- อุทิศ เหมะมูล -
หากไม่นับรวมนวนิยายปี 2003 เรื่อง Elizabeth Costello ซึ่งตีพิมพ์ออกมาไล่เลี่ยกับบัณฑิตยสภาสวีเดนประกาศให้ผู้สมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมประจำปีดังกล่าวคือ จอห์น แมกซ์เวลล์ คูทซี (John Mexwell Coetzee) นักเขียนผิวขาวชาวแอฟริกาใต้ผู้ประพันธ์ผลงานข้างต้น โดยคณะกรรมการโนเบลสดุดีไว้ว่า “...ด้วยรูปแบบอันหลากหลาย เขาเป็นผู้ซึ่งฉายให้เห็นภาพการมีส่วนร่วมของ ‘คนนอก’ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ...” คำกล่าวนี้เป็นบทสดุดีสืบย้อนกลับไปถึงเหล่าผลงานชิ้นก่อนหน้า เฉพาะอย่างยิ่ง นวนิยายปี 1999 เรื่อง Disgrace อันนำพาคูทซีไปถึงเกียรติยศทางวรรณกรรมถึงสองครั้งครา แรกสุดจากการชนะเลิศรางวัล Booker Prize (และกลายเป็นนักเขียนคนแรกที่ได้รางวัลนี้ถึงสองครั้ง) จากนั้นนวนิยายที่อัดแน่นไปด้วยความเสื่อมเสียอันสะท้านสะเทือนก็ส่งผลกระเพื่อมถึงบัณฑิตยสภาแห่งสวีเดน
Disgrace เป็นผลงานที่ได้รับการสรรเสริญเยินยอที่สุด ด้วยนวนิยายเล่มบางขนาด 220 หน้านี้เข้มข้นไปด้วยเรื่องราวหยามหยันเสื่อมเสีย จากผู้กระทำเปลี่ยนถ่ายสภาพเป็นผู้ถูกกระทำ เป็นการเอาคืนที่บากลึกจนฝากรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ในจิตวิญญาณของชายคนหนึ่งที่ถูกผลักไสให้กลายเป็นคนนอกอยู่ร่ำไป
ด้วยหายนะร้าวลึกที่ส่งเสียงกังวานเกินขนาดความบางของนวนิยายนี่เอง ส่งผลให้ความขมของเนื้อเรื่องทิ้งค้างความขื่นในประสาทรับรสของผู้อ่านอย่างถ้วนทั่ว คูทซีมีความสามารถหลากหลายรูปแบบการนำเสนอ Disgrace เล่าเรื่องเรียบง่าย กระชับความ แต่ละเหตุการณ์คืบเคลื่อนล้วนบีบอัดหนักหน่วง มีความเย็นชาห่างเหินในน้ำเสียง ทว่าบางครั้งงดงามเศร้าสร้อยดั่งละครโศก คูทซีแทรกบทรำพึงรำพันเป็นเรื่องราวต่อเนื่องอีกเรื่องแล่นคู่ขนานกับเรื่องหลัก วิธีการประพันธ์นี้พบเห็นได้ในนวนิยายหลายๆ เรื่องของเขา โดยเฉพาะ Elizabeth Costello นวนิยายลำดับถัดมา ซึ่งฉีกรูปแบบการประพันธ์เป็นนวนิยายกึ่งความเรียง (Essay-Novel) ได้อย่างน่าฉงนใจ จนมาถึงนวนิยายเรื่องล่าสุดของเขาปี 2005 Slowman เป็นการผสมผสานรูปแบบการประพันธ์ที่น่าค้นหา เป็นการช่วงชิงอำนาจระหว่างนักเขียนกับตัวละคร ที่ติดสอยห้อยตามมาด้วยปัญหาทางเชื้อชาติเผ่าพันธุ์เจ้าของภาษา ในการพยายามค้นหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวเอง
หากไม่นับนวนิยายเรื่อง Elizabeth Costello ซึ่งตีพิมพ์ในปีเดียวกับคูทซีได้รับรางวัลโนเบล Slowman คือผลงานชิ้นแรกหลังจากเขาได้รับรางวัลไปแล้ว สิ่งที่น่าสนใจก็คือ จาก Disgrace ถึง Slowman มีอะไรบ้างที่เราจะค้นพบในการมองภาพรวมของเหตุการณ์และตัวละครซึ่งบีบอัดไปด้วยความเสื่อมเสียจากปากกานักเขียนผู้ถึงฝั่งเกียรติยศ
ใน Disgrace เล่าเรื่องของ ศาสตราจารย์เดวิด ลอรี่ย์ ชายวัย 52 เขาเป็นอาจารย์สอนวิชาการสื่อสาร ที่มหาวิทยาลัยในเคปทาวน์ (จากแต่เดิมสอนวิชาวรรณกรรม แต่ถูกยุบแผนก อีกทั้งสถานภาพทางมหาวิทยาลัยยังถูกลดทอนเป็นวิทยาลัยเทคนิคอีกด้วย) เขาผ่านการหย่าร้างสองครั้ง เขามีลูกสาวชื่อลูซี่อาศัยอยู่ในชนบทห่างไกล ศาสตราจารย์เดวิด ลอรี่ย์ ใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างสันโดษในเมืองหลวง ผู้ที่ภายนอกดูเซื่องซึม เฉื่อยชา ทว่าภายในจิตใจนั้นยังเต็มด้วยอารมณ์กำหนัดเปล่าเปลี่ยวที่ไหลเชี่ยวรุนแรง ร่างที่สองในตัวของเขาเป็นนักรัก สาวกตัวกลั่นของเทพเอรอส(Eros) ผู้เที่ยวตามหาอีกตัวตนหนึ่งของตัวเองอย่างมืดบอด พลังท่วมท้นแห่งกามคุณนี้ถูกทำให้สงบลงด้วยนางทางโทรศัพท์ซึ่งเป็นคู่ขาประจำของเดวิดชื่อ โสระยา ซึ่งเขาจะเรียกใช้บริการจากเธออาทิตย์ละครั้ง จากความเป็นลูกค้ากับผู้ให้บริการ เดวิดค่อยๆ หลั่งเทภาวะขาดครอบครัวในวัยเช่นเขาจนเปลี่ยนบทบาทตัวเองจากลูกค้าธรรมดาเข้าไปก้าวก่ายครอบครัวของเธอ เส้นแบ่งบางๆ ที่เดวิดรุกล้ำ ปรารถนาจะมีส่วนร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตทำให้โสระยาตัดขาดไม่ให้บริการเขาอีกต่อไป
เมื่อถูกปฏิเสธจากคู่ขาประจำ ศาสตราจารย์เดวิดจึงเปะปะหาโสเภณีตามรายทาง นี่คือปากเหวแห่งความผิดพลาดร้ายแรงอันเกิดจากความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวครอบงำ วิญญาณนักรักสาวกแห่งเอรอสได้ชักพาเขาไปสู่พรมแดนอันตราย เมื่อเดวิดลักลอบมีอะไรกับนักศึกษาสาว เธอผู้ซึ่งทั้งเหนียมอายและไม่ปฏิเสธ เธอผู้ซึ่งก้ำกึ่งระหว่างบริสุทธิ์กับมารยา เธอผู้ซึ่งอมพะนำไม่ทำอะไรจนเรื่องแดงถึงแฟนหนุ่ม ครอบครัว และมหาวิทยาลัย การคุกคามเอาคืนที่ทั้งอัปยศเสื่อมเสียยิ่งกว่าจากฝ่ายผู้เสียหาย ถึงอย่างนั้นนักรักสาวกเอรอสอย่างเขาก็ยืดอกรับผิดชอบ ทว่าในฐานะศาสตราจารย์เดวิด ลอรี่ย์ เขาได้ถูกถอดถอนแล้วซึ่งเกียรติยศศักดิ์ศรี
ระหว่างรอการตัดสินจากคณะกรรมการมหาวิทยาลัย เดวิดหนีการกลั่นแกล้งคุกคามทั้งจากนักศึกษาและสื่อมวลชน ไปใช้ชีวิตพิจารณาตัวเองอยู่กับลูซี่ผู้เป็นลูกสาวที่ฟาร์มแห่งหนึ่งในชนบทห่างไกล ในฐานะพ่อ เดวิดเต็มไปด้วยความขัดเคืองใจในวิถีชีวิตที่ลูกสาวเลือก เธอจบอนาคตที่ดีข้างหน้าเพื่อมาทำฟาร์ม เรียนรู้และพยายามเป็นส่วนหนึ่งกับชุมชนท้องถิ่น ความฉงนใจที่ลูกสาวมีให้บวกกับความห่างเหินที่พ่อกับลูกไม่ได้เจอหน้ากันนานถึงสิบปีนี้ ยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งและต่างผลักไสซึ่งกันและกัน
ภาพชีวิตร้างไร้ในฟาร์มแห่งนี้ เดวิดยังคงหมกมุ่นอยู่กับตัวตนนักรักของเขามากขึ้น (เดวิดนับถือตัวตนนี้ในจิตวิญญาณของเขา เพราะมันช่วยให้เขาสร้างสรรค์ผลงาน และแม้ทุกๆ คนจะทำให้ตัวตนนี้เสื่อมลง แต่สำหรับเดวิด เขายังคงปลาบปลื้มและนับถือมันอย่างไม่มีวันจืดจาง) ในโมงยามอันเปล่าเปลี่ยว เดวิดวาบคิดถึงจินตนาการทางเพศบ่อยครั้ง นอกจากจะแคลงใจพฤติกรรมลูกสาวแล้ว เขายังตั้งข้อสังเกตด้านรสนิยมทางเพศของเธอว่าเป็นเลสเบี้ยนแน่ๆ
อาการฟุ้งซ่านไม่เป็นรองใครนี้ ลูซี่พยายามโน้มน้าวพ่อให้เข้ามามีส่วนร่วมกับชุมชนในฟาร์ม ให้ทำความรู้จักกับเพทรัสเพื่อนบ้าน ไปขายของในตลาด พาสุนัขไปเดินเล่น และท้ายที่สุดให้เป็นผู้ช่วยของเบฟ ชอว์ ที่สถานีอนามัยสัตว์ประจำชุมชน ซึ่งเดวิดก็ทำทุกอย่างด้วยอาการขวางหูขวางตาและขอไปที
ภาพชีวิตถูลู่ถูกังสองพ่อลูกนี้ถูกมรสุมร้ายแรงเข้ากระแทกเมื่อวันหนึ่งชายผิวดำสามคนปรากฏตัวที่หน้าบ้านแสร้งมาขอความช่วยเหลือ จากนั้นเรื่องอัปยศก็อุบัติขึ้น เดวิดถูกทำร้ายร่างกายปางตาย สุนัขที่เลี้ยงไว้ถูกฆ่าทิ้ง และลูกสาวของเขาถูกข่มขืนกระทำชำเราโดยชายผิวดำสามคน เหตุการณ์ครั้งนี้เปลี่ยนชะตาชีวิตสองพ่อลูก พ่อผู้ซึ่งทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าเสนอให้แจ้งความกับตำรวจ ถูกลูกสาวปฏิเสธ อีกทั้งยังปกปิดกีดกันเขาจาก ‘เรื่องเสียหายส่วนตัว’ ของเธอ โดยไม่เปิดเผยแก่ผู้เป็นพ่อว่าเธอถูกกระทำอย่างไรบ้าง ที่ร้ายแรงกว่าในความคิดของเดวิดคือ ลูซี่ยังตัดสินใจลงหลักปักฐานที่นี่ต่อแม้จะถูกคุกคามเช่นนี้ ถึงพยายามจะยืนเคียงข้างลูกสาวมากที่สุด เดวิดก็ไม่มีวันเข้าใจ (และให้อภัย) การตัดสินใจของลูกสาว อีกทั้งไม่มีวันยอมรับยิ่งกว่าสำหรับธรรมเนียมปฏิบัติของคนพื้นถิ่นซึ่งดูเหมือนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องสามัญ
ลูซี่ปรารถนาจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในดินแดนห่างไกลนี้ ไม่ว่าอุปสรรคจะมาในรูปบททดสอบใดๆ ก็ตาม เธอเป็นคนอีกรุ่นที่มุ่งมั่นไม่ย่อท้อ และชีวิตไม่เคยทำให้เธอสิ้นหวัง บุคลิกภาพนี้ต่างจากเดวิดผู้เป็นบิดา เขาไม่ยอมรับสิ่งใด และมีจุดยืนแข็งกร้าวไม่ยอมเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นแม้ว่าลูซี่จะโน้มน้าวยังไงก็ตาม กฎหมายที่คนอย่างเขาควรได้รับความคุ้มครองถูกทำให้เสื่อมลงแล้ว หากอยากจะอยู่ต่อไปอย่างสงบสุข เขาต้องฝากผีฝากไข้ไว้กับธรรมเนียมดั้งเดิมของชุมชน ลูซี่ตระหนักข้อนี้ดี เธอจึงยอมฝากชีวิตภายใต้ความคุ้มครองของเพทรัส ชายผิวดำผู้เป็นเจ้าของดินแดน แต่ในสายตาของเดวิดยังคงมองเพทรัสเป็นแค่คนงานในฟาร์มของลูกสาว และเพื่อนบ้านเจ้าเล่ห์ร้อยเหลี่ยมที่หวังจะฮุบทรัพย์สินของลูกสาวอยู่วันยังค่ำ
เดวิด ลอรี่ย์ คนนอกผู้ไม่ขอมีส่วนร่วม ยืนอยู่บนตำแหน่งไม่มีที่อยู่ที่ไป แม้แต่ลูกสาวก็กำลังถอยห่างไปจากเขา เธอไม่เคยเป็นของเขา ส่วนเขาไม่เคยเป็นของใคร ชายวัย 52 ผู้เปล่าเปลี่ยวถูกปลดเปลื้องความเป็นมนุษย์จนล่อนจ้อน เขาทั้งคลั่งแค้นทั้งอับอาย และสิ่งเดียวที่เขายินยอมมีส่วนร่วมในดินแดนแห่งนี้คือ ขนถ่ายซากสัตว์นานาชนิดเข้าตาเผา จนเมื่อเดวิดมีโอกาสหยิบยื่นความตายให้กับสุนัขตัวหนึ่งด้วยมือของเขาเอง –ไม่ว่าจะมาในรูปของตัวแทนชีวิตของดินแดนนี้ หรือตัวลูกสาว หรือตัวเขาเอง หรือเป็นเพียงแค่สิ่งมีชีวิตหนึ่งที่เขาต้องการ ‘ลงทัณฑ์’ และ ‘ไถ่ถอน’ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เขาจึงไม่ลังเลที่จะทำ
หากเรามองรางวัลโนเบลในฐานะ ‘ของสูง’ ทางอุดมคติ (ผลงานโดดเด่นที่เอื้อต่อความเข้าใจในมนุษยชาติ) ทิศทางการพิจารณาเนื้อหาของ Disgrace คงตกอยู่ที่เหตุการณ์ความขัดแย้งของคนต่างผิวสีในแผ่นดินแอฟริกาใต้ กับการเปิดเผยให้เห็นทัศนคติและวิธีคิดซึ่งดำรงอยู่มาช้านานในดินแดนแห่งนี้ ผู้มาใหม่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เมื่อตัดสินใจเข้ามาตั้งรกราก เขา/เธอต้องยอมรับกฎกติกาที่มีอยู่เดิม และต้องเอาตัวเอง(ในฐานะปัจเจกบุคคล) เข้ามามีส่วนร่วมในชุมชนให้ได้ การยืนหยัดต่อสู้ของ ‘คนนอก’ ในที่นี้ ไม่เพียงแต่นอกพื้นที่ หากยังต่างผิวสี และวิถีธรรมเนียมปฏิบัติอีกด้วย เมื่อแผ่นดินแอฟริกาใต้เป็นของคนพื้นเมืองผิวดำ การมีอยู่ของคนผิวขาวที่มาพร้อมกับอำนาจการวางกรอบจึงเกิดการปะทะกันขึ้น ตั้งแต่ระดับนโยบายของประเทศจนถึงวิถีชีวิตประจำวันที่ถูกลิดรอน การท้าทายเชิงอำนาจนี้ให้ภาพอันน่ายอกแสยงใจ เมื่อมาตุภูมิเป็นสีดำแต่ระบอบการปกครองเขียนโดยสีขาว และแม้มีคนผิวขาวกระจุกตัวอยู่ตามเมืองหลวง (ในที่นี้คือเคปทาวน์) แต่ในพื้นที่อันไพศาลห่างไกลอำนาจของดินแดนยังคงอยู่ในมือของชนพื้นเมืองผิวสี
ดังนี้ ภาพลักษณ์ของคนขาวกับการเข้ามาปักหลักเขตในดินแดนสำหรับผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินแต่เดิมจึงถือเป็นการบุกรุกล่วงล้ำ เมื่อ ‘อำนาจ’ ก้าวเท้าขวาลงบนแผ่นดินตามติดมาด้วยเท้าซ้ายของประชากร ‘คนขาวตัวอย่าง’ อ้างใบเบิกทางการปฏิรูป ผลิตวงศ์วานจากเมืองกระจายสู่ชนบท อำนาจสิทธิพิเศษนี้จะติดตัวคนขาวไปทุกที่ จึงไม่น่าแปลกใจที่คนพื้นเมืองจะมองคนขาวด้วยทัศนคติที่ไม่มีวันสะอาด บริสุทธิ์ใจ คนขาวคืออำนาจ คือการบุกรุก ผู้ไม่มีวันขออนุญาตเข้าบ้าน แต่อุกอาจมาอยู่ที่นี่และแสร้งทำเหมือนดำรงอยู่มาตั้งแต่ต้นมือ
นี่คือการเด็ดยอดเกียรติยศศักดิ์ศรีเจ้าของดินแดนครั้งแรกๆ นี่คือการหักราน ลบล้างระบบที่มีอยู่เดิม ด้วยกระบวนวิธีทำให้คติคิด วิถีชีวิต และอำนาจเดิมเสื่อมสภาพลงไปใช่หรือไม่?
เมื่อคนผิวขาว = การรุกราน มากระทำให้ ‘เสื่อม’ ลงตั้งแต่สมัยแรกเริ่ม ในความเข้าใจ ในการรับรู้ และในจิตวิญญาณของคนพื้นเพ ดังนั้นแล้วไม่ว่าจะกำเนิดคนขาวอีกกี่รุ่นบนผืนดินแห่งนี้ พวกเขาก็ยังคงเป็นสิ่งแปลกปลอม เป็นคนนอก และคนในพื้นที่ก็พร้อมหาโอกาสให้บทเรียนกับผู้รุกราน ไม่ว่าเขา/เธอผู้นั้นจะสามัญธรรมดา ไร้อำนาจในเชิงปัจเจกที่สุดยังไงก็ตาม เพราะถึงอย่างไร เขา/เธอ ก็ถูกคุ้มครองโดยอำนาจรัฐ อำนาจกฎหมาย การให้บทเรียนคนผิวขาวคนหนึ่งโดยคนพื้นเมืองผิวดำ จึงเป็นการตอบโต้ระบบการปกครองที่พลเมืองชั้นสองอย่างพวกเขา (ทั้งไม่มีโอกาสได้ใช้ ไม่มีโอกาสเข้าถึง และไม่เอื้อให้ได้รับความคุ้มครอง) จะกระทำให้อำนาจรัฐไร้ความขลัง และถูกทำให้เสื่อมสภาพลงเป็นการตอบกลับ
กลายเป็นว่า หนึ่งชีวิตในดินแดนแห่งนี้ เป็นทั้งเครื่องมือและค่าหัวในการช่วงชิง หักล้างอำนาจของกันและกัน
หากนี่คือสิ่งที่คณะกรรมการโนเบลอภิเชษฐ์เป็นลำดับแรก ทว่าสิ่งที่แทงใจดำลำดับรองลงมาคือ ความเย็นชา ไม่แยแส และเป็นคนนอกอย่างถึงที่สุดของตัวละครเอก เดวิด ลอรี่ย์ ผู้ถูกกระแทกให้เข้าร่วมสังคกรรมกับเรื่องราวปัญหา ‘การเมืองของคนอื่น’ โดยถูกยัดเยียดให้ได้อับอายทั้งจากสาธารณะและมโนสำนึกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มิติความเป็นมนุษย์มนาผู้ค่อยๆ ถูกริบเกียรติยศศักดิ์ศรีไปทีละอย่างสองอย่างจนแทบไม่เหลืออะไร นอกจากภาวะอันพิสุทธิ์ของการประพันธ์ละครโศกในห้วงคำนึงของตัวเอง นี่คือตัวละครที่มีบุคลิกภาพเย็นดั่งน้ำแข็ง ถูกทำให้หมดอาลัยตายอยาก กลายเป็นซากสิ่งมีชีวิตที่ยอมรับในท้ายที่สุดว่า มนุษย์นั้นถูกทำให้เสื่อม ถูกทำลาย และพ่ายแพ้ได้ และการเปิดเผยด้านมืด ความอ่อนแอ การยอมจำนนนี้เอง ที่ส่งผลให้ตัวละครในงานของคูทซี มีเสน่ห์ มีความขัดแย้งในตัวเอง เต็มเลือดเต็มเนื้อในความเป็นมนุษย์ปุถุชนสามัญ
อาจตั้งข้อสังเกตได้ด้วยว่าตัวละครของคูทซีเป็นพวก ‘ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด’ แต่นั่นออกจะไม่ยุติธรรม เมื่อสนามชีวิตต้องใช้ความรู้สึกนึกคิดประกอบการตัดสินใจในแต่ละสถานการณ์ ชีวิตเป็นการเลือกที่ไม่อาจหวนคืน ในการตัดสินใจแต่ละครั้งถูกหรือผิดต่างมีโอกาสเท่าๆ กัน และเอาเข้าจริงในแง่ของงานประพันธ์ การเลือกผิดให้กำเนิดท่วงท่าแห่งการพลาดพลั้ง ที่ทั้งงดงามตราตรึง ให้ผลกระทบทางการตระหนักรู้อันเป็นสุนทรียะแก่ผู้อ่านมากกว่า: เราไม่ถูกล่อลวงให้ใจแตกโดยงานประพันธ์ที่เสี้ยมสอนให้ยอมแพ้แต่ต้นมือ ทว่าตั้งแต่บรรทัดแรกจนบรรทัดสุดท้ายในผลงานนั้นๆ ท่ามกลางการผจญภัยหลากอารมณ์ร่วมกัน เราตระหนักว่า เมื่อพยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว มนุษย์ย่อมพ่ายแพ้ได้เป็นธรรมดา
การแอ่นอกยอมรับความพ่ายแพ้จึงมีเกียรติยศศักดิ์ศรีในเชิงคุณธรรมได้เท่าๆ กับการยืนอยู่บนยอดสุดของชัยชนะ อย่างที่เฮมิงเวย์กล่าวไว้ “...คุณค่าของมนุษย์คนหนึ่งอยู่ที่เขาแพ้อย่างไร...” แพ้อย่างไรนี่เองที่ให้กำเนิดนาฏกรรมของมนุษย์เชิงสร้างสรรค์ อาจทึกทักได้ด้วยว่าศิลปะการประพันธ์อบอุ่นแข็งขันไปด้วยท่วงท่า ‘แพ้อย่างไร?’ เป็นการพ่ายแพ้ที่สง่างาม เป็นเกียรติแห่งชีวิตที่ได้ตระหนักรู้ว่าแพ้
นี่คือภาพตัวละครที่ดื้อรั้น นอกจากไม่ยอมเข้าใจแล้ว ยังปฏิเสธที่จะยอมรับความผิด ในกรณีของเขาการมีอะไรกับนักศึกษาสาวไม่ใช่ความผิด เพราะเขาทำด้วยรักบริสุทธิ์ใจ ซึ่งถูกประเมินโดยสังคมว่าไม่เหมาะสม กวีนักรักเช่นเดวิดจึงไม่ใช่คนของที่นี่ (เคปทาวน์) และที่นั่น (ฟาร์มของลูกสาว) เดวิดเป็นบุรุษNowhere ที่ซื่อสัตย์ต่อหนึ่งเดียวคือโลกอันเพริดแพร้วแห่งบทกวี และโลกปัจจุบันเป็นแต่เพียงทัศนียภาพอันแปลกตาซึ่งใจเขาไม่อาจยึดเป็นที่พำนักพักพิงได้ ดังคำกล่าวของกามู ดังนั้นเดวิด ลอรี่ย์ผู้ซึ่งถูกทำให้พ่ายแพ้และยอมจำนน สำหรับตัวเขาเองแล้วแม้จะถูกปลดเปลื้องจนหมดเนื้อหมดตัวก็ไม่เคยยอมรับความปราชัยนั้น
ภาวะ ‘คนนอก’ ที่ตัวละครมีอยู่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากระยะห่างระหว่างตัวละครกับผู้ประพันธ์ ทั้งระยะห่าง และ ความแตกต่าง คูทซีได้ใช้ประโยชน์โดยการชี้ให้เห็น ‘อำนาจ’ ที่เข้าครอบงำเหตุการณ์และตัวละคร เพราะแม้ Disgrace จะเขียนถึงคนขาวด้วยปากกาของคนขาว แต่คูทซีก็ใช้อำนาจแห่งระยะห่างและความแตกต่างประสานเข้าด้วยกันจนประสบผลสำเร็จมาแล้ว โดยเปิดเผยให้เห็น ‘ปากเสียง’ ของคนผิวสีด้วย ‘ปากกา’ ของคนผิวขาว ทั้งใน Life & Time of Michael K และ Foe
ท่ามกลางความสามารถอันหลากล้นของคูทซี เขาไม่ได้หยุดอยู่ที่การสำรวจความแตกต่างทางเชื้อชาติเผ่าพันธุ์เท่านั้น หากยังทะลุทะลวงให้เห็น ‘อำนาจ’ และ ‘การละเล่น’ ทางการประพันธ์ เพราะในขณะที่ตัวละครปะทะกับอุปสรรคของที่พำนักพักพิง วิธีการประพันธ์ของคูทซีก็จุดชนวนให้เห็นการ ‘ช่วงชิง’ ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของภาษา (นักเขียนชาวแอฟริกาใต้ผู้นี้เขียนงานด้วยภาษาอังกฤษ) ดังนี้ตัวละครผู้หัวแข็งดื้อรั้น เปี่ยมด้วยทิฐิมานะ ผู้ไม่เป็นของที่ไหนเลยตลอดกาล กลับมามองหาพื้นที่ในงานประพันธ์อีกครั้งกับนวนิยายล่าสุด Slowman
Slowman คือนวนิยายที่กล้าเล่น กล้ายั่วล้อยุแหย่ และตั้งแง่คำถามด้วยบุคลิกภาพยียวนกวนประสาทแบบโพส์ต โมเดิร์น เป็น Meta Fiction ที่ต่อเนื่องมาจากนวนิยายกึ่งความเรียงชิ้นก่อนหน้า Elizabeth Costello และสืบสานกลวิธีการประพันธ์มาตั้งแต่ Foe กับ The Master of Petersburg ด้วยลักษณะแยกตัวตนนั่งถกปัญหาปรัชญา (อีกทั้งบิดผันคุณค่าให้กลายเป็นเรื่องซุบซิบนินทาประจำวัน) การช่วงชิงปากการะหว่างผู้ประพันธ์กับตัวละคร, ภาษา กับ เจ้าของภาษา กับ ผู้ยืมใช้ ในการละเล่นกับปัญหาเรื่องตัวตน ละเลงปัญหาทั้งหมดลงในแผ่นดินที่ชาวยุโรปส่วนใหญ่ปรามาสว่า ไร้ประวัติศาสตร์และร้างอารยะธรรมบนผืนดินเกิดใหม่อย่างออสเตรเลีย นี่จึงกลายเป็นการพบกันของคนที่ไม่เป็นของที่แห่งใด กับแผ่นดินที่ถูกมองว่าเพิ่งตั้งไข่ทางประวัติศาสตร์ แผ่นดินซึ่งกะเฬวกะฬากไปด้วยคนหลากเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ หลากวัฒนธรรม หลายภาษา ที่ซึ่งอัตลักษณ์ของประเทศเป็นสิ่งจี้เส้นและน่าดูแคลน
ทว่าหากมองด้วยสายตาของตัวละครซึ่งเป็นคนนอกในงานของคูทซี ไม่มีแผ่นดินใดจะเอื้อในการ ‘มีส่วนร่วม’ ทั้งการตั้งต้นและสร้างประวัติศาสตร์ตัวเองขึ้นใหม่ได้เท่ากับออสเตรเลียอีกแล้ว
ใน Slowman ทันทีที่นวนิยายเปิดเรื่อง พอล เรย์เมนท์ ชายวัย 60 ปี ก็พบกับการถูกทำให้เสื่อมสภาพอย่างเฉียบพลัน เมื่อเขาถีบจักรยานมาตามถนนถูกเด็กหนุ่มขับรถยนต์พุ่งชนอย่างจัง ส่งผลให้พอลต้องกลายเป็นคนพิการขาด้วนเมื่อนายแพทย์ตัดสินใจตัดขาที่แหลกเหลวของเขาทิ้งไปเสียข้างหนึ่ง นี่คือจุดเริ่มต้นของความเสื่อมเสีย ถูกทำให้อับอาย และเรื่องราวต่อจากนี้ก็ไม่สะดวกสบายเมื่อชายหัวรั้นอย่างพอล ได้ดิ่งลงสู่นรกที่คนอื่นยัดเยียดให้ โอกาสอันพึงมีพึงได้ในชีวิตสูญสลาย และเรื่องอดีตหลอกหลอนในวัยเยาว์กลับฟื้นคืนมา
จากความเจ็บปวดอับอายครอบงำให้เขาตัดขาดจากสังคมและเพื่อนฝูง อยู่อย่างโดดเดี่ยวด้วยรู้สึกเปลี่ยวหัวใจอย่างรุนแรง เมื่อตระหนักว่าชายวัยชราเช่นตนไร้ทั้งญาติขาดทั้งมิตร ไร้ครอบครัวอย่างที่คนวัยเดียวกันควรจะมี พอลเป็นชาวฝรั่งเศสมีความทรงจำในวัยเยาว์ไม่น่าอภิรมย์นัก จนเมื่อเขาสูญเสียครอบครัวไปจึงมาตั้งรกรากที่ออสเตรเลีย เขาเคยทำงานเป็นช่างเทคนิคในแลปถ่ายภาพ มีคอลเลคชั่นภาพถ่ายเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์อยู่หลายชุด (และเขาเตรียมถ่ายโอนให้เป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์แห่งเมืองAdelaide) แม้พอลจะสูญเสียขาข้างหนึ่งไป(และปฏิเสธอย่างหัวชนฝาไม่ยอมใส่ขาเทียม) แต่ในด้านฐานะการเงินเขาไม่เดือดร้อนนัก พอลมีผู้ช่วยพยาบาลมาคอยปรนนิบัติดูแลจากการแนะนำของหน่วยงานสวัสดิการสังคม จนเมื่อพอลได้พบกับมาริจาน่า จอร์กิค ผู้ช่วยพยาบาลชาวโครเอเทียผู้อพยพมากับสามีและลูกๆ มาตั้งต้นชีวิตใหม่ในออสเตรเลียเช่นกัน ผู้ช่วยพยาบาลผู้ทะมัดทะแมง คล่องแคล่วนี้เป็นที่ชื่นชมแก่พอลยิ่งนัก เธอดูแลเอาใจใส่เขาต่างกับผู้ช่วยพยาบาลคนก่อน โดยเฉพาะช่วงเวลาน่าอึดอัดเช่นการชำระล้างร่างกายและขับถ่าย มาริจาน่าปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็นเรื่องสามัญโดยไม่ใส่น้ำเสียงออกท่าออกทางเหมือนเขาเป็นเด็กทารกที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
ชายโดดเดี่ยวค่อยๆ ได้รับการเยียวยาจากคนที่เขารู้สึกใกล้ชิดผูกพันขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองต่างแลกเปลี่ยนภาพชีวิตแต่หนหลังซึ่งกันและกัน จนพอลมั่นใจว่าเขารักเธอและเธอเองก็มีใจให้เขาเช่นกัน ความรักทึกทักอันพองฟูขึ้นจากการดูแลเอาใจใส่นี้ อย่างไม่ทันฉุกใจคิด (หรืออาจดื้อรั้นจนไม่ใส่ใจคิด) ทำให้พอลปรารถนาจะมีส่วนร่วมกับครอบครัวจอร์คิก เขาเปิดประตูห้องต้อนรับลูกๆ ของเธอ โดยไม่สนหัวอกของมิโลสลาฟผู้เป็นสามีของมาริจาน่า
พอล เรย์เมนท์ ชายผู้รู้สึกเว้าแหว่งกำลังช่วงชิงครอบครัวคนอื่นมาเติมเต็มความต้องการที่ขาดหายไปของตน ปฏิบัติการรุกคืบอันเลือดเย็นและน่าเวทนา (หรือทำผิดโดยบริสุทธิ์ใจ)นี้ พอลสบโอกาสที่จะอุปการะครอบครัวชาวโครเอเทีย โดยเสนอจ่ายค่าเล่าเรียนมหาวิทยาลัยให้กับดราโก้ ลูกชายครอบครัวจอร์คิก และทั้งรักทั้งหวังใจอยู่ลึกๆ ว่า ตนจะได้เป็นพ่อทูนหัวในครอบครัวนี้ ทว่าเรื่องราวก็ไม่เป็นไปอย่างใจพอลคิด เมื่อการปรากฏตัวอย่างฉับพลันของหญิงชรารุ่นราวคราวเดียวกับเขานาม อลิซเบธ คอสเธลโลได้ถูกส่งเข้ามาจากปลายปากกาผู้ประพันธ์ เธอคือตัวละครเอกจากนวนิยายชิ้นก่อนหน้าของคูทซี
อลิซเบธเป็นนักเขียนนักวิชาการชาวออสเตรเลีย ผู้มีบุคลิกทะมัดทะแมงฉะฉาน ทั้งยั่วยุและก่อกวนประสาท และแน่นอนเป็นคนจำพวก ‘ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด’ ตามแบบฉบับตัวละครของคูทซี การปรากฏตัวของอลิซเบธก่ออุปสรรคในชีวิต(และการดำเนินเรื่องราว)มากมายให้กับพอล เพราะเธอถูกส่งมาเพื่อยั่วล้อเรื่องราว อีกทั้งยังทำหน้าที่ ‘แยงก้น’ พอลให้ขยับเคลื่อน ด้วยอาการเงอะงะ งุ่มง่าม และไม่ยอมทำในสิ่ง ‘ที่ถูกที่ควร’ ของพอล เธอจึงเข้ามารบกวนและหักเหความตั้งใจของเขา
การปรากฏตัวของอลิซเบธไม่ธรรมดา เป็นนวนิยายซ้อนนวนิยาย ทั้ง Fiction on Fiction และ Meta Fiction เมื่อเธอยืนอยู่หน้าธรณีประตูห้องพักของพอล จากนั้นไม่นานเธอแนะนำตัวโดยการกล่าวซ้ำประโยคเริ่มต้นของนวนิยายเรื่อง Slowman บทบาทและการมาถึงในกาลเทศะเหมาะเจาะของอลิซเบธจึงเรียกร้องความสนใจอย่างยิ่ง (ถึงตรงนี้เราคงต้องนับรวมอลิซเบธ คอสเธลโล่ทั้งในฐานะตัวละครและนวนิยาย อันเป็นจุดเชื่อมกึ่งกลางระหว่าง Disgrace และ Slowman เสียแล้ว)
การที่อยู่ดีๆ อลิซเบธก็มาบุกเบียดแทรกแซงชีวิตของพอล นอกจากไม่เสนอตัวช่วยเหลือเขาแล้วยังคอยแต่ยุแหย่ให้เกิดผลที่พอลไม่สบอารมณ์ เธอเป็นนักคิด นักตั้งคำถาม นักสังเกตการณ์ชีวิตที่แยบคาย แต่ในแง่ของมนุษย์แล้ว อลิซเบธเป็นแต่เพียงหญิงชราไร้คนเหลียวแล ไร้หัวนอนปลายเท้า ล้มเหลวทางสถานนะครอบครัวและเจ็บไข้ได้ป่วยเหมือนคนสามัญธรรมดา ด้านอันเสื่อมสภาพ(ทั้งสมรรถภาพร่างกายและสถานภาพทางสังคม) ของอลิซเบธนี่เอง ที่พอลได้รับไว้เสมือนหนึ่งของกำนัล เพราะในสภาวะพิกลพิการที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้ อะไรต่างๆ ที่ไม่ใช่ตัวเขาก็ดูน่าสนใจกว่า พิเศษกว่า และผาสุกกว่าทั้งสิ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างพอลกับครอบครัวจอร์คิกไม่ราบรื่นนัก เมื่อเขาเริ่มลุกล้ำเบียดแทรกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวจอร์คิก มันมีแต่เรื่องแย่ๆ เกิดขึ้น และเปิดทางให้ปัญหาไหลบ่าเข้าสู่ชีวิตของพอล ทว่าชายไร้รักผู้นี้ก็โอบกอดปัญหาของคนอื่นมาเป็นของตัวโดยไม่ตระหนักเลยว่า ไม่เพียงเขาเป็นตัวจุดประเด็นความขัดแย้งเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวปัญหาเสียเองอีกด้วย มนุษย์ไร้ตำแหน่งแห่งที่อย่างพอล นอกจากจะสูญอดีต เสียอนาคต ยังยืนเงอะงะเซื่องซึมอยู่ตรงปัจจุบัน กับร่างกายที่ทุพพลภาพ สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษซึ่งไม่ใช่ภาษาแม่ กับงานอดิเรกที่รวบรวมตามเก็บภาพ ‘ประวัติศาสตร์ของคนอื่น’ ภาวะความแปลกตาบนผืนโลกที่ไม่อาจนิยามได้ว่าแห่งหนไหนคือแหล่งพำนักพักพิงแท้จริง ทำให้เขา (ในวัยขนาดนี้) ล้มเลิกการดิ้นรนค้นหา แม้อลิซเบธจะปรามาสว่าเขาเป็นคน ‘เย็นชา’ และแนะให้พอลกลับคืนสู่รวงรังถิ่นฐานบ้านเกิดอันอบอุ่น แต่นั่นก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะเขาตระหนักว่า บ้านในความหมายที่ให้ความอบอุ่นแก่ดวงจิตนั้นเขาไม่เคยมี แต่กลับรู้สึกตรงกันข้ามเมื่อความหนาวเหน็บจู่จับใจเขาทุกครั้งที่มองหา
เช่นเดียวกับเดวิด ลอรี่ย์ จาก Disgrace พอล เรย์เมนท์ ก็ถูกทำให้เสื่อมสภาพ ถูกกีดกัน ถูกผลักดันให้ถอยร่นจนตกอยู่ในสภาพคนอพยพไม่มีที่ไป ทำได้เพียงอย่างเดียวคือยืนอย่างหมดอาลัยตายอยากกับภาพชีวิตรายล้อมที่พร้อมจะพัดกวาดตัวเขาไปตกหล่นอยู่ที่ไหนก็ตาม แต่ไม่ว่าที่นี่หรือที่ไหน เขาจะยืนอยู่ที่นั่นโดยไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ยังคงดิ้นรนเฮือกสุดท้ายเพื่อเติมเต็มความปรารถนาแห่งจิตวิญญาณมนุษย์ปุถุชน แห่งความรู้สึกนึกคิดบริสุทธิ์โดยปลอดอำนาจคุกคามโน้มนำ เขาเป็นผู้ชนะส่วนตน แม้เป็นผลแห่งความปราชัยในสายตาของคนอื่นก็ตาม
Slowman พิสูจน์ให้เห็นอารมณ์ขันของคูทซีที่ก่อนหน้านี้ยังเป็นสิ่งลึกลับค้นหาได้ยากยิ่งในผลงานของเขา ด้วยเนื้อหาส่วนใหญ่ปิดล้อมด้วยความเข้มเครียด จริงจัง และอันตราย บวกกับน้ำเสียงเย็นชาและสถานการณ์น่าอึดอัดใจ เหล่านี้เป็นผลสืบสานต่อยอดมาจากรูปแบบการประพันธ์ของฟรานซ์ คาฟก้า กับซามูเอล เบกเกตต์ บวกกับบุคลิกส่วนตัวของคูทซีที่เป็นคนหวงแหนความสันโดษอย่างรุนแรง (เช่นเดียวกับคาฟก้ากับเบกเกตต์อีกเช่นกัน) ทำให้ผลงานเล่มบางๆ ทั้งหมดของเขามีกังวานของการต้องการตำแหน่งแห่งที่ส่วนตัวอย่างเข้มข้น ภายใต้สังคมและโลกที่พร้อมจะเข้ามาบุกรุกคุกคามไม่ว่าจะด้วยสถานการณ์ใดๆ
ที่จริงบุคลิกภาพของตัวละครดูๆ ไปก็ไม่แตกต่างจากบุคลิกภาพของคูทซีเท่าใดนัก เขาเกิดที่เคปทาวน์ในแอฟริกาใต้ เติบโตมากับความรู้สึกไม่พอใจในตัวเอง รังเกียจชิงชังพฤติกรรมน่าละอายใจของพ่อแม่ และไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศบ้านเกิด จนเมื่อย่างเข้าสู่วัยหนุ่มเหตุการณ์ลุกฮือของคนผิวดำขับไล่คนผิวขาวในแอฟริกาใต้ก็ผลักดันให้คูทซีจากบ้านเกิดมาอยู่ที่ประเทศอังกฤษโดยไม่คิดจะหวนกลับอีกทั้งยังสาปส่งประเทศของตัวเองอีกด้วย เรื่องราวเหล่านี้บันทึกไว้ในงานเขียนเชิงอัตชีวประวัติ ที่ใช้สรรพนามแทนตัวเองอย่างห่างไกลเล่าเรื่องด้วยเสียงบุรุษที่สามว่า ‘เขา’ ใน Boyhood: Scenes from Provincial Life และ Youth คูทซีใช้ชีวิตเยี่ยงคนอพยพระหกระเหิน จากเคปทาวน์สู่อังกฤษไปอเมริกา เป็นอาจารย์สอนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ จนมาหยุด ณ จุดสุดท้ายที่ออสเตรเลีย
ว่ากันว่า Disgrace เป็นนวนิยายที่สร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนในแอฟริกาใต้เป็นอย่างมาก ด้วยการก่อความแตกแยกจากประเด็นเรื่องคนผิวสีข่มขืนคนผิวขาว แต่หากพิจารณาเนื้อหาใน Disgrace อย่างใจกว้าง มันไม่เพียงแต่เปิดใจลงทัณฑ์ตัวเองเท่านั้น แต่ยังพยายามอย่างที่สุดในการยอมรับและเข้าไปมีส่วนร่วมของคนขาว (ลูซี่) อีกด้วย
Disgrace จึงอยู่ในฐานะล้ำเลยข้อพิพาทระหว่างสีผิว แต่โอ่อ่าด้วยสภาวะขัดแย้งอันลุ่มลึกในตัวตนของมนุษย์ที่เป็นสากล ด้วยความเป็นแบบฉบับของคนที่ (ถูกกระทำ/สมัครใจ) อัปเปหิตัวเองไม่ขอมีส่วนร่วมอยู่ร่ำไป มนุษย์ผู้รักสันโดษอย่างคูทซีกลับมีส่วนร่วมอย่างน่าอัศจรรย์ด้วยการเค้นคั้นภาพชีวิตสู่งานประพันธ์ เป็นสำนึกรับผิดชอบเชิงคุณธรรมที่น่ายกย่องเชิดชูยิ่ง
เช่นเดียวกับเดวิด ลอรี่ย์ และพอล เรย์เมนท์ จอห์น คูทซี ก็ตกอยู่ในสภาพ ‘คนนอก’ ไม่ต่างกัน พวกเขามองเห็นตัวเองถูกลิดรอนเกียรติยศและศักดิ์ศรี ด้วยมือที่เขาเองไม่อาจต่อสู้ได้ มันฝากไว้เพียงรอยแผลที่แสดงถึงอำนาจ ไม่ว่าจะมาในรูปของร่างกายที่ทุพพลภาพ หรือจิตใจที่ถูกกระทำชำเราจนยับเยิน ถูกผลักไส ถูกขับไล่ให้ไร้ที่พำนักพักพิง (ทั้งๆ ที่ต้องการอากาศสงบและพื้นที่เท่าแมวดิ้นตาย แต่ดูเหมือน ‘ขอมากเกินไป’ ในสายตาของคนอื่นอยู่วันยังค่ำ)
"I don't like accomplices. God, let me be alone," นี่คือคำกล่าวของ จาโคบัส คูทซี ตัวละครในนวนิยายเรื่อง Dusklands ซึ่งสามารถสะท้อนบุคลิกภาพของหลากตัวละครและผู้ประพันธ์ได้เป็นอย่างดี
บ้านที่แท้อยู่แห่งหนไหน? แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนที่พวกเขาไม่ปรารถนาจะหวนคืน ทว่าพวกเขายังคงมองหาดินแดนอันปลอดจากอำนาจทั้งปวง –อย่างไม่ระย่อ ปักหลักกอบกู้ความนับถือในตัวเองกลับคืน เสมือนหนึ่งกระโจมพักแห่งวิญญาณอพยพ ประกอบขึ้นด้วยเสาคานแห่งการเคารพตัวเอง.
ข้อมูลประกอบการเขียน
Coetzee, J.M. 2000. Disgrace. London: Vintage.
Coetzee, J.M. 2005. Slowman. London: Martin & Warburg.
Coetzee, J.M. 2002. Youth. London: Martin & Warburg.
Wastberg, Per. Presentation Speech, December 10, 2003. (www . Nobelprize.org).
The Swedish Academy. Press Release, October 2, 2003. (www . Nobelprize.org).
(www . Faylicity.com). Disgrace: j.m. Coetzee. 1 กุมภาพันธ์ 2547.
วิวรณ์. 2547. "จอห์น แมกซ์เวลล์ โคเอทซี ดับเบิ้ลบุ๊คเกอร์ไพรซ์คนแรกของโลก", โลกวรรณกรรม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ทางเลือก, หน้า 33-38.



