วันอังคารที่ 6 กันยายน 2548 อาวุธที่ทรงพลานุภาพที่สุดชนิดหนึ่งของสังคมไทยถูกหยิบมาใช้อีกครั้ง เมื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดการสัมมนาเรื่อง “พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์” ขึ้น แต่เดิม นอกจาก ประมวล รุจนเสรี สมาชิกระบบบัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักไทย แก้วสรร อติโพธิ สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร และ สนธิ ลิ้มทองกุล แห่งหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ แล้ว มีการประกาศว่า ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา จะเป็นผู้เดินทางมากล่าวเปิดงาน และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมอภิปราย
ชื่อของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ทำให้รายการนี้เพิ่มความร้อนแรงขึ้นกว่าการอภิปรายทางวิชาการปกติ เพราะนอกจากเวลาจะผ่านไปเกือบ 90 วัน โดยยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง วิสุทธิ์ มนตริวัต เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ตามที่ สุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภา นำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว ในวันนั้น รายชื่อโยกย้ายนายทหารประจำปีที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ก็ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯลงมาอีกเช่นกัน
ระยะเวลาที่ทอดนานกว่าประเพณีปกติ ทำให้เกิดการตีความถกเถียงอย่างกว้างขวาง
รายการนี้จึงถูกจับตาว่าน่าจะเป็นการส่งสัญญาณโดยตรง
ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา หลังเริ่มส่ง จดหมายจากกัลยาณมิตรถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ หนังสือพิมพ์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นกัลยาณมิตรแนบแน่นของรัฐบาล ประเด็นของการวิจารณ์รัฐบาลของ ผู้จัดการ ค่อยๆ เคลื่อนจากเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น คัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ มาสู่เรื่องอ่อนไหวของสังคมไทยอย่างพระราชอำนาจ สอดรับกับการเผยแพร่หนังสือ พระราชอำนาจ ของ ประมวล รุจนเสรี ซึ่งวางแผงใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่ เสนาะ เทียนทอง ออกมาดับเครื่องชนหัวหน้าพรรคไทยรักไทยกลางสภาผู้แทนราษฎร จนเป็นข่าวฮือฮาอยู่พักใหญ่ ยิ่งเมื่อหนังสือ พระราชอำนาจ ของ ประมวล รุจนเสรี ได้รับกระแสพระราชดำรัสแสดงความชื่นชม ผ่าน ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา พระราชอำนาจจึงกลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงขึ้นมาในทันที

ท่านประธานสภา
ท่านรองประธานสภา
ท่านสมาชิกสภา
ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีผู้ทรงเกียรติทุกท่าน
ความคิดของเราเกี่ยวกับชาติไทย ผมคิดว่ามาจากคำ 3 คำ ที่ทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับความเป็นชาติของพวกเราคนไทยอย่างมากทีเดียว
คำแรกคือ ‘เชื้อชาติ’ ซึ่งฝรั่งเรียกว่า race ขอให้สังเกตคำว่าเชื้อชาติ ความคิดที่อยู่เบื้องหลังคำนี้เป็นเรื่องทางชีววิทยา เป็นคุณสมบัติบางอย่างในทางชีววิทยาที่มีติดตัวคนโดยตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลง และแน่นอนว่า นักชีววิทยาในโลกนี้ค้นให้ตายก็ไม่พบ เพราะเป็นสิ่งที่คนสมมติขึ้นเท่านั้นเอง
ความคิดที่ว่า ไม่ว่าคนเชื้อชาตินั้นๆ จะอพยพไปอยู่ที่ไหน หรือผสมกันกับคนเชื้อชาติอื่นๆ มากขนาดไหนก็ตาม ก็จะยังมีเม็ดเชื้อชาติซ่อนอยู่ในตัว ซึ่งเป็นคุณลักษณะในทางชีววิทยาที่จะไม่ถูกกระทบและไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด เป็นการสร้างแนวความคิดที่ผิด เป็น misconception ของฝรั่งเพื่อจะผลักดันชาตินิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปตะวันออก ซึ่งสมัยหนึ่งเคยเป็นดินแดนหรือเป็นอาณานิคมของออสเตรีย-ฮังการีบ้าง ของตุรกีบ้าง
คนในยุโรปตะวันออกเหล่านั้น พอมาถึงศตวรรษที่ 19 ก็รู้สึกว่าตัวแตกต่างจากผู้ปกครองของตนเอง พูดภาษาก็ไม่เหมือนกัน วัฒนธรรมก็ไม่เหมือนกัน รวมทั้งคิดว่ามีเม็ดวิเศษที่เรียกว่าเชื้อชาติฝังอยู่ในตัว แตกต่างจากชาวอื่นๆ ที่เป็นผู้ปกครองตนเอง ก็ผลักดันเคลื่อนไหวความคิดเรื่องชาตินิยมในยุโรปตะวันออก ซึ่งยุโรปตะวันตกที่เป็นคนเริ่มต้นคิดในเรื่องเชื้อชาติ ก็รับเอาสิ่งเหล่านี้มาเผยแพร่ทั้งโลก
หลังเม็กซิโกตัดสินใจเซ็นสัญญาเข้าร่วมเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือนาฟต้าเมื่อทศวรรษก่อน ผลกระทบอย่างใหญ่หลวงตกอยู่กับภาคเกษตร ชาวนาสูญเสียที่ดินทำกิน ทำให้ต้องอพยพเข้ามาหางานทำในเมืองหลวง กลุ่มทุนข้ามชาติขนาดใหญ่เข้าครอบงำเศรษฐกิจเม็กซิโกจนคนพื้นเมืองหมดทางถอย
เมื่อถอยไม่ได้จึงจำเป็นต้องจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับรัฐเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตนเอง กลุ่มซาปาติสต้าถือกำเนิดขึ้นด้วยเหตุผลดังกล่าว และยืนหยัดต่อสู้กับรัฐบาลกลางที่ส่งกำลังทหารเข้าปราบปรามแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ
สังคมไทยควรเรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ของเม็กซิโกบ้าง
นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา หนึ่งในสมาชิกวุฒิสภาคุณภาพ ซึ่งยืนหยัดทำงานเพื่อประชาชนมาโดยตลอด จะมาบอกเล่าเรื่องราวจากการไปดูงานในประเทศเม็กซิโก
บ้านที่ผมอาศัยอยู่ปัจจุบันนี้สร้างมาได้ร่วมยี่สิบปีแล้ว ยิ่งช่วงหลังๆ ปล่อยให้ฝรั่งเช่าอยู่หลายปี ครั้นเมื่อคิดจะย้ายเข้ามาอยู่เองจึงต้องทำการปรับปรุงครั้งใหญ่ เดิมด้านข้างบ้านมีบ่อเลี้ยงปลาขนาดเล็ก เราก็ทุบขยายให้ยาวและใหญ่ขึ้นสำหรับเลี้ยงปลาคาร์พ ทำระบบน้ำตกหมุนวนให้ไหลลงมาเป็นชั้นๆ ตามจินตนาการของตนเอง แถมทำเก๋ติดไฟใต้น้ำเพิ่มขึ้นอีก บ้านเสร็จบ่อปลาก็เสร็จ ไปสวนจตุจักรเลือกซื้อปลาตามสีที่ตัวเองชอบได้มา 15 ตัว ปล่อยลงบ่อวันแรก ฝูงปลาคาร์พว่ายน้ำกันสนุกสนาน
น้ำใส ปลาสีสด เคลื่อนที่ตัดกับสีซีเมนต์ของบ่อเบื้องล่าง ครีบหางสะบัดพลิ้วไหวผ่านสายน้ำ เป็นภาพที่งดงามและชวนให้เพ่งมองเป็นเวลานานๆ เหมือนการได้ชมงานศิลปะที่แฝงเร้นอยู่ในทุกรูปแบบของชีวิต
สัปดาห์แรกยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปลาคาร์พและคนเลี้ยงยังคงมีความสุขกันดี สัปดาห์ที่สองน้ำที่เคยใสเริ่มขุ่นเป็นตะกอน ต้องเปลี่ยนน้ำใหม่ใส่เพิ่ม แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนน้ำใหม่ถี่แค่ไหน ในที่สุดน้ำก็กลับมาขุ่นอีกเหมือนเดิม แถมเพิ่มขึ้นด้วยอัตราเร่ง
ลองซื้อไม้น้ำมาปลูกเผื่อจะช่วยได้ ปรากฏว่าไม่ได้ผล แถมปลาคาร์พยังลงไปเล่นดินในกระถางต้นกกจนน้ำขุ่นขึ้นไปอีก ใส่ต้นไม้เพิ่ม เปลี่ยนน้ำใหม่อยู่หลายรอบ ก็ยังไม่ดีขึ้น ช่วงที่น้ำขุ่นมากๆ ปลาที่ทนไม่ได้ก็ถอดใจหงายท้องไปเสียหลายตัว 