หลุนอี่ว์: ขงจื่อสนทนา

 - ปก.jpg

 

ชื่อหนังสือ: หลุนอี่ว์: ขงจื่อสนทนา

ผู้แปล: สุวรรณา สถาอานันท์

พิมพ์ครั้งที่สอง: กุมภาพันธ์ 2555

ราคา: 495 บาท

สั่งซื้อหนังสือได้ที่นี่

 

คำนิยม

ช่วงทศวรรษที่เพิ่งผ่านไป บนแผ่นดินจีนมีกระแสความนิยมกระแสหนึ่งซึ่งอาจจะเรียกเป็นภาษาไทยได้ว่า “ความรุ่มร้อนที่จะรักขงจื่อ” บังเกิดขึ้นและพัดโบกโบยให้ชาวจีนแห่แหนกันไปทักทายทำความรู้จักตีสนิทกับขงจื่อกันเป็นการใหญ่ คัมภีร์หลุนอี่ว์ซึ่งเป็นบัตรผ่านแดนสำหรับการทำความรู้จักกับเมธีเฒ่าสองพันปีผู้นี้กลายเป็นหนังสือที่ชาวจีนเกิดอยากอ่านขึ้นมาพร้อมๆ กัน และส่งผลให้มีหนังสือเกี่ยวกับปรัชญาแนวคิดของขงจื่ออุบัติขึ้นมามากมายไม่ขาดสาย ทั้งชนิดที่เขียนแบบเคร่งขรึม ชนิดที่เขียนแบบทอดไมตรีชวนให้เชื่อว่าไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองปัญญาในการอ่านมากนัก และชนิดที่เขียนแบบสุกเอาเผากิน หนังสือบางเล่มก็โด่งดังถึงขนาดติดอันดับขายดีระดับชาติทีเดียว ว่ากันว่าแม้แต่นักโทษในเรือนจำก็ยังเรียกร้องหาอ่านขงจื่อกัน

สำหรับในวงวิชาการจีน การเกิดอาการ “ร้อน” วิชาในหัวข้อเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมา ควรนับว่าเป็นวัฏจักรปกติ อาจจะมีเชื้อมาปะทุสุมก่อให้เกิดขึ้นได้เสมอๆ ดังปรากฏการณ์ “ร้อน” เรื่องคัมภีร์อี้จิง เมื่อกลางทศวรรษ 1980 หรือเรื่องจารึกบนติ้วไม้ไผ่โบราณ เมื่อกลางทศวรรษ 1990 เป็นต้น ยังไม่นับที่กลายเป็นหัวข้อระดับขนาด “อุ่นๆ” อีกหลายเรื่องที่มักจะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกสองสามปี หากแต่ในกรณีของขงจื่อนี้ ความร้อนคงจะแผ่รังสีกว้างเป็นพิเศษ จนกลายเป็นความ “รุ่มร้อน” ของหลายองค์กร เป็นความ “เร่าร้อน” ของบางหน่วยสังคม หรือแม้แต่เป็นคงาม “เดือดร้อน” ของคนบางคนขึ้นมา จึงดูเหมือนว่าอุณหภูมิของขงจื่อจะส่งผลข้างเคียงออกนอกวงวิชาการไปมากกว่าความร้อนวิชาอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม นี่ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติของขงจื่อผู้ทรงอิทธิพลที่มักจะมีเรื่องมากทุกครั้งที่ปรากฏตัวขึ้น

ในภาคส่วนอารมณ์ของสังคมจีนนั้นเล่า ก็อาจจะเกิดรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวตามอาการขึ้นมาบ้าง เหตุเพราะขงจื่อผู้นี้นี่เองที่ทางการจีนเพิ่งจะปฏิบัตอย่างเป็นทางการในการโฆษณาโจมตีอย่างหนัก ทั้งกล่าวประณาม ทั้งวินิจฉัยกระบวนความ ตัดสินสำเร็จโทษขั้นอุกฤษฏ์กันเป็นโกลาหลเมื่อไม่นานมานี้เอง ทีท่าอาการที่เปลี่ยนไปของอารมณ์สังคมจีนในเพียงชั่วระยะที่กรุ่นควันหลงจากตลบฝุ่นเดิมยังไม่จางลงเยี่ยงนี้ย่อมฟ้องความไม่จริงใจอยู่ในตัว จึงทำให้มีผู้แสดงความไม่ไว้วางใจโดยตั้งข้อกังขาว่า นี่ชะรอยจะเป็นเหตุผลเชิงการเมืองล้วนๆ ของชาวจีนกระมังที่เห็นว่าการ “เปลี่ยน” มาเอาอกเอาใจขงจื่อจะนำผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมมาให้ได้มากกว่าการตั้งท่าคัดง้าง และบ้างก็วิเคราะห์ออกไปในเชิงจิตวิทยาว่านี่คงเป็นอาการโหยหามรดกวัฒนธรรมบางอย่างที่กำลังจะเสื่อมสลายมลายสูญไปในสังคมจีนใหม่ และบ้างก็วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเกินไปสักหน่อยว่า นี่คือวิธีหนึ่งของชาวจีนที่ขุดเอาซากของเก่าในหลุมฝังขึ้นมาใช้เตรียมสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าที่จะผลิตตามมาอีกหลายขบวนใหญ่ ทัศนะเหล่านี้อาจจะถือว่าเป็นการมองลำเอียงไปในแง่ร้ายก็ได้อยู่ แต่กระนั้นก็ตาม ถ้าหากย้อนคิดไปถึงคำรำพึงของขงจื่อตามที่บันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์นิพนธ์สื่อจี้ของซือหม่าเชียนตอนหนึ่งว่า “ที่มีผู้บอกว่าตัวเราคล้ายหมาไม่มีเจ้าของนั้น ถูกต้องแล้ว ถูกต้องแล้ว” และหากระลึกต่ออีกสักหน่อยว่า ขงจื่อก้เป็นมนุษย์ผู้หนึ่งที่มีเลือดเนื้อ มีอารมณ์ความรู้สึกทางจิตใจดังเช่นเราๆ ทั้งหลาย และได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือสารพัดนึกมีฐานะขึ้นๆ ลงๆ มาตลอดประวัติศาสตร์สังคมจีนแล้ว อาการของสังคมจีนที่กำลังรักขงจื่ออยู่นี้ก็น่าจะสะท้อนชวนให้เราเกิดความเห็นอกเห็นใจปราชญ์จีนโบราณผู้ไม่เคยนอนตาหลับผู้นี้ได้มากขึ้นอีกอักโข และอาจารย์สุวรรณา สถาอานันท์ ก็น่าจะเป็นผู้ที่รู้สึกได้ละเอียดยิ่งกว่าใครๆ ในวงวิชาการไทยว่าขงจื่อควรรู้สึกอย่างไรกับสังคมจีนปัจจุบันและควรยินดีหรือไม่ที่ตนกำลังอยู่ในกระแสนิยมของจีนยุคบริโภคนิยม

เหตุที่ข้าพเจ้ากล่าวอ้างถึงอาจารย์สุวรรณาเช่นนี้ ก็เพราะมีความรู้เห็นประจักษ์อยู่ว่าท่านเป็นสหายผู้รู้ใจของขงจื่อที่คบหากันมาช้านานในฐานะคู่สนทนาทางปัญญา ต่างฝ่ายต่างก็ตั้งปัญหาให้ฝ่ายหนึ่งตอบและต่างก็ตอบปัญหาให้แก่กัน จนกระทั่งฝ่ายอาจารย์สุวรรณาพอเพียงแก่ใจในระดับหนึ่งแล้ว จึงบันดาลให้เกิดงานแปลวิจัย “หลุนอี่ว์” เล่มนี้ขึ้นมากำนัลแก่วงการศึกษาไทยได้สำเร็จ โดยทางฝ่ายขงจื่อก็น่าจะพอใจที่ได้มนุษย์ร่วมทุกข์ต่างวัฒนธรรมเป็นกัลยาณมิตรเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง ก็การคบมิตรสหายนั้นจะมีประโยชน์อะไรอื่นอีกเล่าที่จะสร้างความพอใจให้เราได้มากกว่าการมีความถ่องแท้ในการเข้าถึงน้ำใจความรู้สึกนึกคิดของเรา

ความประจักษ์ในสายสัมพันธ์ทางปัญญของอาจารย์สุวรรณากับขงจื่อนี้ ข้าพเจ้าได้มาจากการที่มีโชคได้เป็นพยานการสนทนาของบุคคลทั้งสองอย่างใกล้ชิดในโอกาสที่อาจารย์สุวรรณาต้องการตรวจสอบถ้อยความของคัมภีร์หลุนอี่ว์ที่ “แปล” เสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการเทียบเคียงกับต้นฉบับภาษาจีนชนิดคำต่อคำ ก่อนหน้านั้น ท่านได้พิจารณาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนแล้วจากทุกแหล่งที่สามารถเข้าถึงได้จนค่อนข้างแน่ใจว่ากำลังสนทนากับขงจื่อด้วยภาษาเดียวกันอยู่ จะขาดก็แต่เพียงความยอกย้อนซ่อนนัยตามลักษณะของภาษาจีนโบราณซึ่งขงจื่อใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารเท่านั้นที่ท่านยังลังเล แม้จะมีโอกาสได้สอบทานไต่ถามผู้ทรงคุณวุฒิทางภาษาจีนมาบ้าง ก็เป็นโอกาสบางครั้งคราวเท่านั้น ไม่อาจรบกวนถึงที่สุดได้ จนเมื่อข้าพเจ้าได้ทราบความต้องการของท่าน จึงปวารณาตัวในฐานะที่เป็นนักเรียนภาษาจีนอยู่ว่ายินดีจะเป็นร่างทรงของภาษาจีนโบราณซึ่งเป็นร่างทรงของขงจื่ออีกชั้นหนึ่งให้อย่างเต็มที่

ตลอดระยะเวลาปีกว่าๆ ที่ข้าพเจ้าเข้าเบิกความเป็นพยานในการสนทนาของอาจารย์สุวรรณากับขงจื่ออย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ นับเวลารวมแล้วก็คงไม่น้อยกว่าร้อยชั่วโมง ปรากฏผลว่า แทนที่อาจารย์สุวรรณาจะได้ประโยชน์มากจากข้าพเจ้าตามที่ควรเป็น กลับกลายเป็นข้าพเจ้าได้รับประโยชน์จากท่านมากกว่า เพราะข้าพเจ้าจะมีหน้าที่เพียงบอกว่าถ้อยคำภาษาจีนในแต่ละแห่งมีความหมายว่าอะไร มีการตีความโดยปราชญ์จีนรุ่นหลังในชั้นอรรถกถาว่าอย่างไร มีข้อถกถียงที่ไม่เป็นที่ยุติตรงไหนบ้าง เป็นต้น แต่บ่อยครั้งที่เมื่อบอกออกไปแล้วจะถามอาจารย์สุวรรณาต่อว่า การที่ถ้อยคำมีความหมายว่าอย่างนี้ แท้จริงแล้วหมายความว่าอย่างไร ซึ่งท่านก็มักจะวินิจฉัยอธิบายให้ฟังอย่างกระจ่างว่า ถ้อยคำเหล่านั้นส่อแสดงถึงเจตนารมณ์ของขงจื่ออย่างไรบ้าง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ข้าพเจ้ารู้เพียงแค่ความหมายของภาษา แต่ไม่อาจเข้าถึงสารัตถะของของความหมายที่สื่อผ่านภาษาได้นั่นเอง จึงเมื่อสิ้นวาระของกิจกรรมแห่งการสนทนานี้ ข้าพเจ้าก็มีความรู้ก้าวหน้าทางวิชาการเกี่ยวกับปรัชญาของขงจื่อเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ ทัศนะเดิมที่มีต่อขงจื่อเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ยังไม่นับถึงคุณค่าเชิงจริยธรรมอีกหลายประการที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสผ่านท่วงท่าการแสดงออกทางวิชาการของอาจารย์สุวรรณา ซึ่งข้าพเจ้าเข้าใจว่าไม่ได้แตกต่างห่างไกลจากทีท่าของขงจื่อเท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นความรักและอดทนในการเรียนรู้ ความมีวินัย ความนอบน้อมถ่อมตน ความใจกว้างยอมรับความแตกต่างจากตน และความปรารถนาดีต่อสังคมมนุษยชาติ

การ “แปล” ของอาจารย์สุวรรณาจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การแปลความทางภาษาเท่านั้น แต่ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าอกเข้าใจอารมณ์และมูลเหตุแห่งถ้อยคำที่ขงจื่อบันทึกไว้ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ผ่านสายตาและมุมมองเชิงปรัชญาที่ท่านได้รับการฝึกปรือมาอย่างช่ำชอง ผ่านการตริตรองและการสัมผัสทางจิตวิญญาณอย่างยาวนานจนเปลี่ยนจากวัยหนึ่งไปสู่อีกวัยหนึ่ง และผ่านความละเอียดอ่อนพิถีพิถันในการเลือกเฟ้นถ้อยคำเพื่อรักษาเจตนารมณ์เดิมของขงจื่อไว้ให้ใกล้เคียงที่สุด แม้กระทั่งการเลือกใช้สรรพนามกว่าจะตกลงใจให้ขงจื่อเรียกตัวเองว่า “เรา” ก็ไตร่ตรองจนสามารถชี้แจงเหตุผลของการใช้ให้ตนพอใจได้ ความบางตอนที่คลุมเครือต่อความเข้าใจก็ทิ้งความไว้เช่นนั้น ไม่ต่อเติมโดยพลการด้วยความเคารพในวิจารณญาณอิสระของผู้อ่าน เราอาจจะรับรองไม่ได้ว่าอาจารย์สุวรรณาเข้าใจขงจื่อถูกต้องดีแล้ว ดังเช่นที่เราก็ไม่ควรเชื่อตามคำอธิบายของอรรถกถาจารย์จีนยุคสมัยต่างๆ ไปเสียทั้งหมด แต่ข้าพเจ้าก็มีความเห็นว่า การกำหนดทีท่าศึกษาแนวคิดของขงจื่อไว้ชัดเจนแต่ต้นว่าจะใช้วิธีการ “สนทนา” นั้นน่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมกับสภาวะปัจจุบัน ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศเจริญเติบใหญ่จนครอบงำสติสัมปชัญญะของมนุษย์ได้แทบสิ้นเชิง และการรับรู้ข้อมูลแต่ฝ่ายเดียวหรือการส่งข้อมูลแต่ฝ่ายเดียวกำลังจะกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของการสื่อสารอันน่าสะพรึงกลัว ดังนั้น คัมภีร์หลุนอี่ว์ ที่อาจารย์สุวรรณาบรรจงนำเสนอในวาระนี้ จึงน่าจะสามารถอำนวยประโยชน์แก่การสร้างสรรค์สิกขาสโมสรในสังคมของเราได้มากพอสมควร อย่างน้อยก็จากการพิจารณาตัวอย่างการสนทนาระหว่างวิญญูชนด้วยกัน เพื่อตระหนักและฝึกเรียนฝึกพิจารณาปัญหาของการอยู่ร่วมกันในความแตกต่างกันอันเป็นปัญหาที่สังคมทุกระดับกำลังเผชิญอยู่ โลกปัจจุบันนี้เล็กลงเรื่อยๆ จนความแตกต่างหลากหลายทั้งทางด้านนามธรรมและรูปธรรมไม่มีพื้นที่มากพอจะหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งปะทะเสียดสีซึ่งกันและกันได้พ้น และการ “สนทนา” กันย่อมเป็นกิริยาวัตรพื้นฐานของมนุษย์ที่ทวีความสำคัญและความจำเป็นยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับกาล

สังคมสยามของเราไม่มีกระแสรุ่มร้อนที่จะมาผลักดันให้สนใจขงจื่อจนผู้คนชวนกันแตกตื่นเหมือนแผ่นดินจีน “หลุนอี่ว์: ขงจื่อสนทนา” ของอาจารย์สุวรรณาเล่มนี้ จึงไม่ได้เกิดจาการตามกระแสหรือการพยายามสร้างกระแสแต่อย่างไร หากเป็นผลของงานที่สั่งสมทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และแม้จะไม่ใช่หลุนอี่ว์พากย์ไทยฉบับแรก แต่ก็เป็นฉบับที่จะกลายเป็นสดมภ์หลักสำหรับใช้ฝึกเรียนรู้วิธีการสนทนาทางปัญญาอย่างมีคัมภีรภาพ และบุกเบิกกระตุ้นให้วงวิชาการไทยศึกษาขงจื่ออย่างมีหลักวิชาได้มั่นคงยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นสดมภ์อันสถาพรอย่างมิพักต้องสงสัยเยี่ยงเดียวกับที่ในพากย์ภาษาอังกฤษยังคงต้องให้ความนับถือต่อฉบับของ James Legge ในปัจจุบันอยู่ แม้จะผ่านกาลเวลาไปแล้วเป็นร้อยปี

ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์