ราคาของมิตร

เพื่อนบางคนที่เป็นแฟน(อดีต)นิตยสาร Open ครั้งยังเป็นฉบับพิมพ์ เอ่ยปากถามถึง Open ฉบับ online ว่าไม่มีค่าเรื่องแล้วจะมีแรงจูงใจอะไรให้คนเขียนต้นฉบับดีๆส่ง

............ ผมไม่มีคำตอบดีๆให้เธอหรอกวันนั้นเท่าที่จำได้

ผมไม่รู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไรแต่โดยส่วนตัวไม่มีเหตุผลอะไรมากไปกว่าเพื่อนชวน

มิตรภาพไม่มีราคาสำหรับบางคนผมเชื่ออย่างนั้น

แต่บางคนมี........


ประมาณปีที่แล้วเพื่อนของผมคนหนึ่งไปรับงานทำนิตยสารเล่มเล็กแทรกในนิตยสารเล่มใหญ่เล่มหนึ่ง แม้จะไม่ได้เข้าไปยุ่งในรายละเอียดอะไรมากนักด้วยความไม่ได้ใส่ใจ แต่ผมก็ส่งเรื่องให้เขา เท่าที่เราได้คุยกัน เพื่อนผมหวังว่านิตสารเล่มนี้จะเป็นเวทีที่พวกเราได้สื่อสารกับผู้คนและแฟนๆ(ที่มีอยู่บ้าง)ที่คอยติดตามงานของพวกเราจาก(อดีต)นิตยสาร Open ขณะเดียวกันใครที่ไม่มีรายได้ประจำก็อาจจะได้เงินไปใช้บ้างพอแก้ขัดยามจนกรอบ ความหวังดีของเขาหรือเพราะหาใครไม่ได้แล้วหนังสือเล่มนี้จึงเกิดเป็นจริงขึ้นมาและเป็นที่ชุมนุมของบรรดาจอมยุทธไร้สังกัด เสือพเนจร ศิลปินอิสระ และหมาจรจัดอย่างผม

แม้ว่ามันจะเป็นเพียงนิตยสารฉบับแทรกหรือใครจะเรียกมันว่าอะไรก็ตาม แต่เพื่อนของผมก็ไม่ได้ทำแบบเสียไปทีหรือทำให้มันผ่านๆไป เขาปลุกปล้ำเอาจริงเอาจังกับมัน ใส่เนื้อหาสาระให้กลมกล่อมตามสไตล์ที่เขาถนัด ลงทุนลงแรงอดตาหลับขับตานอน ไม่รวมถึงการรวบรวมเพื่อนฝูงทั้งรุ่นใหญ่รุ่นเล็กมาช่วยกันเขียนช่วยกันทำ คือถ้าพูดแบบคุยๆหน่อยผมว่านิตยสารเล่มนี้สามารถเป็นนิตยสารที่ดีเล่มหนึ่งบนแผงหนังสือได้ไม่อายใคร

ชีวิตของหลายคนควรจะดีขึ้นจากการทำงานนี้

แต่กาลกลับไม่เป็นเช่นนั้น นิตยสารเล่มนี้ออกมาได้สามสี่เล่มก็ถูกนายทุนเจ้าของหนังสือสั่งให้ยุติ เหตุผลไม่มีอะไรมากกว่าเนื้อหาไม่เข้ากับหนังสือของเขา เอาให้ตรงกว่านั้นก็คือมันไม่ได้มีผลอะไรกับยอดขาย ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะลงทุนเพิ่มทำนองนั้น

เอาล่ะไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เลิกก็คือเลิก ไม่ได้มีใครว่าอะไร แต่ที่มันหน้าเจ็บใจก็คือตั้งแต่เล่มแรกยันเล่มสุดท้ายไม่มีใครได้ค่าแรงสักบาท ทั้งๆที่ตกลงกันเอาไว้อีกแบบหนึ่ง จะว่าให้ทดลองงานก็น่าจะบอกมาให้ชัดแต่แรก แต่เท่าที่เกิดมาจำความได้ก็ไม่เคยได้ยินว่าบริษัทไหนให้ทดลองงานโดยไม่จ่ายเงินเดือน(หรือว่ามันมี)

โถ... ทำไปได้

ช่วงแรกเพื่อนผมยังคิดในแง่ดีว่าเงินอาจจะออกช้าด้วยปัญหาต่างๆของระบบบัญชี เพราะทวงไปทีไร เพื่อนของเขาที่เป็นคนชวนให้มาทำก็อ้างว่าฝ่ายบัญชีมีปัญหาอยู่ ให้รอไปก่อน เขาก็ไม่ได้กังวลอะไรเพราะอย่างไรคนที่ดูแลและออกปากชวนก็เป็นถึงระดับบรรณาธิการ คงจะพอจัดการอะไรได้บ้าง

แต่ก็นั่นล่ะ ข้ามเดือนก็แล้ว ข้ามปีก็แล้วทุกอย่างก็เงียบสงัดเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น การทวงถามเริ่มไม่มีความหมายอะไร หนังสือเล่มนั้นก็ยังลอยหน้าลอยตาอยู่บนแผงปกติ มีแต่เพื่อนของผมเท่านั้นที่เริ่มเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร

เขาได้แต่บอกกับเพื่อนร่วมงานรวมทั้งผม...ให้ทำใจ แบบขำๆสไตล์เขา

"เงินก็เสียดายอยู่ แต่เสียดายแรง เสียดายเวลามากกว่า" เขาเคยบ่นทำนองนี้ ระหว่างที่เจอกันโดยบังเอิญที่อดีตร้านหนังสือเดินทาง


จะทำอย่างไรได้ไปฟ้องร้อง ก็คงไม่เป็นผลทางกฎหมายเพราะเพื่อนผมทำงานแบบไม่มีสัญญาผูกมัดใดๆ เป็นการพูดกันด้วยวาจา ระหว่างเพื่อนกับเพื่อนเท่านั้น ที่สำคัญเขาไม่คิดว่าบริษัทใหญ่ที่มีหน้ามีตาระดับนี้จะโกงกันแบบเห็นๆ เพราะจำนวนเงินก็ไม่ได้มากมายอะไร เมื่อเทียบกับหลายๆอย่างที่เขาลงทุน ไม่ต้องไปพูดถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ดูหนังฟังเพลงอย่างคนมีรสนิยมที่พวกเขาพรีเซ้นต์ต่อสาธารณะ

"แหม...จะให้ทำฟรีๆ ก็หน้าจะขอกันดีๆ คนง่ายๆอย่างพวกเราใจกว้างอยู่แล้ว" เพื่อนบางคนแซว

สรุปว่างานนี้มีคนโดนเบี้ยวมากกว่า 5 คน ตั้งแต่ บรรณาธิการ นักเขียน นักเขียนรับเชิญ ช่างภาพธรรมดา ช่างภาพสัตว์ป่า และคนออกแบบ(กิตติมศักดิ์) แต่ด้วยความเป็นเพื่อนกันทั้งนั้นจะให้ทำอย่างไรนอกจากพยายามเข้าใจเพื่อนที่เป็นคนรับหน้าเสื่อ ไม่มีใครปริปากบ่นว่า ครั้นว่าจะทำแบบสนธิกำลังพากันไปประท้วงหน้าบริษัทก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น มีแต่คุยกันเล่นๆเอาฮาๆ อย่างมากก็กระเซ้ากันทีเล่นทีจริงมากกว่าโกรธเคือง (จำไว้ จำไว้มึง อะไรทำนองนี้)

ผมเองจริงๆไม่ได้คิดอะไรตั้งแต่ต้น (แม้จะอยากได้เงินจนตัวสั่นก็ตาม) ถ้าเพื่อนขอมากกว่านี้ก็ยังต้องทำให้ แต่พอมาคิดดูแล้วก็อดเจ็บใจไม่ได้ เวลาที่เราเป็นหนี้ใครโดยเฉพาะพวกบริษัทสถาบันการเงิน หรือพวกบัตรเครดิตต่างๆ แค่ผิดนัดจ่ายเงินไปบ้างยังถูกทวงยิกๆอย่างเอาเป็นเอาตายราวกับเป็นพวกหนีหนี้สักร้อยล้านพันล้าน แต่ทีเรื่องแบบนี้เรากลับทำอะไรกันไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าพวกเราหน้าบางเกินไปหรืออีกฝ่ายหน้าด้าน ยังไม่แน่ใจ


จะว่าโง่หรือบ้าเขาก็คงยอมรับ แต่เพื่อนผมคนนี้เป็นคนเชื่อมั่นในมิตรภาพ ทั้งในงานเขียนและชีวิตจริงเขามักพูดถึงเพื่อน มิตร อยู่เสมอ รักใครชื่นชมใครเขาก็แสดงออกมาอย่างจริงใจและสุดจิตสุดใจ บ่อยครั้งเขาจึงตกอยู่ในฐานะเหยื่อให้บางคนฉวยโอกาสเข้ามาหาประโยชน์ หลายๆหนเขาได้รับการเชื้อเชิญให้ไปเขียน หรือทำงานให้กับนิตยสารหลายเล่ม ครั้งมาชวนก็อ้อนวอนอย่างเห็นคุณค่า ซึ้งในความสามารถอย่างนั้นอย่างนี้ สารพัดจะอ้างเอ่ย แต่เวลาจ่ายค่าเรื่องค่าตอบแทนกลับยากเย็นแสนสาหัส ต้องให้โทรศัพท์ไปทวงจนปากเปียกปากแฉะ บางรายถึงขั้นต้องไปนั่งเฝ้าเอาราวกับมาขอทาน

ให้มันได้อย่างนั้นสิ ชีวิตฟรีแลนซ์เมืองไทย

เรื่องทำนองนี้คงไม่ได้เกิดกับเพื่อนผมคนเดียว ในแวดวงคนเขียนหนังสือและทำงานรับจ้างอิสระก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่ ว่าอยู่ยากถึงอยู่ไม่ได้ แล้วจะไปเรียกร้องเอาอะไรกับงานดีๆมีคุณภาพ ตราบใดที่ค่าเรื่องออกช้า ราคาถูกกดเหมือนแรงงานไร้ฝีมือ แต่ทีลงทุนไปกับการทำอะไรไร้สาระ ปาร์ตี้บ้าๆบอๆ หลอกล่อไฮโซมาทำโน่นทำนี่ หรือการยอมจ่ายค่าตัวนางแบบทีละหลายๆแสน ให้มาอวดนม โชว์ส่วนโค้งเว้า ล่ะทำได้จ่ายคล่อง

โถ..จะไม่ให้น้อยใจได้อย่างไร

ใช่ มันเป็นเรื่องเข้าใจไม่ยากหรอก ว่ามันขายได้ แต่สัดส่วนมันควรจะพอเหมาะพอเจาะกว่านี้ไหมวะ

ยิ่งพูดมากก็ยิ่งเหมือนฟูมฟาย ไม่ได้ยี่หระแต่เห็นแล้วน่ารำคาญโว้ย... (ขออภัยที่ใช้ภาษาไม่ค่อยสุภาพ ติดมาจากผู้นำประเทศ)


เอาล่ะเดี๋ยวมันจะไปเรื่องอื่น

ครับ...ถึงบรรทัดนี้ ผมยังไม่สามารถหาข้อสรุปอันแหลมคมให้กับเรื่องที่ผมเขียนนี้จบลงได้แบบเท่ห์ๆ


เอาแบบนี้ดีไหม

ผมไม่รู้ว่าเพื่อนผมเสียความรู้สึกกับเรื่องแบบนี้แค่ไหน ผมไม่รู้ว่าเพื่อนที่เป็นคนมาชวนให้เขามาทำงานนี้แสดงความรับผิดชอบอะไรบ้าง (หรือจริงๆเขาไม่ได้นับกันเป็นเพื่อนตั้งแต่ต้น มากกว่าคนหาประโยชน์จากกัน มิตรภาพต่างตอบแทนอะไรทำนองนั้น)

รู้แต่เพื่อนผมก็ยังก้มหน้าก้มตาเดินไปตามเส้นทางของเขา บนเส้นทางสายมิตรภาพอยู่เช่นเดิม


หรือจะเอาแบบนี้

ผมไม่รู้ว่าเพื่อนผมเสียความรู้สึกกับเรื่องแบบนี้แค่ไหน ผมไม่รู้ว่าเพื่อนที่เป็นคนมาชวนให้เขามาทำงานนี้แสดงความรับผิดชอบอะไรบ้าง (หรือจริงๆเขาไม่ได้นับกันเป็นเพื่อนตั้งแต่ต้น มากกว่าคนหาประโยชน์จากกัน มิตรภาพต่างตอบแทนอะไรทำนองนั้น) ใครว่างๆช่วยไปทวงหนี้แทนเพื่อนผมที ก่อนที่เขาจะอดตาย


ขออภัยที่บ่นๆมาเสียยืดยาว ถ้าจะสรุปว่าส่งเรื่องช้าแล้วยังหาสาระมิได้ก็ไม่ว่ากัน ก็มันอัดอั้นตันใจขอใช้เวทีนี้เป็นที่ระบายหน่อย

ถือซะว่าอ่านจดหมายร้องเรียนก็แล้วกัน (คล้ายๆพวกคอลัมน์คลายทุกข์อะไรประมาณนั้น)

ครั้งหน้าจะพยายามเขียนเรื่องที่มีสาระ มีประเด็นคมชัด แหลมคมให้ดูเท่ห์ๆแบบคนอื่นๆเขา

เอ่อ หรือว่าจะโดนถอดคอลัมน์ออกเสียก่อนก็ยังไม่รู้