ยี่หวา ไชนาทาวน์

Yeewa Chinatown.jpg

 

ชื่อหนังสือ: ยี่หวา ไชนาทาวน์

ผู้เขียน: 'รงค์ วงษ์สวรรค์

พิมพ์ครั้งแรก: พฤษภาคม 2552

ราคา: 250 บาท

สั่งซื้อหนังสือได้ที่นี่

 

บางเรื่องเล่าแทนคำนำบูชาครู บูชา ’รงค์ วงษ์สวรรค์

“ใครที่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วก็ตายไม่มีห่วงได้ทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นเดี๋ยวนี้ หรืออีกห้านาที หรืออีกหกเดือน หรือสามสิบปีต่อไป”  
 
หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช
จาก สยามรัฐหน้า ๕ ฉบับจัดพิมพ์โดย ’รงค์ วงษ์สวรรค์
 
 
เมื่อทราบข่าวว่าคุณ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เสียชีวิต ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นก็คือ ใจหาย ใจมันหวิวๆ เหมือนอะไรขาดหายไปบางอย่าง นี่กระมังที่ทำให้เขาเรียกกันว่า ใจหาย คือใจมันเหมือนจะหายไปชั่วขณะ
               
แม้จะรู้ว่าคุณ ’รงค์ ไม่กลัวความตาย แต่ที่ใจหาย เพราะเรา--หมายถึงคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ คุณธวัชชัย พัฒนาภรณ์ และผม เพิ่งจะคุยกันเมื่อสองสามวันก่อนว่าจะขอให้คุณ ’รงค์ ช่วยตั้งชื่อนิทรรศการภาพถ่ายของคุณ ’รงค์ เอง ที่จะจัดขึ้นที่ PS (people space) แพร่งภูธร ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2552 คุณ ’รงค์ เคยเขียนหนังสือชื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในเงาเวลาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ และส่งต้นฉบับมาให้ openbooks ตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 2 หลังจากสำนักพิมพ์มติชนเคยพิมพ์ครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน และหนังสือขาดตลาดไปนานแล้ว
 
ผมชอบชื่อ ในเงาเวลาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ มันให้ความหมายเข้ากับภาพถ่ายขาว-ดำดีนัก แต่ก็อยากจะปรึกษากับคุณ ’รงค์ ก่อน เพราะว่ากันในทางเชิงชั้นทางภาษา คุณ ’รงค์ คงทิ้งพวกเราไปหลายขุม
               
หลายเดือนก่อน คุณ ’รงค์ ส่งข่าวมาว่า ค้นพบฟิล์มขาว-ดำ เก่าเก็บตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ เฟื่องนคร อยากให้ช่วยจัดการนำออกเผยแพร่ ให้พอดีที่วรพจน์กำลังทำสัมภาษณ์คุณ ’รงค์ เพื่อรวมเล่มในวาระครบ 77 ปีอยู่ ธวัชชัยหรือเต้ ซึ่งเป็นช่างภาพขาว-ดำ สำหรับหนังสือเล่มนั้น จึงช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องฟิล์มให้ทั้งหมด ทั้งปรับปรุงสภาพ ทำความสะอาด และอัดภาพลงกระดาษด้วยเครื่องออกมาให้ดูเป็นตัวอย่าง ก่อนจะอัดมือเมื่อแสดงจริง
               
แม้จะเป็นเวลาหลายสิบปี แต่ภาพจากฟิล์มสี่ห้าม้วนชุดนั้นยังคงชัดเจน มีทั้งภาพวิถีชีวิตกรุงเทพฯ ในช่วงสะพานพระพุทธยอดพระปิดซ่อม เห็นผู้คนแต่งตัวสวยงามราวกับอยู่ในฉากภาพยนตร์ มีภาพสำนักงานนิตยสาร เฟื่องนคร และนักเขียนร่วมสมัย(นั้น)หลายคน--สมัย เฟื่องนคร คุณ ’รงค์ ผลิตนิตยสารรายเดือนเปลี่ยนหัวไปตามชื่อเดือนเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายเผด็จการที่เคร่งครัดกับการอนุมัติหัวหนังสือใหม่--นอกจากนี้ รูปที่อัดมายังมีภาพ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในหลายอิริยาบถบนยอดดอยขุนตาน รวมทั้งมีภาพของคุณ ’รงค์ เองที่น่าจะถูกถ่ายจากคนใกล้ชิด เพราะมาจากกฟิล์มม้วนเดียวกัน บางรูปคุณ ’รงค์ เคยเล่าว่า เป็นฝีมือของคุณชายคึกฤทธิ์เองด้วยซ้ำ
                
ภาพทั้งหมดนี้ ถ้าได้รับการอัดอย่างประณีต ใส่กรอบ และจัดแสดงอย่างเหมาะสม แน่นอนย่อมก่อให้เกิดความเจริญตาเจริญใจแก่ผู้พบเห็น ปราบดา หยุ่น นักเขียนรางวัลซีไรต์ ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่าเป็นนักออกแบบปกหนังสือระดับมือวาง บอกกับผมหลังเห็นภาพว่า บางภาพน่าจะนำไปทำปกหนังสือเลยด้วยซ้ำ สำหรับนักอ่านรุ่นใหม่ที่ไม่เคยได้ศึกษาประวัติคุณ ’รงค์ มาก่อน อาจจะแปลกใจว่า ทำไมนักเขียนชราคนหนึ่งถึงถ่ายรูปได้ดีนัก หากแต่ผู้สันทัดกรณีในชีวิตของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ คงจะตอบได้ทันทีว่า ก็คุณ ’รงค์ ในวัยหนุ่มนั้น เริ่มต้นอาชีพนักเขียนด้วยการถ่ายภาพ ตรวจพิสูจน์อักษรอยู่ที่ สยามรัฐ ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเขียนในลีลาภาษาสวิง (หรือที่คุณชายคึกฤทธิ์เรียกว่าสำนวนเพรียวนม) ซึ่งทิ้งร่องรอยไว้มากมายในวงการวรรณกรรมไทย จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนรุ่นหลังหลายคนได้เดินตาม แม้จะไม่เคยมีใครวัดรอยเท้าได้พอดี
 
ด้วยรองเท้าของ ’รงค์ นั้นใหญ่เกินกว่าใครจะใส่ได้ฟิต--นี่ว่ากันตามสำนวนฝรั่ง
               
วรพจน์ตั้งใจจะขึ้นไปพบคุณ ’รงค์ ช่วงปลายเดือนมีนาคม เต้ก็กะจะหอบรูปทั้งหมดไปให้คุณ ’รงค์ เซ็นชื่อ ผมฝากเต้ถามรายละเอียดว่าใครเป็นใครในภาพ เพราะเชื่อว่าคุณ ’รงค์ คงจำได้หมด ด้วยโรคภัยทั้งหลายที่คุกคามคุณ ’รงค์ มาโดยตลอดช่วงหลายปีหลังนั้น จะคุกคามก็แต่เฉพาะกำลังวังชาของคุณ ’รงค์ เท่านั้น แต่โรคภัยหาได้เคยกล้ำกรายความทรงจำและกำลังใจของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่ คุณ’รงค์ ยังคงจดจำทุกเรื่องราวได้อย่างแจ่มชัด จะว่าไปก็ไม่ต่างจากภาพถ่ายขาว-ดำของคุณ ’รงค์ ที่เมื่อหยิบมาอัดใหม่ ก็ยังให้ความคมชัด เหมือนเรื่องราวทั้งหมดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน
 
 
ผมพบคุณ ’รงค์ ครั้งแรกเมื่อ 7 ปีก่อน เมื่อตอนที่คุณ ’รงค์ หยุดพักงานเขียนที่ทำมาตลอดชีวิต เพราะถูกโรคไตคุกคาม ตอนนั้นปราบดาและผม มีดำริที่จะทำนิตยสารเกี่ยวกับงานเขียนร่วมสมัยใช้ชื่อว่า open house แนวคิดส่วนหนึ่งมาจากสมัยคุณ ’รงค์ ทำ เฟื่องนคร คือชวนเพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกันมาช่วยกันเขียน ค่าต้นฉบับที่ได้ก็จัดสรรแบ่งกันตามสัดส่วน คิดได้ดังนั้นแล้ว เราทั้งคู่จึงเห็นสมควรว่า น่าจะเชิญคุณ ’รงค์ มาร่วมวงด้วย การติดต่อสื่อสารระหว่างพวกเราและคุณ ’รงค์ จึงเริ่มต้นขึ้น นำมาสู่การเดินทางด้วยรถไฟของชาวคณะ open ขึ้นไปเยี่ยมเยียนสวนทูนอินหลายครั้ง จนบางคนไปสวนทูนอินมากกว่ากลับบ้านต่างจังหวัดเสียอีก
               
ผมเองอ่านงานเขียนของคุณ ’รงค์ มาตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัย ปิดเทอมใหญ่เพื่อนร่วมห้องพักของผมไปฝึกงานที่บริษัทหลักทรัพย์เป็นหลักเป็นฐาน ผมกลับอยู่ห้องนอนอ่านสนิมสร้อยไปตลอดบ่ายจรดค่ำ คุณ’รงค์ เล่าว่า เมื่อเขียนเรื่องนี้ต้องไปนอนอยู่ที่ซ่องบางกะปิ (สุขุมวิท) เป็นแรมเดือน
 
เมื่อเริ่มต้นชีวิตนักข่าว เพื่อนหนุ่มสาวชวนไปเที่ยวเกาะช้างในยุคที่ยังไม่มีโรงแรมห้าดาวผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เพื่อนเล่นน้ำทะเล ผมนอนเอกเขนกอ่าน หลงกลิ่นกัญชา ใต้ถุนป่าคอนกรีท จนเพื่อนบางคนงอนไปหลายรอบ เพราะมาทะเลทั้งทีแต่ไม่ยอมออกไปไหน
               
งานของคุณ ’รงค์ ทำให้คนหนุ่มอยากใช้ชีวิต อยากออกไปท่องโลกเก็บเกี่ยวประสบการณ์เอามาบอกเล่า เมื่อคุณ ’รงค์ เขียนเรื่องกับข้าวกับปลาก็พลอยทำให้เราอยากอาหารไปด้วย ตอนเด็กผมไม่ชอบกินผัก แต่ผมกลายเป็นคนชอบกินผัก เพราะอ่านเรื่องของคุณ ’รงค์ ผักของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ มีชีวิต น่ารับประทาน เช่นเดียวกับปลา ที่คุณ ’รงค์ เคยบอกว่า กลิ่นคาวคือความเอร็ดของมัน
               
การมีโอกาสได้พบกับ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ จึงทำให้ผมอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ ยิ่งได้พบตัวจริงๆ ในบรรยากาศแวดล้อมแบบของคุณ ’รงค์ ด้วยแล้วก็ยิ่งเกร็งไปกันใหญ่ เพราะแม้จะนั่งคุยกับแขกจากโต๊ะทำงาน แต่วาระการสนทนาที่คุณ ’รงค์ เป็นคนกำหนด เสียงทุ้มทรงพลังของคุณ ’รงค์ และอำนาจเร้นลับที่แฝงมากับน้ำเสียงนั้น ผมคิดว่าไม่ว่าใครที่ไปหาคุณ ’รงค์ ครั้งแรก ก็คงได้รับความรู้สึกใกล้เคียงกัน
               
ถ้าไม่ใช่ศิลปะการจัดวางชั้นเยี่ยม ก็น่าจะพอเรียกว่า ทั้งหมดนี้คือ charisma ของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยแท้ เป็นคาริสม่า--บารมี--ที่นักการเมืองควรมี แต่หลายคนกลับไม่มี นายกรัฐมนตรีบางคนที่ผมเคยพบยังไม่มีบารมีเท่ากับคุณ ’รงค์ นอกจากบารมีแล้ว คุณ ’รงค์ ยังมีพิธีการทูตในการต้อนรับแขกอย่างเพียบพร้อมไม่ตกหล่น อาหารการกินสมบูรณ์ตามสูตรของมัน สุราทุกชนิดมีให้เลือก ทั้งบรั่นดี วิสกี้ เหล้าบ๊วย ไวน์แดง ไวน์ขาว เหล้าขาดมือ คุณ ’รงค์ หันไปดุเด็กสาวเบาๆ ว่า “ทำไมไม่รินเหล้าให้พี่เขา” ตามธรรมเนียมคนตะวันออก ที่ผู้อาวุโสกว่าย่อมได้รับการปรนนิบัติ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงสุรา) จากผู้ที่มาทีหลัง แม้รุ่นพวกเราจะไม่ถือสาใส่ใจกับธรรมเนียมเหล่านี้เท่าใดนัก แต่ก็พอเข้าใจได้ ถึงความคิดที่อยู่เบื้องหลังพิธีกรรมทั้งปวง
               
นอกจากอากาศเย็นสบายบนดอย ดอกไม้สีสวยหลายชนิดที่คุณ ’รงค์บรรจงปลูกไว้รอบบ้านแล้ว ความน่ารักอีกอย่างหนึ่งของสวนทูนอินก็คือ ในห้องทำงานของคุณ ’รงค์ จะมีเสียงเพลงแจ๊ซจากนักร้องหญิงผิวดำคอยขับขานอยู่เสมอ ความไพเราะแผ่วกังวานของเสียงเพลงทำให้ควันบุหรี่ที่อ้อยอิ่งอยู่รอบห้องกลายเป็นเหมือนหมอก ยิ่งเมื่อเดินออกมาริมระเบียงเคียงสระน้ำแล้วได้กลิ่นหอมของจัสมินหรือมะลิฝรั่งที่ปลูกไว้ด้วยแล้ว
ราตรีนั้นช่างแสนสำราญนัก
               
ยิ่งสนทนากันนาน ความน่าเกรงขามของคุณ ’รงค์จะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเมตตา เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของวงการวรรณกรรมที่คนรุ่นหลังไม่เคยรู้ พร่างพรูจากเงาเวลาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ทั้งวิธีการเขียนงานของยาขอบ ประสบการทำงานร่วมกับอาจารย์คึกฤทธิ์ กระทั่งเรื่องส่วนตัวที่ทำให้ชีวิตเด็กนักเรียนมัธยมปลายเตรียมอุดมศึกษา ต้องถูกไล่ออกจากมาเดินเตะฝุ่นอยู่บนถนนพญาไท จนแทบจะกลายเป็นคนไร้อนาคต ถ้าไม่หันมาเอาดีในวิชาชีพนักข่าว
               
คุณ ’รงค์เล่าว่า ครูที่เคยมีเรื่องกันครั้งนั้น เมื่อพบกันอีกครั้งหลังผ่านวัยกลางคน ต่างคนต่างให้อภัยกันไปหมดแล้ว แถมยังบอกว่า เป็นความผิดของตัวเองที่เลือดร้อนไปหน่อยสมัยเป็นวัยรุ่น เราสนทนากับคุณ ’รงค์ยาวนานข้ามคืน ประมาณว่าจากสองทุ่มถึงตีสอง เป็นรายการถามตอบที่สนุกที่สุดรายการหนึ่งในรอบหลายปี-ทุกคนที่ร่วมเดินทางไปสวนทูนอินครั้งนั้นยืนยันได้
               
ผมและเพื่อนฝูงกลับไปเยือนสวนทูนอินอีกหลายต่อหลายครั้งหลังจากนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายปีที่อากาศเมืองเหนือเย็นสบาย คุณ ’รงค์บอกว่าหน้าหนาวก็ดี แต่หน้าร้อนเมืองไทยก็สวยมาก เพราะดอกไม้สองข้างทางจะบานตลอดในฤดูร้อน คำพูดของคุณ ’รงค์ทำให้ผมเริ่มมองฤดูร้อนในแง่ดี และเริ่มมองเห็นสีสันของดอกไม้ตามท้องถนน หลังจากที่ไม่ค่อยได้ใส่ใจมากนัก รายละเอียดในชีวิตเหล่านี้ที่ทำให้งานเขียนของคุณ ’รงค์มีเสน่ห์ คุณ ’รงค์รู้จักดอกไม้ทุกดอก ต้นไม้ทุกต้น เมื่อจะเขียนบรรยายฉากจากหน้าบ้านเข้าไปในบ้าน คุณ ’รงค์เคยล้อนักเขียนสุภาพสตรีบางท่านว่า เขียนเสียตั้งสามสี่หน้า แต่ไม่รู้จักต้นไม้สักต้น ดอกไม้ก็รู้จักอยู่ไม่กี่ดอก
               
เสน่ห์ในงานเขียนของคุณ ’รงค์จึงรวมเอาความแม่นยำเหล่านี้เอาไว้ด้วย ความแม่นยำที่นอกจากจะมีฐานจากการศึกษาเรื่องราวที่จะเขียนมาเป็นอย่างดีแล้ว ยังเกิดจากระบบการจัดเก็บข้อมูลที่ดีมาก ข้อมูลดิบพวกข่าวจากหนังสือพิมพ์ รูปภาพจากนิตยสาร คุณ’รงค์จะตัดใส่แฟ้มแยกประเภทเก็บไว้เป็นหมวดหมู่ ถ้าไม่ติดที่ย้ายบ้านหลายครั้ง ผมเชื่อว่ารูปเมื่อสามสิบปีก่อนก็คงยังอยู่ครบ ในห้องทำงานของคุณ ’รงค์จึงมีเครื่องถ่ายเอกสารเล็กๆ อยู่หนึ่งเครื่อง เพื่อทำหน้าที่ผู้ช่วยจัดระเบียบข้อมูลอันหลากหลายลงไปในหน้ากระดาษขนาดเอสี่ ก่อนแฟ้มหลากสีจะเก็บมันไว้ รอวันเจ้าของเรียกใช้ในอนาคต
               
เบื้องหลังนักเขียนที่ยิ่งใหญ่จึงมีวินัยอันเคร่งครัดเป็นเครื่องกำกับ
               
ใช่แต่กับตัวเอง ต้นฉบับของคุณ ’รงค์ ที่ส่งมาสามารถรู้ได้ทันทีว่ามาจากไหน เพราะคุณ ’รงค์จะจ่าหน้าถึงผู้รับด้วยลายมือตนเองอย่างชัดเจน ต้นฉบับเนื้อในของคุณ ’รงค์ ยังคงพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงาน วรรคตอนและการจัดหน้า ยังคงเป็นลีลาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ที่พวกเราคุ้นเคย และพยายามรักษาไว้เมื่อพิมพ์งานจริงอย่างเคร่งครัด
               
ด้วยแรงกระตุ้นจากนักเขียนหนุ่มนามปราบดา หยุ่น ’รงค์ วงษ์สวรรค์กลับมามีกำลังใจในการเขียนงานอีกครั้งในช่วงบั้นปลาย คุณ ’รงค์ หยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ มาให้ผมดู พร้อมกับบอกว่า เมื่อก่อนใช้กระดาษแผ่นใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้กำลังมันถดถอยเพราะต้องฟอกไตทุกสองสามวัน ฟอกไตทีหนึ่งก็หมดแรงไปทั้งวัน ต้องพักฟื้น เขียนหนังสือด้วยกระดาษแผ่นใหญ่มันไม่จบหน้าเสียที เปลี่ยนมาเป็นแผ่นเล็ก จบหน้าเร็วดีมีกำลังใจมากขึ้น
               
ด้ฟังเรื่องนี้แล้ว ผมซึ่งสุขภาพยังดีอยู่จึงต้องดุด่าตัวเองทุกครั้งที่บิดพลิ้วไม่ยอมเขียนต้นฉบับ ทั้งๆ ที่หน้ากระดาษของเรากำหนดง่ายกว่าด้วยหน้าตาของจอคอมพิวเตอร์ ถ้าอยากจบเร็วจะเปลี่ยนขนาดตัวหนังสือช่วยก็ทำได้ แล้วทำไมนักเขียนรุ่นหลัง ถึงยังมีข้ออ้างเรื่องการเขียนหนังสืออยู่ นักเขียนอย่าง ’รงค์ วงษ์สวรรค์ คงรำคาญคำแก้ตัวไร้สาระทั้งหลายเหล่านี้ เพราะแม้ในยามเจ็บไข้ แต่ราวเก้าโมงเช้า ’รงค์ วงษ์สวรรค์ก็จะขยับกายมานั่งบนโต๊ะทำงานแล้ว ทำไปจนถึงบ่าย รับประทานอาหารเที่ยง พักผ่อนเอาแรง ตื่นมาช่วงเย็นทำงานอีกรอบจนเลยเที่ยงคืน ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สมัยหนุ่มๆ หากแต่เป็นเมื่อครั้งวัย 75 หรือสองปีที่ผ่านมานี้เอง
               
หลังจากสุขภาพอยู่ตัว คุณ ’รงค์ส่งต้นฉบับมาเป็นกระดาษเอสี่เช่นเดิม พวกเราก็เริ่มเบาใจขึ้น และคิดว่าคุณ ’รงค์คงจะอยู่กับพวกเราไปอีกนาน เราจึงเริ่มห่างหายสวนทูนอินไปในช่วงปีหลังๆ จะมีก็แต่เสียงทักทายมาตามสายของคุณ ’รงค์ พอให้หายคิดถึงเท่านั้น
 
แม้ผมจะเป็นฝ่ายอ่านงานของคุณ ’รงค์ มากกว่าจะส่งงานไปให้คุณ ’รงค์อ่าน (ด้วยความเกรงใจ) แต่เมื่อใดที่คุณ ’รงค์ อ่านพบงานชิ้นไหนที่เห็นว่าเขียนดี คุณ ’รงค์จะไม่ละเลยที่จะโทรศัพท์มาชมเชย พร้อมซักถามรายละเอียดบางเรื่องที่ไม่รู้ นับเป็นวิธีการให้กำลังใจนักเขียนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี จะมีใครบ้างที่ได้รับโทรศัพท์จาก ’รงค์ วงษ์สวรรค์ แล้วจะไม่ดีใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามันเป็นการชมเชยเรื่องงานเขียน
 
ความที่เคยเป็นบรรณาธิการและคนทำหนังสือมาก่อนคุณ ’รงค์จะให้เกียรติบรรณาธิการมาก ไม่เคยมีการใช้สิทธิของความเป็นนักเขียนใหญ่ กดดันทวงถามสิ่งใดที่จะสร้างความลำบากใจให้กับคนทำงาน เมื่อโทรศัพท์มาหาแล้วไม่พบ คุณ ’รงค์จะเพียงแต่ฝากข้อความให้โทรกลับเท่านั้น ยิ่งช่วงหลังคุณ ’รงค์มักจะเอ่ยปากกับผมเป็นการส่วนตัวเสมอๆ ด้วยความห่วงใยว่า “ถ้ามีเรื่องอะไรให้อาว์ช่วย อาว์จะยินดีมาก”
 
นี่คือความน่ารักของ ’ รงค์ วงษ์สวรรค์
 
คุณ ’รงค์รู้ดีว่าพวกเราทำงานกันด้วยทุนรอนน้อย หลายครั้งที่คุณ ’รงค์ส่งต้นฉบับมาให้ คุณ ’รงค์จะกำชับมาว่า ให้พิมพ์ตามเวลาและจำนวนที่เห็นสมควร
“อย่าให้เจ็บตัว ให้พวกเราพออยู่กันไปได้”
 
แม้จะมีสังกัดใหญ่หลายค่ายสนับสนุน เขียนงานให้กับใครก็ได้หลานสำนัก แต่คุณ ’ รงค์ก็ยังยินดีที่จะใช้คำว่า “พวกเรา” กับคนทำงานเล็กๆ เช่น “พวกเรา” เสมอ นี่คือความรู้สึกเป็นพวกพ้อง ที่อายุ ฐานะ ชรา กระทั่งมรณะ ไม่เคยแยก ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ออกจากวงการนักเขียนไทย ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใด ’รงค์ วงษ์สวรรค์ จึงยังคง (หนุ่ม) เสมอ
 
นอกจากต้นฉบับ ยี่หวาไชนาทาวน์ ที่ท่านถืออยู่ในมือขณะนี้ ซึ่งคุณ ’ รงค์ กรุณาส่งมาให้ตั้งแต่กลางปี 2551 แล้ว ราวต้นปี 2552 คุณ ’รงค์ยังได้แสดงน้ำใจเป็นเป็นการส่วนตัวกับผม ด้วยการเอ่ยปากมอบฟิล์มภาพถ่ายขาว-ดำชุดที่ได้จัดแสดงที่ PS แกลเลอรี่ให้ผมเก็บรักษาไว้
 
“อยากทำอะไรให้รีบทำเสีย อาว์อ่อนแรงเต็มทีแล้ว” ’รงค์ วงษ์สวรรค์ส่งสัญญาณเตือนเบาๆ โดยที่เครื่องรับอย่างผมแม้จะไม่ประมาท แต่ก็ไม่ทันได้เฉลียวใจ ว่าชีวิตของคุณ ’รงค์คงเดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายจริงๆ
 
สำหรับคนทั่วไป สิ่งที่อยู่ในมือผมคงเป็นแค่ฟิล์มเก่าที่ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากมายนัก หากสำหรับนักเขียน ผู้เริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นช่างภาพแล้ว ผมเข้าใจว่า นี่คือการมอบบางส่วนของชีวิตไว้ให้ แม้ไม่บอก แต่ผมก็เข้าใจว่า ไม่ใช่เพื่อเก็บไว้ชื่นชมเป็นสมบัติส่วนตัว หากแต่ภาพถ่ายเหล่านี้ น่าจะมีส่วนในการยืดระยะเวลา คุณค่า และความงดงามที่วงการนักเขียนไทยมีให้กันเสมอมาให้ยาวนานต่อไป
 
อย่างน้อยก็ในอีกชั่วคนหนึ่ง
 
 
หลายปีที่ผ่านมานี้ วงการวรรณกรรมได้ถูกกระแสการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจหนังสือทำให้แปรเปลี่ยนไปในทางแก่งแย่งแข่งขันกันทำการค้ามากกว่าจะเชิดชูมิตรภาพและความงดงามของการมีชีวิต วงการหนังสือถกกันแต่เรื่องยอดขายมากกว่าคุณภาพของงานเขียน นักเขียนขายดีได้รับการยกย่องมากกว่านักเขียนเขียนดี อัจฉริยะกลายเป็นสิ่งที่สร้างได้โดยไม่มีความลับอีกต่อไป โลกยิ่งร้อนอุตสาหกรรมหนังสือยิ่งเหลือที่ทางน้อยเต็มทีให้กับนักเขียน แม้ตัวนักเขียนส่วนหนึ่งจะปรับตัวไม่ทันความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย หากน้ำใจที่ควรมีให้แก่กัน ในฐานะมนุษย์ผู้ผจญทุกข์สุขและประสบการณ์ร่วมกันมา กลับลดน้อยถอยลงจนแทบไม่มีใครใส่ใจให้ค่า
 
อุตสาหกรรมหนังสือและสิ่งพิมพ์เลิกพูดถึงเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว และคงจะเลิกกันจริงๆ จังๆ เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงขึ้นจนต่างคนต่างก็ต้องเอาตัวให้รอด จึงไม่ใช่แต่นักเขียนชราเท่านั้นที่อ่อนแรง หากแต่สังคมทั้งหมด พวกเราทุกคนกำลังอ่อนแรงลงโดยไม่รู้ตัว ทั้งอ่อนแรงจากการแข่งขัน อ่อนแรงจากภาระทางเศรษฐกิจ อ่อนแรงจากวิกฤตทางการเมืองรวมทั้งอ่อนแรงจากการถูกกัดกร่อนจิตวิญญาณมายาวนาน จนไม่อาจรับรู้เรื่องอื่นใด นอกเหนือจากปัญหาเบื้องหน้าของตนเอง
 
การจากไปของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ จึงเป็นเครื่องเตือนสติว่า วันเวลากำลังพร่าผลาญสิ่งงดงามในชีวิตของเราไปทีละนิด เหมือนสีของรูปขาว-ดำที่เริ่มซีดจางไปในเงาเวลา การจากไปของคุณ ’รงค์ จะมีค่าเมื่อเราเริ่มตระหนักถึงความจริงเบื้องหน้าและเริ่มอยากรักษาสิ่งดีๆ เหล่านั้นเอาไว้
 
อย่างน้อยก็ในเวลาที่คิดถึง ’รงค์ วงษ์สวรรค์
 
 
ผมเล่าเรื่องราวทั้งหมดเหล่านี้แทนคำนำเพื่อบูชาครู บูชา ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เช่นเดียวกันกับที่ตั้งใจเลือกภาพถ่ายข่าว-ดำของคุณ’รงค์ ลงสีด้วยมือตามเทคนิคโบราณเป็นภาพปก เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านได้หวนคิดถึงคืนวันเก่าๆ ที่เราเคยมีร่วมกับ ’รงค์ วงษ์สวรรค์
 
หนังสือเล่มนี้พิมพ์จำนวนจำกัดเพียง 2,500 เล่ม แต่ละเล่มมีเลขกำกับที่ปกหน้าใน โดยหมายเลข 1, 2 และ 3 จะส่งมอบให้กับครอบครัวของคุณ ’รงค์ เก็บรักษา หมายเลข 4 จะส่งมอบให้หอสมุดแห่งชาติ หมายเลข 5 เก็บรักษาไว้ที่สวนทูนอินเพื่อการจัดแสดงในอนาคต ถัดจากนั้นจะแบ่งปันกับคนใกล้ชิดและกัลยาณมิตรของคุณ ’รงค์ ทุกเพศทุกวัย เพื่อร่วมกันรำลึกถึงการจากไปของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์--ราชันแห่งอักษร
                                                               
ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
พฤษภา อาลัย 2552
แพร่งภูธร พระนคร กรุงเทพฯ