จุดไฟในสายลม

vorajat.jpg

 

ชื่อหนังสือ: จุดไฟในสายลม

ผู้ให้สัมภาษณ์: วรเจตน์ ภาคีรัตน์

พิมพ์ครั้งแรก: มีนาคม 2552

ราคา: 250 บาท

สั่งซื้อหนังสือได้ที่นี่

 

คำให้การผู้สัมภาษณ์

ผมกับคุณพนารัตน์ พิลึก สัมภาษณ์อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ลงไทยโพสต์แทบลอยด์ ๘ ครั้งในรอบ ๕ ปี ไม่นับที่โทรศัพท์ไปสัมภาษณ์ตอนยุบพรรคไทยรักไทย แล้วนํามาประกบบทสัมภาษณ์ปริญญา เทวานฤมิตรกุลย้อนนับดูก็มากกว่า ถี่กว่านักวิชาการหรือนักการเมืองทุกคนสาเหตุเพราะตลอดช่วงวิกฤตที่ผ่านมา กฎหมายถูกนํามาใช้และตีความเป็นเครื่องมือบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองอย่างถี่ยิบจนเห็นได้ชัด ได้ทําให้เกิดความสับสน ไม่เชื่อมั่น ต่อสถาบันต่างๆ ทางกฎหมาย ขณะที่นักนิติศาสตร์จํานวนมากก็โดดออกมาเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เลือกข้าง จนไม่รู้จะเชื่อใคร

คงเหลือแต่อาจารย์วรเจตน์ ผู้กลายเป็น Last Man Standing นักกฎหมายมหาชนแทบจะคนเดียวที่ยังยึดมั่นในหลักการและเหตุผล ออกแถลงการณ์ เขียนบทความ ให้สัมภาษณ์ ปักหลักทางวิชาการอย่างมั่นคง จนทุกคนต้องรับฟัง ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างกับเขาก็ตาม

ผมกับคุณพนารัตน์สัมภาษณ์ อ.วรเจตน์ครั้งแรก (โดยสุรพล นิติไกรพจน์ แนะนํา) ก็ประทับใจที่เขาให้ความรู้ทางกฎหมายมหาชนอย่างลึกซึ้ง มีหลักเกณฑ์ แต่เข้าใจง่าย ครั้งนั้นเราไปสัมภาษณ์เรื่องการคัดค้านหวยหุ้นลิเวอร์พูล แต่ก็คุยต่อเนื่องถึงเรื่องอื่นๆ ตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญ อนุญาโตตุลาการ ปัญหาการใช้อํานาจ ไปจนถึงจุดอ่อนในรัฐธรรมนูญ หลายๆ เรื่องที่เขาพูดต้องตรงที่ผมรู้สึกแต่อธิบายไม่ได้ จนได้ฟัง อ.วรเจตน์อธิบายจึงทะลุปรุโปร่ง นอกจากนี้ ผมยังประทับใจที่เขาแยกแยะความถูกผิดไม่เหมาโหล เช่น ขณะคัดค้านทักษิณ ชินวัตร เขาก็ยืนยันว่าพจมาน ชินวัตร ไม่ผิดกรณีซื้อที่ดินรัชดาภิเษก

เราสัมภาษณ์ อ.วรเจตน์ครั้งที่สอง เมื่อเนติบริกรร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งตอกย้ำการใช้อํานาจแบบ “หัวหน้าเผ่า” บทสัมภาษณ์ทั้งสองครั้งอยู่ในช่วงคัดค้านความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลทักษิณ เช่นเดียวกับภาคประชาสังคมทั่วไป หลังจากนั้น อาจารย์วรเจตน์ได้ให้ความเห็นเรื่องคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ยังไม่พ้นจากตําแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน อันทําให้เหล่าผู้คัดค้านรัฐบาลยกความเห็นของเขาไปอ้างอย่างชื่นชม

แต่การสัมภาษณ์ครั้งที่สาม ในชื่อเรื่อง “นายกฯ พระราชทานไม่ใช่มาตรา ๗” นั้นแตกต่างไป อ.วรเจตน์ยืนสวนกระแสพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่กําลังร้องขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน น่าจะกล่าวได้ว่า เป็นการสัมภาษณ์ครั้งที่ส่งผลสะเทือนมากที่สุด เพราะเป็นจุดที่ทําให้ อ.วรเจตน์แยกทางจากนักวิชาการข้างมาก เช่นเดียวกับนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยจํานวนหนึ่งที่แยกทางกับพันธมิตรฯ และเช่นเดียวกับผมที่แยกทางจากสื่อข้างมาก ซึ่งเมื่อเกิดการรัฐประหารเราก็กลายมาเป็นฝ่ายที่เรียกว่า “๒ ไม่เอา”

การสัมภาษณ์อีกห้าครั้ง (ครึ่ง) ล้วนอยู่ในแนวทางเดียวกัน คือคัดค้านรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร และตุลากาภิวัตน์ที่เป็นผลพวงของรัฐประหาร ตลอดเวลาเหล่านี้ อ.วรเจตน์ต้องเผชิญกับอารมณ์สังคมที่ไร้สติ ถูกโจมตี ด่าว่า กล่าวหาต่างๆ นานา กระทั่งต้องปรับทุกข์กันเนืองๆ จนบางครั้งผมก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าทําให้ อ.วรเจตน์เดือดร้อน เพราะชวนมาสัมภาษณ์ทั้งที่รู้ว่าเขาพูดแล้วจะโดนอะไร

กระนั้น ผมก็เชื่อมั่นว่า อ.วรเจตน์ไม่กลัวไฟไม่กลัวการพิสูจน์ เพราะสิ่งที่เขาพูด ตั้งแต่บทสัมภาษณ์ครั้งแรกเมื่อ ๕ ปีก่อนจนครั้งหลังสุด ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน ไม่ว่าใครมีอํานาจ อ.วรเจตน์ก็อยู่ในหลักการอย่างแน่วแน่มั่นคง

สิ่งที่เขาพูด แม้แต่ผมบางครั้งก็ยังมองข้ามไป เพิ่งมามองเห็นเมื่อนั่งทบทวนบทสัมภาษณ์เพื่อตีพิมพ์ เช่น เขาพูดไว้ตั้งแต่การให้สัมภาษณ์ครั้งที่สองเมื่อปี ๒๕๔๘ ก่อนที่ยังไม่มีกระแสไล่ทักษิณด้วยซ้ำ

“วันหนึ่ง เมื่อเสียงเปลี่ยนและอํานาจอยู่ในมือฝ่ายข้างน้อย มันมีแรงกดดันแล้วยังไม่ทําอะไรอีก มันอาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงจากข้างนอกระบบกฎหมายเข้ามา ในฐานะที่ผมเป็นนักกฎหมาย ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในระบบโดยสันติ”

หรือตอนที่เขายืนยันว่าคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ยังเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน อ.วรเจตน์ก็กล่าวไว้ในท้ายบทความว่านี่ไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล ไม่ใช่ “คนดี” “คนชั่ว” ตามกระแส แต่เป็นเรื่องหลักการ

“บทความนี้เขียนขึ้นโดยอิงระบบและหลักการทางนิติศาสตร์ ไม่ใช่ตัวบุคคล คุณหญิงจารุวรรณเป็นตัวละครตัวหนึ่งในวังวนของปัญหา ทั้งนี้รวมถึงนายประธาน ดาบเพชร ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินสูงสุดในการเสนอชื่อครั้งแรก และนายวิสุทธิ์ มนตริวัต ที่ได้รับการเสนอชื่อในคราวถัดมา บุคคลทั้งสองเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากกลไกของกฎหมายในเรื่องนี้ที่จะต้องได้รับการเยียวยา และจะต้องมีการปรับปรุงกฎเกณฑ์ทางกฎหมายในเรื่องนี้เสียใหม่ ชื่อของบุคคลในบทความนี้ที่ระบุว่าเป็นคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ในทุกแห่ง ผู้อ่านอาจจะเปลี่ยนเป็นชื่อของบุคคลอื่นได้ตามที่ผู้อ่านต้องการ ผลในทางกฎหมายที่ผู้เขียนได้แสดงไว้ในบทความนี้จะไม่แปรเปลี่ยนไปเพราะชื่อของบุคคลอย่างเด็ดขาด”

ผมขอนําส่วนหนึ่งของบทความนี้มาตีพิมพ์ด้วย เพราะนี่คือหลักที่วรเจตน์ยึดมาตลอดในการตีความ เป็นเรื่องของระบบและหลักการ ไม่ใช่ตัวบุคคล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะชื่อคุณหญิงจารุวรรณ ทักษิณ หรือสมัคร

“กฎหมายอาญาต้องชัด คือจะเอาคนเข้าคุก จะจํากัดเสรีภาพ เข้าไปกระทบกับเขาเป็นการส่วนตัว จะเป็นนายกฯ เป็นคุณหญิง หรือเป็นนายดํานายแดง ก็ต้องคุ้มครองเขา เพราะนี่คือโทษอาญา ถ้าเป็นเรื่องทางการเมืองเรื่องตําแหน่ง อาจจะมีมาตรฐานเข้มข้นเป็นพิเศษ ผมเห็นด้วย แต่พอเป็นโทษอาญามาตรฐานต้องเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นก็ไม่เป็นธรรม” วรเจตน์พูดตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ตอนที่เขาวิจารณ์รัฐบาลทักษิณ ๕ ปีผ่านไปเขาก็ยังพูดเช่นเดิม

ทําไม อ.วรเจตน์กับเพื่อนหยิบมือเดียว ออกแถลงการณ์หรือให้สัมภาษณ์แต่ละครั้ง จึงส่งผลสะเทือนอย่างกว้างขวาง ทั้งที่ต้องโต้แย้งกับมือกฎหมายระดับปรมาจารย์ คําวินิจฉัยของตุลาการอันศักดิ์สิทธิ์ หรือคณาจารย์ที่ล่ารายชื่อกันเป็นหางว่าว

ผมเชื่อว่าเป็นเพราะคนส่วนใหญ่มีความยุติธรรมอยู่ในพื้นฐานจิตใจ มีเหตุผลโดยสามัญสํานึก เมื่อเห็นการตราพระราชกฤษฎีกากําหนดองค์ประชุมคณะรัฐมนตรี ๑ ใน ๓ เราย่อมรู้สึกคาใจว่ามันไม่ถูก (นี่หว่า) แต่เราไม่รู้กฎหมาย ไม่สามารถโต้แย้งคําอธิบายของเนติบริกร

เช่นเดียวกัน เมื่อเห็นประกาศคณะรัฐประหารมีผลย้อนหลัง เห็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญทําผิดคนเดียวตายยกเข่ง มโนสํานึกก็ย่อมรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรม เมื่อได้ฟัง อ.วรเจตน์โต้แย้งด้วยเหตุผล เป็นระบบ มีหลักมั่นคง เราจึงบอกว่านี่แหละ ใช่เลย ต้องตรงตามที่รู้สึก

ผมเชื่อว่าข้อเขียน บทความ และแถลงการณ์ของ อ.วรเจตน์กับเพื่อน จะเป็นส่วนหนึ่งของตํารากฎหมายมหาชนในวันหน้า ส่วนบทสัมภาษณ์เหล่านี้ อาจจะเป็นหนังสืออ่านประกอบเพื่อศึกษาจริยธรรมของนักกฎหมาย ซึ่งน่าจะมีสองประการสําคัญคือ การใช้และตีความกฎหมายอย่างเที่ยงธรรม ไม่เลือกคนไม่เลือกข้าง และความกล้ายืนหยัดในหลักการทั้งที่ต้องสวนกระแส

สิ่งที่ผมประทับใจ อ.วรเจตน์มากที่สุดคือ การที่เขาขีดกรอบตัวเองว่าจะให้ความเห็นเฉพาะประเด็นกฎหมาย ดังที่ให้สัมภาษณ์ไว้ในบท “ย้อนหลังมองหน้า”ว่าเขาไม่เคยลงชื่อไล่ใคร ไม่เคยไปม็อบข้างไหน ไม่เคยให้ความเห็นทางการเมือง เพราะเรื่องการเมืองมีคนอื่นรู้ดีกว่าเขาเยอะ มีเพียงครั้งเดียวที่เขาออกแถลงการณ์เรื่องทางการเมืองคือ คัดค้านและประณามการรัฐประหาร เพราะถือเป็นการทําลายระบบกฎหมาย

“คนที่เป็นนักวิชาการที่ลงไปอยู่ตรงนั้น เราต้องเข้าใจว่าการวิเคราะห์การให้ความเห็นจากฐานทางวิชาการมันเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อไปเลือกยืนในจุดที่มันเป็นข้าง มีการกระทําอะไรของฝ่ายตัวเอง คนที่เป็นนักกฎหมายที่อยู่ในฝ่ายนี้ก็จะบอกว่า เฮ้ย ถูกแล้ว เขาเสียน้ำหนักไปหมด

“ในการเคลื่อนไหวตรงนี้ นักวิชาการสาขาอื่นเขาค่อนข้างจะทําได้มากกว่านักกฎหมาย เพราะกฎหมายเป็นเรื่องการชี้ผิดชี้ถูก เป็นการตัดสิน เราตัดสินในนามคนที่เรียนมาในทางกฎหมาย มีความรู้ทางกฎหมาย ต้องระวังมาก ไม่อย่างนั้นใครจะเชื่อ”

เขายังฝากข้อคิดให้ผู้ใช้กฎหมายพึงสังวรณ์

“คนที่อยู่ในกระบวนยุติธรรม ต้องพูดว่าโอกาสตกนรกเยอะนะ ตัดสินผิดมันบาป ถ้าว่าไปอย่างเที่ยงธรรม คนที่ฟังเขาก็รู้ว่าผิดจริง เขาอาจจะไม่ชอบผู้พิพากษาคนนี้แต่เขาไม่อาฆาต ถ้าเขารู้สึกว่าตัดสินอย่างนี้มันไม่ใช่ เขาไม่ได้ผิดหรือผิดน้อยกว่านั้น จิตอาฆาตแรงนะ แล้วถามว่าการตัดสินผิดพลาดไม่เคยมีหรือ ดังนั้น การที่เราอยู่กับหลักมันจะช่วยเป็นเกราะป้องกันเราอย่างดี นักกฎหมายที่ไปตัดสินคดีเราไม่มีอะไรเลย นอกจากหลักวิชาเป็นเกราะป้องกันตัว ถ้าคุณไม่เอาตรงนี้คุณก็ไม่มีเกราะแล้ว”

ในฐานะผู้สัมภาษณ์ ต้องบอกตามตรงว่าการสัมภาษณ์ อ.วรเจตน์แต่ละครั้ง เป็นงานหนัก ใช้เวลาถอดเทป เรียบเรียง และตรวจสอบความถูกต้อง นานกว่าปกติ ๒-๓ เท่า โดยที่เราก็ไม่ได้เป็นบัณฑิตทางกฎหมาย แต่ทําผลงานออกมาแล้วก็มีความภาคภูมิใจ ที่เราได้ทําหน้าที่เสมือน “กระบอกเสียง” หนึ่งของ อ.วรเจตน์

ในความเร่งรีบอาจมีบางส่วนผิดพลาดตกหล่น แม้ในการรวบรวมเพื่อตีพิมพ์ครั้งนี้ จะได้ตรวจทานอีกรอบ ก็อาจยังมีที่ต้องขออภัยและขอรับไว้ซึ่งคําตําหนิ

ทั้งนี้ยังมีบางช่วงสถานการณ์ที่ไทยโพสต์แทบลอยด์ไม่ได้สัมภาษณ์ อ.วรเจตน์ เพราะเกรงจะบ่อยเกิน แต่ อ.วรเจตน์ได้ให้สัมภาษณ์ไว้กับเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งได้นํามารวบรวมไว้ด้วยกัน

ขอขอบคุณผู้มีบทบาทสําคัญคือ “ไทยโพสต์” ที่แม้ชาวไทยโพสต์จะเห็นต่างเป็นส่วนใหญ่ แต่ได้ให้อิสรภาพทางความคิดอย่างแท้จริง ในการนําเสนอบทสัมภาษณ์ รวมทั้งตีพิมพ์แถลงการณ์และบทความของ อ.วรเจตน์เสมอมา

ขอขอบคุณ “ป๋า” เปลว สีเงิน ผู้มีหัวใจอันยิ่งใหญ่ ถ้าไม่มีหัวหน้าเช่น “ป๋า” ผมคงไม่อยู่ในวิชาชีพหนังสือพิมพ์ถึงวันนี้ และไม่มีโอกาสนําเสนอผลงานเหล่านี้

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า จุดยืนของไทยโพสต์ เกียรติภูมิของเปลว สีเงิน ทําให้บทสัมภาษณ์แต่ละครั้ง มีความ “ขลัง” และส่งผลสะเทือนอย่างกว้างขวาง เมื่อตีพิมพ์ออกมา เพราะเสมือนรับประกันว่า นี่คือความเห็นต่างอย่างบริสุทธิ์

 

อธึกกิต แสวงสุข