DAWN เป็นสาวน้อยอายุ 17 เธอสวมแหวนสีแดงแสดงสถานะว่าจะรักษาความบริสุทธิ์ของตัวเองไปจนกว่า ‘จะถอดแหวนวงนี้เพียงเพื่อสวมแหวนแต่งงานเท่านั้น’ DAWN เข้ากลุ่มปฏิญาณในเรื่องนี้ หนำซ้ำยังโดดเด่นจนได้เป็นตัวแทนขึ้นพูด ถ้อยคำของ DAWN จับใจ TOBY หนุ่มมาดเซอร์ยิ่งนัก จนเขาตามจีบเธอ ที่บ้าน DAWN อาศัย อยู่ในครอบครัวชนชั้นกลางแสนสุข ติดก็ตรงว่าแม่ของเธอกำลังป่วย ส่วนพี่ชายของเธอก็กลายเป็นไอ้หนุ่มร๊อคจอมเพี้ยนที่วันทั้งวันเอาแต่หมกตัว อยู่ในห้องกับหมาและแฟนสาว ร่วมรักกันไม่เลือกเวลา ที่โรงเรียน ในวิชาเพศศึกษา คุณครูก็เอาสติกเกอร์แปะทับตรงรูปอวัยวะเพศหญิงเอาไว้ (แน่นอน พวกเขาเรียนเรื่องจู๋กันอย่างเปิดเผย) ดังนั้นจะว่าไปแล้วDAWN จึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเครื่องเพศของเธอเลย!
แต่ทั้งหมดนั้นเปลี่ยนไปเมื่อเธอเริ่มมีความรัก วันหนึ่งเธอไปเที่ยวน้ำตกกับ TOBY ทั้ง คู่ว่ายน้ำเล่นเข้าไปในถ้ำ หลังจากเล้าโลม เจ้าหนุ่มโทบี้ก็เริ่มรุกหนัก ดอว์นพยายามปฏิเสธแต่ก็ไร้ผล และตอนนั้นเองที่เธอได้เรียนรู้เรื่องเพศภาคสนามจริงๆ ที่มันหนักหนาไปกว่านั้นคือ ดอว์นพบว่าจริงๆ แล้ว จิ๋มของเธอนั้นมีเขี้ยว และมันจัดการโทบี้น้อยไปเรียบร้อยแล้ว!!!!!!!!!
ที่เล่ามาข้างบนน่นเป็นเพียงแค่บทต้นๆ ของ TEETH ภาพยนต์โดย Mitchell Lichenstien (คุ้นนามสกุลไหม เขาคือลูกชายของ Roy Lichenstein จิตรกรระดับตำนานเจ้าของงาน POP ART สุด เท่ (ที่เอารูปแบบของการ์ตูนมาใช้) อันโด่งดัง) หนังพลอตระดับสุดเหวี่ยงว่าหญิงสาวในตำนานที่ถูกเรียกขานว่า Vagina Dentata หรือกล่าวอย่างง่ายๆ ว่า จิ๋มของเธอมีฟัน!!!!!!
ฟังเฉพาะพลอตก็ชวนให้ขนหัวลุก (โดยเฉพาะหนุ่มๆ) อาจจะพาลคิดไปว่านี่คือหนังสุดคัลท์ที่เต็มไปด้วยฉากสยองเลือดสาด จู๋กระจัดกระจายเกลื่อน คลอไปกับฉากอย่างว่าชนิดฮาร์ดคอร์ ถูกต้อง พวกคุณคิดถูก แต่นั่นมันถูกเพียงครึ่งเดียว ทำไมน่ะหรือ เพราะว่าเอาเข้าจริงนี่คือหนังที่เป็นได้ทั้งหนังสุดคัลท์สยองขวัญ หนังตลกห่ามเพี้ยน ไปจนถึงหนังสะท้อนสังคมที่เฉียบแหลม และหนังที่มีประเด็นน่าสนใจในชั้นเชิงอย่างยิ่ง
หนังแสดงภาพของเด็กสาวอินโนเซนท์ที่ไม่เคยรู้จักตนเองอย่างแท้จริงมาก่อน การศึกษาในโรงเรียนแบบลักปิดลักเปิด ครอบครัวที่ไม่เคยพูดคุยกันอย่างจริงจัง ไปจนถึงกระทั่งค่านิยมการรักษาความบริสุทธิ์ (หนังจิกกัดเรื่องนี้อย่างเมามัน เพราะเอาเข้าจริง มันคัดง้างและขัดแย้งกับฮอร์โมนเพศอันพลุ่งพล่านของวัยหนุ่มสาวอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเธอถูกโทบี้พยายามข่มขืน หนังแสดงให้เห็นว่าเธออาจจะสำนึกบาปเรื่องการเสียความบริสุทธิ์มากกว่าการ ที่เธอสังหารโทบี้น้อยให้เป็นเหยื่อปูเสียอีก กลายเป็นว่าใช่หรือไม่ที่การพยายามเหนี่ยวนำให้เด็กหนุ่มสาวรักษาความ บริสุทธิ์ นำไปสู่ความหนักอึ้งเป็นบาปติดใจเมื่อพลาดพลั้ง (ในโลกความจริง ใช่หรือไม่ที่หลายคนถึงขั้นฆ่าตัวตาย) จนอดสงสัยไม่ได้ว่าที่แท้แล้วข้ออ้างทางศีลธรรมที่ยกมาอ้างนั้นเพียงเป็นไป เพื่อช่วยให้บรรดาผู้ใหญ่นอนหลับมากกว่าจะปกป้องวัยที่เปราะบางนี้อย่าง จริงๆ จังๆ
เมื่อเกิดปัญหา เด็กสาวเรียบร้อยอย่างดอว์นกลับไม่สามารถปรึกษาใครได้แม้แต่คนเดียว เธอเตลิดไปไหนต่อไหนโดยไม่อาจเล่าให้แม่ที่กำลังป่วยหรือเพื่อนสนิทฟังได้ เธอเก็บปัญหาไว้กับตัว และไม่ว่าไปทางไหน เรื่องมันก็ยิ่งเลวร้ายลง คน (โดยเฉพาะผู้ชาย) ที่เธอวิ่งไปหาลงท้ายด้วยการที่พยายามจะนอนกับเธอทั้งสิ้น ทั้งไอ้หนุ่มที่แอบชอบเธอ ไปจนถึงกระทั่งไอ้พี่ชายตัวแสบ
หนังแสดงภาพ ‘ครอบครัวนิวเคีลยร์’ ของดอว์นไว้ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง พวกเขาอาศัยในบังกะโลเล็กๆ พ่อแม่นอนอาบแดดที่สนามหญ้า ลูกๆ เล่นกันอยู่ในสระยาง และว่ากันตามจริงแล้ว นั่นเป็นครั้งแรกที่จิ๋มของดอว์นสำแดงตน เมื่อพี่ชายของเธอพยายามารุกล้ำ ผลก็คือแผลเป็นที่นิ้วซึ่งสุดท้ายกลายเป็นแผลเป็น และเขายังสงสัยมาตลอดว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร บ้านที่พวกเขาอาศัยมีฉากหลังเป็นปล่องควันโรงงานขนาดยักษ์ (มันถูกจับจ้องเป็นสิ่งแรกในหนัง) มันปล่อยควันขาวมาตลอดเรื่อง แต่คนในบ้านก็ไม่เคยใส่ใจมัน ทุกคนทำเพียงคล้ายกับว่ามันไม่มีอยู่ ไม่ต่างจากเพศของดอว์น ที่ถูกทำให้ไม่มีอยู่ด้วยการไม่กล่าวถึง ปิดบัง และหล่อมหลอมให้ลืมเรื่องการมีเพศไปเสีย
ฉากที่น่าสนใจที่สุดคือ ฉากหลังจากที่ดอว์นพยายามปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องเพศ แล้วลงเอยอย่างนองเลือด เธอกลับมาที่บ้านและพยายามศึกษาด้วยตนเองด้วยการลอกสติกเกอร์ออกจากหนังสือ เรียน พอสติกเกอร์ลอกออกมา (การแสดงของน้องนางเอกในฉากนี้สุดยอดมาก เธอให้การแสดงประหนึ่งว่ามันคือการค้นพบลายแทงขุมทรัพย์!) มันจึงป็นครั้งแรกที่ดอว์นได้รู้จักตัวเองอย่างแท้จริง
โดยรวม TEETH เป็น หนังที่สนุกสนาน ดุเดือดเลือดสาดกระเซ็น และชวนช๊อคสมประสิทธิภาพหนังคัลท์พลอตประหลาด แต่ในขณะเดียวกัน การพูดถึงประเด็นเพศในวัยรุ่นของมันกลับหนักแน่นและเป็นจริงเป็นจังกว่าหนัง โจ๋ป่องอย่าง JUNO ที่พูดประเด็นท้องในวัยเรียน ภายใต้บรรยากาศสมจริง แต่โดยรวมกลับมีอารมณ์พาฝันมากกว่าจะจับจ้องมองปัญหาและวิพากษ์มันตรงๆ อย่างไรก็ดี TEETH เองก็ออกอาการลักลั่นอยู่ไม่ น้อย เพราะในฉากห้องเรียนเพศศึกษา เมื่อเด็กมองเห็นรูปอวัยวะเพศหญิงที่ถูกปิดบัง ใครคนหนึ่งบอกว่า แน่ล่ะ เขาให้เรียนแต่เรื่องจู๋เท่านั้น จิ๋มเป็นสิ่งต้องห้ามที่มองไม่ได้ ไม่ควรรู้และทำเป็นลืมไปเสีย หากในขณะที่หนังตอบโต้ความคิดจู๋เป็นใหญ่นี้ ตลอดเรื่องเราก็ไม่ได้เห้นภาพจิ๋มจริงๆ เลยสักครั้ง (แน่นอน มันเป็นปัญหาทางศีลธรรมของคนสร้าง ซึ่งเลยพ้นไปจากตัวเรื่อง) แต่ในขณะเดียวกัน เรากลับได้เห็นจู๋เกลื่อนจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่หลุดเป็นชิ้นๆ จนทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า เอาเข้าจริงหนังก็ทำหน้าที่ไม่ต่างจากหนังสือเพศศึกษาที่หนังวิพากษ์อยู่ นั่นทำให้บางทีเราอาจพบว่าหนังเรื่องนี้เป็นการพูดถึงความพ่ายแพ้หวาดแสยง ของจู๋ มากกกว่าชัยชนะของจิ๋ม ซึ่งในทางหนึ่งก็ไม่ได้ต่างจากแนวคิดชายเป็นใหญ่อยู่ดี
เอาเข้าจริงแล้ว จิ๋มมีฟันของดอว์นอาจเป็นเพียงจินตนาการเพ้อฝันของผู้หญิงที่อยากจะตอบโต้ การตกเป็นเบี้ยล่างของตนมาตลอด (ไม่เว้นแม้แต่การร่วมเพศซึ่งฝ่ายชายรุกล้ำและสอดใส่) มันคือหนทางชนะเชิงนิทานสอนใจชายเจ้าชู้ที่เห็นสตรีเป็นของเล่น (เป็นนิทานก่อนนอนที่ฝันสยองมากๆ) และที่แท้แล้ว มันอาจเป็นเพียงแค่ภาพแทนความ -หวาดกลัวการมีเพศสัมพันธ์- ของเด็กสาวที่ถูกทำให้เชื่อว่าการมีเพศสมพันธ์เป็นเรื่องผิดบาป เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และหนังแสดงให้เห็นแล้วว่า เพศสัมพันธิ์ไม่ใช่เรื่องผิดบาป หากมันสามารถเป็นสิ่งที่ยอมรับได้เมื่อมันเกิดขึ้นจากความยินยอมพร้อมใจ เกิดจากการรู้จักตนเองอย่างแท้จริง เพราะดอว์นไม่ได้กัดช้างน้อยของหนุ่มทุกคน
แต่ผู้ชายทุกคนที่ พยายามข้องแวะกับดอว์นล้วนลงเอยแบบศพไม่สวยทั้งสิ้น เพราะถึงแม้ดอว์นจะมีจิ๋มเป็นอาวุธ แต่ในความเป้นจริงเธออาศัยอยู่ในโลกที่ชายเป็นใหญ่ ดังนั้นการสามารถทำลายองคชาติของเพศชายลงได้ไม่ใช่ชัยชนะ เพราะสิ่งนั้นต้องแลกมาด้วยการยินยอมให้เพศชายรุกล้ำเข้ามาในร่างกาย โดยเนื้อแท้มันเป็นเพียงการตอบโต้อันสิ้นหวัง (แม้จะทำให้เสียวสันหลังอยู่ไม่น้อย) ของสตรีเพศเท่านั้น ดังนั้น รอยยิ้มของดอว์นในฉากสุดท้ายของหนัง (ที่พยายามทำให้มันเป็นหนังตลกร้าย) จึงกลายเป็นเพียงรอยยิ้มอันสิ้นหวังเท่านั้นเอง

