‘ เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ’ เป็นสโลแกนหรือม๊อตโต้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่คุณยอดธง ทับทิวไม้มานั่งอธิบายให้คุณพ่อฟังที่บ้านนอกในสมัยผมเป็นเด็ก และยังไม่เข้าค่อยใจว่าความหมายที่แท้จริงคืออะไร พอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่สโลแกนประโยคนี้ก็หายไปจากประเทศไทยเพราะใครๆก็บอกว่า ผิดกฏหมายและมันเป็นคำขวัญที่ล้างสมองให้เรากลายเป็นพวกคอมมิวนิสต์ กลุ่มคนที่คิดคำขวัญเหล่านี้ล้วนเป็นพวกหนักแผ่นดิน ที่ต้องการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไปสู่ระบอบประธานาธิบดีเหมือนกับประเทศจีนหรือโซเวียต.............
ผมมีอายุ 39 ปีเต็มเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา จึงพยายามนั่งคิดตรึกตรองถึงเลข 40 ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 14 ตุลาคมของปีหน้าว่า จะวางแผนชีวิตในบั้นปลายของตัวเองอย่างไรให้มันมีความนิ่งและสงบมากกว่า 39 ปีที่ผ่านมา เพราะสุภาษิตของฝรั่ง( ถ้าจำไม่ผิด )เขาบอกไว้ว่า ‘ ชีวิตที่มั่นคงของคนเราจะเริ่มต้นตอนอายุ 40 ’ ดังนั้นผมยังมีเวลาอีก 1 ปีที่สามารถทำอะไรตามใจแบบวัยรุ่นตอนปลาย ทำอะไรดี ? เพราะที่ผ่านมาก็ทำในสิ่งที่ตัวเองฝันมาเกือบหมดแล้ว แม้มันจะเป็นฝันเปียกบ้างแฉะบ้างหรือแห้งบ้างก็ตามแต่อย่างน้อยก็ได้ทำ......
สมัยรัฐบาลทักษิณ 1 เมื่อ2-3 ปีที่ผ่านมา ผมได้นั่งคุยกับโหน่งมือคีย์บอร์ดของวงทีโบนเกี่ยวกับโปรเจ็คท์ส่วนตัวของเขาชื่อ The Photo Sticker Machine ที่ผมโปรดปราณและช่วงหนึ่งก็ได้ถามเขาว่า ‘ เมื่อไหร่จะคิดหรือทำงานใหม่ภายใต้ชื่อโปรเจ็คท์นี้ออกมาอีก ‘ เพราะหลังจากงานชุดแรกก็ช๊อตหยุดหายไปดื้อๆ เขาตอบว่า ‘ รอวันฟ้าเปิดก่อนแล้วกันพี่ เพราะหลังจากประเทศเราได้นายกฯจากพรรคนี้มาเป็นแกนนำบริหารประเทศ ฟ้าที่เคยเปิดกว้างสว่างไสวสำหรับคนทำเพลงอย่างเรา มันถูกครอบงำและถูกปกปิดด้วยเมฆหมอกและสัญญานของดาวเทียมในเครือชินวิตรหมดแล้ว ไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ที่จะทำเพลงมันฝ่อและจิตใจก็ห่อเหี่ยวมาก เพราะเขาล้างสมองผู้คนระดับรากหญ้าและชนชั้นกลาง ให้หันมาบูชาเงินทองบัตรเครดิตความสำเร็จทางธุรกิจโดยการสร้างหนี้ ให้เป็นเครดิต หรือแม้แต่การนำเงินในอนาคตมาใช้กันอย่างเมามันโดยไม่คำนึงว่าสังคมวิถีแบบไทยๆจะล่มสลาย ส่วนเยาวชนคนรุ่นใหม่ก็ถูกล่อลวงให้ตกเป็นทาสของวัตถุนิยมและเปลือกเน่าๆของสังคมตะวันตก จนไม่รู้จักคำว่า ‘ ศิลปะ ’ อีกต่อไป ผมคิดอะไรไม่ออกจริงๆครับพี่ ! ’
เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์ ท่านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเกี่ยวกับเรื่องการฟังเพลงและการใช้ชีวิตสมัยเรียนในอังกฤษให้กับเว็บไซด์ ClubTukTuk ของ บริทิชเคาน์ซิล เรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับดนตรีได้พรั่งพรูออกมาจากปากของท่านนั้น ได้สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ผมอย่างมากมาย เพราะแทบทุกวงทุกแนวที่ท่านฟังและชื่นชอบนั้นมันตรงกับสิ่งที่ผมฟังและติดตามมาตลอด แถมท่านยังล้ำหน้าไปกว่าผมอีกหลายก้าวในเรื่องของการวิเคราะห์เจาะลึกต่ออัลบั้มต่างๆที่ท่านเพิ่งซื้อมาฟัง มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าคนที่มีอนาคตจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศไทย จะให้ความสนใจเกี่ยวกับศิลปะแขนงดนตรีมากมายถึงเพียงนี้ ทั้งที่เป็นนักการเมืองโดยอาชีพแต่กลับวิเคราะห์วิจารณ์วงการดนตรีทั้งอังกฤษและไทยได้ละเอียดกว่าผมที่เป็นนักวิจารณ์โดยอาชีพเสียอีก
เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้คุณคงคิดว่า ใช่ซิ ! เพราะเขาเป็นนักเรียนอังกฤษก็ต้องรู้เรื่องราวของวงการเพลงอังกฤษเป็นเรื่องธรรมดา และเป็นแนวทางของผมอยู่แล้วจึงทำให้ผมยกย่องเขาเสียเลิศเลอขนาดนั้น ขอโทษครับคุณเข้าใจผิด โอเค! ผมยอมรับว่าผมชื่นชอบและชื่นชมในความรู้ความสามารถ และบทบาททางการเมืองของท่านที่ผ่านมาในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ถึงกลับโปรฯเสียจนหน้ามืดตามัว ประเด็นที่อยากจะบอกก็คือ ผมมีเพื่อนที่ไปเรียนเมืองนอกมากมายทั้งอังกฤษและอเมริกา แต่กลับมาไม่รู้เรื่องราวของวงการเพลงในประเทศเหล่านั้นเลยก็เยอะ สนใจแต่เรื่องเรียนเที่ยวและเรียนจบกลับมาเพื่อหางานทำเงินเดือนสูงเท่านั้น เรื่องราวของศิลปะทุกแขนงมันไม่เคยแคร์ว่าพัฒนาไปถึงไหน ที่ฟังกันก็เพลงฮิตทั่วไปตามหน้าปัดวิทยุและดูทางเอ็มทีวีเท่านั้น ซึ่งคนจำพวกนี้จะมีเยอะมากในทุกวงการสังคมไทย ยิ่งในการเพลงยิ่งมีพวกจอมปลอมพวกนี้เยอะพอสมควร อาศัยจบการศึกษาจากเมืองนอกพูดภาษาอังกฤษเป็นไฟให้สัมภาษณ์เมื่อไหร่ ชอบความทันสมัยในทุกๆด้านยิ่งเรื่องเพลงยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกเขาคือผู้นำแทรนด์ แต่ผลงานของวงการเพลงไทยจากค่ายใหญ่ๆในรอบปีที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้างครับท่านผู้ฟังที่รัก วนเวียนว่ายวนอยู่ในคลองแสนแสบไม่ต่างไปจากการบริหารประเทศของท่านซูเปอร์อภิอมตะมหานายกฯคนเก่งของเราเลยใช่มั้ย ? ในหัวสมองของคนพวกนี้ไม่เคยมีคำว่าศิลปะเลยแม้แต่น้อยนิด วันๆคิดถึงเรื่องตัวเลขในบัญชีและผลกำไรของบริษัทเท่านั้น แต่ภาพทางภายนอกที่แสดงให้สังคมเห็นนั้น เป็นคนที่ทันสมัยรักศิลปะดนตรีไปดูคอนเสิร์ทวงดังๆทั้งไทยและต่างประเทศไม่เคยขาด โดยเฉพาะสินค้าเกรด A ของบริษัทในเครืออย่างป๋าเบิร์ดเป็นต้น และเป็นแฟนพันธุ์แท้ของทุกวงโดยจองเก้าอี้แถวหน้าเท่านั้น คุณเห็นแสงสะท้อนจากปรากฏการณ์ต่างๆที่บรรดานักเรียนนอกเหล่านี้สร้างภาพบ้างมั้ยครับ ?
ศิลปิน นักร้อง นักแต่งเพลงและนักดนตรีในวันนี้ มีความคิดและไอเดียทางดนตรีที่เน้นการพัฒนายกระดับสมองและความคิดอย่างไรบ้าง ? 1. ต้องแต่งเพลงเพื่อขายเป็นริงโทนให้ได้ 2. ต้องทำเพลงให้พ๊อพติดหูติดปากง่ายให้ได้เพื่อจะได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ของเครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งหรือโทรศัพท์มือถือยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง 3. ต้องอยู่สังกัดใหญ่เท่านั้นโดยไม่แคร์ว่าเพลงหรือดนตรีที่ทำจะสั่วแค่ไหน เพื่อหวังจะได้ใกล้ชิดผู้นำประเทศได้ง่ายๆในวันสำคัญต่างๆ ฯลฯ เป็นต้น แล้วเยาวชนคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ของวันนี้หล่ะมีความคิดและไอเดียเรื่องอนาคตอย่างไรบ้าง ? 1. ฝึกเต้นฝึกร้องเตรียมตัวเข้าสมัครแข่งขันเป็นศิลปินของอคาเดมี่แฟนเทเชียปีต่อๆไป 2. สมัครเข้าแข่งขันรายการ The Star หรือ First Stage Show 3. สมัครเป็นพริตตี้ 4. เป็นนางแบบ 5. เป็นดารา 6. เป็นนางแบบ 7. เป็นดารา ฯลฯ เป็นต้น ผมตระเวณถามมาเป็นร้อยๆคน 99 คนใช้คำตอบทั้ง 7 ข้อเหมือนกันหมด วัฒนธรรมเหล่านี้มันมาจากไหน ใครเป็นคนริเริ่ม มันสร้างสรรค์สังคมไทยให้เข้าใจคำว่า ศิลปะหรือดนตรีได้มากน้อยเพียงใด เพราะบทสรุปสุดท้ายของคนจำพวกนี้คือ ความร่ำรวย ความมีชื่อเสียงทางสังคมเหมือนกับที่ท่านนายกฯฝันไว้ว่า คนไทยทุกคนต้องเป็นคนรวยเท่านั้น สังคมและวัฒนธรรมไทยจะล่มสลายอย่างไรก็ช่างมัน เพราะท่านมีรัฐมนตรีสมองเพชรอย่างคุณวัฒนา เมืองสุขคอยคิดไอเดียใหม่ๆมาแก้ปัญหาให้อยู่แล้ว
ผมไม่ได้เกลียดท่านนายกฯและผมก็ไม่ถึงกับคลั่งใคล้คุณอภิสิทธิ์ แต่ที่ผมยกตัวอย่างมาให้เห็นทั้งหมดนั้น เพื่อต้องการบอกว่าการเป็นผู้นำองค์กรหรือตัวอย่างของเยาวชนคนรุ่นใหม่นั้น จำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องของศิลปะในแขนงต่างๆพอๆกับความรู้ด้านบริหารเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นท้องฟ้าของศิลปะทุกแขนงก็จะถูกครอบคลุมไปด้วยเมฆหมอกทางธุรกิจหมด เหมือนกับท้องฟ้าของประเทศไทยในวันนี้
...........ผมเหลือเวลาอีกไม่ถึงปีกับช่วงชีวิตของคำว่าวัยรุ่น ที่มีพลังในการสร้างสรรค์และต่อสู่กับสิ่งต่างๆเพื่อให้ได้มาซึ่งความฝัน ที่อยากเห็นท้องฟ้าของวงการดนตรีไทยผ่องอำไพไปด้วยความหลากหลายของสีสันดนตรี เพื่อมันจะได้ขัดเกลาให้หัวใจของคนรุ่นใหม่มีไลฟ์สไตล์ที่อ่อนโยนงดงามเข้าใจถึงหัวใจของคำว่าศิลปะที่แท้จริงเสียที แต่ถ้าเวลาอีก 1 ปีที่เหลือยังไม่มีอะไรเคลื่อนไหว ผมก็จำเป็นต้องสวมหัวใจม้าป่าออกลุยตามดวงชะตาของคนปีมะเมียต่อไป แม้ชีวิตในวัย 40 จะไม่มีโอกาสได้เริ่มต้นความมั่นคงเหมือนกับคนอื่นๆก็ตาม......
มนุษย์ที่ไม่มีรู้จักคุณค่าของศิลปะอย่างแท้จริง คงไม่ต่างไปจากวัวหรือควาย และถ้าเขาคนนั้นมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศ ท้องฟ้าคงถูกปิดและมืดมิดไปด้วยเมฆหมอกของเงินตรา ‘ เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ศิลปินจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ’ คงเป็นคำขวัญที่ผมมีโอกาสได้ยินและได้เห็นแน่อน ถ้าในหัวใจของผู้นำคนต่อไปมีแต่ศิลปะ......แล้วผมจะรอวันที่ฟ้าเปิด.

