ปิโตรธิปไตย

Pitro.jpg

 

ขื่อหนังสือ: ปิโตรธิปไตย: การครอบงำโลกด้วยปิโตรเลียม

ผู้เขียน: ประสาท มีแต้ม

พิมพ์ครั้งแรก: กุมภาพันธ์ 2552

ราคา: 150 บาท

สั่งซื้อหนังสือได้ที่นี่

 

ปิโตรธิปไตย : นักคณิตศาสตร์ ข้อเท็จจริง และจินตนาการ

ครั้งที่ภาควิชาคณิตสาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ให้เกียรติเชิญผมไปเป็นวิทยากรในงานปัจฉิมนิเทศว่าที่บัณฑิตทางคณิตศาสตร์และสถิติเมื่อปี ๒๕๕๐ (ซึ่งผมมารู้ภายหลังว่า คนแนะนำให้เชิญผมคือ อาจารย์ประสาท มีแต้ม อาจารย์อาวุโสของภาควิชาแห่งนั้นนั่นเอง) จำได้ว่า ในครั้งนั้นผมได้เสนอข้อแลกเปลี่ยนทางความคิดกับว่าที่บัณฑิตและคณาจารย์ในที่ประชุมแห่งนั้นด้วยประเด็นหลักเพียงประเด็นเดียว คือ “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ (Imagination is more important than knowledge.)” ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าเป็นวาทะอมตะของนักคณิตศาสตร์-ฟิสิกส์ลือนามของโลกคือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ผมเสนอทัศนะในฐานะ “นักเขียน” (เชิงสร้างสรรค์) ว่า ในทัศนะของผม, คณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือทางความคิดที่เชื่อมข้อเท็จจริงกับจินตนาการเข้าด้วยกัน เหมือนกับงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ (creative writing) จำพวก นวนิยาย เรื่องสั้น และกวีนิพนธ์
 
ผมเสนออีกว่า, แม้ในตัว “กระบวนการ” (process) ก็ยังเหมือนกัน กล่าวคือ มีการ “ตั้งโจทย์” เพื่อให้เกิดการคิด “สมมุติฐาน” เพื่อคลำไปสู่การแสวงหาคำตอบโดยใช้กระบวนการ “หลอมรวม” สิ่งที่เรียกว่า “ข้อเท็จจริง” กับ “จินตนาการ” เข้าอย่างเป็นองค์รวม เพื่อฉายภาพของคำตอบที่แสวงหา
 
ผมสรุปเล่นๆ ว่า รูปแบบหรือประเภทของ “การเขียน” ของมนุษย์นั้น อาจสรุปเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์เพื่อการ “แทนค่า” ได้เพียงสั้นๆ คือ:
 
๑) การเขียน ( writing ) เท่ากับ การเขียนเชิงวิชาการ (academic writing) บวก  (+) การเขียนเชิงสร้างสรรค์ (creative writing)
 
๒) การเขียนเชิงวิชาการ (academic writing) เท่ากับ (=)  ข้อเท็จจริง (fact)
 
๓) การเขียนเชิงสร้างสรรค์ (creative writing) เท่ากับ ข้อเท็จจริง บวก (+)  จินตนาการ (imagination)
 
 
และจากนั้น, ผมจึงสรุปว่า โดยนัยนี้เอง วิชาคณิตศาสตร์จึงมีความสำคัญมาก เพราะเป็น “เครื่องมือของการคิดเพื่อแสวงหาสัจจธรรม” เป็นศาสตร์พื้นฐานที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับ “วิธีวิทยา” ในการแสวงหาความรู้แบบโลกตะวันตก ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นสรณะของระบบการศึกษา “สมัยใหม่” ของไทยมาอย่างน้อยก็ตั้งแต่ยุคสมัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
 
คนที่ได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์มาอย่างลึกซึ้งจึงเป็นคนโชคดี เพราะย่อมมีโอกาสที่จะกลายเป็น “นักคิด” (the thinker) ของสังคมได้ง่ายกว่าคนเรียนศาสตร์ (แบบแยกส่วน) แขนงอื่น ๆ
 
ผมมักสรุปกับใคร ๆ ที่สนิทชิดใกล้ว่า นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมสนใจติดตาม “งานทางความคิด” ของอาจารย์ประสาท มีแต้ม มาโดยตลอด แม้จะติดตามอยู่ “ห่างๆ” แบบไม่ได้เข้าร่วมสมาคมใกล้ชิดนัก เพราะกลัว “การปะทะสังสรรค์ทางความคิด” กับอาจารย์แล้วเกิดอาการ “ตามไม่ทัน”
 
ถ้าจะว่ากันแบบตรงไปตรงมาก็คือช่วงเกือบ ๓๐ ปีที่รู้จักกัน ผมกับอาจารย์ประสาทไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ในด้านใดเป็นพิเศษกันเลย
 
เพียงแต่ทุกครั้งที่มีเหตุให้ต้องพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ผมมักรู้สึกเสมอว่า อาจารย์ประสาทมีอะไร “ร่วม” กับผมอยู่บ้าง ที่เป็น “ตัวร่วม” ที่โดดเด่นสุดเห็นจะได้แก่การคิดอะไรแบบ “บ้าน ๆ” ตามเงื่อนไขของการถูกโปรแกรมของเด็กปักษ์ใต้ที่เติบโตมา “แบบไม่เคยสวมรองเท้าจนจบประถมสี่” เหมือน ๆ กัน
 
แต่คุณลักษณะที่ผมจับได้และรู้สึกชื่นชมอาจารย์ประสาทเสมอมาก็คือการชอบ “ตั้งข้อสังเกต” (ซึ่งที่จริงก็คือการ “คิดโจทย์” นั่งเอง) ในเรื่องในประเด็นต่าง ๆ ของอาจารย์
 
“การตั้งข้อสังเกต” นี้เองที่มักนำ “มุมในการมอง” ที่แตกต่างให้เกิดตามมา
 
นี่อาจเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ของ “นักคิด”
 
แต่นี่คือคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของ “นักเขียน”
 
 
การข้ามพรหมแดนทางวิชาการจากสาขาหนึ่งไปสู่อีกสาขาหนึ่งของนักวิชาการในปัจจุบันเป็นการตอกย้ำความสำคัญของ “วิธีวิทยา” แบบดั้งเดิม เป็นสิ่งยืนยันว่ามีแต่ความรู้แบบ “องค์รวม” จึงจะสามารถให้คำตอบที่ถูกต้องสมบูรณ์ (ในความสัมพัทธ์ของสรรพสิ่ง) และมีแต่การหลอมรวม “ข้อเท็จจริง” เข้าเป็นหนึ่งเดียวกับ “จินตนาการ” เท่านั้นที่จะก่อเกิดการ “บูรณาการ” ที่แท้จริงได้
 
งานบทความที่เกี่ยวกับพลังงานทั้ง ๒๐ ชิ้นที่อาจารย์ประสาท มีแต้ม ได้ใช้ความอุตสาหะวิริยะสืบค้นลงลึกออกมาตีแผ่ให้เป็นที่ประจักษ์ในหนังสือ “ปิโตรธิปไตย” เป็นสิ่งยืนยันได้ในประเด็นทางวิชาการที่กล่าวมาแต่เบื้องต้น
 
ในแง่นี้อาจารย์ประสาท มีแต้มจึงหลุดพ้นจากการเป็น “ครูคณิตศาสตร์” ที่เป็น “เทคโนแครต” เข้าสู่ความเป็น “นักคิด” อย่างสง่างาม (ซึ่งผมไม่แน่ใจนักว่าดอกเตอร์ทางคณิตศาสตร์ในประเทศนี้จะเป็นได้สักกี่คน)
 
ในทัศนะของผม นี่เป็นคุณูปการยิ่งต่อสังคมวิชาการที่ล้าหลังอย่างประเทศไทย
 
ผมจึงอ่านงานเกี่ยวกับการขุดค้นตีแผ่เรื่อง “การสร้างความเท็จเรื่องพลังงานของระบบทุนผูกขาด” ของอาจารย์ประสาทอย่างเป็นความสุขด้วยอาการ “สมารมณ์”
 
และงานที่เปี่ยมเต็มไปด้วย “จินตนาการ” บนฐานของ “ข้อเท็จจริง” ของอาจารย์ประสาทชุดนี้เองที่ทำให้ผมได้ประจักษ์ว่า คำกล่าวของนักคณิตศาสตร์-ฟิสิกส์ลือนามที่ชื่ออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คือแก่นของ “สัจจะ”
 
“กฎสามประการของการทำงานได้แก่ ภายใต้ความสลับซับซ้อนที่ความเรียบง่ายแฝงอยู่ ภายใต้ความขัดแย้งไม่สอดคล้อง มีความเป็นเอกภาพแฝงอยู่ และท่ามกลางปัญหาอุปสรรคความยากลำบาก มีโอกาสและช่องทางใหม่ๆ แฝงเร้นอยู่ ...”
 
แล้วจะกล่าวอะไรได้อีก, นอกจาก-ขอบคุณ
 
ต้นปี ๒๕๕๒
สถาพร ศรีสัจจัง
ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (๒๕๔๘)