ชื่อหนังสือ: คนกับโพสต์โมเดิร์น: บทจำนรรจ์ว่าด้วยมนุษย์ที่ไม่สามารถจัดประเภทได้ (เล่ม 1)
ผู้เขียน: ไชยันต์ ไชยพร
พิมพ์ครั้งแรก: กุมภาพันธ์ 2552
ราคา: 250 บาท
สห-อัตตา/ชีวประวัติ
ในบรรดานักวิชาการรุ่นหลัง 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ไชยันต์ ไชยพร เป็นหนึ่งในผู้ชอนไชรัฐเผด็จการที่มักจะปรากฏให้เห็นในประเทศไทยอย่างดาษดื่นและหลากหลายรูปแบบ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า การต่อสู้กับเผด็จการของไชยันต์ทำได้อย่างมีประสิทธิผล แต่ประสิทธิภาพของไชยันต์ ไชยพร ยังปรากฏอยู่ในลักษณะอื่นๆ อีก หนึ่งในนั้นก็คือ ความสามารถในการ “เล่าเรื่อง”
ไชยันต์ “เล่าเรื่อง” ได้อย่างสนุกสนาน โดยไม่ได้ใช้ภาษาสวิงสวาย ภาษาดอกไม้แบบละลานตา หรือเป็นภาษาแบบที่ผู้อ่านอ่านแล้วสามารถไปสู่โลกปรมัตถ์ได้ ไชยันต์ยังคงรักษาภาษาแห่งโลกียะเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ภาษาของไชยันต์ให้ความใกล้ชิด ไม่ได้ห่างเหิน ภาษาที่ใกล้ชิดดุจกระซิบข้างหูดำเนินไปตามแบบอย่างของชีวิตในโลกที่กระฎุมพีเรืองอำนาจ ในขณะเดียวกันก็เรืองแสงประหนึ่งถนนสายนีออนที่มีสีโดดเด่นคลุกเคล้าไปกับความมืดที่กำหนดขอบให้ “สี” ต่างมีสีสันถนัดตา
ในหนังสือเล่มนี้ ภาษาของไชยันต์ก็ยิ่งให้ความเป็นกันเอง เป็นภาษาที่เพียบพร้อมไปด้วยมุขตลก มุขแดกดัน แถมยังเป็นภาษาที่ครูภาษาไทยสมัยจอมพลสฤษดิ์ หรือแม้กระทั่งปัจจุบันอ่านแล้วอาจจะต้องตัดสินใจยิงตัวตายก็เป็นได้ แม้ว่าจะไม่ใช่แบบภาษาของ 'รงษ์ วงษ์สวรรค์ แต่ภาษาแบบไชยันต์ก็อาจจะทำให้ชีวิตของบรรดาลูกศิษย์มีอะไรขำๆ ให้เล่าสู่กันฟังในช่วงงานศพของครูได้ ผลงานเล่มนี้เป็นแบบสบายๆ แม้ว่านี่จะไม่ใช่สบายๆ ในแบบเบิร์ดๆ รุ่นแรกๆ หนังสือเล่มนี้จึงอ่าน “สบายๆ ถูกใจก็อ๊อฟกันไป” จากแผงได้
แต่หนังสือเล่มนี้ก็มีอะไรที่หนักแน่นแถมให้เป็นระยะๆ จะเป็นเรื่องกึ่งหนักๆ กึ่งเบาๆ อยู่ในขนาดแบบกำลังพอดีๆ งานเขียนของไชยันต์แตกต่างไปจากการเล่าเรื่องของบรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลาย ที่มักจะเขียนเล่าเรื่องราวในอดีตไว้อย่างเป็นทางการ ดังนั้น หนังสือชีวิตประวัติ เช่น ชีวประวัติหลังสงครามโลกครั้งที่สองของนักปราชญ์ที่ไม่ใช่สายพันธุ์ชาวบ้านเหล่านี้ จึงเหมาะสำหรับอ่านในศาลาวัดหรือในสภาของผู้ทรงเกียรติ
ไชยันต์ไม่ได้ปีนป่ายขึ้นไปบนยอดต้นมะขามสนามหลวงนั่งป่าวประกาศความเฮฮา หนังสือฟื้นความหลังเล่มนี้ แม้ว่าไชยันต์จะไม่ได้มีตำแหน่งเป็นพระยา แต่พออนุมานได้ว่า ไชยันต์ใช้ภาษาแบบ “สากล” ของชาวไทย หรือในแบบที่มักจะนิยมกล่าวกันว่า นี่เป็นทางสายกลางๆ ของวิชาการและเรื่องราวอิงประวัติชีวิตผู้คน เพียงแต่นี่ไม่ใช่ประวัติของชนชั้นนักรบหรือรัฐบุรุษที่ไหน แต่ก็ย่อมไม่ใช่ชีวิตตามท้องไร่ท้องนาของปราชญ์ชาวบ้าน แต่เป็นเรื่องราวของผู้คนเดินดินกินทั้งข้าวแกง แฮมเบอร์เกอร์ แซนด์วิช ลาบ ส้มตำปูปลาร้า และดื่มสก๊อตวิสกี้ ไวน์แคลิฟอร์เนีย แสงโสม และรดน้ำมนต์
หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวของผู้คนที่มาจากชีวิตทางสังคมแบบหนึ่งและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ไปสู่ชีวิตแบบใหม่ๆ อยู่เสมอๆ ไม่ได้พอเพียงกับความพอใจที่อยู่ที่เดิมไปเรื่อยๆ โดยเรื่องราวของคนธรรมดาๆ ที่ไชยันต์ ไชยพร นำเสนอในหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนไชยันต์ให้เป็น “ซ้อ” อันดับไหน หรือจะกลายเป็นดอก “กล้วยไม้จ๊ะจ๋า” แบบใดทั้งสิ้น
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่แตกต่างไปจากหนังสือเล่มอื่นๆ ของไชยยันต์ ไชยพร ไม่ว่าจะพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ใดๆ เพราะเป็นเรื่องของชีวิตผู้คนที่มากมายหลายหลากชีวิตที่ย่อมไม่ใช่ “นิยายหลายชีวิต” นี่เป็นเรื่องราวของผู้คนที่มีชีวิตอยู่จริง มีตัวตนจริงๆ ตัวละครหลายคนในหนังสือเล่มนี้ส่วนหนึ่งก็อายุอานามเลยครึ่งศตวรรษไปแล้ว บางคนก็กลายเป็นเอกอัครราชทูตไปแล้ว เช่นนักดื่มจากไอซ์แลนด์ ดินแดนที่ได้ชื่อว่ามีวิถีชีวิตกลางคืนที่สนุกที่สุดในยุโรป ได้กลายมาเป็นเอกอัครราชทูตประจำแดนอาทิตย์อุทัยไปเรียบร้อย ส่วนบางคนก็ได้เคยทำงานในระดับบอร์ดกำกับดูแลตัดสินใจอดีตรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ทำกำไรกันนับเป็นหมื่นๆ ล้าน บางคนก็ไปมีบทบาทอยู่ในกลไกของธนธุรกิจ หรือเป็นข้าราชการระดับสูง เป็นต้น
“ความจริง” เหล่านี้เป็นเรื่องราวในอดีต โดย“ความจริง” ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายมาเป็นชีวประวัติของใครต่อใคร ไม่ว่าจะเป็นของไชยันต์หรือของคนอื่นๆ ส่วนท้องเรื่องก็ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็เป็นเรื่องราวของชีวิตคนไทยในต่างแดนเมื่อประมาณสามทศวรรษมาแล้ว แม้ว่าจะเป็นชีวิตในต่างแดน แต่ก็ไม่ใช่ชีวิตในมหานคร ชีวิตทั้งหมดเป็นชีวิตในแดน “บ้านนอก” ผสมเมือง เรื่องราวเกิดขึ้นในดินแดนที่มีชื่อเสียงในเรื่องการเกษตรของสหรัฐอเมริกา บางส่วนก็เกิดขึ้นในเมืองฝั่งตะวันออกที่สุดแสนจะหดหู่ของอังกฤษ ชีวิตที่ว่านี้จึงแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับภาพที่เห็นกันใน“Sex and the City”
ถึงกระนั้นก็ดี แม้ว่าจะเป็นชีวิตในเมืองที่แวดล้อมไปด้วยทุ่งแห่งการเกษตรและวัว แต่หนังสือเล่มนี้ก็ไม่มีกลิ่นไอหรือเรื่องของวัวๆ ควายๆ ปรากฏให้เห็นผู้คนจากเมืองกรุงจำนวนหนึ่งที่ร่ำเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย “บ้านนอก” นั้นก็ดูจะสนุกสนานเบิกบานกับชีวิต “บ้านนอก” ของมหาวิทยาลัย “บ้านนอกๆ” ของสหรัฐอเมริกา แต่ก็เป็น “บ้านนอก” ที่มีความภาคภูมิใจในความเป็นเสรีนิยม เพราะในสมัยทศวรรษที่ 1960 มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็ร่วมใช้ “ระเบิด” ต่อต้านผู้บริหารมหาวิทยาลัยและนักวิชาการที่หากินงานวิจัยกับสงครามเวียดนาม เพราะต้องไม่ลืมว่างานวิจัยที่มาจากรัฐดูจะเป็นงานวิจัยที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องนักวิชาการและมหาวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้จะมีอะไรที่หากินได้ดีกว่าการหากินกับรัฐบาลไม่มีอีกแล้ว เพราะไม่มีสถาบันอะไรในโลกนี้ที่มีเงินมากมายให้เล่นได้มากเท่ากับรัฐ ในทำนองเดียวกันกับบริษัทขุดเจาะน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ Halliburton ที่มีอดีต CEO นาม Dick Cheney ก็ยังต้องหากินกับรัฐบาลอเมริกัน
ในทศวรรษที่ 1980 บรรยากาศทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นยุคของเสรีนิยม ไม่ได้เป็นยุคของWelfare Stateอีกต่อไป แต่เป็นยุคของSupply-Side Economic ความชัดเจนของเสรีนิยมใหม่และอนุรักษ์นิยมใหม่เริ่มปรากฏให้เห็นชัด สมัยนั้นเป็นยุคของ Reaganomics ส่วนอังกฤษก็เป็น Thatcherism ประเทศฝรั่งเศสก็เป็นสมัยของValery Giscard d’Estaing ประเทศเยอรมันก็เป็นของ Helmut Schmidt ประเทศสิงคโปร์ก็ยังอยู่ในมือของ Lee Kuan Yew ประเทศฟิลิปปินส์ก็ยังอยู่ในมือของ Ferdinand Marcos ส่วนของสยามแดนยิ้มก็ยังอยู่ภายใต้คำขวัญ “น้ำเป็นของปลา ฟ้าเป็นของนก นายกเป็นของเปรม”
ถึงกระนั้นก็ดี หนังสือเล่มนี้ไชยันต์ก็ไม่พาผู้อ่านไปยุ่มย่ามเรื่องราวทางการเมือง หนังสือเล่มนี้ถือได้ว่าเป็นหนังสือที่ปลอดการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองของไทยที่ในสมัยนั้นที่ทุกอย่างยังคงหมุนอยู่ในวงจรของ “นักฆ่าแห่งลุ่มเจ้าพระยา” นอกจากนั้น นี่ก็ไม่ใช่นิยายที่พาผู้อ่านท่องไปตามท้องทุ่งดินแดนป่าคอนกรีตบนหลังรถมอเตอร์ไซด์ที่พกพาไปพร้อมกับไดอารี่ เพียงแต่นี่น่าจะเป็นผลงานที่เกิดขึ้นจากความทรงจำ และนี่ก็เป็นความสามารถอันน่าทึ่งของไชยันต์ ไชยพร ผู้มีพรอำนาจอย่างมากในเรื่องของความจำ
ชีวประวัติหรือเรื่องราวในอดีตของใครสักคนหนึ่งที่เกิดขึ้นมาด้วย “ความทรงจำ” ก็พร้อมที่จะเป็นอัตชีวประวัติของใครอีกหลายต่อหลายคน อัตชีวประวัติเป็นการเล่าเรื่อง เป็นการสารภาพ ชีวิต และเป็นการสารภาพของอัตตา/อัตลักษณ์ ในขณะเดียวกันเรื่องราวต่างๆ นี้ก็เป็นเรื่องราวพิเศษของตัวตนที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร เพียงแต่อัตลักษณ์/อัตตา ที่ว่านี้พร้อมที่จะกระโดดเปลี่ยนแปลงไปๆ มาๆ จาก “ผม/ฉัน/กู/ข้า/ชั้น...” ไปเป็น “มัน/แก/คุณ/ท่าน/เอ็ง/มึง...” ได้เสมอ
เมื่อเปลี่ยนแปลงไปเปลี่ยนแปลงมาก็ทำให้ ชีวิต/อัตประวัติ ‘ใหญ่โต’ เพิ่มขึ้น มีอะไรมากกว่า ชีวิตกลับกลายเป็นชีวิตที่ไม่มีใครรู้จักอีกแล้ว แม้กระทั่งเจ้าตัวเองก็อาจจะต้องมึนงงกับความทรงจำที่เลือนลับไปกับกาลเวลา ดังนั้นความใหญ่โตของชีวประวัติ เสมือนGodzilla ที่ Size Does Matter เพียงแต่ว่า “ขนาด” ที่หายตัวไปมา สลับร่างไปๆ มาๆ นั้นก็ย่อมหลอกหลอนใครต่อใครได้เสมอๆ
สำหรับคนที่เกี่ยวข้อง นี่เป็นการหลอกหลอนของอดีตที่ไม่มีผู้ใดจะหวนกลับคืนไปได้อีก เพราะสิ่งที่อยู่ข้างหน้าของคนเหล่านี้ก็เช่นเดียวกันกับคนอื่นๆ เพราะไม่มีอะไรอื่นนอกจากความตาย แต่นั่นก็ยังเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เมื่อยังมาไม่ถึงก็ทำให้ “ความตาย” ไม่แตกต่างไปจากนิยาย เพียงแต่เป็นสิ่งที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ นั่นก็เพราะความตายเป็นสิ่งที่อยู่ในอนาคต
“โลกแห่งนิยาย” ที่มีการสลับไปสลับมาระหว่างตัวละครและผู้เล่า (เพราะในโลกทางกายภาพไม่มีใครสลับไปสลับมาได้) ก็ทำให้หลายชีวิตได้กลายเป็น ‘นิยายแห่งอัตตา’ ไปในเวลากัน พร้อมๆ กันนั้นเมื่อ “โลกแห่งนิยาย” ประสานเข้ากับ ‘นิยายแห่งอัตตา’ ก็พร้อมที่จะก้าวข้ามไปสู่พื้นที่แห่งปรัชญา เพียงแต่ว่าปรัชญาที่ว่าไม่ได้ต้องการตรรกะและความสมเหตุสมผล
สิ่งที่ต้องการคือ ความเข้าใจว่า จิตสำนึก/ความคิด ที่ปรากฏอยู่ในที่นั้น ทั้งสองต่างก็เป็นสิ่งที่พอเพียงอยู่ในตัวเองแล้ว แต่ถ้ามีอะไรที่มากกว่านั้น อะไรจะต้องเชื่อมโยงไปกับอะไรอื่นๆ นอกเหนือไปจาก ‘ตัวอักษร/หนังสือ’ ที่อยู่ในมือ ก็เป็นเรื่องที่ “นอกเหนือ” เนื่องด้วยว่าสิ่งที่ “นอกเหนือ” ไปจากนั้นไม่มีชื่อ ไม่ได้ถูกกล่าวถึง เพราะในพื้นที่ของชีว/อัตประวัติ ทุกอย่างอ้างอิงกับตนเอง เป็นของตนเอง และโดยตนเอง เพียงแต่ว่านี่ไม่ใช่พื้นที่ของการปกครองเสรีประชาธิปไตย
อะไรที่อยู่นอกหนังสือก็เป็นสิ่งที่มีแต่การเปลี่ยนแปลง มีแต่เพียงชีวประวัติเท่านั้นที่หยุดเวลาและหยุดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ดังราวกับกล้องถ่ายรูป โลกของนักปรัชญากรีกโบราณ Heraclitus ที่ไม่หยุดนิ่งได้ถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นโลกของ Parmenides หรือถ้าจะกล่าวแบบ ‘ภารตะพิกัด’ ก็คือ การกลับสู่โลกแห่งอาตมันที่ทุกอย่างกลายเป็นสิ่งสัมบูรณ์ (absolute) เปรียบประหนึ่งชีวิตที่สถิตอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า แต่ชีวิตที่อยู่กับสิ่งที่แน่นิ่งย่อมขาดสีสัน
ครั้นเมื่อสถานะเปลี่ยนแปลงไป ‘ความทรงจำ’ ที่ต้องการให้ตัวเองจำตัวเองในอดีต นั้นเป็นกระบวนการสำคัญของการรักษาอัตตาของตนเองที่ต้องการอัตตาอื่นๆ ด้วยเช่นกัน การเขียนไม่ได้ให้แค่ความทรงจำ การเขียนสร้างการตอกย้ำ นี่เป็นการย่ำกลับไปยังที่เดิมแม้ว่าในความจริงจะไม่สามารถกลับไปได้ ชีวิตในการเขียนจึงดูราวกับว่า “ดวงชะตา” สามารถจะพาให้ทุกสิ่งทุกอย่างเวียนกลับไปที่เดิม เพียงแต่ไม่มีใครได้กลับไปที่เดิมได้ในโลกที่ทุกๆ อย่างเป็นเพียงแค่ ‘เปรียบเสมือนของเดิม’
ในโลกแห่งเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อทุกๆ อย่างเป็นเพียง ‘เสมือนของเดิม’ สถานะของชีว/อัตประวัติก็ยืนอยู่เคียงข้างความจริงและสิ่งตรงกันข้าม เพราะความจริงไม่ได้เป็นเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นหรือเขียนขึ้น ชีว/อัตประวัติก็เช่นเดียวกันกับคำกล่าวของศาสดา/นักปรัชญา หรือแม้กระทั่งผู้ดำเนินงานที่อยู่ในฐานะที่เป็นกลไกของรัฐ และใครอื่นๆ ที่ต้อง ‘เป็น/อยู่’ กับความจริงที่เมื่อเวลาผ่านไป ความจริงก็ต้องถูกสร้างขึ้น จนทำให้เขาเหล่านั้น ‘คือ’ ความจริง แต่ก็ใช่ว่าการโกหกหรือสร้างเรื่อง เต้าข่าว เป็นเป้าหมายของงานเขียนแบบชีว/อัตประวัติ ในทางตรงกันข้าม ‘เจตจำนงที่มุ่งไปสู่ความจริง’ ยังเป็นกรอบและเป้าหมายของการเขียน เพียงแต่ว่านี่เป็นเพียงแค่ ‘คำมั่น’ ว่าจะมีสิ่งแบบนี้มอบให้กับผู้อ่าน
คำมั่นที่ไม่ได้ระบุเอาไว้เป็นสัญญาลายลักษณ์อักษร เพราะนั่นเป็นสิ่งที่กระทำกับตัวเอง เนื่องด้วยว่า “อัตตา/ผม/ฉัน/กู/ข้า/ชั้น...” เป็นผู้เดียวเท่านั้นที่มักจะปรากฏอยู่ต่อหน้าผู้อ่าน “ผม/ฉัน/กู/ข้า/ชั้น...” เท่านั้นจะเป็นผู้เล่า/เขียนเรื่องราว เล่า/เขียนถึงจุดเริ่มต้น ประหนึ่งจุดเริ่มต้นของโลกในพระคัมภีร์ทางศาสนา “ความลับ” เรื่องการอุบัติของโลกในพระคัมภีร์ทางศาสนาเปิดเผย “ความลับ” กับโลกฉันใด ชีว/อัตประวัติก็เปิดเผย ‘ความลับ’ กับโลกฉันนั้น
จุดเริ่มต้นที่จบไปแล้ว จุดเริ่มต้นที่ไม่มีใครเข้าไปถึงอีกต่อไป เพียงแต่ผู้เขียนเท่านั้นที่มีสถานะพิเศษที่สามารถเข้าถึง “ความลับ” ดังกล่าวได้ “ความลับ” ที่เป็นประสบการณ์ที่ผู้เขียนมี แม้ว่าจะพิเศษ แต่ก็เป็น “ความลับ” ที่ดำรงอยู่ร่วมกันกับคนอื่นๆ เพียงแต่เป็น ‘คนอื่นๆ’ ผู้เกี่ยวข้องที่ไม่ได้เขียน ในขณะเดียวกันเมื่อข้อความเหล่านี้ปรากฏออกมาเป็นภาษา/หนังสือ ก็ทำให้ทุกๆ คนเข้ามามีอะไรร่วมกันได้ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่จินตนาการผ่านตัวหนังสือก็ตาม
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
บางกอก
11 กรกฎาคม 2551


