อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยสู่สากล...ใหญ่เล็กต้องไปด้วยกัน

- ผศ.ดร.เกรียงไกร เตชกานนท์ -

krieng@econ.tu.ac.th

กลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจต่อเนื่องมีความเชื่อมโยงกันในและประมาณการว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) คิดเป็นมูลค่าประมาณสองล้านล้านบาท โดยกิจการส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดกลางและเล็ก มีจำนวนกิจการที่จดทะเบียนในอุตสาหกรรมก่อสร้างประมาณแปดหมื่นถึงหนึ่งแสนราย

ในปัจจุบันนี้ ผู้ประกอบการไทยหลายราย เช่น ช.การช่าง อิตาเลียนไทย เพาเวอร์ไลน์ สามารถพัฒนาศักยภาพการดำเนินการจนสามารถขยับขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกได้ เช่น โครงการบ้านพักกีฬาเอเชียนเกมส์ ที่กาตาร์ มูลค่างาน 4,000 ล้านบาท โครงการที่อยู่อาศัยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1.075 หมื่นล้านบาท งานก่อสร้างเขื่อนน้ำเทินในประเทศลาว มูลค่า 4.7 หมื่นล้านบาท สนามบินมัณฑะเลย์ในพม่า มูลค่า 3,700 ล้านบาท เป็นต้น กลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น กลุ่มพฤกษา ก็ได้ออกไปร่วมทุนกับผู้ประกอบการในอินเดีย จีน และเวียดนาม เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย ตัวอย่างเหล่านี้คือหลักฐานของความสำเร็จของการพัฒนาผู้ประกอบการไทยในเวทีนานาชาติ

ภายใต้กระแสการเปิดเสรีทางการค้าและบริการที่ไทยมีพันธกรณีในเวทีโลก ในปี พ.ศ. 2553 ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวให้ทันกับการเปิดเสรีนี้ ทางภาครัฐได้จัดสรรงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง ด้วยวงเงิน 1.56 ล้านล้านบาท ระหว่างปี 2553-2555 ซึ่งมีโครงการจำนวนมากเกี่ยวข้องกับภาคการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน จึงเป็นความหวังที่จะช่วยให้วงการรับเหมาก่อสร้างฟื้นตัว แต่ปัญหาที่ผู้รับเหมาประสบในขณะนี้คือราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น

ดังนั้นผู้รับเหมาจำเป็นต้องมีการวางแผนการดำเนินการที่ดีเพื่อรองรับความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้าง ความสามารถในการจัดการ วางแผน ควบคุมต้นทุน และการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ

อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมก่อสร้างนั้นมีจำนวนมาก และส่วนใหญ่เป็นรายเล็กซึ่งยังมีข้อจำกัดอยู่มาก เพราะมีประสบการณ์การทำงานน้อยกว่า ขาดการเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิต การจัดการที่เหมาะสม ภาครัฐควรส่งเสริมรายเล็กให้มีความเข้มแข็ง รายใหญ่ที่ดำเนินการในประเทศก็สามารถได้ประโยชน์ด้วย สาเหตุเพราะธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องมีความเชื่อมโยงกัน ผู้รับเหมารายใหญ่ (main contractor) ไม่สามารถทำงานก่อสร้างได้ทั้งหมด แต่ก็ต้องอาศัยผู้รับเหมาช่วงที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เช่น งานระบบไฟฟ้า ประปา สาธารณูปโภค งานโครงสร้าง งานติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ ซึ่งผู้รับเหมาช่วงเหล่านี้ก็ต้องอาศัยผู้รับเหมาช่วงย่อยอื่น ๆ ที่เป็น SMEs เข้ามารับงานต่อไป ในที่สุดคุณภาพของโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ก็ขึ้นกับความสามารถของผู้รับเหมารายย่อยด้วย ดังนั้นการเตรียมความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมที่ประกอบด้วยผู้ผลิตขนาดกลางและย่อมจำนวนมากจึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน การที่อุตสาหกรรมก่อสร้างของไทยจะแข่งขันได้ในเวทีสากล อุตสาหกรรมก่อสร้างควรจะต้องเข้มแข็งจากภายในก่อน จึงจะทำให้การก้าวสู่สากลเป็นไปอย่างมั่นคงและ ยั่งยืน

เมื่อพิจารณาถึงศักยภาพของการรับงานทั้งระบบในภาพรวม ผู้ที่อยู่ในวงการก่อสร้างจะทราบดีว่าในอดีตที่ผ่านมา อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยยังขาดมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ เนื่องจากไม่มีกฎระเบียบที่จะเข้าไปดูแลที่ชัดเจน ทั้งในแง่ของวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการและแรงงาน ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการแข่งขันที่ผู้ประกอบการรับเหมาของไทยไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทต่างชาติได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่จะช่วยยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย เพื่อเตรียมรับมือกับการเปิดเสรีที่จะมาถึงในปีหน้านี้ ซึ่งทางภาครัฐเองก็ได้เห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้าง และมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล เช่น กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมจัดทำ "แผนพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย" เพื่อให้เป็นไปตาม "แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555" โดยมุ่งแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งระบบใน 3 ด้าน คือ 1) การพัฒนาบุคลากร 2) การพัฒนายกระดับวิสาหกิจ และ 3) การสร้างเครือข่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยจะใช้งบประมาณ 2,500 ล้านบาท กรอบการดำเนินงานระยะเวลา 3 ปี เริ่มจากปี 2553-2555 โดยจะมีแผนจัดตั้งสถาบันก่อสร้าง ซึ่งเป็นสถาบันอิสระภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมด้วย

อย่างไรก็ดี ยุทธศาสตร์เหล่านี้จำเป็นต้องทำควบคู่กับการสนับสนุนด้านอื่นด้วย เช่น การทำโรดโชว์ในต่างประเทศ การจับคู่ลงทุนเพื่อรับโครงการก่อสร้างในต่างประเทศ การให้สิทธิประโยชน์ทางการลงทุน หรือการสนับสนุนทางด้านการเงิน เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงิน ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) เป็นต้น

นอกจากโครงการที่กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการแล้ว อีกหน่วยงานหนึ่งที่เน้นส่งเสริมกิจการขนาดกลางและเล็กคือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่ได้ดำเนินโครงการพัฒนาเครือข่าย SMEs ในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ในโครงการนี้มีกิจกรรมที่น่าสนใจดังนี้ กิจกรรมการจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจต่อเนื่องเบื้องต้น โดยจะมีการรวบรวม ปรับปรุงข้อมูลผู้ประกอบการจากแหล่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ร่วมกับการสำรวจภาคสนามเพื่อรับฟังปัญหาในการประกอบกิจการ ข้อมูลพื้นฐานจะช่วยให้รัฐบาลสามารถวางแนวทางการพัฒนาต่อไปได้อย่างมีทิศทาง และเพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้ประกอบการในเครือข่าย ศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้รับผิดชอบในการรวบรวมฐานข้อมูลเบื้องต้นนี้ ผู้ประกอบการที่ต้องการสะท้อนปัญหาหรือต้องการให้ข้อมูลกิจการของท่านสามารถส่งอีเมล์ถึงผู้เขียนได้

อีกกิจกรรมหนึ่งซึ่งมีความคล้ายคลึงกับแผนพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยคือ กิจกรรมการจัดอบรมเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการให้เข้าใจถึงหลักการบริหารโครงการ และแผนการตลาด เพื่อให้สามารถปรับตัวได้กับการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น และเพื่ออบรมช่างให้มีความสามารถมากขึ้นโดยเน้นทักษะพื้นฐานที่ช่างพึงมี ตั้งแต่จริยธรรมของการเป็นช่างฝีมือ และทักษะอื่น ๆ ทั้งนี้โครงการของ สสว.นี้จะเน้นที่กิจการขนาดกลางและเล็กเป็นหลัก เป้าหมายอีกประการหนึ่งของกิจกรรมนี้คือ การที่ผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมกันแล้วจะนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ในสายโซ่อุปทานเพื่อให้เกิดพันธมิตรทางธุรกิจและร่วมรับงานจากผู้รับเหมารายใหญ่ หรือแม้แต่การรวมกลุ่มกันไปรับงานในประเทศเพื่อนบ้านได้ โดยจะมีการจัดอบรมในจังหวัดศูนย์กลางของแต่ละภูมิภาคในช่วงเดือนธันวาคม 2552 ถึงมีนาคม 2553 โดยผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจสามารถเข้าดูรายละเอียดและรับใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ของ สสว. ที่ www.sme.go.th หรือ ที่ 0-2278-8800 ต่อ 524 (ฝ่ายยุทธศาสตร์ SMEs รายพื้นที่/สาขา)

ผู้เขียนมีความคาดหวังต่อกิจกรรมต่าง ๆ ของกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงการตั้งสถาบันก่อสร้าง และกิจกรรมการพัฒนาเครือข่าย SMEs ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมว่าจะมีผลทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ และการยกระดับมาตรฐานผู้รับเหมาก่อสร้างให้มีมาตรฐานสูงขึ้น หากการยกระดับความสามารถผู้รับเหมาทำได้สำเร็จ ผลประโยชน์ไม่เพียงแต่จะตกแก่ภาครัฐและผู้ประกอบการเท่านั้น คือการก่อสร้างของโครงการภาครัฐมีคุณภาพดี ราคายุติธรรม ผู้รับเหมามีกำไรพอประมาณ และสามารถยกระดับความสามารถของตัวเองไปเรื่อย ๆ แล้ว ผลดียังตกแก่ผู้บริโภคด้วย เพราะผู้บริโภคส่วนมากไม่มีความรู้ในเรื่องการก่อสร้าง จึงไม่สามารถแน่ใจได้ว่าช่างที่จ้างมานั้นจะทำงานตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น การพัฒนาความสามารถช่างและทำเป็นมาตรฐานขึ้นมาก็จะมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพบริการของอุตสาหกรรมก่อสร้างโดยรวมต่อไป

นับแต่ต้นปี 2553 เป็นต้นไป การเปิดเสรีด้านก่อสร้างจะเริ่มมีผล หน่วยงานที่รับผิดชอบการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ก็จะเริ่มขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งบฯ "ไทยเข้มแข็ง" จะทำให้เกิดการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานรัฐบาล ตัวแทนจากสมาคมต่าง ๆ และผู้ประกอบการทั้งระบบ เพื่อให้ "อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยก้าวสู่สากล" อย่างแท้จริง

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 28 ธันวาคม 2552