ปีนี้อากาศหนาวมาเยือนเร็ว
อาทิตย์ที่ผ่านมาผมกับพรรคพวกฝ่าลมหนาวขึ้นไปสำรวจป่าบนอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์
บ่ายวันนั้นเราเดินสำรวจอ่างกาหลวงบนยอดดอย ตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ซึ่งออกแบบโดยคุณไมเคิล แมคมิลแลน วอลซ์ นักสัตววิทยาและอาสาสมัครชาวแคนาดาประจำอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ทำงานทุ่มเทให้กับอินทนนท์ และได้เสียชีวิตที่นี่ด้วยโรคหัวใจ
คนที่เคยมาอ่างกาหลวงคงจะนึกภาพออกว่า เป็นบริเวณที่ดูคล้ายกับป่าดึกดำบรรพ์ อากาศหนาวเย็น ชุ่มชื้น มีหมอกปกคลุม ต้นไม้ขนาดใหญ่มีเฟิร์นและมอสเกาะเต็มไปหมด ขณะที่พื้นล่างเจิ่งนองไปด้วยน้ำขังตลอดปี มีข้าวตอกฤๅษี มอสขนาดใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งขึ้นเต็มไปหมด
อ่างกาหลวงเป็นแอ่งน้ำซับพื้นที่สิบกว่าไร่ เป็นป่าพรุอยู่สูงที่สุดในประเทศ มีน้ำไหลตลอดปีจากความชุ่มชื้นของป่าที่อยู่ระดับเมฆ และเป็นต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำปิง
นักท่องเที่ยวนิยมมาชื่นชมความงามของข้าวตอกฤๅษี ลำต้นอวบน้ำสีขาวออกเขียว ส่วนยอดเป็นสีแดง เก็บน้ำไว้มหาศาล เป็นพืชที่ขึ้นยากมาก เพราะขึ้นได้เฉพาะอากาศเย็น ต้องการความชื้นสูงในระดับความสูงตั้งแต่ 2,000 เมตรขึ้น
แต่ครั้งนี้เราพบความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน ข้าวตอกฤๅษีหายไปเยอะมาก ต้นที่เหลืออยู่มีสภาพเหี่ยวแห้ง ไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม เฟิร์นและมอสที่เคยปกคลุมตามลำต้นไม้ใหญ่สังเกตได้ชัดว่าแห้งตายไปมาก ต้นกุหลาบพันปีลดจำนวนลง และต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่หนาแน่นล้มตายลงไปเยอะ จนมองเห็นสถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศที่โผล่ขึ้นมาอยู่ใกล้ๆ
เป็นสิ่งแปลกปลอมขนาดยักษ์บนยอดดอยสูงแห่งนี้
เพื่อนที่เป็นนักธรรมชาติวิทยาเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงบนยอดดอยอินทนนท์มาหลายปีเล่าให้ฟังว่า ขนาดเป็นฤดูหนาว ข้าวตอกฤๅษียังมีสภาพทรุดโทรมถึงเพียงนี้ หากผ่านไปถึงตอนฤดูร้อนไม่รู้ว่าพืชแถวนี้อนาคตจะเป็นอย่างไร
ความเสื่อมกำลังมาเยือนยอดดอยอินทนนท์แล้ว
อันที่จริงข้าวตอกฤๅษีคือตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำบริเวณนี้ ช่วงที่ผ่านมามีการใช้น้ำบนยอดดอยกันเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นสถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศ ร้านขายของที่ระลึก ร้านขายอาหาร ห้องน้ำ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว หน่วยงานเหล่านี้ต่างเร่งสูบน้ำจากอ่างกาหลวงไปใช้ในงานของตัวเองอย่างหนัก ทำให้ความชุ่มชื้นบริเวณนี้ลดลงไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าข้าวตอกฤๅษีที่เคยอวบอิ่มน้ำ ก็ค่อยๆ เหี่ยวแห้งลงไปเรื่อยๆ
เสียงมอเตอร์จากเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ส่งเสียงดังตลอดเวลา จนนึกไม่ถึงเลยว่า เรากำลังอยู่บนยอดเขาสูงที่สุดในประเทศ ระดับความสูง 2,565 เมตร ซึ่งควรจะเงียบ สงบ ฟังเสียงนกร้องและสัมผัสกับธรรมชาติอย่างเต็มที่
เพื่อนบอกว่าลำพังสถานีเรดาร์แห่งนี้ มีพื้นที่มากกว่าอ่างกาหลวงเสียอีก มีผู้อยู่อาศัยมากถึง 300 คน ปริมาณการใช้น้ำจึงสูงมาก ซึ่งไม่แน่ใจว่ากองทัพอากาศมีความจำเป็นเพียงใดที่ต้องใช้ผู้คนมากมายดูแลสถานีเรดาร์เพียงแห่งเดียว หรือภายในซึ่งเป็นเขตทหารห้ามเข้า มีบ้านพักตากอากาศ สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรับรองบุคคลระดับวีไอพีเท่านั้น
สถานีเรดาร์แห่งนี้สร้างขึ้นมาสามสิบกว่าปีแล้ว สมัยที่ทหารมีอิทธิพลทางการเมือง แม้จะมีเสียงคัดค้านจากนักอนุรักษ์ในสมัยนั้น เพราะเป็นการทำลายป่าต้นน้ำอย่างรุนแรง แต่ผู้มีอำนาจสมัยนั้นก็ไม่ฟังเสียง อ้างอย่างเดียวว่า เพื่อความมั่นคงของชาติ และในยุคของสงครามเย็นที่เรากลัวคอมมิวนิสต์ขึ้นสมอง กลัวภัยคุกคามจากจีนแผ่นดินใหญ่ ต้องมีสถานีเรดาร์ทางตอนเหนือเพื่อคอยตรวจตราสังเกตการเคลื่อนไหวของข้าศึกตอนบน ด้วยการชี้นำของทหารอเมริกัน ที่เข้ามาตั้งฐานทัพในบ้านเราและเป็นนายใหญ่ของรัฐบาลไทยในเวลานั้น
ตามความเป็นจริงบนยอดดอยสูงแห่งนี้ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำสำคัญที่สุดของประเทศ ไม่ควรจะมีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ตั้งอยู่เลย แต่ดูเหมือนการอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติ กลายเป็นยาครอบจักรวาลที่ทหารจะมีสิทธิล้อมรั้วทำอะไรก็ได้ในแผ่นดินนี้
วันนี้หลายอย่างเปลี่ยนไป ไทยกับจีนมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง ความขัดแย้งระหว่างประเทศได้เปลี่ยนไปแล้ว ถึงเวลาคิดใหม่หรือยังว่า จำเป็นต้องมีสถานีเรดาร์บนยอดเขาสูงสุดของประเทศที่เป็นป่าต้นน้ำสำคัญหรือไม่
หากให้เลือกระหว่างต้นข้าวตอกฤๅษีกับสถานีเรดาร์ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่อาจจะเลือกประการหลังเพื่อความมั่นคงของชาติ
แต่ถ้าการหายไปของข้าวตอกฤๅษีคือสัญญาณเตือนภัยว่าหายนะของป่าต้นน้ำกำลังมาเยือน
บางทีการอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติ เพียงประการเดียว อาจจะต้องถึงเวลาทบทวนอย่างจริงจัง
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 21 ธันวาคม 2551

