สิ่งแรกที่ยีบัดรู้สึกได้หลังจากฟื้นคืนสติขึ้นมาก็คือ “ความแหยะแหยง”
มันให้อารมณ์คล้ายกับกำลังนอนแช่อิ่มอยู่ในน้ำจิ้มบ๊วย หรือไม่ก็สาคูแป้งเปียก
เขาพยายามปาดเมือกเหนียวๆ ออกจากใบหน้า จากนั้นค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล
ด้วยวัย 40 ปลายๆ กับรอบเอว 40 ต้นๆ ผนวกกับพื้นที่ลื่นแฉะอีกทั้งยังยวบไปยาบมา ทำให้เขาต้องใช้ความพยายามอย่างสูง โชคดีว่า ข้างๆ มีบางสิ่งที่ตั้งลำขึ้นมาคล้ายๆ เสาบ้านขนาดใหญ่ พอให้เขาสามารถใช้เป็นที่ยึดเกาะดึงตัวขึ้นมาได้
ยีบัดกอดเสาไว้แน่น สติสัมปชัญญะของเขายังกลับมาไม่ครบถ้วนนัก เขายังงงๆ อยู่ว่านี่มันที่ไหนของโลกกันแน่ อย่างน้อยๆ อาการปวดตุบๆ รุนแรงที่ท้ายทอย ก็เป็นเครื่องย้ำเตือนว่ามันไม่น่าจะใช่ปรโลก
สายตาของเขาเริ่มปรับตัวชินกับความมืดทีละน้อย เขาเริ่มสังเกตเห็นสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัว มันให้ความรู้สึกเหมือนกับกำลังยืนอยู่ในถ้ำขนาดใหญ่ ภายในชื้นแฉะ ตามพื้นเป็นหลุมเป็นเนิน และมีเสาใหญ่น้อยแบบเดียวกับที่เขากำลังกอดอยู่ ผุดขึ้นมาเรียงรายเต็มไปหมด บ้างขึ้นตั้งตรงๆ บ้างขึ้นเฉียงๆ บ้างขึ้นโค้งๆ แซมกันไปแซมกันมาอย่างสลับซับซ้อน
ยีบัดเงยหน้ามองไล่ตามความสูงของเสาต้นที่เขาเกาะอยู่ขึ้นไปเรื่อยๆ เขาพบว่าทั้งความสูงและพื้นผิวของมัน มีลักษณะคล้ายกับต้นมะพร้าวมาก เพียงแต่ทั้งต้นเป็นสีดำสนิท และปลายยอดไม่มีกิ่งใบใดๆ แผ่ยื่นออกมา เป็นเพียงปลายห้วนๆ กุดๆ เมื่อมองสูงขึ้นไปอีกจนถึงเพดานถ้ำ เขาก็พบว่า ต้นมะพร้าวไร้ใบสีดำพวกนี้ ไม่เพียงแต่งอกขึ้นมาจากพื้นเท่านั้น แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่งอกกลับหัวลงมาจากเพดานถ้ำอีกด้วย
แหมะ.. แหมะ เมือกจากเพดานถ้ำไหลรูดลงมาตามปลายกุดของต้นมะพร้าว และย้อยหยดใส่ใบหน้าของเขา ยีบัดสะดุ้ง ขนลุกซู่ชูชันไปทั้งตัว ภาพที่เห็นมันน่าแปลกตาเกินไป เขาสุดจะเดาจริงๆ ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังเผชิญกับอะไรอยู่กันแน่
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความมืดสลัว ยีบัดมองเห็นจุดสว่างลักษณะเหมือนปากถ้ำอยู่ห่างออกไปลิบๆ เขาตัดสินใจค่อยๆ ลุยเมือกลึก 1 คืบไปเรื่อยๆ โดยใช้วิธีผละถลาจากเสาต้นหนึ่งไปสู่อีกต้นหนึ่ง สวมกอดมันไว้แน่นกันลื่นล้ม จากนั้นเมื่อรวบรวมอึดใจได้อีกครั้ง ค่อยถลาต่อสู่ต้นต่อไป
ผ่านไปได้พักใหญ่ จุดสว่างที่เขามองเห็นในทีแรก ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นๆ และเมื่อยิ่งใกล้ขึ้นๆ ทางเดินก็ค่อยๆ ลาดชันขึ้นๆ เช่นกัน หากเขาสามารถข้ามเนินนี้ไปได้สำเร็จ ปากถ้ำคงอยู่เลยไปอีกไม่ไกล ยีบัดพยายามเพิ่มความระมัดระวังในการหยั่งเท้า แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ จู่ๆ เขาก็เริ่มรู้สึกมีความหวังกับชีวิตขึ้นมานิดๆ มุมปากซ้ายออกอาการกระตุกยิ้มน้อยๆ ของมันเองโดยที่เขาไม่ได้สั่ง บรรดาคำถามคาใจต่างๆ ที่เขาเฝ้าครุ่นคิดมาตลอดทาง เช่น เกิดอะไรขึ้น เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร คนอื่นๆ จะเป็นไรหรือไม่ ปากถ้ำจะนำไปโผล่ที่ไหน ออกไปแล้วจะทำยังไงต่อไป ฯลฯ บัดนี้กลับไม่หลงเหลืออยู่ในสาระบบของยีบัด ท่ามกลางความมืดอับอันน่ารังเกียจ ตอนนี้ เขารับรู้ได้เพียงตาที่กำลังจับจ้องแสงสว่างเบื้องหน้า และเท้าที่กำลังเดินจ้ำเข้าไปหามันเท่านั้น จะไปทำไมไม่รู้ ไม่คิด ไม่สน ช่างมัน แต่ขอให้ไปให้ถึงได้ก่อนเป็นพอ
ทันใดนั้นเอง บังเกิดเสียงครางต่ำๆ เหมือนสัตว์ป่วยดังขึ้นในระยะใกล้ ยีบัดไม่ทันได้ตั้งตัว ถึงกับตกใจสะดุ้งโหยงเกือบล้มลง เขาหยุดเท้ากึก แล้วค่อยๆ เหลียวซ้ายแลขวา ขนาดสภาพถ้ำยังน่ากลัวขนาดนี้ ดังนั้นสภาพสัตว์ที่มาส่งเสียงโหยหวนยอยู่ในถ้ำ ต้องไม่ใช่อะไรที่พึงปรารถนาแน่ๆ ยีบัดสูดหายใจลึก หัวใจเต้นรัว มือข้างหนึ่งกำแน่น ส่วนอีกข้างยันไว้กับต้นมะพร้าวดำข้างๆ ตัว สายตายังคงค่อยๆ กวาดไปมาช้าๆ
ในที่สุด ห่างจากเขาไปข้างหน้าประมาณ 20 กว่าเมตร ณ บริเวณที่เป็นยอดสันเนิน ยีบัดก็สังเกตเห็นสิ่งมีชีวิตอันเป็นที่มาของเสียง ร่างของมันมีลักษณะเหมือนวัวกระทิงขนาดใหญ่สูงเกือบ 2 เมตร แต่แปลกตรงที่มีขนยาวสีดำปกคลุมทั่วทั้งตัว เขาของมันยาวแหลมน่าสะพรึง มันมองมาที่ยีบัด แล้วส่งเสียงครางโหยหวนขึ้นอีกครั้ง
ยีบัดถึงกับใจหายวูบๆ อยู่หลายวินาที ก่อนที่สมองของเขาจะสามารถหาข้อสรุปได้ เกี่ยวกับสัตว์ที่ตนกำลังเผชิญหน้าอยู่
“เฮ้ย นี่มันตัวจามรีนี่หว่า” ยีบัดนึกดังๆ ในใจ “โอ้ยย...ค่อยโล่งอกหน่อย เล่นเอาใจหายใจคว่ำ”
จามรี หรือ yak ซึ่งเป็นวัวขนยาวพันธุ์ท้องถิ่นของที่ราบสูงทิเบต เป็นสัตว์เชื่องๆ ไม่มีพิษมีภัย คนท้องถิ่นแถวนั้น นิยมนำมาเลี้ยงใช้เป็นพาหนะ ขนสัมภาระ หรือไม่ก็เพื่อเอาเนื้อ ขน และนม
ยีบัด เมื่อมีสติตระหนักได้ดังนั้นแล้วก็โล่งใจว่าอย่างน้อยๆ ตัวเองก็ไม่ได้ตกอยู่ในอันตราย อย่างไรก็ตาม ความโล่งใจดังกล่าวถูกไล่หลังมาติดๆ ด้วยความประหลาดใจ
“เฮ้ย ว่าแต่จามรีพวกนี้มันมีแต่ที่แถวเทือกเขาหิมาลัยไม่ใช่เรอะ แล้วนี่มาอยู่แถวนี้ได้ไง เฮ้ย หรือว่าเราถูกน้ำซัดมาไกลขนาดนั้น เป็นไปไม่ได้น่า เป็นไปไม่ได้แน่ๆ ดูยังไงๆ ที่นี่ก็ไม่ใช่หิมาลัยแน่ๆ” ยีบัดรู้สึกสับสนเป็นที่สุด
เขาตัดสินใจค่อยๆ ย่าง 3 ขุมเข้าไปหาเจ้าจามรีผู้ซึ่งยังคงร้องครางอยู่เป็นระยะๆ ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งรับรู้ได้ว่าเจ้าสัตว์ตัวนี้ออกจะน่าสงสารมากกว่าน่ากลัว มันคงจะได้รับบาดเจ็บอะไรบางอย่าง แล้วก็จริงดั่งคาด เมื่อเข้าสู่ระยะประชิด ยีบัดก็เห็นชัดเจน ว่าขาหลังข้างหนึ่งของเจ้าวัวขนปุยตัวนี้ ถูกหนีบติดอยู่ระหว่างต้นมะพร้าวยอดกุดสีดำ 2 ต้น ที่ขึ้นเบียดกัน ขยับไปไหนมาไหนไม่ได้ มิหนำซ้ำ ขาหน้าของมันยังจมลึกลงไปในเมือกบริเวณนั้นซึ่งข้นหนืดกว่าบริเวณอื่นๆ อาจเป็นเพราะได้รับความร้อนจากแสงทำให้ส่วนที่เป็นน้ำระเหยแห้งออกไป
ยีบัด ไม่คิดว่าตัวเองจะมีเรี่ยวแรงพอที่จะไปช่วยอะไรเจ้าจามรีตัวนี้ได้ แต่กระนั้นแล้ว ก็ยังน่าลองดูก่อนสักตั้งหนึ่ง เขาพยายามใช้ด้านข้างลำตัวดันมันให้หลุดจากหล่ม แต่ก็ไม่เขยื้อน จากนั้นลองใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีผลักต้นมะพร้าวที่หนีบขามันอยู่ให้ง้างออก แต่ปรากฏว่าแทนที่จะทำให้อะไรๆ ดีขึ้น เขากลับเสียหลัก ลื่นล้มกลิ้งโค่โล่ สไลเดอร์ลงไปตามเนินฝั่งทางออกสู่ปากถ้ำ
ยีบัดลื่นไถลลงมาด้วยความเร็วสูงในท่าคว่ำหน้าลงกับพื้นแล้วเอาด้านขาลงมาก่อน เขาพยายามไขว่คว้าทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ แต่ดูเหมือนในถ้ำนี้อะไรๆ ก็เมือกลื่นไปหมด ยีบัดยังคงลื่นตัวลงมาอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งความลาดชันของพื้นบริเวณใกล้ปากถ้ำค่อยๆ ลดลงๆ ความเร็วของเขาจึงค่อยๆ ตก และในที่สุดเขาก็สามารถคว้าเกาะต้นเสาต้นนึงเอาไว้ได้สำเร็จ
ยีบัด หยุดหอบหายใจ พร้อมกับพยายามเรียกสติกลับคืนมา แรงกระตุกจากการใช้แขนเกี่ยวต้นมะพร้าวเพื่อหยุดกะทันหันเมื่อครู่ทำเอาไหล่ของเขาเกือบหลุด เขาไม่สนใจเจ้าจามรีนั่นอีกต่อไปแล้ว หรือต่อให้สนก็ไม่มีทางกลับขึ้นเนินนั่นไปได้ง่ายๆ อยู่ดี เมื่อตั้งสติได้แล้ว เขาก็ค่อยๆ พลิกตัวจากท่านอนคว่ำ มาสู่ท่านอนหงาย และค่อยๆ นั่งชันตัวขึ้น
ณ ตำแหน่งนี้ เขาเพิ่งจะได้ได้มองเห็นปากถ้ำแบบเต็มๆ 2 ตาเป็นครั้งแรก แสงจากภายนอกสาดส่องผ่านเข้ามาอย่างเจิดจ้าจนยีบัดต้องหยีตาและยกมือขึ้นป้องหน้า ปากถ้ำมีลักษณะโค้งเป็นครึ่งวงกลมขนาดมหึมา เขากำลังอึ้งกับขนาดของมันซึ่งสูงซักพอๆ กับตึก 10 ชั้น และกว้างพอๆ กับ สนามฟุตบอล แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องตกตะลึงยิ่งกว่า กลับเป็นภาพทิวทัศน์ด้านนอก
ภาพที่เขาเห็น คล้ายกับมุมมองของคนที่กำลังมองออกมาจากหน้าต่างเครื่องบิน ยีบัดมองเห็นท้องฟ้าสีฟ้าสดใสและเมฆก้อนใหญ่ลอยผ่านไปช้าๆ และที่เบื้องล่างที่ไกลออกไปลิบๆ นั่น ก็คือผืนน้ำทะเล เรืองรอง ระยิบระยับ กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
ยีบัดค่อยๆ คุกเข่าคลานเข้าไปหาขอบเหวบริเวณปากถ้ำอย่างช้าๆ เขาไม่ได้เป็นโรคกลัวความสูงอะไรเป็นพิเศษ แต่ต่อให้เขาเป็นนักกระโดดร่มอาชีพ ก็ยังน่าจะต้องมีเสียวๆ หวิวๆ บ้างกับสภาพดังกล่าว หัวใจเขาเต้นแรงจนเริ่มรู้สึกได้ที่หน้าอก มีหลายจังหวะที่แขนขาแข็งแทบจะขยับตัวไม่ได้ด้วยความกลัว จนต้องหยุดสูดหายใจลึกๆ ก่อนแล้วค่อยคืบคลานต่อ และเมื่อมาถึงใกล้ขอบเหว เขาก็พบตัวเองอยู่ในท่าแทบจะนอนหมอบราบกับพื้น ก่อนที่จะชะโงกเฉพาะส่วนหัวออกไปดูว่าข้างล่างเป็นอะไร
สิ่งที่ยีบัดคาดคะเนก็คือ ถ้ำนี้น่าจะอยู่เหนือระดับน้ำทะเลขึ้นมาอย่างน้อยๆ สัก 1 กิโลเมตร เห็นจะได้ หรือบางทีอาจจะมากกว่านั้น เพราะเมฆบางก้อนยังลอยต่ำกว่าระดับที่เขาอยู่ซะอีก
ยีบัดค่อยๆ ชะโงกหน้ามองเข้าหาหน้าผา สิ่งที่เขาเห็นทำให้เขาต้องตกใจแทบสิ้นสติ หากต่อให้มีชีวิตรอดผ่านวันนี้ไป เขาก็ยังไม่แน่ใจนักว่าจะสามารถบรรยายภาพดังกล่าวให้กับคนอื่นฟังเข้าใจได้หรือไม่ อันดับแรก หน้าผาดังกล่าวเมื่อมองลงไปมีลักษณะโค้งนูน สีเขียวเข้ม และแลดูไม่ได้ทำจากหินแน่ๆ มันเป็นวัสดุบางอย่างที่ดูยืดหยุ่นได้เหมือนเนื้อคนมากกว่า อันดับต่อมา ไอ้เจ้าต้นมะพร้าวไร้ใบสีดำที่เขาเจอในถ้ำนั่น มีขึ้นให้เห็นอยู่ทั่วไปบนผนังผา โดยขึ้นหนาแน่นมากในบางบริเวณ แต่กลับไม่ขึ้นเลยในบางบริเวณ อันดับถัดมา หากพยายามมองให้เลยส่วนที่โค้งนูนออกมาลงไปอีก จะเห็นว่าภูผาประหลาดนี้ ตั้งอยู่บนโครงสร้างที่คล้ายๆ ลำขาขนาดใหญ่มหึมา 2 ลำ และอันดับสุดท้าย ซึ่งสำคัญที่สุด เจ้าขา 2 ข้างนี้ กำลังเดินลุยน้ำอยู่
“นี่ลุง ทายถูกป่าว ว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ที่ไหน”
เสียงเรียกดังกล่าว ทำให้ยีบัดสะดุ้งตกใจแทบสิ้นสติอีกเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้แล้วของวันนี้ เขาเด้งผงะออกมาจากขอบเหว แล้วหงายหลังลงมานั่งจั้มเบ้าอยู่กับพื้น ห่างจากตัวเขาออกไปทางซ้ายไม่เท่าไหร่ มีสาวน้อยรูปร่างหน้าตาน่ารักในชุดบิกินี่สีสดใส กำลังนั่งห้อยขาอยู่ที่ขอบเหว เธอมองมาที่ยีบัดด้วยสีหน้าทะเล้น พร้อมกับส่งเสียงหัวเราะคิกคัก
“55 ทายไม่ถูกใช่มั้ยล่ะลุง ยอมรึยังล่ะคะ จะให้หนูเฉลยให้มั้ย ฮิฮิ”
ยีบัดยังคงอ้ำอึ้ง
“นี่ ตอนนี้น่ะ เรากำลังนั่งอยู่ในรูจมูกของมนุษย์ต่างดาวยักษ์เขียวไงเล่า.. โหย.. แค่นี้ก็ไม่รู้... ลุงนี่ ”
ยีบัดหน้าเหวอไปพักใหญ่ก่อนจะเริ่มเหลียวมองรอบๆตัว เขาก้มมองเมือกที่นองอยู่บนพื้นสีชมพูอ่อนยวบยาบ แหงนมองบรรดาต้นมะพร้าวยอดกุดสีดำที่ขึ้นซ้อนไปซ้อนมา จากนั้นหันกลับไปมองที่สาวน้อย คิ้วของเขาเริ่มขมวดเข้าหากัน ปากอ้าแต่ไม่มีเสียงออกมา แต่ในที่สุดเขาก็ตอบกลับไปว่า
“รูจมูก.. จะว่าไป พอพูดขึ้นมามันก็ดูเหมือนอยู่หรอกนะ แต่ไม่น่าจะใช่ เพราะถ้าเป็นอย่างงั้น ทำไมไม่เห็นมีลมหายใจเลย รูจมูกใหญ่ขนาดนี้ถ้ามันหายใจออกทีนึงเราไม่ถูกเป่ากระเด็นไปไกลแล้วเรอะ”
สาวน้อยเงียบไปพักนึงก่อนที่จะหัวเราะโพล่งออกมา
“เอ่อ มีอะไรน่าขำเหรอหนู”
“555 ลุงนี่ตลกจริงๆ โอ้ย.. ก็คนทั่วไปพอเค้าได้ยินว่าตัวเองติดอยู่ในรูจมูกยักษ์ต่างดาว ปฎิกริยาตอบสนองแบบปกติ มันก็น่าจะเป็นแบบ “จะบ้าเหรอ” ไม่ก็ “พูดจาเหลวไหลน่า” อะไรแบบนี้ไม่ใช่เหรอ เพิ่งจะเคยเห็นคนมานั่งวิเคราะห์จริงๆ จังๆ แบบลุงเนี่ยแหละ 555 โอ้ย ขำ ”
“อืมม.. มันก็จริงนะ..อืมม.. ว่าแต่หนูนั่งซะริมแบบนั้นไม่เสียวหรือไง ถอยมานั่งแถวนี้ดีกว่านะลุงว่า”
“โหย ไม่เป็นไรหรอกลุง เจ้ายักษ์นี่มันเดินนิ่มยังกะอะไรดี ก็คงเหมือนเวลาเราอยู่บนอะไรที่ใหญ่มากๆ อย่างเช่นโลกเนี่ย เราก็ไม่รู้สึกไม่ใช่เหรอ ว่าจริงๆ แล้วโลกมันกำลังหมุนอยู่น่ะ อะนะ แต่เอาเหอะ สงสัยลุงคงไม่กล้ามานั่งกะหนูแน่เลย งั้นเดี๋ยวหนูลุกไปนั่งข้างลุงแทนก็ได้”
ว่าแล้วสาวน้อยก็ลุกขึ้นยืนอย่างกระฉับกระเฉง บิดขี้เกียจ 1 รอบ แล้ว โดดหยองแหยงมานั่งลงขัดสมาธิข้างๆ ยีบัด
“จะว่าไป หนูว่าที่ลุงพูดมันก็จริงนะ ถ้าในถ้ำนี่มันเป็นรูจมูกจริง มันก็แปลกๆ อยู่ เพราะไม่เห็นมีลมเข้าลมออกอย่างที่ลุงว่าจริงๆ ด้วย เอ..แต่ไม่แน่นะ ไอ้มนุษย์ต่างดาวนี่อาจจะเอาแท็งค์อากาศมาจากดาวมันด้วยก็ได้ เลยไม่ต้องหายใจทางจมูกไง ก็เหมือนเวลาเราไปดำน้ำก็เอาแท็งค์อ็อกซิเจนไปด้วยไงลุง โห่ เป็นไงล่ะ ใช่มะๆ”
“อืมม ก็ใช่นะ แต่ถ้าเป็นแบบนั้น มนุษย์ต่างดาวมันจะลงทุนแบกอ็อกซิเจนใส่แท็งค์มาถึงนี่เลยเรอะ แถมตัวใหญ่ขนาดนี้น่าจะใช้เยอะนา จะเอาใส่แท็งค์มาพอเหรอ อืมม.. ลุงว่าเผลอๆ มันอาจจะมีเครื่องฟอกอากาศแบบต่อเชื่อมต่อเข้ากับกระแสเลือดมันโดยตรงเลยก็ได้นะ แบบแปลงอากาศโลกให้เหมาะสมก่อนแล้วก็ฉีดเข้าเลือดไปเลย แล้วในขณะเดียวกันก็คอยดูดก๊าซเสียจากเลือดไปปล่อยทิ้งให้ด้วย เหมือนเครื่องฟอกเลือดปอดเทียมที่เค้าใช้กันตามโรงพยาบาล”
“อืมมม...ใช่เลยๆ ไอเดียไฮโซมากลุงนี่ อืมม ตกลงว่าเป็นรูจมูกแหละดีแล้ว เพราะถ้ามันเป็นรูอย่างอื่น หนูก็ไม่อยากจะคิดจินตนาการเหมือนกัน ว่ามันจะเป็นรูอะไร เออแต่นอกจากเรื่องรูจมูกแล้วหนูรู้สึกติดใจอยู่ตรงนึงอะ ว่านี่มันคือยักษ์แน่เหรอ บางทีอาจจะเป็นพวกเราที่ถูกย่อส่วนจนเหลือตัวเท่าเชื้อโรคแล้วมาติดอยู่ในรูจมูกคนธรรมดาคนนึงก็ได้นะ”
“เออ น่าสนใจนะ แต่ลุงว่าไม่ใช่หรอก ไม่งั้นมองไปข้างนอกจะเห็นเมฆเรอะ”
“เอ้อ จริงด้วยๆ แหมหนูก็ลืมไป อืมม สรุปว่าประเด็นรูจมูกตกไปแล้ว ประเด็นเรื่องยักษ์ก็ตกไปแล้วนะลุงนะ ทีนี้ก็เหลือแค่ประเด็นมนุษย์ต่างดาว ว่าไอ้เนี่ยมันใช่รูจมูกยักษ์ที่มาจากต่างดาวแน่เหรอ”
“นั่นสินะ ถ้านี่เป็นมนุษย์ต่างดาวจริงลุงก็ว่ามันมีอะไรแปลกๆ ทะแม่งๆ อยู่เหมือนกัน อย่างอันดับแรกลุงว่าลักษณะมันเหมือนคนเกินไป”
“ใช่เลยๆ ลุง หนูก็ว่าเหมือนกัน เห็นแบบนี้เนี่ย หนูน่ะ เป็นถึงผู้คลั่งใคล้เรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวเลยเชียวนะ เป็นแฟนพันธุ์แท้เลยก็ว่าได้ นี่ๆ หนูเคยอ่านมา เค้าบอกว่าจริงๆ แล้ว คำว่ามนุษย์ต่างดาวน่ะ มันสื่อความหมายผิด จริงๆ ควรจะเรียกว่า สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาวมากกว่า เพราะถ้าเกิดพวกมันมีจริงละก็ ไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่พวกมันจะต้องวิวัฒนาการออกมามีรูปร่างเหมือนมนุษย์เรา เผลอๆ อาจจะเป็นก้อนกลมๆ อะไรซักอย่างก็ได้ ตอนแรกๆ หนูเคยคิดว่าพวกหนังที่ทำมนุษย์ต่างดาวออกมาหน้าตาคล้ายๆ คนหัวโตๆ นี่ ปัญญาอ่อนสิ้นดี มันจะไปหน้าตาแบบนั้นได้ไง ถ้าแค่บนดาวพวกมันมีแต่น้ำนี่ มันก็ไม่น่าจะมีแขนมีขาแล้ว หรือถ้ามีก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องมี 2 แขน 2 ขา อย่างพวกเราเลย มีซัก 5 ขาก็ไม่น่าจะแปลกอะไร ที่เรามี 2 แขน 2 ขา นี่ก็เพราะบรรพบุรุษเราเป็นลิง เราก็เลยแค่รับช่วงต่อมา แค่นั้นเอง มนุษย์ต่างดาวมันก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องมีบรรพบุรุษเป็นลิงเหมือนเราซักกะหน่อยนี่ ใช่มะๆ .. แต่นี่พอมาเห็นไอ้ยักษ์ตัวนี้แล้ว ปรากฏว่า มี 2 มือ 2 เท้า เดิน 2 ขา แถมมีขนจมูกอีกตะหาก หนูว่ามันเว่อร์มากๆ เห็นแล้วรู้สึกเสื่อมศรัทธาในความเชื่อตัวเองยังไงก็ไม่รู้”
“ นั่นน่ะสินะ แต่ไอ้การที่มันมีรูจมูกนี่ ก็อาจจะเป็นการบ่งบอกเฉยๆ ก็ได้ว่า บังเอิญ สิ่งมีชีวิตบนดาวมันก็มีความจำเป็นต้องหายใจโดยใช้แก๊ซเหมือนกัน ก็เลยต้องมีรูให้อากาศเข้าเหมือนๆ กัน แต่เรื่องขนจมูกนี่ อืมม.. หรือว่าเป็นเพราะเมื่อต้องหายใจเอาอากาศเข้าไป ก็เลยจำเป็นต้องมีระบบสำหรับกรองเศษสิ่งแปลกปลอมเหมือนกัน ขนจมูกก็เลยวิวัฒนาการเกิดขึ้นมาซ้ำกะของเรา เฮ้ยแต่เดี๋ยว มันมีขนตามตัวด้วยนี่นะ เออ อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าอย่างของเรามันเอาไว้รักษาความอบอุ่นใช่มะ แต่อย่างของมันนี่ตัวอ้วนออกขนาดนี้ ยังไงๆ ก็เก็บความร้อนได้ดีอยู่แล้ว อืมม.. จะว่าไป ลุงสงสัยมากกว่าว่ามันตัวใหญ่ขนาดนี้นี่ กว่าจะโตได้ขนาดนี้จะมีอายุเท่าไหร่ แล้วร่างกายมันจะรับน้ำหนักไหวได้ยังไง ดูสิเดินแค่ 2 ขาด้วยนะ เอ หรือว่าที่ดาวมันแรงดึงดูดน้อย ก็เลยสามารถโตได้ซะขนาดนี้ แต่ เอ้..ตอนนี้ก็เห็นมันเดินบนโลกได้สบายใจเฉิบนี่นา อืมม..น่าคิดๆ แล้วไหนจะเรื่องตัวสีเขียวอีก โอ้ยคิดแล้วยิ่งปวดหัว”
“ใช่ๆ ตัวเขียวนี่ หรือว่าเป็นเพราะมันมีสาหร่ายขึ้นอยู่ในตัวคอยสังเคราะห์แสงให้ เอ๊ะ ถ้าเป็นอย่างงั้นก็แปลว่ามันไม่ต้องกินข้าวน่ะสิ แล้วงี้มันจะมีปากรึเปล่าเนี่ย จะว่าไปหนูยังไม่เคยเห็นหน้าเต็มๆ มันเลยอะว่าหน้าตาเป็นยังไง จากมุมนี้มันมองยังไงก็มองไม่เห็น ว้า.. น่าเสียดายจัง”
“อืมม จริงด้วยนะ ตกลงก็ยังสรุปไม่ได้เลยว่ามันเป็นมนุษย์ต่างดาวรึเปล่า แต่ถ้ามันไม่ได้มาจากต่างดาว ก็แสดงว่าบนโลกเรามีไอ้ตัวพันธุ์นี้อยู่แล้วเนี่ยนะ แล้วที่ผ่านมาทำไมไม่เคยมีใครเห็นมัน จะว่าไป ไอ้เจ้านี่มันฉลาดจริงรึเปล่า ยังไม่รู้เลย ก็เห็นมันแค่เดินลุยน้ำไปเรื่อยๆ เฉยๆ แต่หืม ดูสิ ตัวมันใหญ่จริงๆ นะ ตะกี้ที่มอง น้ำทะเลนี่สูงแค่หน้าแข้งมันเอง ..อืมม จะเป็นสัตว์ของโลกเราก็ไม่น่าใช่ ครั้นจะมาจากต่างดาวก็ไม่น่าใช่อีก เอ.. แล้วถ้าสมมุติมันมาจากต่างดาวจริง แล้วมันมาทำอะไรละเนี่ย โอ้ย ยิ่งคิดยิ่งปวดหัวอีกแล้ว”
“หนูว่าลุงน่ะไม่ได้ปวดหัวเพราะคิดมากหรอก ลุงลองจับไท้ทอยข้างซ้ายลุงดูสิ บวมเป่งอย่างกะลูกมะนาวแน่ะ แต่เอาเถอะๆ สงสารคนแก่นะ จะไม่ชวนคุยเรื่องเครียดๆ ละ งั้นเรามาเปลี่ยนเรื่องคุยกันดีก่าหนูว่า.. อืมม..โอเค งั้นเริ่มจากนี่เลยละกัน... ก่อนหน้าที่จะมาติดอยู่ที่เนี่ย ลุงกำลังทำอะไรอยู่เหรอ..”
“อ๋อ.. อื้ม จะว่าไปเราควรจะถามเรื่องพวกนี้กันก่อนตั้งแต่แรกแล้วนะ แต่เอาเถอะ คือ อืมม.. คือลุงเป็นนักชีววิทยาทางทะเลน่ะนะ อืมม.. ก็ไม่รู้หนูจะรู้จักรึเปล่า..เอ่อ ก็คือ ออกมาเก็บตัวอย่างแพลงตอนน่ะ เพื่อจะเอาไปดูว่าช่วงนี้มี plankton ที่เป็น introduced species .. เอ้อ ลืมตัวไป ช่างมันเถอะ เรื่องทางเทคนิคน่ะ หนูคงไม่เข้าใจหรอก”
“อ่าว ซะงั้นอะลุงอะ ดูถูกกันจริง แพลงตอน พวกสัตว์ตัวจิ๋วๆ ในน้ำใช่ม้า หนูรู้จักนะ ทำไมจะไม่เข้าใจ”
“เอ่อจริงๆ มันรวมพวกสาหร่ายด้วย แต่เอ้ อืมม ก็ประมาณนั้นแหละ เอาเป็นว่าลุงพยายามจะศึกษาว่า ไอ้การที่แถวนี้มันมีเรือสินค้ามาลงเยอะๆ จากหลายๆ ประเทศเนี่ย มันพาตัวอะไรแปลกๆ ติดมากะน้ำใต้ท้องเรือมั่งรึเปล่า เพราะว่า..”
“อ๋อ ให้หนูเดานะ เพราะเดี๋ยวเผื่อมันเป็นตัวอันตรายมาทำร้ายสัตว์บ้านเราอะไรแบบนั้นใช่มะ..”
“เอ้อ อืมม นั่นแหละๆ 55 ใช้ได้นี่ เก่งมาก..”
“55 แหม อย่างหนูทั้งสวยทั้งเก่งอยู่แล้น 55 ขอบคุณค่า ”
“เอ้อ ไงก็แล้วแต่ ลุงกำลังลากสวิงอยู่หลังเรือ ก็รู้สึกเหมือนถูกคลื่นเหวี่ยงลอยขึ้นไปสูงมากๆ แล้วจากนั้นสงสัยตกลงมาหัวฟาดเรือหรือไงเนี่ย แล้วก็ไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว จนมาฟื้นอีกทีที่เนี่ย ยังคิดไม่ออกเลยมาได้ไง”
“อืมม.. ไอ้ยักษ์นี่อาจจะไปหกล้มตรงที่ลุงอยู่พอดีก็ได้มั้ง แล้วน้ำก็อาจจะกระเด็นเข้าจมูกมัน เลยพาลุงไปติดอยู่ด้วยไง ฮิๆ เป็นไปได้มะ ลุงว่า”
“ก็อาจจะเป็นงั้นนะ จะว่าไปลุงยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อด้วยซ้ำว่านี่เป็นเรื่องจริงน่ะ ยังลุ้นอยู่เลยว่าเดี๋ยวอาจจะตื่นขึ้นมาบนเตียงที่บ้านก็เป็นได้”
“ฮะๆ ได้แบบนั้นก็ดีสิลุง ว่าแต่ลุงเก็บตักแพลงตอนอยู่แถวไหนล่ะตอนที่เกิดเหตุน่ะ”
“อ๋อ ก็แถวๆ แหลมฉบังน่ะ อืมม..ว่าแต่หนูล่ะ เรื่องราวเป็นยังไงก่อนจะมาติดอยู่บนนี้”
“อื้ม ของหนูเนี่ยนะ เมื่อประมาณสามสี่วันก่อนหรือไงเนี่ยแหละ อยู่บนนี้มันไม่ค่อยแน่ใจเรื่องเวลาเท่าไหร่ แต่ก็คือนะ ตอนนั้นก็กำลังสน็อคเกิ้ลดูปะการังอยู่แถวภูเก็ตนู่น กำลังแบบเคลิบเคลิ้มไปกับความงามเลยนะ แล้วอยู่ดีๆ ก็โดนน้ำดูดอย่างรุนแรง พอจมลงไปปุ๊บก็สำลักน้ำ ขาดอากาศหายใจทุรนทุรายจนสลบไป ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองตายแล้วล่ะ แต่ก็มาฟื้นอีกทีบนเนี้ย ตอนแรกก็งงเต้กเลย ว่ามาโผล่ที่ไหน ก็คงคล้ายๆ ลุงแหละมั้ง”
“จริงเหรอ มิน่าล่ะ มาทั้งชุดบิกินี่เลย.. อ้าว แล้วงี้ พ่อแม่ของหนูล่ะ....โอ๊ะ เอ่อ ขอโทษนะที่ถาม พวกท่านคงจะไม่..เอ่อ..”
“อ๋อ แม่หนูเสียนานแล้วค่ะ ส่วนพ่อกับน้องชายอยู่กรุงเทพ นี่หนูแค่ลงไปเที่ยวกับเพื่อนช่วงปิดเทอมเฉยๆ....... อื้ม แล้วว่าแต่คุณลุงล่ะคะ มีครอบครัวรึยังเนี่ย”
“อืมม...โอ้ย อย่าว่าแต่ครอบครัวเลย อยู่มา 40 ปีแล้ว แฟนลุงยังไม่เคยมีเลย”
“เฮ้ย เจงดิ ล้อเล่นน่ะลุง”
“พูดจริงๆ”
“ทำไมอะ”
“ก็นะ ถ้าเล่าแล้วเรื่องมันก็ยาว แต่ก็เอาเหอะ สรุปว่าคนอ้วนหน้าตาอย่างลุง วันๆ เอาแต่วิจัยแพลงตอนเนี่ย สาวๆ ที่ไหนจะมาสน”
“โถลุง พูดซะน่าสงสารเชียว หนูว่าลุงก็น่ารักดีออก เก่งด้วย อืมม... นี่ๆ ถ้าเรารอดไปได้ ลุงแต่งงานกะหนูเอามะ”
“เหอะๆๆ ในสถานการณ์แบบนี้ยังมีอารมณ์มาพูดเล่นแกล้งคนแก่อีกนะเรา”
“โหย ลุงเนี่ยก็ ไม่รับมุขกันบ้างเลย.. เอ แต่หนูว่าลุงดูมีเสน่ห์แบบแปลกๆ ดีจริงๆ นะ ดูดิ หุ่นก็ออกจะอาเสี่ย ฮิๆๆ”
“แน่ะๆ ยังไม่เลิก.. นี่ ถามจริงเหอะ ไม่ตื่นตระหนก หรือเศร้าโศกอะไรมั่งเหรอ ยังสาวยังแส้ต้องมาติดอยู่ในรูจมูกมนุษย์ต่างดาวยักษ์เขียวเนี่ย ไปไหนก็ไม่ได้ ข้าวก็ไม่มีให้กิน นี่ถ้าไม่อดตาย ก็สงสัยโดนสั่งทิ้งเป็นขี้มูกตาย”
“โหยลุง ตอนติดมาแรกๆ หนูร้องไห้ไปเรียบร้อยแล้ว 3 วัน 3 คืน เพื่อนสนิทหนูก็หายหมด คงไม่ได้เจอกันอีก ไหนจะคิดถึงพ่อกับน้อง ไหนจะความฝันที่อยากเป็นนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ ตอนนี้ ไม่เหลือซักอย่างแล้ว.. แต่ก็ไม่รู้สิ พอหลังจากได้ร้องจนไม่รู้จะร้องยังไงแล้ว น้ำตามันก็แห้งไปเอง.. ตอนนี้มันจะเป็นยังไงหนูก็ไม่สนใจแล้วล่ะค่ะ แค่ได้เจอเพื่อนคุยน่ารักๆ อย่างลุงอยู่ร่วมกันก่อนตายนี่ หนูก็ดีใจแทบกรี๊ดแล้ว.. เอ้อ ว่าแต่ว่า เรื่องอดตายเนี่ยลุงไม่ต้องกลัวหรอกนะ เพราะไอ้ขี้มูกมนุษย์ต่างดาวเนี่ยกินได้ หนูไม่มีไรทำเลยลองกินดูมา 2 วันแล้ว อร่อยดี เค็มๆ กินแล้วไม่ท้องเสียด้วย”
“…..”
“เอ้อใช่! ก่อนหน้านี้ ตอนหนูขึ้นมาใหม่ๆ เจอป้าคนจีนคนนึงด้วย สงสัยแกติดมาก่อนหนูนานแล้ว ตัวงี้ซูบผอมเชียว เหลือแต่กระดูก ตอนแรกหนูพยายามจะเข้าไปคุยด้วย แต่พูดกันไม่รู้เรื่องสุดท้ายก็เลยต่างคนต่างอยู่ พอวันถัดมา หนูเห็นแกเดินไปยืนพูดคนเดียวอยู่ตรงขอบเหวเนี่ย เสร็จแล้วอยู่ๆ ก็กระโดดลงไปเฉยเลย หนูห้ามไม่ทัน ตกใจมาก ยิ่งช่วงนั้นกำลังเศร้าอยู่ด้วย เกือบจะคิดโดดด้วยแล้วเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจอยู่ดูต่อดีกว่า เผื่ออะไรๆ มันจะดีขึ้น.. แล้วก็เป็นจริงดังคาด เพราะในที่สุด วันนี้ฟ้าก็ส่งชายในฝันมาให้แก้เหงา 55 เพราะงั้นลุงห้ามโดดหนีหนูไปเด็ดขาดนะ สัญญาด้วย”
“จ้ะ จ้ะ โอเคจ้ะ ลุงให้สัญญาว่าจะไม่โดดนะ เพราะจริงๆ ลุงก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าไอ้ยักษ์นี่มันจะเดินไปถึงไหน เท่าที่ฟังดูรู้สึกเหมือนมันจะเลาะลงมาจากแถบเมืองจีน ผ่านทิเบต แล้วตัดข้ามพม่ามาทะเลอันดามัน จากนั้นค่อยขึ้นกลับมาอ่าวไทย แล้วตอนนี้เราอยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่ดูน้ำยังตื้นอยู่ อาจจะยังเป็นอ่าวไทยอยู่น่ะแหละ.. เอ้อใช่! ตะกี้ลุงเจอตัวจามรีจากทิเบตติดอยู่ตรงแถวนู้นด้วย เอ๊ แต่มันก็อยู่ไม่ไกล หนูอาจจะเคยเห็นมันแล้วมั้ง”
“อ๋อ น้องถั่วแระนี่เอง..แหะๆ หนูตั้งชื่อให้มันด้วยนะ ตั้งตามหมาที่บ้านน่ะ นอนกอดมันมา 2 คืนแล้วด้วยนะ อุ่นดี.. อ๋อ ตกลงมันคือตัวจามรีหรอกเหรอ หนูนึกว่ามันเป็นวัวไบซันซะอีก.. ”
“อืม ก็ใกล้เคียงนะ เป็นวัวประเภทขนยาวๆ คล้ายๆ กัน แต่ไบซันอยู่อเมริกา.. อืมม น้องถั่วแระ งั้นเหรอ ฮะๆ ชื่อน่ารักดีนะ”
“ช่าย น้องถั่วแระน่ารักมากเลย เชื่องมาก แต่ก็น่าสงสารด้วยแหละ เพราะติดอยู่ตรงนั้นไปไหนมาไหนไม่ได้เลย ร้องครวญครางทั้งวัน”
“ไว้รอมันตายแล้วเราจับมาย่างกินดีมะ”
“บ้า ลุงอะ! ใจร้าย”
“555 ลุงล้อเล่นน่า ยังไงๆ มันก็เป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมกับเราใช่มะ เป็นไงล่ะโดนคนแก่แกล้งเข้าให้บ้างน่ะ”
“555 ลุงบ้า” . .. ... ......
ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม และจากส้มสู่แดง สู่ม่วง สู่ชมพู จนกระทั่งดวงอาทิตย์ค่อยๆ ละลายหายไปในทะเลราวกับไอสครีมก้อนหนึ่ง
“อย่างน้อยๆ บนนี้ก็วิวสวยนะ” ยีบัดกล่าว ขณะนั่งห้อยขาอยู่ริมขอบเหว
สาวน้อยไม่พูดอะไร เดินมาหย่อนก้นนั่งลงข้างๆ เงียบๆ พร้อมกับค่อยๆ เอียงคอซบลงบนไหล่ของเขา
....................................
“ลุงๆๆ ตื่นได้แล้วๆ มาดูนี่สิ“
“หืมมม ...” ยีบัดยังคงสลึมสลือบิดขี้เกียจส่งเสียงอู้อี้ไม่ได้ศัพท์อยู่บนกองขนอันปุกปุยของเจ้าถั่วแระ
“มาดูเร็วลุง เจ้ายักษ์มันกำลังช้อนปลาวาฬอยู่แน่ะ”
“หา อะไรนะ!” ยีบัดโผลงตัวลุกขึ้นอย่างฉับพลัน จนเจ้าถั่วแระตกใจร้องโวยวาย
เขารีบวิ่งลงเนินมาดูที่ใกล้ๆ ขอบปากถ้ำ ระหว่างทางเกือบหัวคะมำไปหลายรอบ เมื่อมาถึง สาวน้อยยืนคอยท่าเขาอยู่ก่อนแล้ว ยีบัดสูดหายใจลึกๆ เข้าเต็มปอดก่อนที่จะต้องอ้าปากค้าง ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า คือ ลำแขนขนาดมหึมาของ 2 ข้างกำลังยื่นยาวออกไป มือข้างหนึ่งถือสวิงช้อนปลาแบบเดียวกับที่คนใช้กันตามงานวัดไม่มีผิด แต่ขนาดของอภิมหากระชอนอันที่เขากำลังมองเห็นอยู่นี้ยากที่จะประเมินได้ด้วยสายตา เอาเป็นว่า เพียงแค่รูตาข่ายรูหนึ่งของมัน ก็ใหญ่เพียงพอที่จะให้ช้างลอดได้ 3 ตัว ดังนั้นสิ่งใดก็ตามที่จะสามารถถูกจับติดขึ้นมากับสวิงนี้ได้ ย่อมต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 10 เมตร อย่างแน่นอน
เจ้ายักษ์เขียวกำลังขะมักเขม้นใช้สวิงดังกล่าวช้อนควานไปควานมาในมวลน้ำ ซึ่งขณะนี้มีระดับความลึกสูงขึ้นมาจนถึงช่วงที่น่าจะเป็นสะดือของมัน มืออีกข้างหนึ่งของเจ้ายักษ์จุ่มอยู่ใต้น้ำ กำลังคอยป้องกวาดไล่เอาตัวอะไรบางอย่างเข้ามาติดกับในสวิง ไม่นาน มันก็ได้สิ่งมีชีวิตขนาดยาวประมาณ 20 กว่าเมตรขึ้นมาตัวหนึ่ง เจ้ายักษ์เอามือซ้ายรองข้างใต้ของกระชอนแล้วรีบยกขึ้นมามองดูใกล้ๆ สำหรับมันแล้ว ปลาวาฬตัวที่อยู่ในนั้นคงให้ความรู้สึกเหมือนเราตักได้ปลาหางนกยูงมา 1 ตัว
“นั่นปลาอะไรอะลุง”
“อืมม เดี๋ยวแป๊บนึงนะ โอเค เท่าที่ดูคิดว่าน่าจะเป็นปลาวาฬฟิน (fin whale) นะ เจ้านี่ตัวใหญ่เป็นน้องรองจากแค่ปลาวาฬสีน้ำเงินเท่านั้นเอง เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว”
“หืมม.. พอมาอยู่ในมือเจ้ายักษ์เขียวนี่ดูยังกะเป็นปลาซิวไปเลยนะ.. แล้วนี่มันจะจับปลาวาฬมาทำอะไรเนี่ย เอาขึ้นมาจากน้ำนานๆ เดี๋ยวมันก็หายใจไม่ออกตายหรอก”
“อืม ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกพวกนี้มันหายใจด้วยปอดน่ะ”
“อ๋อ เออใช่ ปลาวาฬไม่ใช่ปลานี่เนอะ แต่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หนูลืมไป แหมเสียแรงเคยเรียนมาแล้ว” ทั้งสองมองดูเจ้ายักษ์ค่อยๆ เคาะปลาวาฬให้หลุดออกจากกระชอนมาสู่อุ้งมือซ้ายของมัน จากนั้นค่อยๆ กำมันไปปล่อยในขันน้ำสีชมพูขนาดยักษ์ที่ลอยอยู่อีกด้านหนึ่งของทะเล
“เฮ้ลุงๆ ในขันนั้นมีตัวอะไรอยู่ด้วยตัวนึงน่ะ”
“เอ่อ นั่นมัน อ๋อ ลายจุดๆ แบบนี้ค่อนข้างชัดเจนเลย นั่นมันฉลามวาฬน่ะ”
“อ๋อๆ ฉลามวาฬหนูรู้จัก เคยดูทางช่องสารคดี ที่ว่าเป็นยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งท้องทะเล กินแต่แพลงตอนเป็นอาหารนั่นใช่มะ”
“ใช่ๆ ไอ้เจ้าปลาวาฬฟินที่เพิ่งเอามาลงนี่ก็กินแพลงตอนเหมือนกันนะ พวกนี้ไม่มีฟันหรอก มีแต่ซี่ๆ ที่เอาไว้กรองกินแพลงตอนจากน้ำอย่างเดียว ตลกดีนะสัตว์ตัวใหญ่ขนาดนี้ กลับเลี้ยงชีพด้วยการกินอาหารเล็กจิ๋วขนาดนี้ ไม่รู้ต้องกินกี่ตัวถึงจะอิ่ม แต่ก็นะ ยังไงๆ ในน้ำก็มีพวกแพลงตอนอยู่เหลือเฟือ พอให้มันกินได้จนพุงกางแหละ เรื่องนี้ลุงรู้ดี”
“55 เออใช่ ลุงเป็นแพลงตอนเอ็กซ์เปิร์ตนี่เนอะ เฮ้ลุงๆ ดูดิเจ้ายักษ์มันมีการเอาป้ายมาแปะที่ข้างขันด้วย แต่เขียนด้วยภาษาต่างดาวอะไรไม่รู้อ่านไม่ออกอะ”
“ก็สมควรอยู่หรอกนะที่จะอ่านไม่ออก แต่เอ เจ้ายักษ์นี่มันคงไม่รู้หรอกมั้งนะว่า ฉลามวาฬกับปลาวาฬนี่เป็นสัตว์คนละจำพวกกันเลย ดันเอามาใส่รวมในขันเดียวกันซะงั้นน่ะ ดูดิ นั่นขันสีเหลืองข้างๆ ก็มีฉลามขาวอยู่รวมกับปลาวาฬเพชรฆาต สงสัยมันคงดูแยกแค่ว่าเป็นประเภทมีฟันกะไม่มีฟันแค่นั้นมั้ง”
“เอ ลุง แล้วตกลงปลาวาฬมันไม่ใช่ปลา แต่ทำไมมันรูปร่างไปเหมือนปลาเด๊ะเลยอะ งี้ถ้าหนูเป็นไอ้ยักษ์นี่หนูก็แยกไม่ออกเหมือนกันนะเนี่ย เอ้อ แล้วปลาวาฬเนี่ยไหนๆ มันก็อยากจะทำตัวเป็นปลาแล้ว ทำไมมันไม่หายใจด้วยเหงือกซะเลยล่ะ ต้องขึ้นมาหายใจพ่นน้ำฟู่ๆ บ่อยๆ แบบนี้ไม่เหนื่อยแย่เหรอ”
“ก็นะ เรื่องราวบนโลกเรามันก็มีความเป็นมาที่ซับซ้อนน่ะนะ อย่างฉลามนี่มีมาบนโลกเราเป็นหลายร้อยล้านปีแล้ว แต่ปลาวาฬนี่เพิ่งจะมามี ที่เค้าศึกษากันก็พบว่าเมื่อก่อน สมัยประมาณ 50 ล้านปีที่แล้วโลกเรายังไม่มีปลาวาฬเลย มีแต่บรรพบุรุษของพวกมันซึ่งน่าจะเคยเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่บนบกมาก่อน เค้าก็สันนิษฐานจากฟอสซิลกันว่ามันน่าจะเป็นสัตว์จำพวกกีบคู่แบบประมาณ หมู อูฐ ยีราฟ อะไรพวกนั้น ที่น่าประหลาดดีก็คือ พอลองตรวจ DNA ดูปรากฏว่า ในบรรดาสัตว์กีบคู่ที่มีอยู่ทุกวันนี้เนี่ย ฮิปโป จัดได้ว่าเป็นญาติที่ใกล้เคียงกับปลาวาฬมากที่สุด”
“ฮิปโปเนี่ยนะ 555 แต่คิดไปคิดมา ก็พอนึกภาพออกนะ อ้วนๆ เหมือนกัน”
“ใช่ บรรพบุรุษของปลาวาฬเมื่อก่อนก็อาจจะหากินตามใกล้ๆ น้ำแบบฮิปโปนี่ก็เป็นได้ แต่จากนั้นมา ในบรรดาลูกแต่ละรุ่นๆ ไอ้พวกที่ออกมามีลักษณะไปใกล้เคียงปลาโดยบังเอิญ อย่างเช่น ตีนอาจจะออกมาแบนๆ คล้ายๆ ครีบ หน่อย รูปทรงอาจจะเพรียวขึ้นหน่อย ก็อาจจะทำให้ว่ายน้ำเก่ง หากินได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าตัวอื่นๆ มันก็อยู่รอดได้ ทิ้งลูกทิ้งหลานเอาไว้ แล้วก็ค่อยๆ สะสมความเปลี่ยนแปลงเนี่ยไปเรื่อยๆ จนผ่านไปหลายล้านปีถึงได้รูปร่างแบบทุกวันนี้ออกมา ส่วนไอ้ช่วงระหว่างกลางที่กำลังเปลี่ยนนั่น เค้าก็เจอฟอสซิลเยอะแยะ อย่างเช่นซากปลาวาฬโบราณที่ยังคงมีขาหลังอยู่อะไรแบบนี้”
“โห อืมม น่าสนใจนะลุง หนูอยากเห็นไอ้ฟอสซิลที่ว่าจัง เอ้อ แล้วตกลงทำไมพอวิวัฒนาการนานๆ ผ่านไป มันถึงต้องออกมาเหมือนปลาด้วยล่ะ”
“อืมม ก็อาจจะเป็นรูปร่างที่ได้รับการพิสูจน์แล้วจากธรรมชาติละมั้ง ว่าถ้าอยู่ในน้ำละก็ รูปร่างแบบนี้จะเหมาะที่สุด เวิร์คสุด ต่อให้ใครก็ตามคิดจะวิวัฒนาการลงมาอยู่ในน้ำ สุดท้ายก็คงออกมารูปร่างไม่พ้นแบบนี้หรอก ดูอย่างนกเพนกวินสิ นั่นก็อีกตัวอย่างนึง เป็นนกแท้ๆ ใช่มะ แต่พออยู่ในน้ำก็ว่ายยังกะปลาแน่ะ แหลมหัวแหลมท้าย มีครีบเหมือนกันด้วย”
“อืมม จริงด้วยเนอะ แต่อ่าวแล้วงี้ ลุงยังไม่ได้เล่าเลยว่าทำไม มันไม่เปลี่ยนมาหายใจด้วยเหงือกแบบปลาน่ะ ถ้าเกิดธรรมชาติจะคัดเลือกให้เกิดสิ่งที่เหมาะที่สุดจริง มันก็น่าจะทำให้ปลาวาฬมีเหงือกได้สิ”
“อืมม.. ข้อนี้ เล่นเอาลุงอึ้งไปเหมือนกันแฮะ แต่นะ ลุงคิดว่า มันน่าจะเป็นเพราะของบางอย่างมันฝังรากลึกแล้วก็เปลี่ยนแปลงได้ยากกว่าอย่างอื่นๆ ละมั้ง อย่างแขนอย่างขานี่ เรายังพอจินตนาการได้ว่า เออลูกฮิปโปบางตัวออกมาขาสั้น บางตัวออกมาขายาว อันไหนเหมาะกว่า ทำให้อยู่รอดได้ดีกว่าก็ค่อยๆ ถูกคัดเลือกไป แต่อย่างปอดนี่ มันไม่ใช่เป็นอะไรที่จะหลากหลายได้ คือมีปอดก็ต้องมีปอด ไม่ใช่ตัวนี้เกิดมามีปอด 2 ข้าง อีกตัวมีข้างเดียว อีกตัวนึงไม่มีเลย อะไรแบบนั้น ขืนเป็นแบบนั้นไอ้ตัวที่ผิดปกติสงสัยตายก่อนหมด ยังไม่ทันที่จะวิวัฒนาการเหงือกขึ้นมาเลย วิวัฒนาการมันก็เงี้ย ต้องเล่นกะของเก่าที่มีอยู่แล้ว ถ้าไม่มีอะไรตั้งต้นให้เลย อยู่ดีๆ เหงือกมันก็ไม่รู้จะผุดขึ้นมาจากไหนเหมือนกัน”
“อ๋อ อย่างงี้นี่เองนะ มันช่างลึกซึ้งจริงๆ เล้ย โอ๊ะๆ ลุงดูนั่นดิ เจ้ายักษ์มันกำลังจะเอาปลาวาฬที่หน้าตาเหมือนโมบี้ดิ๊กไปใส่รวมกะฉลามขาวอีกแล้ว ไม่ไหวเลยๆ”
“หึๆ ไอ้โมบี้ดิ๊กนี่ก็เป็นวาฬมีฟันอีกประเภทนึง เค้าเรียกปลาวาฬเสปิร์ม หรือปลาวาฬหัวทุยน่ะ พวกนี้กะฉลามดูผิวเผินมันมีฟันเหมือนกันก็จริง แต่ที่จริงฟันฉลามกับ ฟันปลาวาฬมันคนละเรื่องกันเลย คือทำหน้าที่เหมือนกันแต่กำเนิดมาจากคนละอย่างเลย เหมือนปีกนกกับปีกผีเสื้อแบบนั้นน่ะ”
“จริงเหรอลุง ยังไงอะ เล่าต่อๆ”
“คือฟันฉลามเนี่ยมันพัฒนามาจากชั้นผิวหนัง เป็นคล้ายๆ เกล็ดขนาดใหญ่ที่แข็งตัวขึ้นมา ซึ่งถ้าหลุดไปเท่าไหร่ก็งอกใหม่ได้เรื่อยๆ แต่ฟันปลาวาฬเนี่ยเป็นกระดูกจริงๆเลย ฝังรากอยู่ในขากรรไกร เหมือนอย่างฟันคนเราเนี่ยแหละ ก็ตลกดีนะ วาฬกะฉลาม มากันคนละสายเลย แต่กลับวิวัฒนาการออกมาหน้าตาเหมือนกันจนได้ ก็เพราะมีวิธีการดำรงชีพอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่คล้ายๆ กันเนี่ยแหละ ในขณะเดียวกันไอ้พวกที่ขึ้นชื่อว่าเป็นปลาวาฬด้วยกันเอง หรือฉลามด้วยกันเอง พอเริ่มมีวิถีชีวิตคนละแบบ ก็ดันเริ่มวิวัฒนาการออกมาหน้าตาไม่เหมือนกันซะนี่ อย่างเช่นปลาวาฬเพชรฆาตที่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ กับปลาวาฬฟินที่กินแพลงตอนนี่ หน้าตาต่างกันลิบลับเลยอย่างเห็นได้ชัด ไอ้ปลาวาฬฟินดันไปคล้ายฉลามวาฬมากกว่าเพราะกินแพล็งค์ตอนเหมือนๆ กัน ในขณะที่ปลาวาฬเพชรฆาตกลับไปเหมือนฉลามขาวมากกว่าเพราะล่าสัตว์ใหญ่กินเหมือนกัน”
“โห หนูไม่เคยคิดลึกซึ้งขนาดนี้มาก่อนเลยนะเนี่ย เอาอีกๆ สนุกจังเลย ลุงนี่รู้เรื่องพวกนี้เยอะจัง เก่งจังเลยอะ ชอบมั่กๆ”
“เหอะๆ ต่อให้รู้มากยังไง ตอนนี้ก็เป็นได้แค่เศษขี้มูกมนุษย์ต่างดาวแหละนะ หลานเอ้ย”
“555 ลุงว่าไอ้ยักษ์มันจะคิดยังไง ถ้ามันรู้ว่าสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่เกาะอยู่บนขนจมูกมันเนี่ย ฉลาดกว่ามันซะอีก”
“55 ว่าไป แต่ไม่แน่นะ เผลอๆ ไอ้ตัวจุลินทรีย์ที่อยู่ในขี้มูกของเราเองนี่ก็อาจจะฉลาดกว่าเราก็ได้นะ 55”
“555 สุดยอดอะลุง คิดได้ไงเนี่ย”
“หะๆ จะว่าไปหนูนี่ก็แปลกๆ ดีนะ”
“หนูเนี่ยนะแปลก.. ยังไงอะลุง”
“เฮ้อ...เมื่อก่อนสมัยหนุ่มๆ ที่ชายทะเลแห่งหนึ่ง.. ลุงก็เคยพยายามจะเล่าเรื่องพวกพรรค์เนี้ยแหละให้สาวคนนึงฟัง แต่เค้ากลับบอกว่ามันน่าเบื่อ จะรู้ไปทำไมมากมาย เอาไปทำมาหากินอะไรก็ไม่ได้ เหอะๆ.... ก็คงจริงอย่างที่เค้าว่าแหละเนอะ คนทั่วๆ ไปเค้าก็คงคิดกันแบบนั้นแหละ......ลุงมันบ้าไปเอง เหอะๆๆ... เฮ้อ”
สิ้นเสียงหัวเราะเจื่อนๆ ยีบัด นิ่งเงียบไปชั่วขณะ หญิงสาวสังเกตเห็นแววความเศร้าลึกๆ ในดวงตาของเขา เธอจ้องมันเหมือนกำลังอ่านหนังสือ
“เอาน่านะ ลุง หนูว่าไม่เห็นจะต้องรู้ไปทำอะไรเลย แค่รู้เฉยๆ เพราะมันน่าสนุก น่าสนใจ น่าลึกซึ้ง แค่เนี่ย ก็พอเหลือแหล่แล้ว หนูเข้าใจลุงนะ หนูว่าก็เป็นพวกแบบเดียวกะลุงเนี่ยแหละ อยากรู้นู่นอยากรู้นี่เยอะแยะไปหมด อะไรๆ ก็น่าสนใจเนาะ..แต่ก็........แต่ก็ น่าเสียดายนะที่หนูคงไม่มีโอกาสได้กลับไปเรียนหนังสืออีกแล้วอะ ไม่งั้นหนูก็ ...หนูก็ อยากจะเรียนสูงๆ มาเป็นนักวิทยาศาสตร์แบบลุงอะ”
ยีบัด รู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงเขาและเธอเข้าด้วยกัน เขาจ้องหน้าเธอนิ่งนาน แล้วค่อยๆ ยกนิ้วโป้งขึ้นปาดหยดน้ำตาบนแก้มของหญิงสาวอายุรุ่นราวคราวลูก
“...ลุงดีใจนะ ที่ได้มาพบหนูที่นี่...”
“...หนูก็ดีใจค่ะ.. ที่ลุงดีใจ.. ที่ได้มาพบหนู...”
..กระแสลมกรรโชกรุนแรงสาดโกรกเข้ามาทางปากถ้ำ ทั้งสองถูกพัดตัวปลิวล้มลง
.. ลมเงียบหยุดไปพักหนึ่ง.. และ ฮัดเช่ยยยยยยยย คือเสียงสุดท้ายที่พวกเขาทั้งสองได้ยิน..

