ชื่อหนังสือ: Wanich 60
ผู้เขียน: วาณิช จรุงกิจอนันต์
พิมพ์ครั้งแรก: ตุลาคม 2552
ราคา: 215 บาท
คำนิยม
เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คุณนิภาเผ่าศรีเจริญ บรรณาธิการนิตยสาร IMAGE ส่งข้อความผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์มาถึงผม มีเนื้อความพอสรุปสู่กันฟังได้ว่า จะรวบรวมข้อเขียนของพี่วาณิช จรุงกิจอนันต์ ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารที่เธอรับผิดชอบเป็นบรรณาธิการอยู่ มารวมเล่มโดยสำนักพิมพ์ openbooks ซึ่งเป็นของคุณภิญโญไตรสุริยธรรมา
นัยว่าน้องๆ จะพิมพ์ให้พี่วาณิชในวาระที่พี่อยู่รอดปลอดภัยมาจนจะมีอายุครบ 60 ปี (ในเดือนกันยายนนี้) ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเหลือเชื่อ
คุณนิภาบอกผมว่า พี่วาณิชเลือกให้ผมเป็นคนเขียนคำนิยมในหนังสือเล่มนี้ และเธอถามมาว่า ผมจะรับงานนี้ได้ไหม ผมตอบกลับเธอไปตามทางที่ข้อความมาว่า อย่าว่าแต่แค่นี้เลย สำหรับพี่วาณิชแล้ว ถ้าแกใช้ให้ผมไปนรก ผมก็ต้องไป
วันรุ่งขึ้น คุณนิภาส่งข้อความมาอีก โดยบอกรายละเอียดเนื้อหาของหนังสือ และกำหนดวันส่งต้นฉบับของผมตามแบบฉบับบรรณาธิการมืออาชีพเช่นเธอ ท้ายข้อความยังหยอกเอินกันตามประสาพี่น้องว่า ถ้า “พี่วา” ใช้ให้พี่ไปบวชล่ะ พี่จะไปไหม ผมไม่ได้ตอบข้อความคุณนิภา เพราะรับทราบรายละเอียดงานในหน้าที่ของผมแล้ว แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าวันหนึ่งพี่วาณิชเกิดใช้ให้ผมไปบวชจริงๆ ผมจะไปไหม แต่มาย้อนคิดอีกที ตั้งแต่ผมกับพี่วาณิชเริ่มรู้จักกันมา พี่วาณิชไม่เคยคุยกับผมเรื่องศาสนาเลย ผมจึงโล่งใจ
เมื่อต้นเดือนนี้ (มิถุนายน) พี่วาณิชมานอนค้างเล่นที่บ้านผมคืนหนึ่ง ระหว่างนั่งคุยกันในวงข้าวตอนเย็น ผมถามพี่วาณิชเพื่อเป็นข้อมูลในงานที่ผมได้รับมอบมาว่า พี่ เราเริ่มรู้จักกันตั้งแต่สมัยที่ผมเขียนลง ลลนา ใช่ไหม พี่วาณิชตอบว่า ไม่ใช่ เรารู้จักกันก่อนหน้านั้น แต่กูจำไม่ได้ว่าเรารู้จักกันอย่างไร
ผมรู้จักพี่วาณิชครั้งแรกจากตัวหนังสือที่พี่เขาเขียน คือ จดหมายถึงเพื่อน จำได้ว่าสมัยนั้นหนังสือเล่มนี้ฮือฮามาก และพิมพ์ซํ้าหลายครั้งโดยสำนักพิมพ์ดวงตา ซึ่งนั่นน่าจะเป็นหนังสือเล่มแรกในบรรณพิภพของ วาณิช จรุงกิจอนันต์ เพราะจากคำนำที่เขียนโดย สุวรรณี สุคนธา เขียนไว้ว่า “ในกระบวนนักเขียนสมัครเล่นด้วยกันแล้ว วาณิช จรุงกิจอนันต์ เป็นคนหนึ่งที่มีฝีไม้ลายมืออยู่ในขั้นที่นักเขียนอาชีพจะต้องได้อาย...” สมัยที่พี่วาณิชยังเป็น “นักเขียนสมัครเล่น” นั้นอยู่ในราวปี 2517-2519 ผมอ่านแล้วก็นึกชอบนึกนิยมในตัวพี่เขา ขอยืนยันความชอบส่วนตัวนี้ด้วยว่า ทุกวันนี้ผมยังเก็บหนังสือชุดนี้ (มีสองเล่ม) อยู่ในตู้หนังสือของผม
ทำไมจึงชอบพี่เขานั่นหรือครับ เชื่อว่าท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนของ วาณิช จรุงกิจอนันต์ คงทราบดี คืองานเขียนของพี่วาณิชแกมีลักษณะปากจัดและใจกล้าครับ มีนักเขียนนักวิจารณ์หลายคนที่ปากจัด ชอบเสียดสีเหน็บแนมให้คนอื่นได้อาย แต่หาความเป็นลูกผู้ชายไม่เจอ แต่พี่วาณิชของผมไม่ พี่เขาคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ไม่พอใจอะไรก็พูดกันตรงๆ และไม่กลัว (บางครั้งพี่เขาท้าด้วย) ซึ่งงานเขียนของพี่วาณิชตั้งแต่เป็น“นักเขียนสมัครเล่น” จนถึงทุกวันนี้ที่จวนจะเป็น“นักเขียนอาวุโส” อยู่รอมร่อ ก็มีลักษณะนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเขียนไว้ในตอนต้นว่า เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อที่พี่เขามีอายุรอดปลอดภัยมาจนครบ 60 ปี
ในบรรดานักเขียนอาชีพในบ้านเรา วาณิช จรุงกิจอนันต์ เป็นนักเขียนคนหนึ่งที่ “ครบเครื่อง” ซึ่งเป็นเรื่องยากครับที่นักเขียนคนหนึ่งจะทำอย่างนั้นได้ คือเขียนได้ทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย บทกวี (พี่เขาว่าเขาเป็นนักกลอนนะครับ ไม่ใช่กวี) และเขียนคอลัมน์
ที่ผมใช้คำว่า“ครบเครื่อง” นั้น ผมหมายความถึงต้องทำได้ดีด้วยนะครับ ไม่ใช่สักแต่ว่าได้ทำ และเรื่องนี้ก็คงเป็นที่ทราบดีของแฟนนักอ่านของพี่เขา รางวัลซีไรต์พี่เขาก็ได้จากรวมเรื่องสั้น ซอยเดียวกัน นวนิยายเรื่อง แม่เบี้ย พี่เขาก็เขียนเอง ไม่ได้วานให้เมียเขียน ส่วนคอลัมน์นั้นคงไม่ต้องพูดถึง สมัยที่พี่เขายังเขียนอยู่ มติชน นั้น มีทั้งคนรักและคนเกลียด(อยู่มากมาย) บทกวี พี่เขาก็รจนาไว้หลายที่ ไม่ว่าจะเป็นวาระวันสำคัญของประเทศ จำหลักไว้ให้ประจักษ์อยู่ เรื่องงานเขียนนั้นผมไม่เคยสงสัยพี่เขาเลยจริงๆ ครับ แต่สงสัยอยู่ว่า เวลาพี่เขาดื่มอยู่ในวง ถ้ามีใครขึ้นเพลงอะไรขึ้นมา (เพลงเก่าๆ นะครับ) พี่เขาจะร้องได้ทุกเพลง เป็นเรื่องเป็นราวจนจบเพลง สงสัยว่าพี่เขาจำเนื้อร้องได้อย่างไร ที่สำคัญคือร้องไม่คร่อมจังหวะเสียด้วย ดูๆ แล้วพี่เขาน่าจะครบเครื่องเรื่องเพลงอีกเหมือนกัน
ในวงการนักเขียนบ้านเรา เรามีประเพณีที่ใช้ในการลำดับญาติอยู่เพียงสองคำ คือ พี่ กับ น้อง เท่านั้น ไม่มีลุง ไม่มีป้า ถ้าแก่กว่าเราให้เรียก “พี่” ถ้าอายุอ่อนกว่าเราให้นับเป็น“น้อง” เราสมาคมกัน เรียกขานกันด้วยการนับญาติเป็นพี่น้อง แต่นักเขียนก็คือคนนะครับ ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน มีรัก มีเกลียด มีชอบ มีไม่ชอบ(หน้ากัน) เหมือนคนที่ทำงานในอาชีพอื่นๆ แม้ในครอบครัวเดียวกันแท้ๆ พี่น้องไม่ชอบหน้ากันก็ยังมี
คราวหนึ่งผมขันอาสาไปทำหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มหนึ่งเพื่อหาทุนก่อตั้งมูลนิธิฯ ผมรู้อยู่ว่า พี่คนที่ผมจะหาทุนให้ไปก่อตั้งมูลนิธิฯ กับพี่วาณิช(ในตอนนั้น)มีเรื่องแหนงใจกันอยู่ มีวิวาทะกันทางหน้าหนังสือ ทั้งๆ ที่รู้อย่างนั้น ผมก็ยังไปขอเรื่องสั้นจากพี่วาณิช และเล่าขั้นตอนให้พี่เขาฟังว่า คนที่ลงเรื่องสั้นในหนังสือเล่มนี้นอกจากจะไม่ได้ค่าเรื่องแล้ว ต้องเสียตังค์อีกสี่พัน พี่วาณิชไม่ได้ถามอะไรเลยเกี่ยวกับการก่อตั้งมูลนิธิฯ ไม่ตั้งท่าอิดออดเพราะว่ากำลังมีเรื่องแหนงใจกับอีกฝ่าย ซึ่งถ้าพี่เขาปฏิเสธผมก็ยอมรับเหตุผลนั้นได้ และเข้าใจได้ด้วย แกถามผมเพียงว่า มึงทำเหรอ ผมตอบ ครับ แกบอก เออ เท่านี้จริงๆ ถึงวันนัด ผมไปรับต้นฉบับเรื่องสั้นพร้อมซองใส่สตางค์ พี่เขาไม่บ่นไม่ด่าผมสักคำ นั่นแหละครับ คนอื่นจะคิดอย่างไรผมไม่รู้ ผมรู้ว่าแกเป็น “พี่” ของผม เป็นพี่ที่ผมเรียกได้ด้วยสนิทใจ มิใช่เรียกไปตามประเพณีของวงการเรา และสมมติถ้าเกิดพี่เขาเห็นธรรมขึ้นมาในอายุปูนนี้ แล้วใช้ให้ผมไปบวชอย่างคุณนิภาถาม ผมก็ต้องไป เพราะพี่เขาใช้
ท้ายจดหมายผ่านหน้าจอของคุณนิภา เธอบอกว่า “...คาดว่าหนังสือน่าจะเสร็จก่อนวันเกิดพี่วา หรืออยู่แถวๆ นั้น ส่วนทางสำนักพิมพ์จะจัดงานน่าเอ็นดูให้พี่วาหรือไม่อย่างไร ตามแต่เขาค่ะ ส่วนหมีจะดูแลแค่ต้นฉบับเท่านั้นเอง ได้ทำงานให้พี่ที่เราเคารพนับถือก็เป็นที่น่ายินดีและสนุกเกินพอแล้วค่ะ...” ผมเองก็รู้สึกเช่นนี้ รู้สึกเป็นสุขและสนุกดี ขอบคุณที่ให้โอกาสผมได้ร่วมทำอะไรให้พี่ของเรา
มีความสุขครับพี่ อะไรที่หย่อนอยู่ก็ขอให้กลับมาตึง ยกเว้นหูของพี่ที่ตึงมาตั้งแต่เด็กนั้น ขอให้หายตึงเสียที...เนื่องในวาระอันควรนี้
ต้องขอโทษท่านผู้อ่านด้วยนะครับ ที่คำนิยมของผมไม่ได้กล่าวถึงเนื้อหาดีๆ ของหนังสือเล่มนี้ไว้เลยแม้แต่น้อย ทั้งนี้เป็นเพราะว่าผมเขียนคำนิยมขึ้นด้วยใจนิยมคนเขียนครับ
ชาติ กอบจิตติ
๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๒
ที่บ้าน

