คำนำจากหนังสือ
กาจับโลง –BOOKVIRUS ฟุ้งซีรี่ส์ 03

เรื่องสั้นแปลจากนักเขียนระดับโลก
แปลโดย แดนอรัญ แสงทอง และ ธิติยา ชีรานนท์
กรกฏาคม 2552
ราคา 99 บาท
สำนักพิมพ์ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส)
วางจำหน่ายแล้วที่ร้าน คิโนะคุนิยะ สาขาพารากอน และ อิเซตัน (อาคารเซ็นทรัลเวิลด์)
************************************************************
กรรมมี สีไม่ตก
เปิดคลีนิค (เลี้ยงไข้) โดย สนธยา ทรัพย์เย็น
นอกเหนือจากเรื่องบาปบุญที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว คำว่า “กรรม” นั้นยังมีความหมายอื่น ๆ ในทางการงาน หรือ ความรับผิดชอบอีกด้วย แต่ที่แน่ ๆ คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่มีผู้บัญญัติคำว่า “วรรณกรรม”
เหตุไฉนจึงมีคนทะลึ่งจับคู่ “วรรณ-กรรม” เข้าด้วยกันอาจมีมูลดีเป็นเหตุ แต่คนที่ทะลึ่งกว่าอย่างผมนั้นกลับอยากจะคาดเดาในทางเป็นเลศ เหตุเพราะคนใดที่เกี่ยวข้องกับ “วรรณกรรม” (ยกเว้นของตายประเภทเบสท์เซลเลอร์ส) ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน-นักอ่าน-ผู้จัดพิมพ์ สุดท้ายแล้วก็ล้วนแบกวงเวียนกรรมอันหนักอึ้งด้วยกันทั้งสิ้น ยิ่งในโลกไซเบอร์เฟื่องฟูด้วยแล้ว การจัดพิมพ์หนังสือที่แปลกหูแปลกตาก็ยิ่งเพิ่มอัตราความเสี่ยงขึ้นพูนทวี ยิ่งหากใครรักชอบงานวรรณคดี (คำนี้ดูศักดินาพิกล) ชนิดจริงจังด้วยแล้วยิ่งควรพิจารณาตัวเองให้จงหนัก เพราะกรรมที่สร้างมาอาจล้นเกินจนหาที่ซุกตัวในสังคมไม่ได้
ฤาแง่หนึ่งการอ่านนั้นกลับเหมือนภาพพจน์เชิงโรแมนติกที่กินไม่ได้ หาประโยชน์ไม่เจอโดยชอบธรรม ใครกันที่เห็นดีเห็นงามกับการอ่านหนังสือ - กระทรวงศึกษา ? คณะผู้จัดงานมหกรรมลดราคาหนังสือแห่งชาติ ? ใครบ้างที่ได้รับการพิจารณาอนุญาตให้อ่านหนังสือ - นักเรียนที่ต้องติวเข้มก่อนสอบ หรือเตรียมเอนทรานซ์ ? คนตกงานที่ต้องการคู่มือทำกิน ? หัวหน้าบริษัทที่ต้องการคัมภีร์ปกครองลูกน้อง ? สมาชิกสภากาแฟ ? อาจารย์ นักวิชาการบนหอคอยงาช้าง ? นอกเหนือจากนี้การอ่านที่ไม่เห็นผลชัดเจนกลับเป็นส่วนเกินที่ถูกกีดกันออกจากชีวิต ประเภทและจำนวนของหนังสือในตู้โชว์ที่เป็นตัวแทนระบุฐานะหรือรสนิยมในสังคมหนึ่ง ๆ อาจเป็นเรื่องตลกของอีกสังคมหนึ่ง ซึ่งนิยมออกแบบตู้บรรจุให้รองรับได้เพียงถ้วยโถและของประดับน้ำหนักเบา ยิ่งนานไปการอ่านวรรณกรรมเล่มจริงกลับลดความชอบธรรมลงไป จนต่ำต้อยด้อยกว่าการเฝ้าจอตู้ดูละครหลังข่าว หรือสแกนเรื่องย่อละครในหน้าหนังสือพิมพ์
แน่นอนว่าหน้าตาวรรณกรรมในความหมายของผม หรือของ BOOKVIRUS ย่อมเป็นคนละหน้าตากับนิยายหลังข่าว ทั้ง ๆ ที่ไม่หวังจงใจจะแบ่งแยกชั้นวรรณะ เป็น วรรณกรรม-วรรณคดี ให้แก่จริตเกินควร เรายังอยากจะคัดเลือกเฉพาะเรื่องที่หาอ่านไม่ได้ทั่วไปในสังคม พิจารณาว่ามีความสำคัญกับการแตกกิ่งก้านทางวรรณศิลป์ ที่สำคัญคือ ควรจะสะท้อนมุมมองต่างที่เอื้อให้เห็นการมองโลกด้วยสายตาใหม่ หรืออย่างน้อยก็ส่งเสริมอุดมคติเชิงใฝ่รู้ เพียงพอจะอดทนมองสิ่งรอบตัวอย่างจริงจังและเข้าอกเข้าใจ โดยไม่ยึดติดมากมายกับคำว่า มองโลกด้านบวก
ครั้งหนึ่งในวัยที่ผมเริ่มหัดอ่านหนังสือเพียงลำพัง ไม่มีเพื่อน พี่ หรือใครให้ข้อมูลแนะนำ วรรณะทางชนชั้นในโลกการอ่านหนังสือของผมยังไม่มีตัวตน มันต้องก่อรูปร่างไปตามมีตามเกิด ที่ร้านหนังสือเล็ก ๆ ปากซอยมิตรคามใกล้บ้าน เป็นที่พึ่งพิงสำคัญของคนขาดเพื่อนอย่างผม มันเป็นร้านเล็ก ๆ ที่ขายคละปนหนังสือทุกประเภทเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ผมเก็บตกตั้งแต่ การ์ตูนญี่ปุ่น วรรณกรรมเยาวชนของชมรมเด็ก ไทยวัฒนาพานิช ลอร์ดน้อยฟอนเติ้ลรอย, ครอบครัวโรบินสัน, เจ้าชายน้อย, ผจญภัยทะเลใต้, เรื่องเด็กวัยรุ่นของ จูดี้ บลูม, บัลลังก์เลือด, นิยายของ ลอว์เรนซ์ แซนเดอร์ส, อีริค ฟาน ลัสต์เบเดอร์, แดเนี่ยล สตีล ไล่มาถึงหนังสือขนาดมินิแบบของสำนักพิมพ์เม็ดทรายและสำนักพิมพ์เล่มเล็ก ญามิลา, นัยน์ตาสีฟ้า, เที่ยวบินกลางคืน, มาดามโบวารี, ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้, อันตอน เชคอฟ, ฟรานซ์ คาฟก้า, นิโคไล โกโกล, ฆวน รุลโฟ, แฮร์มานน์ เฮสเส หลายเล่มของสำนักพิมพ์วลี สำนักพิมพ์ดวงกมล (ยังไม่รู้อนาคตว่าต่อมาจะทำงานที่นี่) พ่วงด้วยการบ้าอ่านนิยายกำลังภายในหลายเล่มจบในร้านเช่าใกล้เคียง อดีตช่วงนั้นจึงก่อร่างสร้างตัวให้เด็กคนหนึ่งโดนอิทธิพลตกค้าง (ทั้งดีและร้าย) มาจนถึงทุกวันนี้
ลักษณะร้านอิสระรายย่อยที่ขายหนังสือหลากหลายแบบนี้แทบสาบสูญสิ้น เดี๋ยวนี้ร้านหนังสือใกล้บ้านใครก็ตาม ต้องถอยร่นเกียรติภูมิเหลือเพียงแผงนิตยสาร ร้านเช่าการ์ตูน เช่านิตยสาร แม้แต่หลายร้านชั้นนำในห้างที่เป็นแฟรนไชส์ยังต้องพ่วงขายเครื่องเขียน ขายอาหารว่าง พร้อมผูกติดกับผลิตภัณฑ์ในเครือข่ายของตน การสุ่มเสี่ยงบังเอิญจับโน่นหยิบนี่แล้วหลงเข้าใจว่า “เทพบุตรดอกทอง” เปรียบคู่สูสีกับ “สเตปเปนวูล์ฟ” แบบสมัยผมเป็นเด็กคงไม่มีอีกแล้ว เพราะปัจจุบันด้วยข้อมูลข่าวสารปากต่อปาก หรือตัวหนังสืออิเลคโทรนิคส์ที่วิ่งไวทุกทั่วถิ่น คลิกเดียวก็รู้ใครเป็นใคร ล้อชื่อพ่อ-ชื่อแม่ของ ตอลสตอย ได้ง่าย กระทั่งเล่มใหม่ของ มูรากามิ จะวางแผงวันไหน น่าแปลกที่เรากลับแทบไม่เหลือเวลาให้กับการเรียนรู้อะไรจริงจังแบบเจาะลึก
ที่น่าเสียดายกว่าคือ วรรณกรรมจริงจังบนเล่มกระดาษ กลับหาที่กำเนิดยากเย็นขึ้นทุกวัน เกิดอะไรขึ้นกับค่ายสำนักพิมพ์ใหญ่ ๆ อย่าง นานมี มติชน เนชั่น อมรินทร์ ซีเอ็ด กับการพิมพ์วรรณกรรมแปลฮาร์ดคอร์ออกมาสักเล่ม ดูราวกับว่าจะทำให้บริษัทขาดทุนย่อยยับเสียอย่างนั้น ที่ดองหนังสือแปลรางวัลโนเบลไว้ในสต็อกก็มากมี ดูทีแล้วทางเลือกของตัววรรณกรรมแปลที่ควรจะมากขึ้นตามเดือนปีที่ผ่านอาจจะไม่ได้เป็นจริงเสียแล้ว ในหลายครั้งหลายเรื่อง เมื่อ 20-30 ปีที่แล้วในบ้านเมืองเรายังเคยมีทางเลือกดี ๆ จากคนรักการอ่านเกิดขึ้นอยู่บ้าง มีสำนักพิมพ์เจ้าเล็กเจ้าน้อยที่คงไม่เคยได้เงินเป็นชิ้นเป็นอันอะไรมากมายกับการลงทุนเหล่านั้น หลายเจ้าด้วยซ้ำที่ย่อยยับไปกับอุดมคติโรแมนติกของตน และนั่นหรือคือ (ทุกข์) ลาภที่ทิ้งไว้ให้นักอ่านรุ่นใหม่ ๆ บางคนยังมีโอกาสได้คุ้ยเขี่ยในกระบะหนังสือเก่ามือสองจนถึงทุกวันนี้
บุ๊คไวรัส ห่างหายจากเล่มสองไปถึง 5 ปี กลับมาคราวนี้ไม่ได้หวังสถาปนาตัวเองเป็นทางเลือกคุณภาพมากมาย แค่เพียงต้องการทำหนังสือเรื่องสั้นแปลที่คิดว่ามีเอกลักษณ์น่าสนใจ หาอ่านไม่ได้ทั่วไป ก็ทำนองเดียวกับพวกหนังประหลาดบ้าบอใน ฟิล์มไวรัส นั่นแหละ แต่ยุคนี้ ฟิล์มไวรัส ไม่มีความจำเป็นอะไรกับสังคมอีกต่อไป คนทำ-คนอ่านด้านภาพยนตร์มีอภิสิทธิ์และมีทางเลือกมากกว่าคนทำละครเวทีตัวจ้อย-คนทำหนังสือตัวจริงมานานโขแล้ว วันเวลาต่อไปนี้เราขอคืน ศักดิ์ศรี และความโรแมนติกที่พ้นยุคให้กับภาพลักษณ์ของคนอ่านหนังสือกันหน่อย ว่าไปน่ะ การนั่งจ้องปึกกระดาษเย็บเล่มเป็นเวลาหลายชั่วโมง หากนับเป็น “กรรม” มันก็มีอุดมคติโรแมนติกในแบบที่ “คนแบกกรรม” คนดังกล่าวเท่านั้นที่จะมองเห็นความสวยงามตรึงใจ ที่สำคัญกว่าคือ มันเป็นสมบัติคู่กายพกพาไปไหนก็ได้ ไม่ต้องเสียบปลั๊ก ชาร์จแบต พ่วงจอภาพ มันเป็นจินตนาการที่สวยใสเท่าไรก็ย่อมได้ ขึ้นอยู่กับตัวคนอ่านนั้นนั่นเอง มันเป็นการนั่งมองนิมิตวิกาลส่วนตัวคนเดียวเดี่ยวโดด เหมือนเป็นโค้ดลับในจดหมายรักที่แชร์กับนักเขียน หรือเพื่อนนักอ่านเพียงไม่กี่คน ไม่ต้องอวยใครอะไรมาก ซึ่งคนที่มีสมาธิอดทนกับมันเท่านั้นจึงจะได้รับอภิสิทธิ์
(หมายเหตุ : ชื่อหนังสือ “กาจับโลง” ยืมมาจาก “ไทบ้านดูดาว” ของ นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว)
โปรดติดตามฉบับต่อไป BOOKVIRUS ฟุ้งซีรี่ส์ 04 ฉบับ “สนธิสัญญาอสูร”

