พระราชอำนาจของกษัตริย์ไทยในกฎหมายตราสามดวง ฉบับที่สอง

คราวที่แล้ว ผมได้ดาวน์ทุกท่านไว้ก่อน ด้วยการเขียนภาพรวมของกฎหมายตราสามดวงให้อ่านกัน คราวนี้ถึงทีที่จะต้องปั่นฉบับเนื้อหาใช้หนี้เสียที

โดยการเขียนตอนนี้ของผมจะว่าถึงเนื้อหาของพระราชอำนาจของกษัตริย์ไทยที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายตราสามดวง โดยหากจะกล่าวโดยเฉพาะเจาะจงลงไป ก็คงหมายถึงในส่วนที่เรียกว่า “พระธรรมศาสตร์” และ “กฎมณเฑียรบาล” อย่างไรก็ตาม อาจจะมีบ้างที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับพระอัยการในลักษณะอื่นๆ เช่น พระอัยการอาชญาหลวง ลักษณะกบฏศึก รวมไปถึงความรู้ข้างเคียงอื่นที่สืบเนื่องกับเรื่องดังกล่าวที่ปรากฏอยู่ในเอกสารอื่นๆ เท่าที่ความสามารถและเวลาจะเอื้อมถึงนะครับ ซึ่งหากจะแบ่งเนื้อหาเป็นภาคส่วนนั้นก็ควรจะประกอบไปด้วยเนื้อหาหลักๆ ในสามประการคือ

๑. สถานภาพของกษัตริย์ไทย: ที่มาและสิทธิธรรมแห่งพระราชอำนาจ

“มหาสมมติผู้ปราบทุกข์เข็ญ กษัตริย์ผู้เป็นใหญ่แห่งไร่นา ราชาผู้นำมาซึ่งความยินดี”

ในตำราเก่าแก่อย่างเช่น คัมภีร์อัคคัญสูตร และ ตำนานขุนบรม ได้เล่าถึงที่มาที่ไปแห่งการกำเนิดโลกไว้อย่างพิสดาร โดยกล่าวถึงจุดกำเนิดของโลกและทวีปน้อยใหญ่ทั้งหลาย จนไปถึงการปรากฏของสิ่งมีชีวิตและวิวัฒนาการจนกระทั่งเกิดสังคมชุมชนมนุษย์

แรกเริ่มเดิมที สังคมมนุษย์ก็อยู่ร่มเย็นเป็นสุขกันดี กระทั่งถึงยุคที่การเกษตรรุดหน้า มีการแย่งที่ทำกิน แย่งผลผลิตที่สำคัญยิ่งในยุคสมัยนั้นคือ “ข้าวสาลี” ความวุ่นวายเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงและความผาสุกของชุมชน

โดยเนื้อความข้างต้นนั้นได้สอดคล้องอย่างพอดีกับเนื้อหาในส่วนต้นของพระธรรมศาสตร์ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในโครงสร้างของกฎหมายตราสามดวงด้วย (นี่อาจจะเป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งของความสัมพันธ์และอิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีต่อกฎหมายตราสามดวงด้วยครับ)

ในการปราบจลาจลให้สังคมคืนสู่ความสงบเรียบร้อยนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมอบอำนาจสิทธิขาดในการตัดสินและระงับข้อพิพาทเหล่านั้นให้กับบุคคลที่คนในสังคมเชื่อถือ ด้วยเหตุนี้เองครับชื่อของ “มหาสมมติ” จึงกำเนิดเกิดขึ้น ทั้งนี้สื่อความหมายเพียง “บุคคลที่มหาชนมอบความไว้วางใจ หรือเห็นร่วมกันเพื่อปกครองและใช้อำนาจปกครอง” แต่การที่จะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดเหนือใครนั้นก็ต้องมอบสิทธิขาดทางการปกครอง คืออำนาจในการตัดสินคดีความและอำนาจในการจัดระเบียบสังคม

สาเหตุสำคัญของการทะเลาะวิวาทนั้น ก็คือการแย่งที่นาทำกินกัน ดังนั้นเพื่อความสงบสุขและก่อบังเกิดความยุติธรรมที่สุด จึงจำเป็นต้องมีการจัดสรรที่ดินทำกินกันใหม่ และเช่นเคย อำนาจสูงสุดของการจัดสรรย่อมต้องเป็นของมหาสมมติด้วย ดังนั้นบรรดาสมาชิกในสังคมทั้งหลายจึงพร้อมใจกันยกที่ดิน โภคทรัพย์ทั้งหลายให้แก่มหาสมมติ ทั้งนี้เพื่อทำการแบ่งปันจัดสรรให้เกิดความยุติธรรม และระงับข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น

คำว่า “กษัตริย์” ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้เป็นใหญ่แห่งไร่นาทั้งปวง” จึงถือกำเนิดเกิดขึ้นเป็นคำที่สอง ในการจัดสรรปันส่วนที่ดินนั้น จะทรงจัดสรรให้มากน้อยตามแต่ฐานานุศักดิ์ของผู้รับ ซึ่งก็คือ ความสำคัญ อำนาจหน้าที่ และความใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งก็น่าจะเป็นที่มาของคำว่า “ศักดินา” ที่เราคุ้นเคยในสมัยเรียนประวัติศาสตร์การปกครองไทยมาครั้งแต่เยาว์ ดังนั้นจำนวนนาที่ได้รับจึงเสมือนเป็นเครื่องหมายถึงอำนาจหน้าที่ของบุคคลนั้น แต่ระบบดังกล่าวไม่เหมือนระบบที่เรียกว่า “ฟิวดัล” (Feudalism) แบบตะวันตกแต่อย่างใดนะครับ เพราะระบบศักดินาของเราหมายความเพียงระบบการจัดลำดับหรือโครงสร้างของสถานะของคนในสังคมในทางสัญลักษณ์เท่านั้น ไม่ใช่ระบบแห่งการถือครองที่ดินอย่างแท้จริง

และด้วยเหตุที่เป็นมหาสมมติซึ่งปราบทุกข์เข็ญ ข้อพิพาท ความวุ่นวาย อีกทั้งยังจัดสรรที่ทำกิน และปกครองบ้านเมืองให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ก็ย่อมสร้างความอิ่มเอมใจให้แก่ผู้อยู่ใต้ปกครอง ฉะนั้นคำว่า “ราชา” จึงปรากฏเป็นคำที่สามตามมา โดยคำว่าราชาถือได้ว่าเป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้งอย่างยิ่งครับ เพราะหมายถึง “เป็นผู้นำความสุขใจและความยินดีมาสู่ประชาชนด้วยธรรมที่มีอยู่ในองค์พระมหากษัตริย์นั้นๆ” คำว่าราชาจึงเป็นคำที่มนุษย์หลุดปากต่อบุคคลที่ยังความพอใจมาให้พวกเขาจนกลายเป็นคำเรียกทั่วไป (นึกถึงคำอุทานประมาณ “โอ้ ราชา” ได้กลิ่นโรตีฉุยมาแล้วครับ)

“วาทกรรมที่ยกกษัตริย์สู่ภาวะเหนือมนุษย์”

อำนาจที่มีอยู่จะใช้ได้อย่างสะดวก ก็ต้องได้รับความศรัทธาเชื่อมั่นจากสมาชิกในชุมชนนั้น และการที่จะทำให้สมาชิกเกิดความศรัทธาเชื่อมั่นในการใช้อำนาจ นอกจากการสร้างความสงบสุข อำนวยความยุติธรรมให้บังเกิดขึ้นแล้วนั้น ความน่าเชื่อถือ ความน่ายำเกรงในสถานภาพของผู้นำก็มีส่วนสำคัญต่อศรัทธาอยู่มิใช่น้อย

ซึ่งก็น่าจะเป็นเหตุผลของการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้ต่างจากสามัญชนทั่วไป เป็นการทำให้สถานภาพของกษัตริย์มีความสูงส่งประดุจเทพเจ้า หรือทำให้กษัตริย์นั้นมีทิพภาวะที่คนธรรมดามิอาจล่วงละเมิดได้นั่นเอง

“เทพมนุษย์ ทิพภาวะ และแนวคิดเรื่องพระอินทร์อวตาร”

หากเราลองพิจารณาจากพระนามของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ปรากฏอยู่ในส่วนที่เรียกว่า “บานแพนก” นั้น จะพบว่าในท่อนแรกของพระนามปรากฏคำสำคัญที่น่าสนใจว่า “เทพมนุษย์” อยู่

เมื่อกล่าวถึงพระนามของกษัตริย์ไทยแล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่าพระนามขององค์กษัตริย์แต่ละพระองค์นั้นล้วนแต่มีความวิจิตรและสูงส่งเหนือมนุษย์ธรรมดาอย่างยิ่ง โดยพิจารณาได้จากหลักฐานทางเอกสารของบรรดาชาวต่างชาติที่เข้ามาในแผ่นดินอยุธยาซึ่งบรรยายถึงความยิ่งใหญ่ของปราสาทราชวัง และสถานะอันสูงส่งขององค์พระมหากษัตริย์ไว้ ตัวอย่างเช่น ฟาน ฟลีต (Van Vliet หรือคนไทยเรามาเปลี่ยนชื่อให้เพื่อสะดวกปากไม่ลำบากลิ้นว่า “วัน วลิต” เยี่ยมจริงพี่ไทย) โดยท่านกล่าวไว้ในบันทึกว่า

“คำนำหน้าพระนามของพระเจ้ากรุงสยามฟังดูโอ่อ่าเป็นอย่างยิ่ง และเลยเถิดเกินมนุษย์…จะขอกล่าวถึงบางส่วนของบรรดาคำนำหน้าพระนามของพระองค์ไว้ ณ ที่นี้ แม้ผู้พูดจะไม่มีความสำคัญอันใด แต่คำนำหน้าพระนามที่ใช้ก็จะไม่ยกย่องน้อยไปกว่าถ้อยคำเหล่านี้คือ “พระพุทธิเจ้าข้า ขอรับพระโองการใส่เกล้าใส่กระหม่อม” ซึ่งล้วนเป็นถ้อยคำที่ฟังไว้ยศอ้างสิทธิ์เป็นอย่างมาก ยากแก่การที่จะแปลเป็นภาษาฮอลันดา แต่พอถ่ายทอดความหมายให้ใกล้เคียงที่สุดได้ดังนี้ : โอ พระผู้เป็นเทพแห่งฟ้าแลดิน พระเกียรติยศเลื่องลือไปถึงสุดสรวงสวรรค์ ทรงเป็นที่เคารพนับถือประดุจดวงอาทิตย์อันเจิดจ้า ข้าแห่งพระองค์ขอปฏิบัติตามพระราชโองการ และขอน้อมรับพระราชดำรัสไว้เหนือหัว…”

คำว่าเทพมนุษย์นี้มีความหมายว่า ภาวะแห่งความเป็นเทพสูงสุด และภาวะแห่งความเป็นเทพสูงสุดนั้นเองที่เป็นที่มาของสิทธิธรรมและอำนาจสูงสุดเหนือบุคคลอื่นใดในแผ่นดิน

ส่วนการที่จะนำภาวะแห่งเทพมาสู่องค์กษัตริย์นั้น จำเป็นต้องผ่านสิ่งที่เรียกว่าพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ด้วย ตัวอย่างที่มองเห็นได้ชัดเจน ก็คือพิธีการขึ้นครองราชย์สมบัติขององค์พระมหากษัตริย์พิธีหนึ่ง (ในบรรดาห้าวิธี ที่เรียกว่า “ปัญจราชาภิเษก”) ที่เรียกว่า พิธีอินทราภิเษก

อันนี้ก็เป็นหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งครับว่า นอกจากอิทธิพลทางพระพุทธศาสนาจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในกฎหมายตราสามดวงแล้ว อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์จากอินเดียก็มีส่วนเข้ามาปรุงแต่งแนวคิดในเชิงการปกครองและกฎหมายอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

แม้ในศาสนาพราหมณ์จะมีเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์หลายองค์ และบทบาทเด่นนั้นตกอยู่กับพระศิวะ แต่เทพซึ่งวรรณกรรมทางพุทธศาสนายอมรับให้เข้ามามีบทบาทในเชิงอิทธิปาฏิหาริย์ช่วยให้พระพุทธองค์ตรัสรู้สำเร็จก็คือ พระอินทร์ และหากจะลองสำรวจดูแล้วบรรดาเครื่องประกอบการราชาภิเษกซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งกษัตริยภาพนั้นก็ล้วนเกี่ยวกับพระอินทร์ทั้งสิ้น เช่น การเปรียบกษัตริย์เป็นเสมือนเขาพระสุเมรุ เพื่อเป็นหลักแห่งโลกย์ ซึ่งเขาพระสุเมรุก็คือเขาของพระอินทร์นั่นเอง

นอกจากนั้นแล้ว ความเป็นเขาพระสุเมรุขององค์กษัตริย์ยังมีนัยในทางสัญลักษณ์ในทางการปกครองด้วย โดยตามตำราปัญจราชาภิเษกนั้น เมื่อสมเด็จพระมหากษัตริย์ได้ราชาภิเษกเป็นเอกแก่ราชสมบัติแล้วทรงเป็นดั่งเขาพระสุเมรุราช ซึ่งหมายความว่า ทรงเป็นหลักแห่งการปกครองและเป็นที่พึ่งอันมั่นคงของพสกนิกร

หรือจะเป็นกรณีของพระมหามงกุฎ ซึ่งก็หมายถึงยอดวิมานพระอินทร์ ทั้งนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุด

นอกจากนั้นแล้ว นามของพระราชมณเฑียรสถานและพระตำหนักของไทยมักเกี่ยวข้องกับพระอินทร์เสมอ เช่น พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ซึ่งเป็นท้องพระโรงออกว่าราชการและตัดสินคดี

แม้แต่หลักการครองตนและการปฏิบัติตนแห่งผู้พิพากษาตุลาการทั้งหลาย ก็ยังได้รับคำสอนจากพระอินทร์เช่นกัน ที่เรียกว่า “หลักอินทภาษ” อันหมายถึง “โอวาทของพระอินทร์” ซึ่งก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในกฎหมายตราสามดวงเช่นกัน

จะเห็นได้ว่าเมื่อกษัตริย์ถูกยกย่องให้มีสถานะเหนือเศียรเหนือเกล้าของพสกนิกรแล้ว พระราชอำนาจอันเด็ดขาดและศักดิ์สิทธิ์ก็ย่อมติดตามมา

๒. พระราชอำนาจ: พระกฤษฎานุภาพอันล้นพ้นเหนือสิ่งอื่นใด

“เจ้าอยู่หัว เจ้าแผ่นดิน เจ้าชีวิต”

นอกจากคำว่า “กษัตริย์” จะมีความหมายถึงผู้เป็นใหญ่ในไร่นาทั้งปวงดังที่กล่าวมาแล้วนั้น สถานะความเป็นกษัตริย์ยังขยายไปถึง ความเป็นเจ้าอยู่หัว ซึ่งหมายถึง ทรงอยู่ในสถานะอันเป็นสิ่งที่เคารพสูงสุด ล่วงละเมิดมิได้

ทรงเป็นเจ้าแผ่นดิน อันหมายถึง ทรงเป็นเจ้าของแผ่นดินทั่วพระราชอาณาจักร รวมทั้งทรัพย์สินสิ่งต่างๆ บนแผ่นดินนั้น และท้ายที่สุด

ทรงเป็นเจ้าชีวิต หมายถึง ทรงสามารถให้ชีวิตหรือทำลายล้างชีวิตของข้าแผ่นดินทุกคนที่อยู่ในราชอาณาจักรได้ สถานการณ์เป็นเจ้าชีวิตนี้จะเห็นได้ชัดเจนจากข้อกฎหมายต่างๆ ที่ปรากฏในกฎหมายตราสามดวง เพราะพระองค์เท่านั้นที่ทรงสิทธิ์ที่จะให้หรือยกเว้นโทษตายให้กับผู้ใดก็ได้

เมื่อต้นกำเนิดของสถาบันกษัตริย์เกิดจากความต้องการในการจัดการปราบปรามปัญหาที่ยุ่งยากวุ่นว่ายอันกระทำต่อการดำรงอยู่ของสังคมแล้ว ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ย่อมต้องมีสิ่งที่ “พิเศษ” เหนือสามัญชนทั่วไปในเขตแดนแว่นแคว้น ซึ่งสิ่งนั้นเรียกว่า “อำนาจ”

พระราชอำนาจในการลงโทษลงทัณฑ์บุคคลผู้กระทำผิด ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในพระราชอำนาจที่สำคัญอย่างยิ่งขององค์พระมหากษัตริย์อันถือเป็นผู้ปกครองสูงสุด

ทัณฑ์ ซึ่งตามรากศัพท์ภาษาสันสกฤตแปลว่า “ตะพด” ซึ่งถือได้ว่าทัณฑ์คือเครื่องมือในการรักษาธรรม การลงโทษจึงเป็นการกำกับให้คนกลับมาอยู่ในธรรม และเป็นตัวอย่างเพื่อมิให้ใครละเมิดธรรมอีก

ในคัมภีร์มานวธรรมศาสตร์ได้อธิบายว่า ทัณฑ์มีฐานะเป็นเทพโอรสของพระอิศวร มีหน้าที่คุ้มครองสิ่งทั้งปวงโดยเป็นทั้งกฎหมาย พลังอำนาจแห่งกฎหมาย และเป็นทั้งความยุติธรรมด้วย

ลองพิจารณาบทพรรณนาเปรียบเทียบให้เห็นภาพ “ทัณฑ์” กันครับ

“…ทัณฑ์ปกครองมนุษย์ทั้งปวง ทัณฑ์เท่านั้นที่คุ้มครองมนุษย์ ทัณฑ์เฝ้าเมื่อยามเขาหลับ ปราชญ์ย่อมรู้แจ้งว่าทัณฑ์คือความยุติธรรม โลกทั้งผองถูกปกครองด้วยทัณฑ์…โลกทั้งผองจึงเป็นรมณียสถาน”

“หากทัณฑ์ได้ถูกกำหนดลงอย่างเหมาะสม หลังการพิจารณาอย่างถูกต้องแล้ว มันจะทำให้ประชาชนทั้งผองมีแค่ความสงบสุข ทว่าหากมันถูกกำหนดโดยปราศจากการตรวจสอบพิจารณา ทัณฑ์จะทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง…”

นอกจากพระราชอำนาจในการให้คุณให้โทษบุคคลผู้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทและอาณาประชาราษฎร์แล้ว สิ่งที่ถือว่าเป็นการแสดงออกซึ่งพระราชอำนาจของพระองค์อีกส่วนหนึ่งได้แก่ การกำหนดความผิดอันละเมิดต่อพระราชอำนาจไว้ ทั้งนี้หมายความถึงการกระทำผิดคิดร้ายต่อตัวพระองค์ ได้แก่ ต่อชีวิต ร่างกาย พระราชบัลลังก์ ทรัพย์สิน รวมไปถึงพระเกียรติยศด้วย เนื่องจากความมั่นคงแห่งองค์พระมหากษัตริย์ย่อมหมายถึงความมั่นคงของรัฐด้วยเช่นเดียวกัน

รายละเอียดเกี่ยวกับตัวบทกฎหมายที่กำหนดฐานความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์โดยตรงนั้นมีอยู่มากมายครับ ตั้งแต่กฎมณเฑียรบาล ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการ “รักษาเรือนพระเจ้าอยู่หัว” รวมไปถึงวิธีปฏิบัติต่างๆ ของบรรดาข้าราชบริพารในวังหลวงด้วย หรือจะในพระอัยการอาชญาหลวง รวมไปถึงพระอัยการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งราชบัลลังก์อย่างเช่น พระอัยการกระบดศึก (กบฏศึกนั่นเองครับ) ซึ่งถือว่าเป็นพระอัยการที่มีบทกำหนดโทษที่น่าสะพรึงกลัวและน่าสะอิดสะเอียนที่สุด โดยเป็นการจำลองโทษในไตรภูมิกถา หรือโทษที่จะลงแก่สัตว์นรกมาไว้ในกฎหมาย ครั้นจะหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังทั้งหมด คงเป็นหนังเรื่องยาวไตรภาค จตุรภาค เบญจภาคกันแน่ๆ จบไม่ลงพอดีครับ อีกประการคือ ความสามารถของผมคงมีไม่อยู่อย่างจำกัดเสียด้วยครับ ไว้จะทยอยเอามาเล่าสู่กันฟังเป็นประเด็นๆ ไปในโอกาสหน้าดีกว่านะครับ

การละเมิดตัวบทกฎหมายทั้งหลายแหล่ ก็ถือว่าเป็นการละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์เช่นกัน เหตุเพราะบรรดากฎหมายต่างๆ ล้วนแต่เกิดจากพระราชวินิจฉัยที่เรียกว่า “สาขาคดี” โดยวัฒนธรรมการบัญญัติกฎหมายในสมัยโบราณแล้วจะพบว่า แต่ละข้อ หรือจะเรียกในสมัยใหม่หน่อยก็คือ แต่ละมาตรานั้น ล้วนมีที่มาจากบรรดาข้อเท็จจริงที่เคยเกิดขึ้น คล้ายกับการบัญญัติพระวินัยขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะทรงให้เกิดเรื่องราวขึ้นก่อนแล้วจะทรงบัญญัติตั้งวินัยข้อนั้นขึ้น

รายละเอียดในการลงพระราชวินิจฉัยนั้นค่อนข้างมากและยาว มีรายละเอียดสูง เริ่มตั้งแต่ที่มาของคดี บุคคลผู้กระทำ ประพฤติการนั้น จนถึงเหตุผลของการลงพระราชอาญา เหมือนคำพิพากษาในปัจจุบันนั่นเองครับ จากนั้นคำพิพากษานี้ (สมัยนั้นเรียกว่าพระราชกฤษฎีกา) ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานให้คดีที่เกิดมาภายหลังยึดผลการวินิจฉัยตามกัน (เหมือนคำพิพากษาของระบบคอมมอนลอว์ที่เราเรียกว่า Precedent)

เมื่อใช้ไปนานเข้าๆ ประกอบกับมีพระราชกฤษฎีกาเพิ่มเติมหลากเรื่องหลายราวมากขึ้น การปรับใช้ก็ไม่ค่อยสะดวก จึงจำเป็นต้องมีหน่วยคัดลอก ย่อ ตัดความ สรุปความ เหมือนพวกย่อคำพิพากษาฎีกาในปัจจุบันนั่นเองครับ

พระราชกฤษฎีกายาวๆ ก็เลยเหลือย่อ จัดเข้าเป็นหมวดหมู่ตามลำดับ ได้เป็นข้อเล็กข้อน้อยในพระอัยการลักษณะต่างๆ ด้วยเหตุฉะนี้แล

แม้แต่การกระทำข่มเหงอุกอาจต่อราษฎรไพร่ฟ้าของพระองค์ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อพระองค์เช่นกัน เพราะเป็นการ “เบียดเบียนไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินท่านแตกฉานซ่านเซนไป” นอกจากนัยแห่งความสงบเรียบร้อยมั่นคงในแผ่นดินแล้ว การกระทำเช่นนั้นเป็นการทำให้รัฐสูญเสียกำลังคนสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปด้วย ทั้งในด้านแรงงานและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมการเกษตรอย่างบ้านเรา

นอกจากนั้น ในทางคดีเราก็ยังถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นผู้อำนวยความยุติธรรมสูงสุด เมื่อเกิดเหตุการณ์ “เปลี่ยนแผ่นดิน” หรือในถ้อยคำภาษาของตราสามดวง (ในพระอัยการลักษณะตระลาการ ข้อ หรือ บทที่ ๑๑๖) คือ “อุบัดิเหตุแผ่นดินกลับแล้วตั้งขึ้นใหม่” เช่นนี้แล้ว บรรดาคดีที่ค้างอยู่ในโรงในศาลยังมิได้ตัดสินวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไป แล้วจะมาร้องฟ้องกันใหม่ไม่ได้แล้ว โดยในกฎหมายตราสามดวงให้เหตุผลในข้อนี้ว่า “เหดุใดจึ่งกล่าวดั่งนี้ เหตุว่าพระมหากระษัตรดำรงเสวตรฉัตรใหม่”

แม้แนวคิดนี้จะดูแปลกประหลาดในสายตาคนยุคเรามากพอสมควร แต่ในอดีตกาลผมเชื่อว่ามันน่าจะมีเหตุผลที่สลับซับซ้อนมากกว่าที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรให้เราได้อ่านกัน โดยเฉพาะหากลายลักษณ์อักษรเหล่านี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานแห่งความ “ไม่สมบูรณ์” เนื่องจากการถูกเผาทำลายซึ่งเอกสารโบราณต้นฉบับไปเสียเก้าส่วน ดังที่กล่าวมาแล้วในตอนก่อน

ท้ายสุดผมขอสรุปให้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ของพระราชอำนาจ ด้วยหลักการที่สมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ์ทรงอ้างถึงยืนยันพระราชอำนาจของพระองค์ใน พ.ศ. ๒๒๘๓ ว่า

“อนึ่งแผ่นดินเปนใหญ่แต่สมเดจ์พระมหากระษัตร ด้วยเหตุว่าพระมหากษัตรเจ้านั้นเปนสมมุติเทวดา จะให้ผู้ใหญ่เปนผู้น้อยๆเปนผู้ใหญ่ก็ได้ ถ้าสมเดจ์พระมหากษัตรมีพระราชโองการด้วยกิจสิ่งใดๆ ก็ดี ดุจดั่งขวานฟ้าถึงมาทว่า ผ่าถูกต้องต้นไม้แลภูเขา มิอาจ์สามาถจะทนทานได้ ย่อมจะหักทำลายไป”

เห็นภาพกันเลยนะครับ

3. คติธรรมในการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์

จากหัวข้อที่แล้ว หลายท่านคงประทับในใจไปกับภาพของสถานภาพของพระมหากษัตริย์อันอยู่สูงเหนือหัว พระราชอำนาจของพระองค์นั้นล้นพ้นแผ่ไพศาลหาที่สุดมิได้

แต่นั่นไม่ต่างจากการพิจารณายึดถือพระพุทธคุณแห่งองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่เพียงในด้านของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เช่นกัน ซึ่งแท้จริงแล้วพระพุทธคุณขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ได้แก่ พระปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ซึ่งไม่เกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์แต่อย่างใด

พระราชอำนาจอันล้นฟ้าก็เช่นกัน สิ่งเหล่านี้มาพร้อมกับพระราชานุกิจและหลักธรรมสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน สถาบันพระมหากษัตริย์ยังเกี่ยวข้องกับวรรณกรรมศักดิ์สิทธิ์และวรรณกรรมบำรุงปัญญาต่างๆ ด้วย เช่น โองการแช่งน้ำ รามายณะ มหาภารตยุทธ์ ราชนิติศาสตร์ และราชธรรมต่างๆ จริงๆ แล้ว โบราณราชประเพณีและราชธรรมต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นเครื่องปรามและเตือนให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจอย่างชอบธรรม เพราะประชาราษฎร์ต่างหวังได้พึ่งพิงพระองค์ในฐานะเป็นหลักโลกที่มั่นคง ดั่งเขาพระสุเมรุราช

อย่างนี้ครับถึงจะเรียกได้ว่า “พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่” ของแท้ครับ

แท้จริงแล้วพระราชอำนาจของกษัตริย์ไทย อย่างน้อยที่ปรากฏตามคำสอนโบราณราชประเพณีและในกฎหมายตราสามดวงนั้น แสดงให้เห็นชัดเจนว่า พระราชอำนาจของพระองค์หาใช่ “สมบูรณ์” และ “เป็นสิทธิขาด” ขนาดพลิกฟ้า พลิกแผ่นดิน หากแต่มีหลักคำสอน หลักเกณฑ์ ประเพณี แม้แต่ตัวกฎหมายซึ่งก็มาจากพระราชอำนาจของพระองค์เอง ได้วางแนวทาง รวมทั้งวางขอบเขต ครรลองในการใช้พระราชอำนาจของพระองค์อยู่มิใช่น้อย

สิ่งที่สะท้อนความหวังในองค์พระมหากษัตริย์อย่างครอบคลุมที่สุดในทางปฏิบัติ ปรากฏอยู่ในคำประกาศใน พระธรรมศาสตร์ ในกฎหมายตราสามดวง กล่าวคือ พระมหากษัตริย์เจ้าต้องมีคุณสมบัติต่อไปนี้

๑. ทรงอยู่ในราชธรรม ๑๐ ประการ คือ ทศพิธราชธรรม ได้แก่ ทาน ศีล บริจาค (ความเสียสละ) อาชชวะ (ความซื่อตรง) มัททวะ (ความอ่อนโยน) ตบะ (การข่มกิเลส) อักโกธะ (ความไม่โกรธ) อวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน) ขันติ (ความอดทน) อวิโรธนะ (ความไม่คลาดจากธรรม)

๒. ทรงศีล ๕ และถือศีล ๘ เป็นปกติ ๓. ทรง “อุตสาหะมะนะสิการ ซึ่งคัมภีร์พระธรรมศาสตร์” ๔. ทรงประพฤติราชธรรม ๔ ๕. ทรงอยู่ในราชกิจประเพณีมิได้ขาด

นอกจากนั้นยังมีหลักธรรมสำหรับพระมหากษัตริย์อยู่อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ราชธรรม ๔ ประการ ราชสังหวัตถุ ๔ ประการ จักรวรรดิวัตร ๕ ประการ พล ๕ ประการ โอยมากมายเหลือเกินครับ คุณสมบัติเช่นนี้จึงไม่น่าแปลกใจว่าพระองค์ต้องเป็นสมมติเทวดาหรือสมมติเทพจุติลงมาจริงๆ

แม้พระราชอำนาจจะแสดงออกมาในรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า “ทัณฑ์” หรือการลงโทษ และแนวคิดรวมทั้งตัวบทกฎพระอัยการเกี่ยวกับทัณฑกรรมของไทยในกฎหมายตราสามดวงจะดูรุนแรงและน่าสะพรึงกลัว แต่ในความเป็นจริงแล้วโบราณราชประเพณีกลับสนับสนุนให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชวินิจฉัยผ่อนโทษได้ ดังนั้น เราจึงพบข้อความในกฎหมายตราสามดวงในทำนองว่า “ถ้าทรงพระกรุณามิให้ฆ่ามิให้ตี…” อยู่บ่อย

นอกจากนั้น ยังมีกรณีที่พระองค์ทรงจำกัดพระราชอำนาจของตัวเองด้วยการตราพระราชกำหนดบทพระอัยการขึ้นมาด้วย เช่น

การทักท้วงพระมหากษัตริย์ได้เมื่อทรงพลาดพลั้งผิดโบราณราชประเพณีในการพระราชทานพระราชวินิจฉัย

“พระเจ้าอยู่หัวดำรัสตรัสสั่งเกี่ยวกับการพิพากษาอรรถคดีต้องตามกฎหมายประเพณีอันยุติธรรมแล้วให้กระทำตาม หากเห็นว่ามิต้องตามกฎหมายประเพณีอันยุติธรรม ให้เพ็ดทูลทัดทานได้ ๓ ครั้ง ถ้ามิทรงฟังให้งดไว้อย่าเพ่อสั่ง ให้กราบทูลในที่รโหฐานเป็นการเฉพาะพระองค์อีกครั้งหนึ่ง ถ้ายังมิได้ทรงฟัง จึงให้กระทำตาม ผู้ใดมิได้กระทำดังนี้ถือว่าละเมิดพระราชอาญา”

แม้แต่กระทั่งต้องขัดพระราชประสงค์ก็ต้องกระทำเช่น

“พระเจ้าอยู่หัวทรงพระโกรธแก่ผู้ใดและตรัสเรียกพระแสงอย่าให้เจ้าพนักงานยื่น ถ้ายื่นโทษถึงตาย”

นอกจากนั้นราชานุกิจน้อยใหญ่ทั้งปวงอันเคร่งครัด ก็ถือเป็นคติธรรมประการหนึ่งที่ฉุด รั้ง ดึง การใช้พระราชอำนาจ ให้เสมอตามคลองธรรมได้ด้วยเช่นกัน โดยปรากฏในกฎมณเฑียรบาลข้อหรือบทที่ ๑๔๖ โดยมีรายละเอียดกันเป็นรายชั่วโมงๆ ไปเลยว่า ในแต่ละนาฬิกาพระองค์ทรงราชกิจอะไรบ้าง โดยโน่นครับ เริ่มตั้งแต่ ๑ นาฬิกา กระทั่งถึง ๙ ทุ่มจึงเสด็จบรรทม อันนี้กรุณาอย่าให้ผมแปลงเป็นหน่วยเวลาในปัจจุบันเลยครับ ไม่ทราบเหมือนกันครับ เพียงแต่อาจจะได้เค้าลางรายละเอียดเพิ่มขึ้น จากการได้อ่านโคลงสี่ฯ บทนี้ครับ

“บรรทมยามหนึ่งไซร้ ทรงฤทธิ์ หกทุ่มหมู่บัณฑิต เที่ยงแท้ สามยามพวกพาณิช นรชาติ นอนสี่ยามนั้นแล เที่ยงแท้เดรัจฉาน”

ถอดความมาได้อย่างนี้ครับ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย ดังนั้นจึงมีเวลาที่จะบรรทมได้เพียงยามเดียว (๑ ยาม เท่ากับ ๓ ชั่วโมง) พวกหมู่ราชบัณฑิตมีเวลานอนมากหน่อยคือ ยามสอง เท่ากับหกชั่วโมง ต่อมาคือพวกพ่อค้าวาณิช ได้นอนวันละ ๙ ชั่วโมง และสุดท้ายบรรดาพวกเดรัจฉานนี้ซัดไปเต็มๆ ๑๒ ชั่วโมง ฟังแล้วสะดุ้งนะครับ ฮา

แต่ก็เพราะหลักธรรมและพระราชกรณียกิจเหล่านี้เองครับ ที่จะเป็นเครื่องบำรุงเลี้ยงพระเกียรติยศและพระราชอำนาจให้แผ่ไพศาลไปตราบนานเท่านาน

เมื่อย้อนกลับมาดูระบอบการปกครองกับสิ่งที่เป็นอยู่ในยุคปัจจุบันของเราๆ ท่านๆ การตรวจสอบการใช้อำนาจทั้งหลายถูกวางระบบและสร้างองค์กรในการตรวจสอบต่างๆ มากมาย แทบจำไม่หวาดไหว แต่ละองค์กรต่างมีอำนาจเฉพาะแยกต่างหากจากกันไป การควบคุมอำนาจกลายเป็นเรื่องสลับซับซ้อนและน่างงงวยเสียยิ่งกว่าการใช้อำนาจ ความสับสนเกิดขึ้นเสมอๆ ในระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ไม่ว่าจะโดยองค์กรอิสระหรือจากองค์กรนิติบัญญัติ และแม้แต่องค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการก็ไม่เว้นวาย

เราอาจจะคิดว่าในยุคปัจจุบันเรามีหลักการปกครองที่ดียอดเยี่ยมอย่างหลัก “นิติรัฐ” หรือหลักปกครองบ้านเมืองโดยกฎหมาย เพราะเราเล็งเห็นแล้วว่า การฝากอำนาจอยู่ในมือของสิ่งที่เรียกว่า “คน” มันน่ากลัวยิ่งกว่า ฝากปลาย่างไว้กับแมว ฝากแฟนไว้กับ “นิติรัฐ” (ฮา)

แต่ภาพกฎหมายในปัจจุบันเป็นอย่างไร ภาพของบรรดาผู้ยกร่างและพิจารณาร่างกฎหมายเป็นอย่างไร? กฎหมายกับผู้ร่างและผู้ใช้ ในปัจจุบันแทบจะแยกกันไม่ออก กฎหมายหาได้มีชีวิตโลดแล่นในสายธารแห่งเหตุผล โดยมีธรรมนำทางอย่างที่มันควรเป็น แต่กลับโลดแล่นอยู่ในสายธารแห่งอำนาจและผลประโยชน์ โดยมีกิเลสตัณหาเป็นเครื่องนำทาง

ต่างจากแนวคิดเรื่อง “กฎหมาย” ในยุคสมัยตราสามดวง กฎหมายในยุคนั้นถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มิได้เกิดจากภูมิปัญญาของมนุษย์ หากแต่มีบัญญัติไว้อยู่แล้ว ณ กำแพงจักรวาลที่มโนสารฤาษีเหาะไปจดจำมาแต่งเป็นคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ (แท้จริงก็คือมนุษย์นั่นแหละ เพียงแต่มีการสร้างวาทกรรมแห่งความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่มัน) :7j’จะว่าไปมันก็ดูสมเหตุสมผลนะครับ แม้กฎหมายจะถูกสร้างโดยมนุษย์ แต่หาใช่จะขีดจะเขียนได้ตามใจชอบ มันมีอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น แต่รู้สึกและเข้าใจ สัมผัสได้ คอยกำกับดูแลอยู่ อะไรบางอย่างเหล่านั้นผมขอสรุปในเบื้องต้นว่าคือสิ่งที่เรียกว่า “เหตุผล” ในทางธรรมอาจจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องของ “สมมติ” กับ “สัจจะ”

กฎของมนุษย์อาจถือว่าเป็น “ความจริง” ในระดับ “สมมติ” ซึ่งแปลตรงๆ ก็คือ “ความเห็นร่วมกัน” (สม + มติ) ที่เห็นที่เป็นและที่จริง เพราะเห็นร่วมกัน ยังคงจริง ยังคงใช้ได้ ตราบเท่าที่เห็นร่วมกันอยู่ หากวันใดความเห็นเปลี่ยนไป ความจริงข้อนั้นย่อมเปลี่ยนไป ชื่อเสียง เกียรติยศ ทรัพย์สินเงินทอง รวมทั้งกฎหมายล้วนอยู่ในประเภทแห่งความจริงข้อนี้

สมมติจะอยู่ยั้งยืนยงได้นานเท่าใด ขึ้นอยู่กับตัวมันเองสอดคล้องกับสิ่งที่เรียกว่า “สัจจะ” หรือ “ความจริงแท้” ได้มากเพียงไร สัจจะหรือความจริงแท้คือความจริงอันไม่สูญสลายไปตามกาลเวลา หรือไม่แปรเปลี่ยนไปเพราะความคิดความเห็นของคน ฟังดูอาจจะเป็นนามธรรมจนเกินจะประดิษฐ์ภาพตามได้

ตามความเข้าใจของผมโดยมิติของกฎหมาย ผมทึกทักเอาเองอย่างนี้ดีกว่าครับ

สัจจะของกฎหมายก็คือ ความจริงของความเป็นมนุษย์และการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ กฎหมายที่ดี กฎหมายที่ชอบ จึงย่อมต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ และสอดคล้องกับเหตุผลของการอยู่ร่วมกันของมนุษย์

กฎหมายที่ดีย่อมต้องสร้างสภาวะแห่งการเอื้อให้มนุษย์พัฒนาตัวเอง พัฒนาศักยภาพของตัวเองได้ เพราะมนุษย์เป็น “เวไนยสัตว์” คือ สัตว์ที่สอนได้ เรียนรู้ได้ พัฒนาได้ และหลุดพ้นได้ ซึ่งหมายถึงความสงบเรียบร้อย และสร้างช่องทางในการเรียนรู้และพัฒนาตนต่อไป

โดยการสร้างและพัฒนาตัวเองของมนุษย์นั้น เพื่อให้เกิดมรรคผลรวดเร็วและเป็นประโยชน์สูงสุด จำเป็นต้องกระทำเป็น “หมู่คณะ” หรือในสังคมภิกษุเรียกว่า “สังฆะ” เป็นการถ่ายทอดการเรียนรู้สู่กัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สังคมฆราวาสก็เช่นกัน ความสงบเรียบร้อยเป็นระเบียบของสังฆะจึงเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้และพัฒนาตน

แต่การอยู่ร่วมในสังคมเป็นธรรมดาที่จะต้องมีการทะเลาะวิวาท พิพาทกัน การจัดการข้อโต้แย้งเหล่านี้ก็เป็นภาระหน้าที่อันจำเป็นของกฎหมาย ดังนั้นกฎหมายที่ดีนอกจากจะช่วยระงับข้อพิพาทด้วยเหตุด้วยผล และการสร้างช่องทางแห่งการเรียนรู้และพัฒนาตนของมนุษย์แล้ว โดยเนื้อหาของกฎหมายเองก็ย่อมต้องหลีกเลี่ยงการสร้างความแตกแยกในสังคมด้วย สังคมจะสงบสุขและไม่แตกแยกหากทุกคนได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมและยุติธรรม เหมาะสมตามเหตุตามผล และ “ด้วยเหตุด้วยผล” ดังที่ประมวลกฎหมายของจักรพรรดิจัสติเนียน ในสมัยโรมัน ซึ่งบัญญัติไว้มานานมากว่า ๑๕๐๐ ปีมาแล้วว่า “ความยุติธรรมคือเจตจำนงอันแน่วแน่ตลอดกาล ที่จะให้แก่ทุกคนในส่วนที่เขาพึงจะได้”

แล้วภาพกฎหมายในปัจจุบันเป็นอย่างไร? เป็นหลักชัยให้แก่การปกครองได้จริงหรือไม่? ปัญหานี้ต้องล่วงพิจารณาไปถึง “คน” ผู้กุมอำนาจในการ “ร่างกฎหมาย” และ “คน” ผู้ทรงภูมิและอำนาจในการ “ใช้และตีความกฎหมาย” ด้วย เหตุเพราะในปัจจุบัน กฎหมายหาใช่สิ่งที่จะยึดโยงกับธรรมอันล่องลอยอยู่บนฟากฟ้าอีกต่อไป หากแต่ยึดโยงอยู่กับ “อำนาจ” ไม่ว่าจะเรียกมันว่า “บริหาร” “นิติบัญญัติ” หรือ “ตุลาการ” ก็ตาม

ดังนั้นจึงเป็นที่น่าสงสัยว่า ระหว่างการควบคุม “อำนาจ” ด้วยหลักธรรม คำสอน โบราณประเพณี ความเชื่อถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กับ ด้วยคน ผ่านองค์กร ผ่านอำนาจตามกฎหมายทั้งหลายที่ออกจากโรงงานผลิตกฎหมายอย่างรัฐสภาและทำเนียบรัฐบาลในปัจจุบัน อย่างไหนจะมีประสิทธิภาพและยั่งยืนกว่ากัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิงครับ

ใครสนใจจะหาอ่านแหล่งข้อมูลที่ผมใช้เป็นวัตถุดิบทั้งทางตรงและทางอ้อมในงานเขียนชิ้นนี้ โปรดตามไปอ่านได้ดังรายนามดังนี้ครับ บางเล่มอาจจะหายากสักหน่อย เพราะไม่ได้พิมพ์เผยแพร่ เป็นแค่เพียงกระดาษอัดสำเนาครับ

๑. บรรดาข้อความคิดว่าด้วยสถานภาพกษัตริย์ รวมทั้งสิทธิธรรมขององค์พระมหากษัตริย์ ผมรวบรวมจากหนังสือเหล่านี้ครับ - สูจิบัตร (ที่หนาที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น ประกอบด้วยบทความสามชิ้นกว่า ๕๐ หน้า) งานประชุมสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง กฎหมายตราสามดวง: แว่นส่องสังคมไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในโอกาสที่กฎหมายตราสามดวงมีอายุครบ ๒๐๐ ปี และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในโอกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติปีที่ ๖๐ ในพุทธศักราช ๒๕๔๘ และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์หนังสือ กฎมณเฑียรบาล ฉบับเฉลิมพระเกียรติ วันพุธที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๘ เวลา ๑๗.๐๐ น ณ ห้องคริสตัล บอลลูม โรงแรมตะวันนารามาดา กรุงเทพมหานคร ผมอ้างอิงถึงเฉพาะในส่วนบทความแรกเรื่อง “ความรู้เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และ “กฎมณเฑียรบาล”” ซึ่งเขียนโดย ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร เมธีวิจัยอาวุโสของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยครับ - บทความเรื่อง “กฎมณเฑียรบาล: ภาพลักษณ์และสถาบันกษัตริย์” เขียนโดย อาจารย์วรพร ภู่พงศ์พันธุ์ ปรากฏอยู่ใน เอกสารประกอบการประชุมสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง กฎหมายตราสามดวง: แว่นส่องสังคมไทย ครั้งที่๒ ไม่มีพิมพ์เผยแพร่ครับ เป็นกระดาษอัดสำเนา - หนังสือ “ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย” โดย รองศาสตราจารย์แสวง บุญเฉลิมวิภาส สำนักพิมพ์วิญญูชนครับ พิมพ์ครั้งที่ ๕ แล้ว เล่มนี้มีจำหน่ายครับ ราคา ๒๓๐ บาท (อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ผมเองครับ)

๒. บรรดาข้อความคิดเกี่ยวกับนิติปรัชญากฎหมาย มีรายนามดังนี้ครับ - หนังสือชื่อ “นิติปรัชญา” ของ ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ ตำนานกฎหมายที่ยังมีลมหายใจอยู่ครับ พิมพ์ครั้งที่ ๖ แล้ว จัดพิมพ์โดยโครงการตำราและวารสารนิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังมีวางจำหน่ายอยู่ครับ ราคาเล่มละ ๒๘๐ บาท - เล่มนี้จะขาดเสียไม่ได้ครับ หนังสือหารับประทานของผมเลย อ้างทุกเมื่อหากมีโอกาสครับ ชื่อว่า “นิติศาสตร์แนวพุทธ” โดย พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) หนึ่งในฮีโร่ในดวงใจของผมเลยครับ คำสอนของท่านมีอิทธิพลต่อแนวคิดทางด้านกฎหมายของผมอย่างมากทีเดียว จัดพิมพ์โดยมูลนิธิพุทธธรรม ราคาเล่มละ ๗๐ บาท น่าจะยังมีขายอยู่นะครับ

๓. บรรดาตัวบทจากพระอัยการลักษณะต่าง อันถือเป็นข้อมูลปฐมภูมิ ก็จากเล่มนี้ครับ “ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ ๑ จุลศักราช ๑๑๖๖ พิมพ์ตามฉบับหลวง ตรา ๓ ดวง” จัดพิมพ์โดย “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” (ชอบชื่อนี้จริงพับผ่า) โดยมีทั้งหมดสามเล่มนะครับ ไปหากันเอาเองครับว่าแต่ละพระอัยการอยู่ในเล่มไหนกันบ้าง (ฮา) ซีรีย์นี้คาดว่าไม่มีวางจำหน่ายทั่วไปแล้วครับ หากสนใจหาอ่านก็ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่างๆ น่าจะมีครับ แต่ถ้าอยากได้มีไว้ในครอบครองคงต้องรองานสัปดาห์หนังสือแล้วไปถามตามบูธหนังสือเก่าน่ะครับ หลายปีก่อนเคยเดินเจอ สามเล่มสนนราคา ๑๒๐๐ บาท (ในขณะที่ผมเคยเดินผ่านห้องทำงานของคณะทำงานวารสารนิติศาสตร์ บริเวณใต้ถุนคณะผม มีวางกองระเกะระกะ ว่างๆ จะหารถไปขนให้เรียบ) หรือใครหาไม่ได้ จะใช้ฉบับของศิลปากรก็ไม่ว่ากันครับ แต่จะบอกว่า เล่มที่ผมอ้างนั้นสมบูรณ์ที่สุดครับ (ฮา) เพราะมีทั้งคำนำของผู้รวบรวมก็คือ โรแบร์ แลงกาต์ และเชิงอรรถอ้างอิงสอบทานกับฉบับหลวงทั้งสามฉบับด้วยครับ