาทพระวิหาร องค์คณะในคดีนี้ คือ องค์คณะที่หนึ่ง อันประกอบด้วยประธานศาลปกครองสูงสุด รองประธานศาลปกครองสูงสุด และตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ซึ่งโดยปกติมักจะไม่รับคดี จากนั้นไม่นาน คอลัมน์ข้าราษฎรในหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๑ ได้เผยแพร่บทความ โดยสายสะพายผู้เขียนคอลัมน์บอกว่าเป็นการเล่าเรื่องสมมติ เพื่อตั้งคําถามทดสอบตุลาการ ดังนี้
ในการพิจารณาคดีสําคัญคดีหนึ่งของศาลสูง ผู้บริหารศาลได้จ่ายสํานวนให้ตุลาการคณะหนึ่งพิจารณา ปรากฏว่าองค์คณะดังกล่าวมีความเห็นเสียงข้างมาก ๓ ใน ๕ เสียงเห็นว่า ควรกลับคําสั่งของศาลชั้นต้น มีการยกร่างคําสั่งเสียงข้างมากดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าความเห็นขององค์คณะที่พิจารณาคดีนี้ไม่ตรงกับความเห็นของผู้บริหารศาล จึงมีการดึงคดีกลับ และจ่ายสํานวนไปให้อีกองค์คณะหนึ่งซึ่งมีผู้บริหารศาลดังกล่าวเป็นหัวหน้าคณะเอง ผลการพิจารณาขององค์คณะใหม่ตรงกันข้ามกับองค์คณะที่โดนดึงสํานวนคืน แม้เสียงจะไม่เป็นเอกฉันท์ ทั้งนี้เสียงข้างน้อยในองค์คณะใหม่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่มีการดึงสํานวนขึ้นและมีการบันทึกไว้ในกระบวนพิจารณาด้วย
คําถามแรกคือ การกระทําของผู้บริหารศาลเป็นการกระทําจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่บัญญัติว่า “ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย” (รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๗ วรรคสอง) หรือไม่
คําถามสอง ถ้าการกระทําของผู้บริหารศาลเป็นการจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและความผิดทางอาญาอื่นหรือไม่
คําถามสาม ถ้าท่านเป็นผู้พิพากษาตุลาการในศาลดังกล่าว รู้เห็นและเป็นตุลาการที่อยู่ทั้งในองค์คณะเดิมและองค์คณะใหม่ ท่านจะทําอย่างไร
๑. นิ่งเฉยเสีย ขืนโวยวายหรือร้องเรียนจะเดือดร้อนแก่ตัวเอง
๒. เห็นว่าอยู่ในสภาวะน้ำท่วมปาก เพราะถ้าร้องเรียน (มีหลักฐานอยู่แล้ว เช่น บันทึกการจ่ายสํานวน คําสั่งให้คู่กรณีชี้แจง เจ้าของสํานวนเปลี่ยนคน บันทึกกระบวนพิจารณา) จะเป็นการทําลายสถาบันศาลเพราะจะทําให้สาธารณชนไม่เชื่อถือศรัทธา
๓. ร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือนําหลักฐานมาเปิดโปงต่อสาธารณะ เพราะถ้าปล่อยให้มีผู้บริหารศาลที่มีพฤติกรรมดังกล่าว เท่ากับองค์กรมีลักษณะเน่าใน ประชาชนย่อมไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย และไม่เป็นธรรมเนื่องจากจะมีการแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดีจากผู้บริหารศาลได้เสมอ
ไม่ว่าในทางปฏิบัติจริงผู้พิพากษาตุลาการจะทําอย่างไร ไม่รู้ไม่เห็นเพราะไม่ใช่หน้าที่ การกระทําของท่านที่ต้องเป็นไปตามคําสัตย์ปฏิญาณที่ว่าจะซื่อสัตย์สุจริตและปราศจากอคติทั้งปวงนั้น เป็นเพียงถ้อยคําที่ท่องแบบนกแก้วนกขุนทองหรืออยู่ในมโนสํานึกที่แท้จริง
๙ กันยายน ๒๕๕๑ ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยที่ ๑๒-๑๓/๒๕๕๑ ให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่ง เพราะเป็น “ลูกจ้าง” โดยศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่า “...การทําให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวบรรลุผล จึงมิใช่แปลความคําว่า ‘ลูกจ้าง’ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ เพียงหมายถึงลูกจ้างตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือตามกฎหมายภาษีอากรเท่านั้น...
“ดังนั้น คําว่า ‘ลูกจ้าง’ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ จึงมีความหมายกว้างกว่าคํานิยามของกฎหมายอื่น โดยต้องแปลความตามความหมายทั่วไป ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายของคําว่า ‘ลูกจ้าง’ ว่าหมายถึง ‘ผู้รับจ้างทําการงาน; ผู้ซึ่งตกลงทํางานให้นายจ้างโดยได้รับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร’ โดยมิได้คํานึงว่าจะมีการทําสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ หรือได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าจ้าง สินจ้าง หรือค่าตอบแทนในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินอย่างอื่น หากมีการตกลงเป็นผู้รับจ้างทําการงานแล้ว ย่อมอยู่ในความหมายของคําว่า ‘ลูกจ้าง’ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ ทั้งสิ้น...
“พยานหลักฐานทั้งหมดมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องทําหน้าที่พิธีกรในรายการชิมไป บ่นไป หลังจากเข้าดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยผู้ถูกร้องยังคงได้รับค่าตอบแทนที่มีลักษณะเป็นทรัพย์สินจากบริษัท เฟซ มีเดีย จํากัด ดังนั้น การที่ผู้ถูกร้องเป็นพิธีกรให้แก่บริษัท เฟซ มีเดีย จํากัด จึงเป็นการรับจ้างทําการงานตามความหมายของคําว่า ‘ลูกจ้าง’ ตามนัยแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ กรณีนี้ถือได้ว่า ผู้ถูกร้องเป็นลูกจ้างของบริษัท เฟซ มีเดีย จํากัด เป็นการกระทําอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องจึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗)”
ล่าสุด ๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยในคดียุบพรรคภาคสอง อันได้แก่ คําวินิจฉัยที่ ๑๘/๒๕๕๑ ยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตยและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค ๕ ปี คําวินิจฉัยที่ ๑๙/๒๕๕๑ ยุบพรรคชาติไทยและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค ๕ ปี และคําวินิจฉัยที่ ๒๐/๒๕๕๑ ยุบพรรคพลังประชาชนและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค ๕ ปี
-๗-
จากปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัตน์” ตลอดเกือบสามปี ผู้เขียนยืนยันว่านี่ไม่ใช่ “การควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารโดยองค์กรตุลาการ” (Judicial Review) ในนามของนิติรัฐ องค์กรผู้ใช้อํานาจตุลาการมีบทบาทสําคัญในการควบคุมการใช้อํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติ (ผ่านทางการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ) และฝ่ายบริหาร (ผ่านทางการควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของการกระทําของฝ่ายปกครอง) อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบการกระทําของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารโดยองค์กรตุลาการ หรือ “judicial review” ไม่ได้ดํารงอยู่อย่างปราศจากเงื่อนไขหรือไร้ซึ่งขอบเขต
ต้องไม่ลืมว่าอีกมุมหนึ่งหลักนิติรัฐในรัฐเสรีประชาธิปไตยก็เรียกร้องให้มีการแบ่งแยกอํานาจ และจําเป็นต้องหาดุลยภาพแห่งอํานาจระหว่างองค์กรผู้ใช้อํานาจรัฐทั้งหลาย องค์กรตุลาการเองก็เช่นกัน ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าตนมีอํานาจ “เชิงรับ” ศาลไม่อาจควบคุมองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหารได้ในทุกกรณี ตรงกันข้าม เรื่องจะขึ้นไปสู่ศาลได้ก็ต่อเมื่อมีการริเริ่มคดีโดยบุคคลที่เกี่ยวข้องเสียก่อน และศาลไม่อาจลงมาหยิบยกเรื่องใดขึ้นพิจารณาได้ด้วยตนเอง
การพิพากษาของศาลมิใช่กระทําได้อย่างปราศจากกฎเกณฑ์ กว่าที่องค์กรตุลาการจะผลิตคําพิพากษาได้นั้น ต้องผ่านขั้นตอนตั้งแต่เงื่อนไขการฟ้องคดี เช่น ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิหรือมีส่วนได้เสียในการฟ้องคดีหรือไม่ การฟ้องทําตามรูปแบบหรือไม่ วัตถุแห่งคดีเป็นกฎหมายที่ตราโดยรัฐสภา (กรณีศาลรัฐธรรมนูญ) หรือเป็นการกระทําของฝ่ายปกครอง (กรณีศาลปกครอง) หรือไม่ ฟ้องภายในอายุความหรือไม่ ศาลมีเขตอํานาจพิจารณาหรือไม่ จากนั้นยังต้องผ่านกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรมอีก ในท้ายที่สุดเมื่อศาลตัดสิน ก็ยังต้องพิจารณาอีกว่า คําพิพากษาของศาลมีผลเป็นการทั่วไปหรือมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ มีผลย้อนหลังหรือมีผลไปในอนาคต
ผู้เขียนยังเห็นอีกว่าปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัตน์” ในประเทศไทยตลอดสามปีที่ผ่านมา ไม่ใช่การตัดสินคดีความอย่างก้าวหน้า (Judicial activism) และไม่ใช่การตีความกฎหมายอย่างสร้างสรรค์ (Constructive interpretation) เพราะ การตัดสินคดีความอย่างก้าวหน้าคือการที่ผู้พิพากษาพยายามใช้และตีความกฎหมายอย่างสร้างสรรค์ เพื่อวินิจฉัยคดีให้เกิดผลไปในทางที่ขยายขอบเขตการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนออกไปมากขึ้น การตัดสินคดีความอย่างก้าวหน้าจึงไม่ใช่การตัดสินคดีความเพื่อปราบปรามศัตรูทางการเมืองขั้วตรงข้าม ไม่ใช่การตัดสินคดีความเพื่อ “ปลด” นักการเมือง ไม่ใช่การตัดสินคดีความเพื่อตามยุบพรรคการเมือง ไม่ใช่การตัดสินคดีความที่แทรกแซงเข้าไปในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันเป็นอํานาจของรัฐบาลโดยแท้
โรนัลด์ ดวอร์กิ้น (Ronald Dworkin) สนับสนุนการตัดสินคดีอย่างก้าวหน้าของผู้พิพากษา ดวอร์กิ้นเสนอไว้ว่าผู้พิพากษาต้องทําหน้าที่ประดุจดังเฮอร์คิวลีส เขาเห็นว่ากฎหมายไม่ได้มีแต่เรื่องกฎเกณฑ์ (Rules) แต่ยังมีหลักการ (Principles) กํากับอยู่ด้วย หลักการเป็นมาตรฐานภายในกฎหมาย ที่ไม่ได้มีเพื่อความก้าวหน้าหรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม แต่มีเพราะการเรียกร้องของความยุติธรรม หลักการเป็นไปเพื่อความยุติธรรม ความเป็นธรรม ศีลธรรม เราอาจสืบค้นหลักการเหล่านี้ได้จากคดีความ กฎหมายบัญญัติ หรือศีลธรรมของชุมชน
นโยบาย (Policy) กับ หลักการ (Principles) เป็นคนละเรื่องกัน ดวอร์กิ้นให้คํานิยามไว้ชัดเจนว่า “ข้าพเจ้าเรียกว่า ‘นโยบาย’ สําหรับมาตรฐานที่ให้นิยามเป้าประสงค์ที่เราต้องการไปถึง เช่น อาจเพื่อการปรับปรุงในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคมของชุมชน... ข้าพเจ้าเรียกว่า ‘หลักการ’ สําหรับมาตรฐานซึ่งเราต้องรักษาไว้ ไม่ใช่เพราะว่ามันทําให้เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ก้าวหน้าหรือมั่นคง แต่เพราะว่ามันเป็นข้อเรียกร้องของความยุติธรรม ความ
เป็นธรรม หรือมิติด้านศีลธรรมอื่นๆ” (Ronald Dworkin, Prendre les droits au sérieux, PUF, 1995, p.80.)
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ดวอร์กิ้นยกตัวอย่างว่า “จํานวนอุบัติเหตุทางรถยนต์ต้องลดลง นี่เป็นนโยบาย และไม่มีบุคคลใดจะได้รับประโยชน์จากความผิดของตนเอง นี่เป็นหลักการ”
ดวอร์กิ้นยกตัวอย่างคดี Riggs v. Palmer ปี ค.ศ. ๑๘๘๙ มีประเด็นให้พิจารณาว่าทายาทที่ฆ่าปู่ยังคงรับมรดกจากปู่ตามที่ปู่เขียนในพินัยกรรมหรือไม่ ศาลบอกว่าหากพิจารณาตามกฎหมายบัญญัติแล้ว เมื่อพินัยกรรมระบุให้ทายาทผู้นี้เป็นผู้รับมรดกก็ต้องเป็นไปตามนั้น แต่ศาลเห็นว่ามีหลักทั่วไปอยู่ข้อหนึ่ง คือ ไม่มีบุคคลใดจะได้รับประโยชน์จากความฉ้อฉลหรือความผิดของตนเอง ศาลจึงวินิจฉัยว่าทายาทผู้นี้ไม่มีสิทธิรับมรดกจากปู่ แม้พินัยกรรมของปู่จะกําหนดให้ก็ตาม การที่ศาลยกหลักทั่วไปมาปรับใช้ หลักทั่วไปนี้ก็คือหลักการตามความหมายของดวอร์กิ้นนั่นเอง
ข้อความคิดเรื่อง “หลักการ” ของดวอร์กิ้น มีเพื่อยืนยันว่าผู้พิพากษาไม่อาจสร้างกฎเกณฑ์ได้เอง (ซึ่งต่างจากเฮอร์เบิร์ต ฮาร์ท (H. L. A. Hart) ที่เห็นว่าในบางกรณี ผู้พิพากษาอาจสร้างกฎเกณฑ์ได้ หากกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ไม่ชัดเจนหรือมีผลประหลาด) ดวอร์กิ้นเห็นว่า ต่อให้เป็นคดีที่ยากที่สุด (Hard cases) อย่างไรเสียก็ยังคงมี “หลักการ” ซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้พิพากษาแบบเฮอร์คิวลีสต้องหาให้พบ แล้วจะได้คําตอบที่ถูกต้องที่สุด (One right answer) เพราะผู้พิพากษาเฮอร์คิวลีสเป็น “นักกฎหมายผู้ชํานาญการ ทรงความรู้อดทนอดกลั้น และฉลาดหลักแหลมเหนือมนุษย์” จึงต้องรับภาระค้นหาวิธีการแก้ไขปัญหาในคดีที่ยาก ด้วยการยึดมั่นในกฎหมายที่มีอยู่ ไม่สร้างกฎหมายขึ้นมาใหม่หรือแก้ไขกฎหมายด้วยตนเอง แต่ต้องตีความด้วยความระมัดระวังเพื่อให้ได้ผลเลิศที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ดวอร์กิ้นเห็นว่ากฎหมายนั้นมีความเป็นเอกภาพ เขาเปรียบเทียบเป็น “สายโซ่ของกฎหมาย” เช่นเดียวกับนวนิยายเรื่องหนึ่งที่เขียนโดยกลุ่มนักเขียน นักเขียนนวนิยายคนหนึ่งรับหน้าที่เขียนบทหนึ่ง นักเขียนคนต่อมาก็ต้องเขียนบทต่อไปที่มีความเชื่อมโยงร้อยเรียงจากบทก่อน โดยที่บทใหม่ต้องเขียนให้ดีที่สุด
อุปมาของดวอร์กิ้นนี้เสมือนกับพัฒนาการการตัดสินคดีของศาลสูงสหรัฐอเมริกานั่นเอง เช่น ภายหลังสิ้นสุดสงครามแยกตัวออกจากสหรัฐอเมริกา สภาคองเกรสได้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อเลิกทาสในปี ค.ศ. ๑๘๖๕ และรับรองสิทธิเลือกตั้งของคนผิวดําในปี ค.ศ. ๑๘๗๐ แต่ในคดี Plessy v. Ferguson ปี ค.ศ. ๑๘๙๖ ศาลสูงสหรัฐอเมริกากลับตีความบทบัญญัติที่ว่า “การคุ้มครองความเสมอภาคตามกฎหมาย” เพื่อรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการแบ่งแยกที่นั่งบนรถไฟระหว่างคนขาวกับคนดํา ในกรณีที่แบ่งแยกแล้วคนดําได้ประโยชน์แต่คนขาวเสียประโยชน์ เพราะศาลถือว่าเป็นการ “แบ่งแยกแต่เสมอภาค”
เกือบหกสิบปีต่อมา ศาลสูงได้วางหลักใหม่ในคดี Brown v. Board of Education ปี ค.ศ. ๑๙๕๔ ลินดา บราวน์ สมัครเข้าเรียนโรงเรียนประถมของคนผิวขาวที่ตั้งอยู่ข้างบ้าน แต่โรงเรียนไม่รับสมัคร เธอและพวกจึงมาฟ้องต่อศาล ในคดีนี้ ศาลสูงได้กลับหลักจากคดี Plessy v. Ferguson โดยให้เหตุผลว่า “เราไม่อาจหมุนนาฬิกาย้อนกลับไปปี ค.ศ. ๑๘๖๘ ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเรื่องความเสมอภาค เช่นกัน เราไม่อาจย้อนไปปี ค.ศ. ๑๘๙๖ ที่ตัดสินคดี Plessy v. Ferguson เราต้องพิจารณาการศึกษาสาธารณะในฐานะเป็นดังแสงสว่างของการพัฒนา และอยู่ในชีวิตของคนอเมริกันทั่วทั้งชาติ เพียงเท่านี้เราก็จะพิจารณาได้ว่าการแบ่งแยกสีผิวในโรงเรียนของรัฐละเมิดหลักการคุ้มครองความเสมอภาคตามกฎหมายหรือไม่” การแบ่งแยกสีผิวจึงขัดรัฐธรรมนูญ
การสนับสนุนบทบาทของผู้พิพากษาในการตัดสินคดีอย่างก้าวหน้าตามความคิดของดวอร์กิ้นนั้นตรงกันข้ามกับปรัชญาของเต๋า ในเต๋าเต็กเก็ง เล่าจื๊อแสดงทัศนคติต่อกฎหมายและองค์กรตุลาการในแง่ไม่ดีนัก เขาเห็นว่ากฎธรรมชาติเป็นกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์กว่ากฎหมายที่มนุษย์บัญญัติขึ้น เป็นกฎเกณฑ์ที่นํามาซึ่งความยุติธรรม ยิ่งมนุษย์บัญญัติกฎหมายเพื่อแก้ปัญหามากเท่าไร “โจรผู้ร้ายยิ่งชุกชุม ประชาราษฎรยิ่งยากจน อาวุธยิ่งแหลมคม ประเทศยิ่งวุ่นวายสับสน” ดังนั้น “ปราชญ์ย่อมปกครองด้วยการไม่ปกครอง”
ในส่วนขององค์กรตุลาการนั้น เล่าจื๊อเห็นว่า บรรดาตุลาการเป็นกลไกของความรุนแรง มุ่งแก้ไขแต่ปัญหาข้อผิดพลาดและรับอาณัติมาทําลายล้างผู้อื่นโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ในท้ายที่สุด ตุลาการก็ต้องรับความเดือดร้อนจากการที่ตนเองใช้ความรุนแรง
เล่าจื๊อเปรียบเทียบว่า ตุลาการเป็นคนธรรมดาที่รับอาสาเป็นผู้ถือขวาน (กฎหมาย) ไปตัดต้นไม้ (ความรุนแรง) แทนช่างไม้ ผู้ถือขวานไปตัดต้นไม้แทนช่างไม้ “ยากนักที่จะหนีพ้นจากบาดแผลของคมขวาน”
ในมุมมองของฌาคส์ แดร์ริดา (Jacques Derrida) การตัดสินคดีของผู้พิพากษาไม่ใช่เป็นการบังคับปรับใช้กฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างกฎหมายด้วย เมื่อสร้างกฎหมายใหม่โดยผ่านการตัดสินคดีหรือตีความมากขึ้น ในที่สุดก็ถือว่าไม่มีกฎหมายใดๆ เลย แต่เป็นผู้พิพากษาที่สร้างกฎหมายขึ้นเองในแต่ละคดี ดังนั้น การตีความกฎหมายก็คือกฎหมายนั่นเอง
ผู้พิพากษาในทัศนะของแดร์ริดาจึงมีเสรีภาพกว้างขวางมาก เมื่อผู้พิพากษามีอํานาจมากเช่นนี้ การตัดสินคดีของผู้พิพากษาจึงต้องรับผิดชอบต่อสังคม ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลอื่นๆ จะละเลยไม่ใส่ใจกฎหมายด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องของผู้พิพากษาเท่านั้น ตรงกันข้าม ทุกคนต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบกฎหมาย เพราะกฎหมายไม่ใช่สมบัติของนักกฎหมายเท่านั้น
สําหรับเยอร์เก้น ฮาเบอร์มาส (Jürgen Habermas) เขาไม่เชื่อว่าเราจะค้นพบผู้พิพากษาที่เก่งกาจเหมือนเฮอร์คิวลีสตามจินตภาพของดวอร์กิ้น ถึงกระนั้นเขาก็สนับสนุนให้ผู้พิพากษาใช้และตีความกฎหมายอย่างสร้างสรรค์
ฮาเบอร์มาสเห็นว่าคําพิพากษาที่ถูกต้อง ต้องประกอบด้วยความมั่นคงแน่นอนในกฎหมายและความถูกต้องสมเหตุสมผล ความชอบธรรมของคําพิพากษาจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อผ่านการถกเถียงทั้งจากคู่ความ ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย ตลอดจนสังคม การเขียนคําพิพากษาของผู้พิพากษาจึงไม่ได้เขียนเพื่อคู่ความเท่านั้น แต่คําพิพากษาต้องสื่อถึงสังคมด้วย ในเรื่องคดีความต่างๆ จึงไม่ควรถูกผูกขาดเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องอยู่ในพื้นที่สาธารณะให้สังคมได้มีโอกาสถกเถียง การเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปได้วิจารณ์คําพิพากษาจึงเป็นปัจจัยสําคัญในการสร้างความชอบธรรมทางประชาธิปไตยให้แก่คําพิพากษานั้น
เช่นกัน ปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัตน์” ตลอดสามปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ judicialization of politics เพราะ judicialization of politics คือความพยายามทําให้เรื่องที่เกี่ยวพันกับการเมืองหรือสังคมเข้าสู่การพิจารณาขององค์กรตุลาการ เมื่อเรื่องเหล่านี้แปรสภาพกลายเป็นข้อพิพาทในศาลแล้ว องค์กรตุลาการก็มีโอกาสแสดงบทบาททางการเมืองหรือวางหลักการนโยบายต่างๆ ด้วยการกระทําผ่านคําพิพากษา องค์กรตุลาการจึงมีส่วนร่วมในทางการเมืองจากการตัดสินคดีนั่นเอง
judicialization of politics เกิดขึ้นได้ในสองกรณี
กรณีแรก สภาพแวดล้อมทางการเมือง สังคมวิทยาการเมือง เสียงเรียกร้องของสังคม ตลอดจนนิตินโยบาย เรียกร้องให้องค์กรตุลาการเข้ามามีบทบาท เพราะเห็นว่าเรื่องทางการเมืองในบางกรณี ให้ฝ่ายการเมืองจัดการกันเองยังไม่เพียงพอ และกลไกทางการเมืองแก้ปัญหาไม่ได้ เช่น กรณีนักการเมืองทุจริตหรือบริหารงานผิดพลาดร้ายแรง เดิมนักการเมืองต้องรับผิดชอบทางการเมือง (ลาออก ไม่ได้รับการเลือกตั้งกลับเข้ามา ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถูกถอดถอนออกจากตําแหน่ง) ต่อมาเห็นกันว่าความรับผิดเพียงแค่นี้ยังไม่เพียงพอ จึงแปรสภาพเรื่องเหล่านี้ให้เป็นคดี โดยอาจให้มีความรับผิดทางอาญา (มาตรฐานเข้มข้นกว่าบุคคลทั่วไป) แล้วให้ศาลเป็นผู้พิจารณาคดี เพราะองค์กรตุลาการมีความเป็นอิสระย่อมจัดการคดีเหล่านี้ได้ดีและอิสระกว่าปล่อยให้ฝ่ายการเมืองจัดการกันเอง
เมื่อเห็นพ้องต้องกันเช่นนี้ ก็ต้องกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายให้ชัดเจนเพื่อขยายเขตอํานาจขององค์กรตุลาการให้ครอบคลุมถึงกรณีใดบ้าง เช่น กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเฉพาะ ให้ศาลมีเขตอํานาจพิจารณาคดีทุจริตของนักการเมือง หรือกําหนดให้การกระทําบางประเภทของนักการเมืองถือว่ามีความผิดทางอาญาและให้ศาลเป็นผู้มีอํานาจวินิจฉัยเพราะถือว่าแปรสภาพเป็นคดีอาญาแล้ว สําหรับประเทศไทย ปรากฏให้เห็นในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจวินิจฉัยกรณีแสดงบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง จัดตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองขึ้นมาทําหน้าที่โดยเฉพาะ ซึ่งมีวิธีพิจารณาและกระบวนการขั้นตอนที่แตกต่างจากคดีอื่นๆ
กรณีที่สอง ความเข้มแข็งของชุมชนกฎหมาย ในสังคมต้องมีกลุ่มคนที่นิยมใช้ช่องทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในการต่อสู้ เช่น
ในอิสราเอล judicialization of politics เฟื่องฟูมาก เพราะมีกลุ่ม cause lawyers ที่หมั่น “ชง” เรื่องไปยังศาล ทําให้ศาลมีโอกาสเข้ามามีบทบาททางการเมืองและสังคม โดยกระทําผ่านทางคําพิพากษา
ในยุโรป มีสมาคมและองค์กรเอกชนมากมายที่คอยตรวจสอบฝ่ายการเมืองและหาช่องทางฟ้องคดีอย่างขยันขันแข็ง หากไม่มีการฟ้องคดี ศาลก็ไม่มีเวทีให้แสดงบทบาท ดังนั้น judicialization of politics ย่อมแปรผันตามจํานวนคดี หากมีการฟ้องคดีมาก โอกาสเกิด judicialization of politics ก็มีมากตามไปด้วย
ผลงานรูปธรรมของ judicialization of politics ในยุโรป อเมริกา และอิสราเอล คือ ศาลปรับใช้กฎหมายเพื่อพิพากษาคดีไปในทางคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิของคนกลุ่มน้อย judicialization of politics มุมหนึ่ง เปิดโอกาสให้ศาลเข้ามามีบทบาททางการเมือง อีกมุมหนึ่ง เปิดโอกาสให้เสียงข้างน้อยใช้ศาลเป็นช่องทางสู้กับเสียงข้างมาก ให้คนกลุ่มน้อยใช้ศาลปกป้องสิทธิของตน
จะเห็นได้ว่า judicialization of politics ทําให้องค์กรตุลาการมีบทบาทเชิงรุกมากกว่าเดิม แต่เชิงรุกที่ว่านี้เป็น “รุกในรับ” เป็น “รุกแบบมีเงื่อนไข” คือศาลไม่อาจลงไป “เล่น” การเมืองได้เอง แต่ต้องมีคนฟ้องคดีขึ้นมาและแสดงผ่านคําพิพากษา ซึ่งสาธารณชนก็สามารถเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานและความถูกต้องเหมาะสมของคําพิพากษาได้อีก โดยศาลต้องตระหนักเสมอว่า หากแสดงบทบาทเชิงรุกมากเกินไป ฝ่ายการเมืองก็อาจใช้อํานาจโต้กลับได้ จึงต้องหาดุลยภาพให้พอเหมาะ
judicialization of politics จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลจะอาศัยคําพูดของใครคนใดคนหนึ่งเพื่อเป็นแรงสนับสนุนให้ศาลได้เข้าไปแทรกแซงเรื่องการเมืองได้โดยที่ไม่มีกฎหมายกําหนด
ผู้เขียนได้สํารวจตําราต่างประเทศเท่าที่สติปัญญาจะพึงมี ขอยืนยันว่า Judicial Review, Judicial activism, Judicialization of politics ในนานาอารยประเทศ ไม่มีกรณีศาลเพิกถอนการเลือกตั้งทุกเขตทั่วประเทศ ด้วยมูลเหตุเพียงจัดคูหาออกด้านนอก ไม่มีกรณีศาลสั่งยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคแบบ “เหมารวม-ยกเข่ง” ด้วยมูลเหตุเพียงว่ามีกรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งกระทําความผิด ไม่มีกรณีที่ศาลใช้กฎหมายเป็นโทษย้อนหลังเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่มีกรณีให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่งเพราะมีลักษณะต้องห้ามเนื่องจากเป็นลูกจ้าง และในวันที่ศาลตัดสินลักษณะต้องห้ามก็หมดไปแล้ว
ตรงกันข้าม Judicial Review, Judicial activism, Judicialization of politics ในนานาอารยประเทศ มีแต่กรณีศาลตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่ตราโดยรัฐสภา ศาล
ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทําทางปกครอง ศาลใช้และตีความกฎหมายเพื่อขยายความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
-๘-
เราอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า เดิมศาลไทยมักจะจํากัดอํานาจตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีข้อพิพาทที่ก้าวล้ำเข้าไปในเรื่องบริหารหรือเรื่องนโยบาย เห็นได้จากการมีคําพิพากษาศาลฎีกาจํานวนมากที่ศาลไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องนโยบายบ้าง เป็นเรื่องดุลพินิจของฝ่ายบริหารบ้าง เป็นเรื่องการใช้อํานาจตามมาตรา ๑๗ ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรสมัยจอมพลสฤษดิ์บ้าง เป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีไม่มีอํานาจฟ้องบ้าง เพิ่งปรากฏให้เห็นในช่วงสามปีนี้เองว่าศาลไทยขยันขันแข็งเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ความขยันขันแข็งที่ว่านี้ก็มีเพียงมิติเดียว คือมิติ “ปราบปราม” นักการเมือง แต่ในเรื่องขยายความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้น กลับไม่มากเท่าไรนัก จริงอยู่ แม้จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่เมื่อเทียบกับการปราบปรามนักการเมืองแล้ว ก็ยังถือว่าน้อยอยู่มาก
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนคือ คดีศิริมิตร บุญมูล
ศิริมิตร บุญมูล ทนายความมีร่างกายผิดปกติเนื่องจากโปลิโอ ไปสมัครสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา คณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือก เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตําแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาพิจารณา เห็นว่า ศิริมิตรมีร่างกายไม่เหมาะสมตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ เห็นสมควรไม่รับสมัคร
ต่อมา ในการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ ๑๓/๒๕๔๓ เมื่อวันที่ ๑๔ และ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๓ เห็นชอบด้วยกับความเห็นของคณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตําแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา จึงมีมติไม่รับสมัคร เนื่องจากเป็นกรณีที่ร่างกายไม่เหมาะสม
ศิริมิตรเห็นว่าพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการน่าจะไม่ชอบด้วยหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ จึงร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เพื่อเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยในประเด็นความชอบด้วยรัฐธรรมนูญดังกล่าว ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาพิจารณาแล้วจึงส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตามที่ศิริมิตรร้องขอ
ศาลรัฐธรรมนูญในคําวินิจฉัยที่ ๑๖/๒๕๔๕ พิจารณาว่า “...การรับสมัครสอบคัดเลือก นอกจากจะพิจารณาถึงความรู้ ความสามารถแล้ว ยังต้องพิจารณาสุขภาพของร่างกายและจิตใจว่ามีความสมบูรณ์ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และมีบุคลิกลักษณะที่ดีพอที่จะเป็นผู้พิพากษา ซึ่งเป็นตําแหน่งที่มีเกียรติโดยปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ การปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษามิใช่เพียงแต่พิจารณาพิพากษาอรรถคดีในห้องพิจารณาเท่านั้น บางครั้งต้องเดินทางไปนอกศาล ปฏิบัติหน้าที่ เช่น เพื่อเดินเผชิญสืบ เพื่อสืบพยานที่มาศาลไม่ได้ การพิจารณาเพื่อรับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการ และแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา จึงมีมาตรการที่แตกต่างและเข้มงวดกว่าการคัดเลือกบุคคลไปดํารงตําแหน่งอื่นอยู่บ้าง...” จึงวินิจฉัยว่า “... เมื่อพิจารณาถึงพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๒๖ (๑๐) คําว่า ‘มีกาย ... ไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการตุลาการ’... เป็นไปตามความจําเป็นและความเหมาะสมของฝ่ายตุลาการ จึงเห็นว่า บทบัญญัติของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๒๖ (๑๐) ดังกล่าว ...ไม่กระทบกระเทือนถึงสาระสําคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง และไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ แต่อย่างใด...”
กล่าวให้เข้าใจโดยง่าย คือ ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าตัวกฎหมายที่เขียนลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครไว้ว่า “มีกาย ... ไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการตุลาการ” ไม่ขัดกับหลักความเสมอภาค เพราะกรณีการรับสมัครสอบผู้พิพากษามีความจําเป็นต้องพิจารณาร่างกายของผู้สมัครประกอบด้วย
ในส่วนของมติ ก.ต. ที่ไม่อนุญาตให้ศิริมิตรสมัครสอบนั้น ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่มีอํานาจพิจารณาในส่วนนี้ ไปฟ้องศาลปกครองก็ไม่ได้อีก เพราะมาตรา ๙ วรรค ๒ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ยกเว้นไว้ว่าศาลปกครองไม่มีอํานาจในกรณีที่เกี่ยวกับการดําเนินการของ ก.ต. ตามกฎหมายข้าราชการตุลาการ ทั้งๆ ที่มติของ ก.ต. นั้นโดยเนื้อแท้น่าจะเป็น “เสมือน” คําสั่งทางปกครอง (ในหลายประเทศที่มีศาลปกครองกับศาลยุติธรรมคู่กัน ก็ให้ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของมติ ก.ต. ได้) แต่บริบททางประวัติศาสตร์และเหตุผลเฉพาะของไทย ทําให้กฎหมายศาลปกครองเขียนยกเว้นไม่ให้ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของการดําเนินการของ ก.ต. ศิริมิตรจึงเหลืออยู่ช่องทางเดียวในการต่อสู้กับมติ ก.ต. นั่นคือเอากลับไปฟ้องต่อศาลยุติธรรม เมื่อเอามติของ ก.ต. ไปฟ้องต่อศาลยุติธรรม คนใน ก.ต. ก็ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม แล้วเอาเรื่องนี้ไปฟ้องต่อศาลยุติธรรม คนตัดสินก็มีธรรมเนียม แนวคิด ค่านิยมออกไปในทํานองอนุรักษนิยมแบบเดียวกัน ลองตรองดูเถิดว่าผลจะเป็นอย่างไร
ศิริมิตรเอามติ ก.ต. ไปฟ้องต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไม่รับด้วยเหตุผลว่าศิริมิตรยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิตามมาตรา ๕๕ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ควรเข้าใจในเบื้องต้นว่าสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมแคบกว่าการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง กล่าวคือ ผู้ฟ้องต้องถูกโต้แย้งสิทธิก่อนจึงจะฟ้องได้ ศาลจะพิจารณาว่าสิทธิที่ผู้ฟ้องยกขึ้นมาอ้างว่าถูกโต้แย้งนั้นมีกฎหมายรับรองสิทธิดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องหรือไม่ กรณีนี้ศิริมิตรยังไม่มีสิทธิเข้าสอบ ไม่มีกฎหมายใดรับรองว่าศิริมิตรมีสิทธิสอบ ศิริมิตรเพียงขอสมัครสอบแล้ว ก.ต. ปฏิเสธ ซึ่งยังไม่ถือว่ากระทําการโต้แย้งสิทธิศิริมิตร
น่าสังเกตว่ากรณีของศิริมิตรที่ฟ้องขอเพิกถอนมติ ก.ต. ศาลยุติธรรมน่าจะวางหลักเรื่องการฟ้องคดีตามมาตรา ๕๕ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้ยืดหยุ่นกว่าเดิม เนื่องจากคําฟ้องขอเพิกถอนมติ ก.ต. โดยเนื้อแท้แล้วมีลักษณะทํานองเดียวกับคําฟ้องในคดีปกครองที่ขอเพิกถอนคําสั่งทางปกครอง จึงควรนําหลักในคดีปกครองมาใช้ กล่าวคือ ผู้ฟ้องคดีพิสูจน์ได้ว่าตนมีส่วนได้เสียในเรื่องที่ฟ้องก็เพียงพอ ไม่จําเป็นต้องพิสูจน์ถึงขนาดว่าสิทธิของตนถูกกระทบเหมือนในคดีแพ่ง หากเราไม่เดินตามแนวนี้แล้ว ต่อไปหากมีมติ ก.ต. ที่ไม่ให้สมัครสอบ ผู้ที่ถูกปฏิเสธจะหันหน้าไปพึ่งใคร หันหน้าไปที่ศาลรัฐธรรมนูญก็บอกไม่มีอํานาจ หันมาหาศาลปกครองก็มีกฎหมายเขียนยกเว้นไว้ว่าไม่มีอํานาจ เหลือเพียงศาลยุติธรรมที่พอเป็นที่พึ่งได้ ก็มาติดที่สิทธิในการฟ้องคดีแคบ เช่นนี้มิต้องไปหาศาลเจ้าหรือ
ศิริมิตรไปสมัครสอบเข้าเป็นอัยการผู้ช่วย เช่นเดียวกัน คณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) มีมติไม่รับสมัคร เพราะศิริมิตรมีร่างกายไม่เหมาะสม ศิริมิตรจึงไปฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนมติ ก.อ. ระหว่างพิจารณาคดี ศิริมิตรได้ร้องขอให้ศาลปกครองส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า มาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ ขัดกับหลักความเสมอภาค
ตามมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญหรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญในคําวินิจฉัยที่ ๔๔/๒๕๔๕ พิจารณาว่า “...การรับสมัครสอบคัดเลือก นอกจากจะพิจารณาถึงความรู้ ความสามารถแล้ว ยังต้องพิจารณาสุขภาพของร่างกายและจิตใจว่ามีความสมบูรณ์ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และมีบุคลิกลักษณะที่ดีพอที่จะเป็นข้าราชการอัยการ การปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการอัยการมิใช่เพียงปฏิบัติหน้าที่ในห้องพิจารณาคดีหรือในสํานักงานเท่านั้น บางครั้งต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่นอกสํานักงาน เช่น เพื่อเดินเผชิญสืบ เพื่อสืบพยานที่ไม่อาจมาศาลได้ การร่วมชันสูตรพลิกศพกับพนักงานสอบสวน การออกไปเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนในชนบท เป็นต้น การพิจารณาเพื่อรับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการและแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งอัยการผู้ช่วย จึงมีมาตรการที่แตกต่างและเข้มงวดกว่าการคัดเลือกบุคคลไปดํารงตําแหน่งอื่นอยู่บ้าง...” จึงวินิจฉัยว่า “...เมื่อพิจารณาถึงพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๓๓ (๑๑) คําว่า ‘มีกาย ... ไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการอัยการ’... เป็นไปตามความจําเป็นและความเหมาะสมของฝ่ายอัยการ จึงเห็นว่า บทบัญญัติของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๓๓ (๑๑) ดังกล่าว... ไม่กระทบกระเทือนถึงสาระสําคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปและไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง และไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ แต่อย่างใด...”
ในส่วนของมติ ก.อ. ที่ไม่ให้ศิริมิตรสมัครสอบนั้น ศาลปกครองชั้นต้นยกฟ้อง เพราะเห็นว่า “...การที่ผู้ฟ้องคดีมีรูปกายพิการ เดินขากะเผลก กล้ามเนื้อแขนลีบจนถึงปลายมือทั้งสองข้าง กระดูกสันหลังคด แจ้งว่าเป็นโปลิโอตั้งแต่อายุ ๙ ขวบ และได้รับการผ่าตัดดามเหล็กที่กระดูกสันหลังไว้เพื่อให้ไหล่ทั้งสองข้างเท่ากัน ตามรายงานผลการตรวจของคณะกรรมการแพทย์ดังกล่าว จึงเป็นความแตกต่างที่ถึงขั้นเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการที่จะปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะงานของพนักงานอัยการเมื่อเทียบกับบุคคลปกติทั่วไป การที่ผู้ถูกฟ้องคดี ... มีมติไม่รับสมัครผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นการพิจารณาตามอํานาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนด และเป็นการใช้ดุลพินิจอย่างเป็นธรรมและชอบด้วยเหตุผล...”
ศิริมิตรอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองสูงสุดกลับคําพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นและพิพากษาให้เพิกถอนมติของ ก.อ. ดังกล่าว เพราะเห็นว่า “...ผู้ฟ้องคดีแม้จะมีรูปกายพิการ แต่ความพิการดังกล่าวไม่ถึงขนาดทําให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่การงานโดยปกติได้ โดยงานที่ผู้ฟ้องคดีเคยทําในขณะเป็นทนายความมาแล้วนั้น มีลักษณะทํานองเดียวกับงานของข้าราชการอัยการดังกล่าว จึงน่าเชื่อว่าแม้สภาพกายของผู้ฟ้องคดีจะพิการ แต่ความแตกต่างดังกล่าวไม่ถึงขั้นจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะงานของอัยการ... โดยที่ความเห็นของคณะกรรมการแพทย์และคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือก เป็นเพียงความเห็นเบื้องต้นที่เสนอต่อผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อประกอบการพิจารณาเท่านั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีมติไม่รับสมัครผู้ฟ้องคดี จึงไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอว่าการที่ผู้ฟ้องคดีมีกายพิการดังกล่าว จะทําให้ไม่สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ของข้าราชการอัยการได้อย่างไร มติของผู้ถูกฟ้องคดี ... จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบ และเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี...”
แต่เรื่องยังไม่จบ เพราะกฎหมายศาลปกครอง มาตรา ๗๒ (๑) บอกว่า กรณีฟ้องขอเพิกถอนคําสั่งทางปกครอง ศาลปกครองมีอํานาจสั่งเพิกถอนคําสั่งนั้นได้ กรณีนี้ศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอน มติ ก.อ. แต่ไม่ได้หมายความว่า ก.อ. จะต้องมีมติใหม่ให้ศิริมิตรเข้าสอบ ว่าให้ชัดคือ มติ ก.อ. บอกว่าไม่ให้สอบ ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนมติ ก.อ. ก็คือเพิกถอนการไม่ให้สอบ แต่ศาลปกครองก็ไม่มีอํานาจไปบังคับให้ ก.อ. มีมติรับศิริมิตรเข้าสอบได้อยู่ดี
จะเห็นได้ว่าการต่อสู้ของศิริมิตร บุญมูล ทั้งในศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลยุติธรรมนั้น ค่อนข้างหนักหนาสาหัส ซึ่งน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรตุลาการกลับไม่ “-ภิวัตน์” ในเรื่องเหล่านี้เท่ากับ “-ภิวัตน์” ในเรื่องปราบปรามนักการเมือง
เมื่อเผชิญหน้ากับรัฐประหาร ศาลไทยไม่เคยปฏิเสธรัฐประหาร ไม่เคยประกาศผ่านคําพิพากษาว่ารัฐประหารไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตรงกันข้าม ในคําพิพากษาศาลฎีกาหลายกรณี ศาลยอมรับการดํารงอยู่ของคณะรัฐประหาร โดยถือหลักว่า เมื่อเริ่มแรก รัฐประหารเป็นสิ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนกระทั่งคณะรัฐประหารได้กระทําการจนสําเร็จและยึดอํานาจได้อย่างบริบูรณ์ สามารถยืนยันอํานาจของตนและปราบปรามอํานาจเก่าหรือกลุ่มที่ต่อต้านให้เสร็จสิ้น เมื่อนั้นคณะรัฐประหารก็มีสถานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอํานาจออกรัฐธรรมนูญใหม่หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า ตลอดจนการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมายได้
พูดง่ายๆ ก็คือ ศาลไทยให้ความสําคัญกับ “อํานาจ” ในความเป็นจริงเป็นสําคัญ มากกว่าจะพิจารณาถึงความถูกต้องของ “กระบวนการได้มาซึ่งอํานาจ” นั่นเอง
เช่น คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๖๒/๒๕๐๕ “ใน พ.ศ. ๒๕๐๑ คณะปฏิวัติได้ยึดอํานาจการปกครองประเทศไทยได้เป็นผลสําเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อํานาจปกครองบ้านเมือง ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชน ก็ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกด้วยคําแนะนําหรือยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม” หรือคําพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๓๔/๒๕๒๓ “แม้จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่ก็หาได้มีกฎหมายยกเลิกประกาศหรือคําสั่งคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่ ประกาศหรือคําสั่งนั้นจึงยังคงเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่”
ถึงกระนั้นก็ตาม ศาลไทยพยายามใช้และตีความกฎหมาย เพื่อพิพากษาไปในทางที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากประกาศคณะรัฐประหารอยู่บ้าง โดยพิจารณาว่าประกาศของคณะรัฐประหารขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังกรณี “กฎหมายควบคุมอันธพาล” หรือกรณีประกาศ รสช. เรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมือง กรณี “กฎหมายควบคุมอันธพาล” นั้น ศาลแขวงอุบลราชธานีในคดีอาญาหมายเลขดําที่ ๙๑๘/๒๕๑๒ เห็นว่าประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๔๓ พ.ศ. ๒๕๐๓ เกี่ยวกับการควบคุมตัวอันธพาลขัดรัฐธรรมนูญ เพราะให้ผู้บัญชาการตํารวจนครบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้มีอํานาจวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นอันธพาล และมีอํานาจส่งตัวบุคคลนั้นไปยังสถานอบรมและฝึกอาชีพ จึงมีผลเท่ากับตั้งให้ฝ่ายบริหารมีอํานาจพิจารณาคดีชี้ความผิดและลงโทษบุคคลได้ นอกจากนี้ ประกาศฉบับนี้ยังไม่ได้กําหนดระยะเวลาการลงโทษที่แน่นอนชัดเจน และโทษที่จะลงนั้นหนักเบาสถานใด สุดแท้แต่คณะกรรมการจะพิจารณา ทําให้โทษที่ได้รับไม่ได้สัดส่วนกับความผิดและไม่เป็นธรรมต่อผู้ถูกลงโทษ อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดคณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้ยืนยันในคําวินิจฉัยที่ ๑/๒๕๑๓ ว่าประกาศฉบับนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
แม้ศาลจะไม่ปฏิเสธความเป็นกฎหมายของประกาศคณะรัฐประหาร แต่ศาลก็พยายามใช้และตีความเพื่อลดความเข้มข้นของประกาศคณะรัฐประหารและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เช่น กรณีเจ้าหน้าที่ใช้อํานาจตามประกาศคณะรัฐประหารต่างๆ เพื่อควบคุมตัวในข้อหาบ่อนทําลายความมั่นคงบ้าง ในข้อหากระทําการอันเป็นคอมมิวนิสต์บ้าง ในข้อหาเป็นภัยต่อสังคมบ้าง ศาลก็จะใช้และตีความกฎหมายไปในทางที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยการสั่งให้ปล่อยตัวบ้าง ลดจํานวนวันคุมตัวบ้าง ตลอดจนพิจารณาว่ามูลเหตุแห่งการควบคุมตัวนั้นตรงตามที่ประกาศคณะรัฐประหารกําหนดหรือไม่
มีข้อควรสังเกตว่า เมื่อศาลไทยเผชิญหน้ากับรัฐประหาร ผลิตผลของคณะรัฐประหาร คําสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหาร ศาลจะรับรองการดํารงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ เว้นเสียแต่ว่าผลิตผลของคณะรัฐประหารเข้ามารุกล้ำศาล มีผลกระทบกระเทือนต่อศาล หรือลิดรอนอํานาจของศาล เมื่อนั้นศาลก็ไม่ลังเลที่จะปฏิเสธคําสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธผ่านทางคําพิพากษา หรือปฏิเสธผ่านทางการแสดงออกด้วยการกดดัน
การปฏิเสธประกาศคณะรัฐประหารผ่านทางคําพิพากษา ก็โดยการวินิจฉัยว่าประกาศคณะรัฐประหารขัดรัฐธรรมนูญ เพราะ “ตั้ง ‘คณะบุคคลที่มิใช่ศาล’ ให้มีอํานาจทําการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเช่นเดียวกับศาล” หรือ “ใช้กฎหมายที่มีโทษทางอาญาย้อนหลังไปลงโทษบุคคล”
ส่วนการปฏิเสธประกาศคณะรัฐประหารด้วยการกดดัน ก็เช่นกรณี “กฎหมายโบดํา” ที่คณะรัฐประหารของจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ตราประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๙ เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ เกี่ยวกับระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ฝ่ายตุลาการเห็นกันว่าประกาศนี้ส่งให้ฝ่ายบริหารเข้าแทรกแซงความเป็นอิสระของศาล มีการรณรงค์คัดค้านประกาศนี้อย่างกว้างขวาง ประธานศาลฎีกาออกโรงมาเขียนแถลงการณ์สาธารณะแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน มีการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกประกาศ เพียงสองสัปดาห์ รัฐบาลถนอมก็ทนแรงกดดันไม่ไหว ต้องผลักดันให้ตราพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๙๙
คงไม่เกินเลยไปที่จะกล่าวว่า ศาลไทยพร้อมจะ “ชน” กับคณะรัฐประหาร ถ้าคณะรัฐประหารเข้ามาล้ำแดนความเป็นอิสระของศาลหรือเข้ามาแตะต้องวัฒนธรรมองค์กร แต่กับกรณีที่คณะรัฐประหารเข้ายึดอํานาจการปกครองจากรัฐบาล อันขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรงนั้น ศาลไทยกลับยอมรับ หรือกรณีที่หัวหน้าคณะรัฐประหารใช้อํานาจเผด็จการตามมาตรา ๑๗ แบบสฤษดิ์ ศาลไทยกลับนิ่งเฉยไม่รับคําฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าไม่มีอํานาจ ตลอดจนกรณีที่คณะรัฐประหารตราธรรมนูญการปกครองชั่วคราวเพื่อใช้แทนรัฐธรรมนูญเดิม โดยมีเนื้อหาที่ขัดกับหลักนิติรัฐ-ประชาธิปไตย ให้อํานาจเผด็จการแก่หัวหน้าคณะรัฐประหารเพียงผู้เดียว ศาลไทยกลับยืนยันว่าทําได้
คงเหมือนที่เสน่ห์ จามริก ตั้งข้อสังเกตไว้ใน การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ ว่าท่าทีของฝ่ายตุลาการที่ต่อต้านประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๙ อย่างจริงจังถึงขั้นชุมนุมประท้วงเพราะเนื้อหาของประกาศฉบับนี้กระทบต่อการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตุลาการ
น่าเสียดายที่ท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจนรุนแรงขององค์กรตุลาการเช่นนี้ กลับไม่เกิดขึ้นกับการก่อการรัฐประหารหรือประกาศคณะรัฐประหารที่มีเนื้อหาไม่เป็นธรรมอื่นๆ
-๙-
ปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัตน์” แบบไทยๆ เข้มข้นมากขึ้น จนเกิดปัญหาว่าองค์กรตุลาการกับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนกลายเป็นคู่ขัดแย้ง เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างองค์กรที่มีฐานความชอบธรรมทางการเมืองอย่างรัฐสภาและรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน กับองค์กรตุลาการที่ไม่มีความชอบธรรมทางการเมืองเท่ากับรัฐสภาและรัฐบาล
แน่นอนที่สุด เราไม่อาจ “ลบ” อํานาจการตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการออกไปได้ เพราะทําให้ปราศจากองค์กรเป็นกลางและอิสระ ที่ทําหน้าที่ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ เช่นกัน หากแก้ไขให้องค์กรตุลาการมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเพื่อสร้างความชอบธรรมก็คงไม่เหมาะสม เพราะจะทําให้องค์กรตุลาการสูญสิ้นความอิสระไปเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตุลาการต้องคํานึงถึงคะแนนนิยมตลอดเวลา จึงต้องหาวิธีประสานให้องค์กรตุลาการมีความชอบธรรมทางการเมืองมากขึ้น ถูกตรวจสอบจากภายนอกได้โดยที่ยังคงความอิสระเอาไว้
ในหลายประเทศแก้ไขโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้วิจารณ์คำพิพากษาได้เต็มที่ เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและมอบอำนาจในส่วนตุลาการให้ศาลใช้แทน เมื่อเป็นเจ้าของอํานาจ
ก็ย่อมมีสิทธิที่จะวิจารณ์ผู้ใช้อํานาจแทนตนเองได้ นอกจากนี้ยังกําหนดให้การพิจารณาคดีต้องเปิดเผยเป็นหลัก พิจารณาโดยลับเป็นข้อยกเว้น และเปิดโอกาสให้เข้าถึงคําพิพากษาโดยง่าย
ในประเทศที่ใช้ระบบคอมมอนลอว์ ก็กําหนดให้บุคคลภายนอกทําหน้าที่เป็นคณะลูกขุนในการพิจารณาคดี โดยให้มีอํานาจพิจารณาข้อเท็จจริงและให้ศาลวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมาย
บางประเทศก็ใช้วิธีปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารงานบุคคลขององค์กรตุลาการเสียใหม่ ด้วยการเพิ่มสัดส่วนบุคคลที่ไม่ใช่ผู้พิพากษาเข้าไป เช่น ฝ่ายการเมืองในฐานะผู้แทนประชาชนหรือผู้ทรงคุณวุฒิ
ในขณะที่บางประเทศอาจไปไกลถึงขนาดให้ฝ่ายการเมืองเป็นผู้แต่งตั้งผู้พิพากษาในศาลสูงสุด เช่น สหรัฐอเมริกา ให้ประธานาธิบดีแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงสุด หรือฝรั่งเศส ให้ประธานาธิบดี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา แต่งตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญฝ่ายละ ๓ คน นอกจากนี้ เพื่อการถ่วงดุลกันระหว่างองค์กรทางการเมืองกับองค์กรตุลาการ ยังอาจสร้างกระบวนการถอดถอนผู้พิพากษาออกจากตําแหน่งด้วยก็ได้ โดยให้วุฒิสภาเป็นผู้ถอดถอน
ในชีวิตทางการเมือง เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าองค์กรตุลาการมีบทบาททางการเมือง แต่บทบาททางการเมืองเช่นว่านั้นต้องกระทําผ่านคําพิพากษาและภายใต้ความเป็นเหตุเป็นผลตามกฎหมายเท่านั้น
ถึงแม้องค์กรตุลาการอาจเข้าแทรกแซงทางการเมืองโดยผ่านคําพิพากษาของตน แต่องค์กรตุลาการต้องคํานึงถึงหลักการแบ่งแยกอํานาจและการรักษาดุลยภาพระหว่างอํานาจไว้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องบางเรื่องเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับแนวนโยบายของรัฐบาลหรือเรื่องทางการเมืองโดยแท้ องค์กรตุลาการก็จําต้องสงวนท่าทีและควบคุมการใช้อํานาจของตนเองลง
หากองค์กรทางการเมืองอื่นเห็นว่าองค์กรตุลาการได้ใช้อํานาจตัดสินคดีอันเป็นการรุกล้ำเข้ามาในแดนอํานาจของตนเองมากจนเกินไป ก็เป็นไปได้ว่าองค์กรทางการเมืองนั้นอาจใช้อํานาจเพื่อตอบโต้การใช้อํานาจขององค์กรตุลาการ อันเป็นเรื่องปกติของรัฐที่ยึดหลักการแบ่งแยกอํานาจ เช่น ใช้วิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือให้รัฐสภาตรากฎหมายใหม่เพื่อลบหลักการที่ปรากฏในคําพิพากษา ใช้วิธีนําเรื่องไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ใช้วิธีประกาศต่อสาธารณะอย่างชัดเจนถึงการไม่เห็นด้วยกับคําพิพากษา ใช้วิธีนิ่งเฉยไม่บังคับการให้เป็นไปตามคําพิพากษา ตลอดจนใช้วิธีแต่งตั้งผู้พิพากษาใหม่ๆ เข้าไปเพิ่มเติม เป็นต้น
การใช้อํานาจตอบโต้องค์กรตุลาการปรากฏให้เห็นในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศสสมัยประธานาธิบดีชาร์ลส์ เดอ โกลล์ (Charles de Gaulle) และสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี.
รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt)
กรณีของฝรั่งเศส ประธานาธิบดีเดอ โกลล์ และรัฐบาลได้นําร่างรัฐบัญญัติฉบับหนึ่งเสนอให้ประชาชนลงประชามติ เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทในการแก้ไขวิกฤตการณ์แอลจีเรีย ซึ่งประชาชนก็เห็นด้วยให้ใช้กฎหมายดังกล่าว และมีผลบังคับใช้เป็นรัฐบัญญัติเมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ค.ศ. ๑๙๖๒
มาตรา ๒ ของรัฐบัญญัตินี้ให้อํานาจแก่ประธานาธิบดีในการออกมาตรการทั้งทางนิติบัญญัติและทางปกครอง เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์แอลจีเรีย ประธานาธิบดีเดอ โกลล์จึงได้อาศัยอํานาจตามมาตรา ๒ ออกรัฐกําหนดลงวันที่ ๑ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๖๒ จัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรีย เพื่อให้เป็นศาลที่มีเขตอํานาจในทุกข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในดินแดนแอลจีเรีย
ต่อมาศาลทหารนี้ได้พิพากษาให้นายกานาล (Canal) โดนโทษประหารชีวิต นายกานาลได้ฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดให้เพิกถอนรัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหารดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาว่ารัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีสถานการณ์พิเศษที่จําเป็นเพียงพอถึงขนาดต้องจัดตั้งศาลพิเศษขึ้นพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง และบทบัญญัติที่กําหนดให้ศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียเป็นศาลชั้นต้นและศาลสุดท้ายโดยไม่อาจอุทธรณ์คําพิพากษาต่อศาลอื่นได้ เป็นการขัดหลักกฎหมายอาญาทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีนายกานาลที่โดนโทษประหารชีวิตกลับไม่สามารถอุทธรณ์คําพิพากษาดังกล่าวได้ จึงพิพากษาให้เพิกถอนรัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรีย
รัฐบาลไม่พอใจคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเป็นอย่างมาก เพราะเห็นว่าเป็นการเข้ามาแทรกแซงการบริหาร และคําพิพากษาเพิกถอนการจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียเป็นการขัดขวางการดําเนินนโยบายแก้ไขวิกฤตการณ์แอลจีเรีย
ปฏิกิริยาของรัฐบาลที่มีต่อศาลปกครองสูงสุดนับว่ารุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นายกรัฐมนตรีแถลงว่า “รัฐบาลเห็นถึงความผิดปกติของคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คําพิพากษานี้เป็นความพยายามเข้ามาปฏิบัติภารกิจที่อยู่ในแดนของฝ่ายบริหารและองค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งรับอาณัติมาจากประชาชน และกระทบต่อความรับผิดชอบในหน้าที่ของรัฐบาลและชาติ” สี่วันถัดมา คณะรัฐมนตรีแถลงว่า “การแทรกแซงของศาลปกครองสูงสุด ปรารถนาให้การปฏิบัติการตามรัฐกําหนดต้องสะดุดหยุดลง” รัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารถึงกลับกล่าวว่า “รัฐบาลเห็นว่าคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดมีอยู่จริง แต่ไม่มีค่าบังคับทางกฎหมายแต่ประการใด”
รัฐบาลตัดสินใจแข็งข้อและไม่สนองตอบคําพิพากษา แทนที่รัฐบาลจะยุบศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียและเยียวยาให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สถานะเดิมก่อนมีการจัดตั้งศาลทหาร รัฐบาลกลับใช้อํานาจตอบโต้คําพิพากษาด้วยการเสนอร่างรัฐบัญญัติจัดตั้งศาลความมั่นคงแห่งรัฐต่อรัฐสภาอย่างรีบด่วน
ร่างรัฐบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ ๒ ประการ หนึ่ง เพื่อรับรองรัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรีย และสอง ปิดช่องไม่ให้ศาลปกครองเข้ามาตรวจสอบการจัดตั้งศาลทหารในแอลจีเรียอีก เพราะเมื่อออกกฎหมายในรูปรัฐบัญญัติแล้ว ศาลปกครองก็ไม่อาจเข้ามาตรวจสอบได้ รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบร่างรัฐบัญญัติดังกล่าวและมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ค.ศ. ๑๙๖๓ เมื่อมีรัฐบัญญัติรับรองรัฐกําหนด ก็เป็นอันว่ารัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียหลุดพ้นจากการตรวจสอบของศาลปกครองทันที อีกทั้งรัฐบัญญัติยังมีบทบัญญัติในมาตรา ๕๐ ซึ่งยืนยันให้รัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียมีผลสมบูรณ์ย้อนหลังนับแต่วันที่ประกาศใช้บังคับ อีกนัยหนึ่งคือ ให้รัฐกําหนดมีผลสมบูรณ์นับแต่เริ่มต้นนั่นเอง
อีกกรณีหนึ่ง เดอ โกลล์ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ในครั้งนั้นเดอ โกลล์ ประสบความยุ่งยากในการหาคะแนนเสียงจากทั้งสองสภาเพื่อสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อประเมินคะแนนนิยมของตนแล้ว เห็นว่าประชาชนยังนิยมตนเองสูงมาก เดอ โกลล์จึงหนีไปใช้ช่องทางตราเป็นร่างรัฐบัญญัติ แล้วให้ประชาชนออกเสียงประชามติในร่างรัฐบัญญัติแทน โดยอ้างว่ากรณีดังกล่าวเป็น “การจัดองค์กรขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ” ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๑ อนุญาตให้ออกเสียงประชามติได้ กรณีนี้ได้รับการวิจารณ์กันมาก
ข้อแรก เดอ โกลล์ไม่ให้ความเคารพต่อรัฐสภาซึ่งต้องเป็น “ด่านแรก” ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กลายเป็นว่า ต่อไปหากประธานาธิบดีต้องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแล้วประเมินว่าเสียงในสภาไม่เพียงพอหรือไม่ต้องการเสียเวลา ก็หันไปใช้มาตรา ๑๑ แทน
ข้อสอง หากประธานาธิบดีเป็นที่นิยมชมชอบของประชาชน ก็จะนําทุกเรื่องไปออกเสียงประชามติเพื่อหาความชอบธรรม และอาจเสี่ยงต่อการเผด็จอํานาจแบบที่นโปเลียน โบนาปาร์ต และหลุยส์ นโปเลียน ผู้เป็นหลานเคยทํามาแล้ว
ผลปรากฏว่าประชาชนให้ความเห็นชอบตามที่เดอ โกลล์เสนอ ก่อนประกาศใช้ ส.ส.บางส่วนจึงได้เข้าชื่อร้องขอต่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ แต่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญในคําวินิจฉัยลงวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๑๙๖๒ พิจารณาแล้ว “เพื่อรักษาดุลยภาพของอํานาจ รัฐบัญญัติที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญจะตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้นั้น หมายถึง รัฐบัญญัติแบบที่รัฐสภาลงมติเท่านั้น ไม่รวมถึงรัฐบัญญัติแบบที่ประชาชนลงประชามติ เพราะถือเป็นการใช้อํานาจอธิปไตยของชาติโดยประชาชนทางตรง ซึ่งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญต้องให้ความเคารพ” จะเห็นได้ว่า กรณีนี้ทั้งๆ ที่เดอ โกลล์บิดผันรัฐธรรมนูญ แต่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญก็ไม่กล้า “ชน” กับเดอ โกลล์ เพราะเรื่องที่เดอ โกลล์ต้องการแก้ไขนั้น ผ่านการออกเสียงประชามติมาแล้ว
กรณีของสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีรูสเวลท์มีนโยบาย New Deal เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสร้างความเสมอภาคและความเป็นธรรมในสังคม โดยเพิ่มบทบาทของรัฐในการแทรกแซงเศรษฐกิจ รัฐสภาได้ตรากฎหมายเป็นจํานวนมากเพื่อใช้เป็นเครื่องมือของนโยบาย New Deal อย่างไรก็ตาม ศาลสูงสหรัฐอเมริกาได้ “ล้ม-ขัดขวาง” โครงการต่างๆ ตามนโยบาย New Deal ด้วยการวินิจฉัยว่ากฎหมายเหล่านั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ เช่น กฎหมายกู้วิกฤตเหมืองแร่ กฎหมายกําหนดค่าแรงขั้นต่ำของสตรี เป็นต้น
เมื่อนโยบาย New Deal ต้องสะดุดบ่อยครั้ง ประธานาธิบดีรูสเวลท์จึงทนไม่ได้ ต้องประกาศขู่ว่าจะผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปศาลสูงตามนโยบาย Court Packing เช่น ให้ประธานาธิบดีมีอํานาจแต่งตั้งผู้พิพากษาเพิ่มมากขึ้น ศาลสูงสุดมีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับผู้พิพากษาศาลสูงที่ต่อต้านลัทธิแทรกแซงทางเศรษฐกิจโดยรัฐ ได้พ้นจากตําแหน่งไปหลายคน ทําให้ประธานาธิบดีรูสเวลท์มีโอกาสแต่งตั้งผู้พิพากษาใหม่ๆ เข้าไปแทน เมื่อรัฐสภาตรากฎหมายออกมาใหม่ (ซึ่งก็มีเนื้อความทํานองเดียวกันกับกฎหมายที่ศาลสูงเคยวินิจฉัยไปแล้วว่าขัดรัฐธรรมนูญ) ศาลสูงสุดก็วินิจฉัยว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ก่อนหน้านั้น ในคดี Pollock v. Farmers’ Loan & Trust Co. ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาได้วินิจฉัยว่ารัฐสภาไม่มีอํานาจตรากฎหมายเก็บภาษีทางตรงประเภทภาษีเงินได้ ภายหลังคําพิพากษานี้ รัฐสภาจึงร่วมกันแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๖ ปี ค.ศ. ๑๙๑๓ เพื่อ “ลบ” หลักการจากคําพิพากษาดังกล่าว ด้วยการกําหนดในรัฐธรรมนูญชัดเจนเลยว่า รัฐสภามีอํานาจตรากฎหมายเก็บภาษีประเภทนี้ได้
หรือในกรณีของไทย หลังจากศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ. ๒๔๘๘ ขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้วนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรต่างไม่พอใจเพราะเห็นว่าองค์กรตุลาการก้าวล้ำเข้ามาในแดนของฝ่ายนิติบัญญัติ จึงได้ตั้งคณะกรรมาธิการคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา คณะกรรมาธิการชุดนี้เห็นว่าอํานาจในการตีความรัฐธรรมนูญเป็นอํานาจเด็ดขาดของสภาผู้แทนราษฎรในท้ายที่สุด เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างศาลกับสภาผู้แทนราษฎรซึ่งอาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๔๘๙ จึงกําหนดให้มีองค์กรพิเศษทําหน้าที่นี้โดยเฉพาะ ด้วยการจัดตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อทําหน้าที่วินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีข้อความแย้งหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
จะเห็นได้ว่าการใช้อํานาจตอบโต้กันระหว่างฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายตุลาการเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้หมายความว่าเมื่อองค์กรตุลาการมีความเป็นอิสระแล้วจะหลุดลอยจากหลักการแบ่งแยกอํานาจ ความอิสระขององค์กรตุลาการเป็นความอิสระภายใต้การตอบโต้ขององค์กรทางการเมืองอื่น อย่างไรก็ตาม การใช้อํานาจขององค์กรทางการเมืองเพื่อตอบโต้องค์กรตุลาการจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นกับบริบททางการเมืองในขณะนั้น ดังกรณีของประธานาธิบดีเดอ โกลล์ และประธานาธิบดีรูสเวลท์ที่กล้าชนกับศาลเพราะประเมินว่าตนยังมีคะแนนนิยมจากประชาชนอย่างสูง
-๑๐-
ประชาธิปไตยคืออะไร? อาจเป็นคําถามที่ตอบยาก แต่อย่างน้อยประชาธิปไตยก็มีสาระสําคัญพื้นฐานอยู่ ก็คือ การปกครองโดยเสียงข้างมาก และเสียงข้างมากต้องเคารพและไม่ไปข่มเหงรังแกเสียงข้างน้อย ในขณะเดียวกัน เสียงข้างน้อยต้องอดทนต่อกฎเกณฑ์ที่มาจากมติของเสียงข้างมาก และอดทนรณรงค์ทางการเมืองเพื่อรอวันกลับไปเป็นเสียงข้างมาก
แน่ละ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มีเพียงการเลือกตั้ง ตรงกันข้าม ประชาธิปไตยยังต้องมีการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน การแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี การมีส่วนร่วมของประชาชน การชุมนุมประท้วง อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งก็เป็นมาตรฐานขั้นต่ำของการปกครองประชาธิปไตย เราจะมีเครื่องมือใดที่ใช้วัดความนิยมทางการเมืองได้ดีเท่านี้ หรือต้องให้ผู้มีบารมี-คุณธรรมเท่านั้นหรือที่มีสิทธิออกมาบอกได้ว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็นใคร รัฐบาลต้องเป็นใคร?
ตลอดหกสิบปีของประชาธิปไตยแบบไทยๆ (ใช้ปี ๒๔๙๐ หลังเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ ๘ ไปหนึ่งปีเป็นเกณฑ์ เพราะเป็นปีที่รัฐประหารรัฐบาลประชาธิปไตยยกเลิกรัฐธรรมนูญ ๒๔๘๙ อันเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นของประเพณีรัฐประหาร-วงจรอุบาทว์ของการปกครองไทย และเป็นปีที่อุดมการณ์คณะราษฎร ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เริ่มถูกกําจัดจนหายไปจากการเมืองไทย) มีความพยายามลดคุณค่าของการเลือกตั้ง ให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องสกปรก มีแต่การซื้อเสียง ประชาชนผู้ลงคะแนนเป็นคนโง่ นักการเมืองเป็นปีศาจ การเมืองแบบผู้แทนเป็นเรื่องเหลวไหล มีแต่เอาชนะคะคานและมุ่งหาผลประโยชน์
ความพยายามเช่นนี้มีเพื่ออะไร?
ก็เพราะว่าหากการเลือกตั้งและการเมืองในระบบรัฐสภาถูกลดคุณค่าจนต่ำเตี้ยติดดินแล้ว ย่อมทําให้อํานาจของผู้อวดอ้างว่าตนมีบารมี มีคุณธรรม มีการศึกษา และผู้ที่อ้างว่าตนไม่อยากไปแปดเปื้อนกับการเมืองสกปรก สูงเด่นขึ้นมาแทน เมื่อประชาชนเหม็นเบื่อกับการเมืองในระบบรัฐสภา ก็จะไปเรียกหาผู้อวดอ้างว่าตนมีบารมี มีคุณธรรมเข้ามาแทนที่นั่นเอง
ผู้เขียนเห็นว่า ข้อเสนอเรื่อง “ตุลาการภิวัตน์” และปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัตน์” เป็นส่วนหนึ่งของการลดทอนคุณค่าประชาธิปไตย ด้วยการตําหนิการเมืองในระบบผู้แทน และหันไปเชิดชูสถาบันจารีตนิยมอย่างองค์กรตุลาการ
ในความเห็นของผู้เขียน ปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัตน์” อันเป็นผลต่อเนื่องจากพระราชดํารัส ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ ต่อเนื่องจากข้อเสนอของธีรยุทธ บุญมี และต่อเนื่องจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ไม่เพียงแต่ไม่ช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤตการเมือง ตรงกันข้าม ยังทําให้ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถูกท้าทาย-สั่นคลอนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน หลายครั้ง “ตุลาการภิวัตน์” อาจบังคับให้คนต้องเคารพ อาจสะกดให้คนเห็นต่างต้องสยบยอม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขายอมรับนับถือ “ตุลาการภิวัตน์” ในทุกกรณี ตรงกันข้าม อาจเป็นเพราะพวกเขาหวั่นเกรงในอํานาจ (ทั้งทางการและไม่เป็นทางการ) มากกว่า ต้องไม่ลืมว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองของหลายประเทศ ล้วนแล้วแต่เกิดจากการที่ประชาชนรู้สึกว่าไม่มีความยุติธรรม
ต่อคําถามว่า ณ เวลานี้ ขบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” จบหรือยัง?
กับคําถามนี้ ผู้เขียนคงตอบไม่ได้ นอกเสียจากแนะนําให้พิจารณาไปที่รัฐบาลปัจจุบัน พินิจดูว่านายกรัฐมนตรีคือใคร มาจากพรรคใด เข้ามาเป็นรัฐบาลได้เพราะอะไร มีใครสนับสนุนอยู่ แล้วท่านอาจได้คําตอบชัดเจนว่า นับจากนี้ “ตุลาการภิวัตน์” จะยุติบทบาทหรือบรรเทาเบาบางลงหรือไม่?
...............
หนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมบทความของผู้เขียนตลอดสองปีที่ผ่านมา แก่นกลางของหนังสืออยู่ที่การทําความเข้าใจต่อบทบาทขององค์กรตุลาการในประชาธิปไตย การวิจารณ์คําพิพากษาหรือคําวินิจฉัยในคดีที่เกี่ยวกับการเมือง และมีบางบทความเกี่ยวกับพระราชอํานาจและบทบาทของกษัตริย์ตามระบอบประชาธิปไตยอันต่อเนื่องมาจากหนังสือรวมบทความเล่มแรกของผู้เขียน อาจกล่าวได้ว่า หนังสือเล่มนี้ประกอบไปด้วยบทความที่เป็น “ปฏิกิริยา” ต่อกระบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” (ถ้าหากจะเรียกเช่นนั้น) ที่ดํารงอยู่ในสังคมไทยนับแต่พระราชดํารัส ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙
เจตนาของผู้เขียนไม่ได้ต้องการ “รื้อ-ล้ม” อํานาจตุลาการ หรือเปลี่ยนแปลงให้องค์กรตุลาการต้องมาจากการเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง เพียงแต่เห็นว่า “ตุลาการภิวัตน์” ที่ผ่านมา ไม่สอดคล้องกับหลักการนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และข้อเสนอ “ตุลาการภิวัตน์” ของธีรยุทธ บุญมี ไม่ถูกต้อง เป็นการนํามาพูดไม่หมด ตุลาการภิวัตน์เวอร์ชั่นธีรยุทธ บุญมี ไม่มีอะไรมากไปกว่าการประดิษฐ์ถ้อยคําสวยหรู และหยิบยกกรณีของต่างประเทศมาเพียงแต่ชื่อโดยจงใจละทิ้งเนื้อหาสาระสําคัญ ทั้งนี้ก็เพื่อนํามารับใช้ความคิดบางประการของเขาเท่านั้นเอง
ตุลาการภิวัตน์ตลอดสามปี มีแต่การปราบปรามนักการเมือง ไม่ได้มีการขยายความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ไม่ได้ควบคุมองค์กรผู้ใช้อํานาจมหาชนมิให้ใช้อํานาจตามอําเภอใจอันอาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ผู้เขียนเห็นว่าองค์กรตุลาการต้องตระหนักเรื่องการจํากัดอํานาจตนเอง (Self-restreint) มิฉะนั้น “ตุลาการภิวัตน์” ที่ปรารถนา ก็เป็นได้เพียง “ตุลาการพิฆาต” ที่ไม่ “-ภิวัตน์” ให้สังคมก้าวหน้า ที่ไม่ “-ภิวัตน์” เรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ที่ไม่ “-ภิวัตน์” เรื่องรักษาดุลยภาพของอํานาจ แต่กลับ “พิฆาต” ศัตรูทางการเมือง “พิฆาต” นักการเมืองในระบบผู้แทน และ “พิฆาต” นักการเมืองขั้วเดียว-ขั้วเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
บทความต่างๆ ที่นํามารวมเล่มในครั้งนี้ ยังคงเจตนารมณ์เดิมเช่นเล่มที่แล้ว คือ เป็นบทความที่เคยเผยแพร่ผ่านสื่อในวงกว้าง เขียนด้วยภาษาที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องใช้กระไดปีนขึ้นไปอ่าน เป็นบทความที่ไม่สมควรนําไปใช้ขอตําแหน่งทางวิชาการ เพราะไม่มีรูปแบบตามมาตรฐานวิชาการที่ต้องมีการอ้างอิง เชิงอรรถและเค้าโครง อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนได้รวบรวมหนังสือ และบทความที่ผู้เขียนอ่านและใช้ประกอบการเขียน หรืออ่านแล้วจุดประกายให้เขียน ไว้ในท้ายหนังสือแล้ว หากผู้ใดสนใจตรวจสอบความถูกต้องหรือต้องการค้นคว้าเพิ่มเติม ก็สามารถพลิกไปดูรายชื่อเอกสารเหล่านั้นได้ที่ท้ายเล่ม
หนังสือเล่มนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มีสํานักพิมพ์โอเพ่น และพี่โญ-ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ที่ตัดสินใจกล้าพิมพ์รวมเล่มออกจําหน่าย ทั้งที่รู้ดีว่าหนังสือประเภทนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้แต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นอาจกระทบต่อความมั่นคงของสํานักพิมพ์ก็เป็นได้ เพราะเนื้อหาของหนังสือไม่ถูกจริตต่อกลุ่มคนจารีตนิยม-อนุรักษนิยม ซึ่งครอบงําสังคมไทยอยู่ในปัจจุบัน นอกจากพี่โญจะลงทุนพิมพ์รวมเล่มให้แล้ว ยังคิดชื่อเก๋ๆ ตามสไตล์พี่โญให้กับหนังสือเล่มนี้ด้วย ผู้เขียนยังต้องขอบคุณ จุ๊-บุญชัย แซ่เงี้ยว ที่เป็นธุระในการพิสูจน์อักษรและหมั่นทวงงานของผู้เขียนอย่างกระตือรือร้น รวมทั้งต้องขอบคุณ ตี๋-ธีรณัฏฐ์ ขวัญกิจประณิธิ ที่ออกแบบและวาดได้ “สวย” ซึ่งสวยทั้งในแง่รูปภาพสวยงาม และสวยทั้งในแง่สื่อความหมาย
ขออนุญาตขอบคุณ รศ.ดร.วิษณุ วรัญญู ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ที่สละเวลามาเขียนคํานิยมให้กับหนังสือเล่มนี้ แม้ว่าโดยสถานะของท่านแล้ว อาจดูยากลําบากในการมาเขียนคํานิยมให้กับหนังสือที่มีเนื้อหาเช่นนี้
เมื่อครั้งที่ผู้เขียนเป็นนักศึกษา ได้มีโอกาสเรียนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญกับอาจารย์วิษณุ จนเมื่อผู้เขียนได้เข้าเป็นอาจารย์ประจําคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์วิษณุได้เปิดโอกาสให้ผู้เขียนร่วมติววิชากฎหมายรัฐธรรมนูญของท่าน หลายโอกาสท่านได้ให้กําลังใจกับการแสดงความเห็นต่อสาธารณะของพวกเรากลุ่ม ๕ อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้เขียนขอบคุณ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์, รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล และอาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร ที่ร่วมกันออกแถลงการณ์สาธารณะในนามกลุ่ม ๕ อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาตลอดนับตั้งแต่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ พวกเราร่วมรับทั้งดอกไม้และก้อนอิฐมาด้วยกันเกือบ ๓ ปี
ต้องไม่ลืมที่จะขอบคุณ พี่ลาภ-บุญลาภ ภูสุวรรณ จากประชาชาติธุรกิจ พี่ยุ้ย-พิณผกา งามสม และทีมงานประชาไท พี่ปุ๊- ธนาพล อิ๋วสกุล และทีมงานฟ้าเดียวกัน ที่เปิดโอกาสให้ผู้เขียนได้เผยแพร่บทความ ท้ายสุด ขอบคุณสมาชิกเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกันทุกท่านที่ร่วมกันถกเถียงอย่างสร้างสรรค์
ผู้เขียนหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นตัวลดทอนพลัง “ตุลาการภิวัตน์” แบบไทยๆ ที่ครอบงําสังคมอยู่ในปัจจุบัน และสะกิดให้สังคมไทยได้ฉุกคิดว่าองค์กรตุลาการไม่ได้อยู่เหนือประชาธิปไตย แต่เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยเช่นเดียวกันกับองค์กรอื่นๆ อํานาจและความอิสระที่นิติรัฐ-ประชาธิปไตยหยิบยื่นให้องค์กรตุลาการ ก็เพื่อให้นํามาใช้ปกป้องนิติรัฐและประชาธิปไตย หาใช่ให้นํามาใช้เพื่อทําลายนิติรัฐและประชาธิปไตยไม่
ด้วยความเชื่อมั่นว่า วันหนึ่งสังคมไทยจะมีองค์กรตุลาการประดุจเฮอร์คิวลีส ที่ใช้และตีความกฎหมายอย่าง “ก้าวหน้า-สร้างสรรค์” ตามจินตภาพของดวอร์กิ้น มิใช่องค์กรตุลาการที่เป็นผู้ถือขวานไปตัดต้นไม้แทนช่างไม้ดังเช่นข้อคิดของเล่าจื๊อ
ปิยบุตร แสงกนกกุล
๑๖ มกราคม ๒๕๕๒
วันครบรอบ ๔๐ ปี แยน พาลัค (Jan Palach)
นักศึกษาหนุ่มชาวเชโกสโลวะเกียเผาตัวประท้วงการบุกเข้ายึดครองเชโกสโลวะเกียโดยสหภาพโซเวียต
ณ หอพักนักศึกษา มหาวิทยาลัย Nantes ประเทศฝรั่งเศส
ที่มา: บทนำจากหนังสือชื่อเรื่อง ในพระปรมาภิไธย ประชาธิปไตย และตุลาการ ของปิยบุตร แสงกนกกุล, สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์, กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

