
ข้าวขาหมูนับว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารจานเดียว ควบคู่ไปกับข้าวมันไก่ (เพราะว่าร้านข้าวขาหมู สามารถขายข้าวขาหมูเพียงอย่างเดียวได้ เช่นเดียวกับข้าวมันไก่ แต่ต่างจากข้าวหมูแดงหรือข้าวหน้าเป็ดที่ต้องไปผูกกับบะหมี่)
ปัจจุบันข้าวขาหมูหากินได้ง่าย มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง โดยเฉพาะตามฟู้ดเซ็นเตอร์ในห้างสรรพสินค้า ซึ่งดูเหมือนว่าจะกลายเป็นเมนูบังคับไปเสียแล้ว แต่ข้าวขาหมูอร่อยๆ นั้นหาได้ยากยิ่งนัก
ในมุมมองของผู้เขียน ความอร่อยของข้าวขาหมูนั้นมีปัจจัยสำคัญอยู่ 2 ประการ อย่างแรกคือ น้ำราดซึ่งเคี่ยวเอารสอร่อยของเนื้อสัตว์ (รวมถึงมันหมู!) และเครื่องเทศต่างๆ อย่างที่สองคือพริกน้ำส้มที่ปรุงให้เปรี้ยวและเผ็ด เพื่อมาตัดความเลี่ยนที่แถมมากับรสอร่อยในน้ำราด ข้าวขาหมูที่สุดยอดคือข้าวขาหมูที่สองอย่างนี้มีรสตัดกันได้พอเหมาะพอดี องค์ประกอบอื่นๆ เป็นเรื่องรองลงไป
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้ข้าวขาหมูไม่อร่อยนั้นมีเยอะกว่ามาก สิ่งที่ผู้เขียนมักพบบ่อยๆ ในข้าวขาหมูตามฟู้ดเซ็นเตอร์คือผักดองที่แข็งจนเกินไป ซึ่งส่งผลให้ข้าวขาหมูระดับธรรมดาที่ไม่โดดเด่นแต่ก็ไม่มีอะไรเสียหาย กลายเป็นข้าวขาหมู "พอกินกันตาย" ที่เสียสุนทรียรสในการรับประทานไป
กระเทียมเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้ข้าวขาหมูเสียรสไปได้ง่ายๆ อย่างคาดไม่ถึง กระเทียมสำหรับกินคู่กับข้าวขาหมูที่ดีนั้นต้องเป็นกระเทียมกลีบเล็กที่มี ความเผ็ดร้อนมากกว่า ที่สำคัญต้องไม่ปอกเปลือกเนื่องจากกระเทียมที่ติดเปลือกจะกรุบกรอบกว่า ในขณะเดียวกันการเป็นกระเทียมกลีบเล็กก็ช่วยให้เปลือกกระเทียมไม่แข็งและหนา จนเกินไป สามารถเคี้ยวทั้งเปลือกได้อย่างไม่มีปัญหา
ร้านข้าวขาหมูโดยส่วนมาก (แต่ไม่ทั้งหมด) นิยมเสิร์ฟผักคะน้ามาเป็นเครื่องเคียงอีกหนึ่งชนิด ต้นคะน้าที่เหมาะกับข้าวขาหมูต้องเป็นคะน้าขนาดเล็กเพื่อให้ก้านไม่แข็งจน เกินไป ตามปกติเมื่อเราสั่งข้าวขาหมู พ่อครัวแม่ครัวจะนำต้นคะน้าสดลงไปจุ่มในหม้อต้มขาหมูเพื่อให้คะน้าเฉา นิ่มและไม่เหม็นเขียว ในระหว่างที่รอนั้นก็สับขาหมูไปพลางๆ โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนชอบคะน้าที่นิ่มเป็นพิเศษ ซึ่งระยะเวลาการจุ่มของคนทำข้าวขาหมูโดยทั่วไปนั้นจะสั้นเกินไปสักนิด ต้องสั่งกำกับเป็นกรณีพิเศษ
นอกจากผัก พริกและกระเทียมแล้ว ร้านข้าวขาหมูทั่วไปยังมี "ออพชั่น" ให้เลือกอีกสองชนิด นั่นคือไส้หมูและไข่ต้ม การกินข้าวขาหมูพร้อมไส้หมูพะโล้จะช่วยให้เนื้อสัตว์ในจานเพิ่มความกรุบกรอบ จากไส้เข้ามา นอกไปจากความนุ่มของเนื้อขาหมูที่มีอยู่แล้ว ส่วนไข่ต้มนั้นเป็นการเพิ่มอาหารโปรตีนรสจืดเข้ามาช่วยดึงรสเค็มของเนื้อขา หมูให้อ่อนลง (รวมถึงรสเปรี้ยวและเผ็ดจากพริกน้ำส้มและเครื่องเคียง) การเลือกออพชั่นเหล่านี้ขึ้นกับรสนิยมของผู้รับประทานแต่ละท่าน ส่วนผู้เขียนนั้นเลือกจะสั่ง "ขาหมู-ไส้" ทุกครั้งที่กินข้าวขาหมู
ถึงแม้ว่าจะมีคำว่า "ข้าว" นำหน้า แต่ในบางครั้งเราอาจเห็นคนกินขาหมูพะโล้กับหมั่นโถว ซึ่งเข้ากันได้ดีเช่นกัน เพราะแป้งหมั่นโถวรสจืดจะเข้าคู่กับความเข้มข้นของขาหมูได้อย่างลงตัว อย่างไรก็ตามแป้งหมั่นโถวนั้นจะมีลักษณะที่อัดแน่นกว่าข้าวสวย ทำให้คนกินเกิดอาการเลี่ยนได้ง่าย ต้องใช้พริกน้ำส้มเข้าช่วยมากกว่าการกินกับข้าวเปล่าตามปกติ
เคล็ดลับในการกินข้าวขาหมูให้อร่อยนั้นมีเพียงข้อเดียวคือ "อย่ากลัว" ผู้เขียนมักได้ยินเพื่อนหลายคนโดยเฉพาะสาวๆ ตั้งเงื่อนไขมากมายในการกินข้าวขาหมู ที่พบบ่อยที่สุดคือกลัวความมันเลี่ยนจากหมู ตามมาด้วยกลัวกลิ่นปากจากกระเทียมสด ถ้ามีทัศนคติแบบนี้ ต้องพึงระลึกไว้ว่าเรามากินข้าวขาหมูเพื่อเสพ "รส" อร่อยจากขาหมูเป็นเป้าหมายสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว ไม่ได้กินเพื่อโภชนาการอันดี รูปร่างที่ดึงดูด หรือกลิ่นปากที่หอมหวนแต่อย่างใด ถ้าบังเอิญเป็นผู้นิยมข้าวขาหมูเสียแล้ว ก็ต้องสลัดความคิดอื่นๆ ทิ้งไปให้หมด จากนั้นกินข้าวขาหมูด้วยความสบายใจ แล้วค่อยไปออกกำลังกายหรือหาวิธีดับกลิ่นปากตามในภายหลัง
ผู้เขียนเคยเห็นความพยายามลดความเลี่ยนของข้าวขาหมูลงไปด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น ข้าวขาหมูน้ำมะพร้าว ซึ่งโดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าไม่เข้าท่านัก เพราะมันทำลายความเลี่ยนซึ่งเป็นจุดอร่อยที่สุดของข้าวขาหมู (ตามที่อธิบายไปแล้วในย่อหน้าก่อนๆ) ลงไป อย่างที่ผู้เขียนบอกไปแล้วว่า ถ้ารักจะกินข้าวขาหมูต้องไม่กลัวความเลี่ยน ข้าวขาหมูยิ่งเข้มข้นเท่าไร ยิ่งอร่อยเท่านั้น
ถึงแม้ผู้เขียนจะเป็นหนึ่งในผู้นิยมข้าวขาหมู แต่ก็ไม่ค่อยได้ตามไปกินขาหมูเจ้าดังๆ ที่เป็นที่ลือชื่อมากนักด้วยเหตุผลด้านการเดินทาง ถ้าผู้อ่านท่านใดมีขาหมูเจ้าอร่อยก็สามารถแนะนำเข้ามาได้ สำหรับตัวผู้เขียนเองนั้น ขาหมูที่อร่อยที่สุดที่เคยกินอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นรถเข็นตรงป้ายรถเมล์หน้าตลาดอมรพันธ์ ขาหมูเจ้านี้มีพริกน้ำส้มที่รสชาติแปลกไปจากขาหมูทั่วไป ตรงที่มีรสหวานนิดๆ เพิ่มเข้ามาจากรสเปรี้ยวและเผ็ด ซึ่งเข้ากันได้ดีกับขาหมูอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าใครจะตามไปกินอาจต้องใช้ทักษะในการหาที่จอดรถสักเล็กน้อยเพราะแถวนั้น ห้ามจอดตลอดเวลา การจอดรถในเกษตรแล้วเดินข้ามถนนไปอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

