ชื่อหนังสือ: ข้อวิพากษ์ทฤษฎีการเมืองกระแสหลักของ คลิฟฟอร์ด เกียทซ์
ผู้เขียน: ไชยันต์ ไชยพร
พิมพ์ครั้งแรก: ธันวาคม 2551
ราคา: 165 บาท
บนพื้นน้ำแข็งลื่น?
คำนำ บทวิเคราะห์หรือข้อวิพากษ์จารีตทฤษฎีการเมืองกระแสหลักของ Clifford Geertz ของนักปรัชญาการเมืองชื่อ ไชยันต์ ไชยพร
การเขียนคำนำให้หนังสือเล่มหนึ่งไม่ได้หมายความว่าคนเขียนเห็นด้วยกับหนังสือเล่มนั้นทุกถ้อยกระทงความหรือชอบหนังสือเล่มนี้สุดจิตสุดใจ
ถ้าเช่นนั้นก็คงตั้งคำถามกับคนเขียนคำนำได้ว่า แล้วเขียนให้เขาทำไม
คำตอบของข้าพเจ้าคือ ชอบสองสิ่งในหนังสือ คือไชยันต์ ไชยพร ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือนี้ และคนที่ถูกเขียนถึง คือ Clifford Geertz
ที่ชอบไชยันต์ เพราะเป็นคนที่ตั้งใจทำงานทางปรัชญาการเมือง พยายามให้สังคมไทยมีที่มีทางใส่ใจกับแขนงวิชาที่มีรากฐานมาแต่โบราณนี้อย่างจริงจัง ที่สำคัญคือเป็นอาจารย์ปรัชญาการเมืองที่ให้ความสำคัญกับความปรารถนาใฝ่รู้ของนิสิต นักศึกษา รุ่นใหม่ โดยตนเองก็มิได้ทิ้งความรู้ “ใหม่ๆ” เหล่านั้น(1)
ส่วนนักวิชาการไทยที่ชอบ Clifford Geertz คงชอบศาสตราจารย์นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัย Princeton ผู้นี้เพราะฝีไม้ลายมือทางวิชาการของเขา หลายคนติดใจงาน “Deep Play: Notes on the Balinese Cockfight”(2) ที่ท่านอาจารย์อคิน รพีพัฒน์ แปลว่า “การเล่นที่ลึกซึ้ง: ข้อสังเกตเรื่องการตีไก่ของชาวบาหลี” ในหนังสือเล่มใหม่ของท่าน(3) ข้าพเจ้าจำได้ว่า อาจารย์อัมมาร สยามวาลา นักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญของประเทศเคยคุยให้ฟังว่า ชอบความคิดของ Geertz เรื่อง “Agricultural Involution”(4) ไม่น้อย
แต่ที่ข้าพเข้าขอบ Geertz ก็เพราะคิดว่าเขาเป็นนักวิชาการที่ใจดี
แม้ข้าพเจ้าไม่เคยรู้จัก Clifford Geertz เป็นส่วนตัว แต่มีร่องรอยให้เห็นว่าเขาใจดี จากงานเขียนของเขาเอง เล่มหนึ่งที่ข้าพเจ้าชอบคือ Negara(5) แม้จะชื่นชมแนวคิด “นาฏรัฐ” ของเขา แต่ที่ชอบมากกว่าคือวิธีที่เขาเขียนหนังสือ เพราะในหนังสือหนา 295 หน้าที่ไม่มีเชิงอรรถเล่มนี้ เป็นตัวบทเพียง 136 หน้าเท่านั้น ที่เหลือเป็นคำอธิบายอ้างอิง (Notes) เสีย 120 หน้า (pp. 137-257) แถมด้วยอภิธานศัพท์อีก 7 หน้า (pp. 259-266)
Geertz เขียนว่า ที่เขาทำเช่นนี้เพราะคิดว่าผู้อ่านมีหลากหลาย ทั้งผู้รู้ นักศึกษา และคนชอบอ่านหนังสือ ทั้งที่สนใจในรัฐประเพณี ทฤษฎีการเมือง หรือการวิเคราะห์เชิงมานุษยวิทยา ทั้งที่เป็นผู้สนใจทั่วไปและนักวิจัยเฉพาะทาง บางคนก็ไม่ได้สนใจแหล่งที่มาอ้างอิงยิ่งไปกว่าข้อเสนอทางความคิดและข้อมูลเชิงประจักษ์ ซึ่งก็ปรากฏอยู่ในตัวบทแล้ว ท่านเหล่านี้จะอ่านเพียงครึ่งเล่มก็คงพอ ส่วนผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องนี้เป็นพิเศษก็เชิญอ่านอีก 120 หน้าข้างหลังเล่มได้ตามอัธยาศัย (p. xi)
Geertz เป็นนักวิชาการที่มีปัญหากับเพื่อนนักวิชาการอยู่บ้าง เล่ากันว่า มีนักวิชาการหลายคนที่คุยกับ Geertz แล้วก็เดินหนีกันไปด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน เพราะรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าเขาเหลือเกิน(6) แต่เขาเป็นครูที่ดีสำหรับนักศึกษา อีกทั้งยังชอบสอนวิชาระดับปริญญาตรียิ่งกว่าอื่น เขาสอนวิชา “ประวัติศาสตร์ 406: ประวัติศาสตร์เรื่องทางสภาพจิต” ซึ่งเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจกับทัศนะรวมหมู่และโลกทัศน์อันหลากหลายของผู้คน ให้นักศึกษาปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัย Princeton ร่วมกับศาสตราจารย์ Robert Darnton(7) ร่วม 25 ปี
Darnton เล่าว่า ครั้งหนึ่งเคยได้ยินนักศึกษาพูดกันในห้องน้ำชายว่า “ผมไม่ใช่ Fraudian แต่ผมเป็น Geertzian” เมื่อเล่าให้ Geertz ฟัง เขาหัวเราะ เพราะเขาไม่ได้สนใจจะตั้งสำนักคิด แต่สิ่งที่เขาปรารถนาเป็นที่สุดคือ ช่วยให้นักศึกษากะเทาะโลกทางความคิดจิตใจอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกล (mental worlds) จะได้ท่องเที่ยวไปในแนวทางความคิดจากที่ห่างไกลเหล่านั้น Darnton คิดว่าสิ่งที่ Geertz พยายามทำตลอดมาก็คือ ทำให้สิ่งที่อยู่ไกลกลายเป็นสิ่งคุ้นเคย และสิ่งที่คุ้นชินกลับเป็นสภาพแปลกตาไม่เคยพบเคยเห็น คล้ายๆ วรรณกรรมของ Jonathan Swift ที่ Geertz ชอบมากเรื่อง Gulliver’s Travels(8)
ความพยายามของ Geertz ทำให้ต้องตั้งคำถามที่พื้นฐานเอากับสิ่งที่มนุษย์คุ้นเคยและสิ่งที่แปลกตาพร้อมกันไป คำถามดังกล่าวเป็นปมทางปรัชญาที่ชัดเจน และด้วยความพยายามดังกล่าว Geertz จึงตั้งคำถามเอากับทฤษฎีการเมืองที่ดูจะไม่ใส่ใจกับบริบทของชีวิต สังคม และคำถามของมนุษย์
หนังสือของไชยันต์เล่มนี้ต่างจากหนังสือของปรมาจารย์นักมานุษยวิทยาชาวไทยอย่างอาจารย์อคิน ทั้งในแง่ขอบเขตการศึกษาและโจทย์ที่ตั้ง(9) และงานของ Geertz ที่ไชยันต์ใช้เป็นหลักก็ต่างออกไป
ไชยันต์สนใจข้อวิพากษ์ “ทฤษฎีปรัชญาการเมือง” ของ Geertz ที่ปรากฏอยู่ในบทความ “The World in Pieces”(10) ซึ่งไม่ใช่งานที่อาจารย์อคินใช้
ที่จริงการวิพากษ์ทฤษฎีการเมืองมีมาชั่วชีวิตของตัววิชา ไชยันต์เองก็คงจำได้ว่าวิชาทฤษฎีการเมืองถูกตั้งคำถามเอาอย่างจริงจังจาก บาจรีย์ (อาจารย์ของอาจารย์) คนหนึ่งของข้าพเจ้า คือ ศาสตราจารย์ Harry V. Jaffa นักปรัชญาการเมืองซึ่งเป็นลูกศิษย์คนสำคัญของ Leo Strauss ที่ไชยันต์ใช้วิพากษ์กลับในบทที่ 8 ของหนังสือเล่มนี้เอง Jaffa เคยวิจารณ์ทฤษฎีการเมืองไว้อย่างรุนแรง โดยชี้ให้เห็นไว้ว่าไม่ควรมีวิชานี้ด้วยซ้ำ เพราะในฐานะที่การเมืองเป็นศาสตร์เชิงปฏิบัติ ทฤษฎีการเมืองจึงเป็นสิ่งผิดปรกติ (anomaly)(11) การวิพากษ์นี้สำคัญ เพราะจำเป็นต้องตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างทฤษฎีการเมืองกับปรัชญาการเมือง ซึ่งไม่ชัดนักในหนังสือเล่มนี้
การโต้แย้งข้อวิพากษ์ทฤษฎีการเมืองของ Geertz ที่ไชยันต์พยายามทำ ช่วยให้คิดถึงงานทางปรัชญาที่ Geertz เองมีอิทธิพลยิ่งต่อเขา นั่นคืองานของ Ludwig Wittgenstein(12) โดยเฉพาะตอนที่ Wittgenstein เขียนใน Philosophical Investigation (107) ว่า เหมือนมีชีวิตบนน้ำแข็งลื่น ซึ่งในแง่หนึ่งก็เป็นสภาพที่พึงปรารถนา เพราะจะเรียบลื่นไม่มีรอยขรุขระ แต่เพราะเช่นนั้นจึงเดินไม่ได้ เพราะลื่นเกินไป ถ้ามนุษย์ประสงค์จะเดิน สิ่งที่จำเป็นคือความขรุขระ (friction) ในทางหนึ่ง ข้อวิพากษ์ของ Geertz คือการทำให้วิชาทฤษฎีการเมืองและปรัชญาการเมืองมีรอยขรุขระ ความรู้จาก “ท้องที่” (local knowledges) ทำหน้าที่ฉุดดึงให้ข้อเสนอ คำกล่าว และความเห็นในทางทฤษฎีและปรัชญาการเมืองต้องสะดุด บางทีอาจเพราะโลกมีสภาพเป็นเสี่ยงๆ (in pieces) ทางเดินเพื่อให้เข้าใจโลกจึงจำเป็นต้องมีร่องรอยขรุขระไม่ราบเรียบจนคนเดินลื่นล้มลงด้วยไม่ตระหนักในลักษณะเฉพาะพิเศษของแผ่นดินที่ย่างเท้าก้าวไป
ถ้างานชิ้นนี้ของไชยันต์จะทำให้เกิดบทสนทนาระหว่างปรัชญาการเมืองกับมานุษยวิทยาบ้าง ก็ด้วยช่วยสร้างความขรุขระให้ผู้คนที่แตกต่างหลากหลายในวงวิชาการสังคมศาสตร์ ได้เดินไปด้วยกันโดยไม่ลื่นล้มคว่ำลงเพราะความมั่นใจในตนเองที่อาจมีอยู่มากเกินไป
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พฤษภาคม 2551 ในปีครบรอบ 60 ปี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เชิงอรรถ
1) ดังที่ได้แสดงให้เห็นไว้ใน ไชยันต์ ไชยพร, Postmodern: ชะตากรรมโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ (กรุงเทพฯ: openbooks, 2550)
2) Clifford Geertz, The Interpretation of Culture: Selected Essays (New York: Basic Books. 1973), pp. 412-453.
3) อคิน รพีพัฒน์, วัฒนธรรมคือความหมาย: ทฤษฎีและวิธีการของคลิฟฟอร์ด เกียร์ซ (กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), 2551)
4) Clifford Geertz, Agricultural Involution: The Process of Ecological Change in Indonesia (Berkeley: University of California Press, 1963).
5) Clifford Geertz, Negara: The Theatre State in Nineteenth-Century Bali (Princeton, New Jersey: Princeton University Press, 1980).
6) อาจารย์อคินเขียนเล่าว่า “เวลาผมอ่านงานของเขา ผมรู้สึกว่าตัวผมเองช่างโง่เสียจริงๆ ไม่รู้ไม่เข้าใจอะไรเลย” ดู อคิน รพีพัฒน์, วัฒนธรรมคือความหมาย, น. 3 แต่อาจารย์อคินก็วิเคราะห์ให้เห็นว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุใดในหน้า 4-5
7) นักประวัติศาสตร์ผู้เขียนถึงประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 18 โดยพูดถึงฟันปลอมของ George Washington ในหนังสือชื่อ George Washington’s False Teeth: An Unconventional Guide to the Eighteenth Century (New York: W. W. Norton, 2003).
8) Robert Darnton, “On Clifford Geertz: Field Notes from the Classroom,” The New York Review of Books, Vol. LIV No. 1 (January 11, 2007), pp. 32-33.
9) ผู้สนใจความคิดและงานทางมานุษยวิทยาของ Geertz ควรอ่าน อคิน รพีพัฒน์, วัฒนธรรมคือความหมาย โดยเฉพาะน่าติดตามว่า การศึกษางานของ Geertz เป็นการ “รื้อล้างแล้วสร้างใหม่” (น. 4) ทางความคิดของอาจารย์อคินอย่างไร
10) Clifford Geertz, Available Light: Anthropological Reflections on Philosophical Topics (Princeton, New Jersey: Princeton University Press, 2000), pp. 218-264.
11) Harry V. Jaffa, “The Case Against Political Theory,” in Equality and Liberty: Theory and Practice in American Politics (New York: Oxford University Press, 1965), pp. 209-229.
12) Geertz, Available Light, p. xi.


