โรงแรมม่านพูด

แสงไฟดวงคู่หน้ารถกะพริบท่ามกลางความมืด ในระยะสุดสายตา อ๊อดรู้ดีว่าลูกค้าของเขากำลังมาถึง

อ๊อดเปิดสวิตช์ไฟฉายในมือกวัดแกว่งเพื่อบอกทางที่หมาย เขาก้าวไปแหวกแนวม่านสีเขียวขุ่นด้านข้างให้เปิดออก ภายหลังม่านนั้นเป็นพื้นที่กว้างขวางขนาดจอดรถได้หนึ่งคัน ด้านซ้ายและขวาเป็นกำแพงทึบปิดกั้นแสงสว่าง ด้านหน้าเป็นประตูเปิดเข้าไปในห้อง

เหล่านี้คือสภาพแวดล้อมที่อ๊อดพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เขาทำงานที่นี่มาปีกว่าๆ ช่วงกลางวันอ๊อดเป็นคนเก็บเงินค่าโดยสารเรือข้ามฟาก งานง่ายๆ เก็บเงิน-ทอนเงิน (ถ้ามันต้องทอน) เขาแทบไม่ได้เอ่ยปากพูดกับใครเพราะไม่มีใครมาหยุดให้พูดด้วย ทุกคนมาแล้วก็ไป จ่ายค่าผ่านทางแล้วก็ก้าวข้ามไปสู่หนทางของตน ประโยคสั้นๆ ที่ออกจากปากอ๊อดมีเพียงแค่คำว่า “สองบาทครับ” หรือ “เงินทอนครับ”

ช่วงเย็นหลังเสร็จงานเก็บเงินท่าเรือข้ามฟาก อ๊อดยังทำงานเป็นพนักงานรูดม่านของโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง งานง่ายๆ อีกเช่นกัน รถแล่นเข้ามาในความมืดเขาเปิดไฟฉายเป็นสัญญาณกะพริบบอกทาง รูดม่านเปิดให้รถและคนในรถเข้าไปทำกิจธุระต่างๆ ของตน เขาแทบไม่ได้พูดกับใคร เพราะไม่มีใครให้พูดด้วย ประโยคสั้นๆ ที่ออกจากปากอ๊อดมีเพียงแค่คำว่า “ชั่วคราวหรือว่าค้างคืนครับ”

ก็เท่านี้เองวันหนึ่งๆ ของอ๊อด ในระหว่างวัน, ยามว่าง (ซึ่งมีบ่อยมาก) เขามักคิดเล่นๆ ว่าบางทีพระเจ้าอาจไม่ได้สร้างเขามาเพื่อพูดก็เป็นได้ เพราะถ้าเขาเกิดมาเพื่อพูดจริงๆ ล่ะก็ ไฉนพระเจ้าจึงลืมหย่อนคนที่จะให้พูดด้วยลงมาเพ่นพ่านในชีวิตของเขา ทำไมเขาจึงรู้สึกโดดเดี่ยวทุกครั้งที่อยากพูดอะไรสักอย่างแต่ไม่มีใครเปิดหูฟัง

และก็อีกเช่นกันที่อ๊อดคิดว่า นอกจากพระเจ้าจะไม่ได้สร้างเขามาให้พูดแล้ว พระเจ้ายังลิขิตให้เขามาทำงานแบบนี้ด้วย คนเก็บเงินท่าเรือข้ามฟากกับพนักงานรูดม่านในโรงแรมม่านรูด สองงานที่ประหยัดถ้อยคำที่สุดในโลกนี้ในความคิดของอ๊อด สำหรับอ๊อดคำว่าปากหมายถึงอวัยวะที่มีไว้แตกหน้าหนาว (และยามโดนเตะ), มีไว้ขบเคี้ยวอาหาร และมีไว้ให้มีดโกนบาดเวลาโกนหนวดเท่านั้น

อ๊อดเคาะประตูสามครั้ง รอชั่วอึดใจหนึ่ง บานประตูถูกเปิดออกชายหนุ่มหน้าบึกบึกคนหนึ่งโผล่หน้าออกมา อ๊อดไม่รอช้ารีบพูดประโยคทองของเขาออกมา

“ชั่วคราวหรือว่าค้างคืนครับพี่?”

“ค้างคืน”

ชายหนุ่มยืนแบงก์สีม่วงหนึ่งใบให้อ๊อดพร้อมกับคำพูดทิ้งท้ายว่า

“ไม่ต้องทอน”

จบแล้ว, ภารกิจของอ๊อด นับจากนี้เขาก็ไม่มีอะไรต้องทำอีก จนกว่าจะมีรถคันใหม่ ลูกค้าคนใหม่เข้ามาใช้บริการ

อ๊อดนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม เขาใช้แสงสว่างจากไฟนีออนที่ตั้งห่างออกไปแค่คืบในการอ่านนิยายกำลังภายใน เพื่อนในความคิดเพียงหนึ่งเดียวของเขา ทันใดนั้นเขารู้สึกเหมือนเท้าของตัวเองเหยียบอะไรบางอย่าง อ๊อด ก้มลงไปดูที่ปลายเท้าตัวเอง

ใต้ฝ่ารองเท้า มีกล่องซีดีพลาสติกแผ่นหนึ่งนอนอยู่

อ๊อด หยิบมันขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ด้วยแสงไฟสลัวราง เขาเปิดกล่องออกดู เป็นแผ่นซีดีอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่เขาไม่รู้ว่ามันเป็นซีดีอะไร ใช่ซีดีหนังโป๊แบบที่ลูกค้าบางคนเอามาฝากเขาหรือเปล่า

ในความเงียบ อ๊อดมองดูกล่องซีดีแปลกตา

“มันเป็นซีดีเพลงฝรั่ง ศิลปินเขาชื่อ โมบี้ อัลบั้มนี้ชื่อ Hotel แปลว่า โรงแรม” เสียงลึกลับดังมาจากที่ใดที่หนึ่ง หรือที่ไหนสักแห่ง

อ๊อด หันซ้ายหันขวา (ไม่ลืมหน้าและหลังด้วย) เพื่อค้นหาแหล่งกำเนิดเสียง แต่ไม่พบสิ่งใดที่มีปากสามารถเอื้อนเอ่ยเสียงได้เลย รอบตัวเขามีแต่ความว่างเปล่า ลานจอดรถว่างเปล่า ห้องพักต่างๆ ปิดเงียบอยู่ในการโอบล้อมของม่านรูดสีเขียวขุ่น แม้แต่หมาสักตัวก็ไม่เดินผ่านมาให้เห็น

“ฉันอยู่นี่ ไม่ต้องไปหาที่ไหน อยู่ข้างหลังแกนี่เอง ฉันคือม่าน ม่านที่แกรูดไปรูดมาประจำนี่แหละ” เสียงลึกลับดังขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขาเริ่มรู้สึกจริงๆ แล้วว่าเสียงประหลาดนั้นดังออกมาจากม่านที่อยู่เบื้องหลังของเขา “และก็อย่าตกใจไปนะ ฉันเป็นม่าน แต่ฉันพูดได้”

อ๊อดหันหลังไปมองม่าน ไม่มีอะไรผิดปกติ ม่านยังสงบนิ่งไม่ไหวติง สีก็ยังเขียวขุ่นคงเดิม อ๊อดอยากตะโกนร้องออกมา แต่เขาไม่รู้ว่าจะร้องออกมาว่าอะไร อย่างที่บอก อ๊อดไม่คุ้นเคยกับการใช้เสียงนัก

“มานั่งเก้าอี้ของแกเถอะ แล้วฉันจะเล่าให้ฟังว่าซีดีในมือของแกมันเป็นยังไง” เสียงดังออกมาจากม่านคราวชัดเจนเต็มสองรูหู อ๊อดนั่งลงบนเก้าอี้อย่างว่าง่าย และออกจะให้ความเคารพเก้าอี้อยู่เหมือนกัน เพราะลงว่าม่านพูดได้แล้วล่ะก็ เขาก็ควรจะเกรงใจเก้าอี้ไว้บ้าง เราไม่ควรขัดขืนในสิ่งที่มองไม่เห็น (แต่เสือกพูดได้)

“อัลบั้มชุดนี้ชื่อแปลเป็นภาษาไทยว่า ‘โรงแรม’ เป็นอัลบั้มใหม่ของศิลปินชื่อ โมบี้ นายไม่รู้จักเขาหรอก แต่นายควรฟังเพลงของเขานะ เพราะเพลงเขาเหมาะกับคนที่มีชีวิตอย่างแกไง

“คนอย่างแกใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในที่ๆ ไม่ใช่ของแก และแกก็ไม่ใช่ส่วนประกอบของที่นี่ โรงแรม เป็นเหมือนบ้านอันแปลกหน้า อบอุ่นแต่ไม่คุ้นเคยเสียที แกว่าไหม” เจ้าม่านมีเสียงถามอ๊อด

ใครจะไปตอบได้ อ๊อดคิดในใจ เขาได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก

“แกทำงานตรงนี้แกก็น่าจะรู้ดี คนมากมายรักโรงแรม เพราะโรงแรมให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขาทำที่บ้านไม่ได้ คนหลายคนเกลียดโรงแรม เพราะโรงแรมมอบบาดแผลแสนปวดร้าวไว้ในใจของพวกเขา บางคนเกิดที่โรงแรม แกยังจำเด็กสาวที่มาคลอดลูกเมื่อเดือนที่แล้วได้ไหมล่ะ และบางคนก็จบชีวิตที่โรงแรม แกคงยังไม่ลืมอาเสี่ยคนหนึ่งที่หัวใจวายตายคาอกเมื่อปลายปีที่แล้วได้นะ นั่นแหละ ทั้งหมดเกิดขึ้นและเป็นไปในโรงแรมทั้งนั้น

“เราทำได้แค่นั่งดู ดูเพื่อให้มันผ่านพ้นไป เราทำอะไรไม่ได้และก็ไม่ควรทำด้วย เพราะสุดท้ายเราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของโรงแรม แก, ฉัน, เก้าอี้, เตียง, ตู้, น้ำร้อน-น้ำเย็น ไม่เว้นแม้กระทั่งถุงยาง ทุกอย่างเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม และมีหนทางเดินไปตามทางที่มันควรจะเดินไปอยู่แล้ว”

อ๊อด นั่งนิ่ง ก้มมองดูแผ่นซีดีในมือ เสียงดังมาจากม่านอีกครั้ง

“แกควรเอาอัลบั้มนี้ไปฟัง ฟังรู้เรื่อง-ไม่รู้เรื่องก็ฟังๆ ไปก่อน อย่างน้อยเพลงเขาก็เพราะ และทำให้แกมีความสุขได้บ้าง อีกอย่างถ้าแกไม่คิดจะพูด แกก็ควรฟัง”

.......................................................

แสงแรกแห่งอรุณรุ่งกำลังแทงทะลุม่านตาของอ๊อด แสงอาทิตย์สาดส่องลงไปบนม่านสีเขียวขุ่น (ที่พูดได้เมื่อคืนนี้) อ๊อดยืนมองม่านประหลาดนั้นอยู่เนิ่นนาน

นอกจากสีเขียวขุ่น เขายังมองเห็นริ้วรอบแห่งความเก่าคร่ำคร่าของมัน

เขาหันหลังเดินออกไปจากโรงแรม กลับบ้าน, ห้องพักเล็กๆ ที่เขาอาศัยอยู่

ในมือถือแผ่นซีดี

เขาเริ่มคิดถึงการมีเครื่องเล่นซีดีเป็นเจ้าของบ้างแล้ว