# สวัสดีย้อนหลังกลับไปสู่ครึ่งปีที่ผ่านมากับคำว่า ‘ ความสุข ’ #
ตลอดทั้งปี 2551 ที่ผ่านมาโลกใบนี้ได้หมุนผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆมากมาย ผู้คนทั้งโลกไม่เฉพาะแต่คนไทยหัวดำอย่างเราก็หนีไม่พ้น บางกลุ่มอาจมีวิธีการในการรับมือกับความวุ่นวายต่างๆได้ดี แต่บางคนอาจไร้หนทางในการแก้ไขกับวิบัติภัยเหล่านั้นเช่นกัน แน่นอนท่ามกลางเหตุการณ์ร้ายๆต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น ย่อมค้นหาคำว่า ‘ ความสุข ’ ได้ยากยิ่งแม้ความสุขเล็กๆน้อยๆก็ตาม เนื่องจากภาระความรับผิดชอบต่างๆรอบตัวรวมถึงสภาวะต่างๆจากรอบข้าง ได้สร้างความกดดันขึงเครียดให้กับทุกคนจนทำให้มองข้ามหรือหลงลืม ความสุขเล็กๆน้อยๆที่เราสามารถหยิบฉวยกอบโกยหรือตักตวงจากมันได้ ทั้งๆที่มันอยู่ใกล้ชิดกับเราไม่ต่างกับเงาที่ตามติดตัวอยู่ตลอดเวลา
บาง คนมีความสุขสบายกับบ้านหลังใหญ่ราคาแพง บางคนอาจมีความสุขอยู่ในซอกหลืบอยู่ใต้สะพานลอยหรือทางด่วน บางคนค้นพบความสุขได้ทุกๆวันจากการช็อบปิ้งสินค้าแบรนด์เนมและเครื่องสำอาง ราคาแพงระยับจากต่างประเทศ บางคนอาจพอใจและอิ่มเอมอยู่กับการได้มีข้าวกินครบทุกมื้อและเครื่องนุ่งแค่ กันร้อนกันหนาว บางคนมีความสุขกับการได้เฉิดฉายอยู่ท่ามงานเลี้ยงของสังคมชั้นสูงที่อาบ เคลือบไปด้วยความหรูหราและแสงแฟลชวูบวาบ บางคนกลับมีความสุขอยู่กับหนังสือเล่มเล็กๆอยู่ในกระท่อมกลางป่า บางคนมีความสุขอยู่บนคราบเลือดและความหิวโหยทุกข์ยากของประชาชน แต่บางกลุ่มก็มีความสุขกับการได้ทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามโดยไม่คำนึงถึงความล่ม สลายของสังคมโดยรวม ฯลฯ และ ฯลฯ เป็นต้น ทั้งหมดทั้งหลายที่ได้ร่ายมาข้างต้นนั้น อยากถามว่า อย่างไหนคือความสุขที่แท้จริง ?
น้อยคน นักที่จะปฏิเสธและโต้เถียงว่า ความสงบสุขที่ได้รับจากแก่นแท้ของพระธรรมคำสั่งสอนของศาสนาหลักๆต่างๆคือ ความเที่ยงแท้ รวมทั้งที่แตกหน่อต่อยอดออกมาเป็นความพอเพียงหรือเพียงพอต่อปัจจัยต่างๆใน การดำรงชีวิตนั้น ล้วนเป็นแนวทางที่เที่ยงตรงในการนำมาใช้ดำรงชีวิตประจำวันแทบทั้งสิ้น แต่ผู้คนส่วนใหญ่เช่นกันกลับปฏิเสธที่จะนำมันใช้หรือปฏิบัติอย่างจริงจัง เพราะมีความกลัวหรือความละอายต่อสังคมรอบข้างจะนินทาว่า เป็นคนที่โบราณล้าสมัยหรือไม่อินเตอร์ตามสังคมตะวันตก ในเมื่อเราไม่สามารถทำใจให้ตกเป็นทาสของความล้ำสมัย(ที่ถูกหลอกว่าเป็นความ เท่เก๋ไก๋หรือความสุข แต่ความจริงมันคือความทุกข์) รวมถึงการที่ไม่สามารถหลบหนีวิกฤติการณ์ต่างๆรอบตัวที่เกิดขึ้นได้ เราจึงควรค้นหาความสุขเล็กๆน้อยๆจากสิ่งต่างๆรอบตัว มาช่วยเยียวยาหรือปลอบประโลมจิตใจของเราให้อ่อนโยนผ่อนคลายหายจากความขึง เครียดหรือความทุกข์ต่างๆนั้นเสียบ้าง โดยไม่จำเป็นต้องซื้อหากับการแลกด้วยเงินตราราคาแพงเพื่อให้ได้มันมาเพื่อ บรรเทาความทุกข์ชั่วครั้งชั่วคราว แค่หาเวลาหลบหนีจากความตึงเครียดต่างๆในแต่ละวัน หยิบหนังสือดีๆมาอ่านหรือเปิดอัลบั้มเพลงของศิลปินคนโปรดมาฟังอย่างตั้งใจ สักชั่วโมงสองชั่วโมง แค่นี้คุณก็จะได้พบกับโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยความสุขราคาถูกเรียบง่าย และไร้ซึ่งความทุกข์ใดๆมาขัดขวางความผ่อนคลายอย่างเพลิดเพลินของคุณในโลกใบ นั้น แม้ทั้งหมดที่บอกไปจะเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วก็ตาม แต่คุณเคยใช้วิธีนี้อย่างจริงจังและปฏิบัติด้วยความสม่ำเสมอหรือเปล่าล่ะ ?
และ ที่ผมหายไปไม่ส่งต้นฉบับเข้ามาอัพเดทเลยเกือบ 6-7 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากผมหนีโลกแห่งความจริงที่กำลังมีเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆเกิดขึ้น เข้าไปอยู่ในโลกของเสียงเพลงและหนังสือไงครับ แล้วก็เห็นผลด้วย เพราะเมื่อผมกลับมาอีกที ก็พบว่า ประเทศไทยและโลก ( หมายถึงสหรัฐอเมริกา)ได้เปลี่ยนผู้นำรัฐบาลใหม่ไปแล้วเรียบร้อย จึงทำให้มีกำลังใจส่งต้นฉบับมาอัพเดทเลยทันที...............
หาเวลาย้อนหลังกลับไปหาความสุขอันไร้ขอบเขตจากบทเพลงต่างๆ ในอัลบั้มทั้งหมดข้างล่างนี้ได้ตามใจต้องการครับ
...................................
อัลบั้ม มหรสพชีวิต
ศิลปิน ไทร – อำนาจ ศิระวงษ์ธรรม
สังกัด Here – www.hisotiddin.com
ใน โลกใบนี้มีเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆที่เข็มขัดสั้น ( คาดไม่ถึง) เกิดขึ้นเยอะมาก จนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าควรรับรู้หรือควรปล่อยวางดี ด้วยความก้าวล้ำนำหน้าของเทคโนยีใหม่ๆที่สามารถย่อโลกทั้งใบใหญ่ๆให้กลาย เป็นลูกแก้วลูกเล็กๆอยู่ในมือ ข่าวสารมากมายที่มาจากทั่วทุกมุมโลกได้ล้นทะลักจนเสพกันไม่หวาดไม่ไหว คนส่วนใหญ่จึงตกเป็นทาสของข้อมูลเหล่านี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ทั้งๆที่ไม่เคยนำมันมากลั่นหรือกรองเสียก่อน ใครที่หัวอ่อนก็เสร็จโจรส่วนใครหัวแข็งก็อยู่รอดปลอดภัย เนื่องจากข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่ในวันนี้ล้วนเต็มไปด้วยขยะแทบทั้งสิ้น พฤติกรรมต่างๆรวมไปจนถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมของผู้คนทั่วโลกที่เคยเป็นเคยอยู่ กัน ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คนไทย เด็กไทยและประเทศไทยของเราก็หนีไม่พ้นวงจรการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน
ไทร – อำนาจ ศิระวงศ์ธรรม เป็นชายหนุ่มวัยกลัดมัน มีสัญชาติไทยและเชื้อชาติไทย 100 เปอร์เซ็นต์ ได้ตั้งข้อสังเกตและแสดงความคิดเห็นด้วยความเป็นห่วงพฤติกรรมของวิถีชีวิตใน สังคมไทย ผ่านอัลบั้ม ‘ มหรสพชีวิต ’ ได้อย่างน่าสนใจและนำมาขบคิดอย่างจริงจัง แม้จะเป็นอัลบั้มที่มีแค่ 5 เพลงกับดนตรีโฟล์คพ๊อพธรรมดาๆ ไม่มีอะไรล้ำหน้าหรือถอยหลัง แต่กลับเป็นข่าวสารหรือข้อเท็จจริงที่เราคนไทยทุกคนกลับมองข้ามไปอย่างหน้า ตาเฉยกับเรื่องต่างๆคล้ายเส้นผมบังภูเขา จะบอกว่าเขาเป็นกวีก็ไม่ใช่ นักพูดก็ไม่เชิง นักต่อต้านสังคมก็ไม่ถึงกับโดดเด่น เป็นศิลปินแท้ๆซิน่าจะใช่ ! และควรเรียกเขาง่ายๆว่า ‘นักพูดเพลง’ ดีกว่า จะได้เข้าใจในสิ่งที่เขานำเสนอได้ตรงกันอย่างแจ่มชัด
‘ ที่นี่เมืองพุทธ ’, ‘ ไฮโซติดดิน ’, ‘ ความรักของพี่เอก ’, ‘ คนที่ทำเหมือนเงินซื้อไม่ได้เอาใจยาก ’ และ ‘ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๙ ’ คือ 5 เพลงในอัลบั้มชุดนี้ ที่สามารถทำให้เรายิ้มหัวเราะและร้องไห้ได้กับเรื่องราวของความจริง จากเรื่องจริง ของคนไทยจริงๆ โดยคนจริงที่ชื่อว่า ไทร – อำนาจ ศิระวงศ์ธรรม (อยากรู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหนก็เข้าไปค้นหาได้ที่ www.myspace.com/hisotiddinw ได้เลย) ที่ผมกล้าเรียกว่าเขาเป็นคนจริง เพราะในแวดวงของสังคมไทยโดยเฉพาะวงการดนตรีในวันนี้ เราไม่สามารถหาฟังเพลงหรือดนตรีที่กล้านำเสนอเรื่องราวของความเป็นจริงที่ เกี่ยวกับ วิถีชีวิต สังคม การเมืองและเศรษฐกิจได้อีกแล้ว แม้แต่วงที่เรียกตัวเองว่าเป็น ‘ ศิลปินเพื่อชีวิต ’ ก็ตาม เนื่องจากทุกคนที่เป็นศิลปินหรือนักแต่งเพลงต่างก็มีเหตุผลและจุดมุ่งหมาย เดียวกันคือ ‘ ทำเพลงและทำดนตรีเพื่อชีวิตปากท้องของตัวเองและคนรอบข้าง ’ มากกว่าที่จะทำเพื่อวิถีชีวิต สังคมและปากท้องของคนไทยทุกคน ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผิดหรือน่ารังเกียจแต่อย่างใด แต่คนอย่างไทร – อำนาจ ศิระวงศ์ธรรม กล้าที่จะทำมากกว่านั้นและเป็นการตอบโจทย์ของคำว่า ‘ Pure Art ’ โดยแท้จริง
ศิลปะที่ดีคืออะไร ? ผมไม่รู้เพราะผมไม่ได้เรียนจบทางศิลป์มาและไม่เคยประกาศตัวเองต่อสังคมว่า เป็นศิลปินอาชีพ แต่ชอบค้นหาเพื่อนำมาเสนอวิพากย์วิจารณ์อย่างชื่นชมและหลงใหลในงานศิลป์จาก ศิลปินทุกแขนง ที่กล้านำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม เพื่อให้ผู้คนได้ฉุกคิดและตระหนักถึงความถูกผิดที่เคลือบแฝงและแอบซ่อนอยู่ กับทุกสิ่งทุกอย่างและทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวในทุกๆวัน
พระ เจ้าองค์ใหม่ของผู้คนทั่วโลกคือ เงินตราและเทคโนโลยีสุดล้ำ กับพระเจ้าองค์เดิมคือ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมที่ดี ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมดั้งเดิม และศีลธรรมจรรยาของศาสนาหลักต่างๆ เราควรจะเลือกพระเจ้าองค์ไหนดี ? ผมก็ไม่สามารถตอบหรือเลือกให้คุณได้ แต่ไทร – อำนาจ ศิระวงศ์ธรรม มีลายแทงที่ดีและสามารถชี้ทางให้คุณได้เลือกคำตอบที่ถูกต้อง ผ่านดนตรีโฟล์คและเรื่องราวที่น่าสนใจในอัลบั้ม ‘ มหรสพชีวิต ’ ได้อย่างเรียบง่ายแต่แหลมคมจนอดทึ่งไม่ได้กับความอัจฉริยะอย่างกล้าหาญของ เขา
ดนตรีดี เนื้อหาดี โปรดักชั่นซาวน์ดก็ดี เสียงร้องและพูดก็ไพเราะเสนาะหู เสียอย่างเดียวมีแค่ 5 เพลงน้อยไปนิดเลยไม่อิ่ม เอาอีกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ .... ผมอยากฟังมากกว่านี้อีก.
# Exclusive Review : อัลบั้มใหม่ล่าสุดของ อพาร์ตเมนต์คุณป้า ‘ สมรสและภาระ ‘ แบบ Raw Version #
อัลบั้ม สมรสและภาระ
ศิลปิน อพาร์ตเมนต์คุณป้า
สังกัด Sexy Pink / Here
“พลังที่ยิ่งใหญ่คือพลังประชาชน แต่ถ้าพลังมันมากไปต้องระวังจราจล
การเมืองสมัครเล่นทำให้เราเข้าตาจน ความคิดแตกเป็นหลายสาขาเหมือนกับร้านชลาชล
นี่ไม่ใช่เวลามานั่งเถียงหรือว่าหาเหตุผล ยิ่งสมานฉันท์มากก็ยิ่งโกลาหล
ประเทศเรานั้นดีมีประชาธิปไตย นักการเมืองไม่โกงกินเขาก็ชิมไปบ่นไป“
นี่ คือแทร็คเบิกโรงโดยใช้คำพูดแบบกลอนสดหรือภาษาของดนตรีนิยมเรียกว่า ‘ Interlude ’ ซึ่งมีชื่อว่า ‘ บทกวีเพื่อคุณสมัครที่รักยิ่งของพวกเราทุกคน ’ …………………………
ตั้งแต่ผมเข้ามาทำงานอย่างเต็มตัวอยู่ในวงการดนตรี ของประเทศนี้ ในฐานะของการเป็นนักเขียนและนักวิจารณ์งานเพลงทั้งไทยเทศ เป็นครั้งแรกที่ได้รับโอกาสแบบนี้จากศิลปินไทย ให้นำเอาผลงานเพลงชุดใหม่ล่าสุด 9 เพลงที่เพิ่งอัดเสร็จสดๆร้อนจากสตูดิโอ โดยที่ยังไม่ผ่านขั้นตอนสุดท้ายคือ Mixed & Mastering มารีวิวหรือเขียนแนะนำได้ ปกติแล้วผมจะได้ฟังผลงานแบบนี้หรือที่เรียกว่า Raw Version ( เวอร์ชั่นแบบสดๆดิบๆ)จากศิลปินต่างประเทศเท่านั้น(โดยต้นสังกัดส่งมาให้) เนื่องจากศิลปินชื่อดังในต่างประเทศส่วนใหญ่จะชอบเชิญให้นักวิจารณ์บางกลุ่ม ที่พวกเขาให้ความเชื่อถือในความคิดเห็น มาฟังเพลงใหม่เพิ่งบันทึกเสียงเสร็จที่สตูดิโอและก๊อบปี้ใส่ซีดีนำไปเขียน วิจารณ์ได้อย่างเต็มที่ ก่อนอัลบั้มจะมิกซ์เสร็จสมบูรณ์แบบแล้วนำออกวางขายอีก 2-3 เดือนต่อมา เพื่อต้องการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจะได้นำไปปรับเปลี่ยนให้มันออกมา เป็นเพลงที่ดีที่สุดตอนมิกซ์ครั้งสุดท้าย ตอนแรกคุณบอลในฐานะพ่อบ้านของอพาร์ตเมนต์คุณป้า ได้โทรฯมาเรียกผมให้เข้าๆไปฟังเพื่อขอความคิดเห็นกับงานเพลงใหม่ชุดนี้ จากนั้นก็ก๊อบปี้เป็นซีดีอีกแผ่นให้ผมติดกลับมาฟังซ้ำอีกครั้งที่บ้าน เมื่อได้ฟังซ้ำรอบแล้วรอบเล่าผมจึงโทรฯกลับไปบอกว่า จะถือวิสาสะนำเพลงในเวอร์ชั่นดิบๆแบบนี้เขียนวิจารณ์ลงคอลัมน์รีวิวของนิ ตรสารแฮมเบอเกอร์นะ คำตอบที่ได้รับคือ ‘ เต็มที่เลยพี่ ’ ในเมื่อกล้าให้ฟังก่อนก็ต้องกล้าให้เขียนวิจารณ์ก่อนด้วยซิ ! ...........แล้วจะรอช้าอยู่ทำไมล่ะพี่น้องคนไทยที่รัก....
‘สมรส และภาระ’ คือชื่ออัลบั้มชุดนี้ที่พวกเขาปล่อยข่าวออกมาให้แฟนเพลงทั่วไปได้กระหายใคร่ อยากฟังแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ กับชื่อที่ฟังดูเหมือนซีเรียสและเป็นผู้ใหญ่จนเกินตัว(แม้สมาชิกทุกคนจะเป็น ผู้ใหญ่เต็มตัวจริงๆแล้วก็ตาม) เนื่องจากพวกเขาได้กลายเป็นขวัญใจวัยรุ่นและเด็กสารพันแนวทั่วประเทศไปแล้ว ในวันนี้ หลังจากที่ประสบความสำเร็จจนแทบสำลักกับรางวัลต่างๆที่ได้รับจากอัลบั้มชุด ที่ผ่านมา โดยเฉพาะเพลง ‘ ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ ’ ในเวอร์ชั่นที่พวกเขาไม่ได้ร้องเอง จากวงดนตรีอินดี้ที่ทำดนตรีได้แปลกแยกแถมเนื้อหาก็ฟังเข้าใจยาก เสียงนักร้องก็ไม่ไพเราะเหมือนวงอื่นๆ อพาร์ตเมนต์คุณป้าได้ใช้เวลาอย่างอดทนอดกลั้นกับความงุนงงเหล่านั้นมาหลายปี โดยการออกผลงานมาอย่างต่อเนื่องและออกตระเวณทัวร์อย่างหนัก กว่าจะคลี่คลายและสามารถทำความเข้าใจต่อคนฟังเพลงทั่วไปว่า พวกเขาคือใครและกำลังทำอะไรให้กับวงการเพลงไทย ? วงอพาร์ตเมนต์คุณป้าในวันนี้จึงเป็นวงดนตรีที่แฟนเพลงทั่วประเทศได้จับตามอง และติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเขามากพอๆกับพี่เบิร์ดหรือกอล์ฟ – ไมค์เลยทีเดียว ฮิฮิ
หลายๆคนคงได้ฟังซิงเกิลแรก ‘ลิปสติกบนลิปสติก’( ซึ่งเคยเขียนไปแล้ว) และซิงเกิลที่ 2 ‘ เป็นไปได้ไง ’ ซึ่งปล่อยออกมาทางสถานีวิทยุต่างๆกันแล้ว เลยจะขอบรรยายถึงดนตรีและเนื้อหาของแต่ละเพลงที่เหลือแล้วกัน ดังที่เรารู้และคุ้นเคยกันอยู่แล้วว่า แนวดนตรีหลักๆที่วงนี้เล่นกันอยู่คือร็อคแอนด์โรล พังค์ร็อคและฟังกี้ โดยมีกลิ่นอายของดนตรีบลูส์และเมนสตรีมร็อคล่องลอยอยู่อบอวล แต่ภาพรวมของดนตรีในอัลบั้มชุดนี้นั้นพวกได้เขาเน้นไปที่รากฐานที่มาของพวก เขาเลยคือดนตรีบลูส์ใหลไปสู่ร็อคแอนด์โรลและดนตรีอินดี้พ๊อพร็อคในสไตล์ที่ พวกเขาถนัด สรุปได้ง่ายๆว่า พวกเขาได้ลดละเลิกความพลุ่งพล่านกลับสู่ความเรียบง่ายที่คลี่คลายและสงบ เยือกเย็น เพื่อให้เป็นไปตามวัยและประสบการณ์ที่ได้รับจากการเวียนว่ายอยู่ในแวดวง ดนตรีตลอด 6-7 ปีที่ผ่านมา พวกเขากล้าที่จะเรียกตัวเองว่า ‘ เป็นวงดนตรีเพื่อชีวิตของสหัศวรรษใหม่ ’ ผลงานชุดนี้เลยกลายเป็นอัลบั้มเพลงพ๊อพเพื่อชีวิตที่ถูกห่อหุ้มด้วยดนตรี บลูส์ไปโดยปริยาย
‘ บทกวีเพื่อคุณสมัครที่รักยิ่งของพวกเราทุกคน ’ คือการร่ายบทกวีของร็อคสตาร์เพื่อยืนยันว่า ดนตรีร็อคแอนด์โรลนั้นสามารถนำมารับใช้สังคมและการเมืองได้ โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นเวทีชี้หน้าด่ากราดเขาไปทั่วโดยไม่แยกแยะให้ดีเสียก่อน ว่าใครเป็นใคร
‘ เป็นไปได้ไง ’ ร็อคแอนด์โรลสไตล์ถนัดของพวกเขาที่ถูกยกมาเปรียบเปรยประชดประชัน พวกนักกินเมืองทั้งขาจรและขาประจำจนถึงทหารและตำรวจ ที่นำเอานโยบาย ‘ สมานฉันท์ ’ มาใช้ได้น่ารังเกียจที่สุดในโลกในรอบปีที่ผ่านมา
‘ ดึกแล้วคุณขา ’ ดนตรีบัลลาดร็อคที่เล่าเรื่องของสงครามสามารถทำลายล้างความสุขของผู้คนได้ใน ชั่วพริบตา เป็นเพลงที่ทำดนตรีได้ขัดแย้งกับเนื้อหาแต่กับกลมกลืนลงตัวได้อย่างน่าทึ่ง ท่วงทำนองที่ไพเราะด้วยเสียงอันพริ้วไหวของเปียโนกับเสียงร้องอันขมขื่นจาก การสูญเสีย เป็นเพลงที่ใช้นำไปเปิดตอนจบของภาพยนตร์เรื่อง ‘ ดึกแล้วคุณขา ’ ของ สันติ แต้พานิชด้วย
‘ Back Stage Love ’ ดนตรีร็อคแอนด์โรลอีกเพลงที่น่าจะเป็นภาคต่อมาจากเพลง ‘ Rock ‘n’ Roll(We Play)’ พูดถึงสิทธิ์พิเศษของการได้เป็นสาวกชาวร็อคที่มีโอกาสได้สังสรรค์กับฮีโร่ ของพวกเขาหลังเวที
‘ Child Again Feat. Yarinda ’ ดนตรีอินดี้ร็อคที่พวกเขาทำได้ดีไม่แพ้ร็อคแอนด์โรล มีเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษพูดถึงการได้หวนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง หลายๆคนบอกว่า ตุล ร้องเพลงภาษาอังกฤษได้ดีกว่าร้องสำเนียงภาษาไทย เพลงนี้ยืนยันได้ดีแถมได้สาวคนเก่งอย่าง ญารินดา บุนนาค มาร่วมร้องคอรัสให้ด้วย
‘ Invisible Wall ’ ดนตรีอินดี้ร็อคอีกเพลงที่ต่อเนื่องมาจากเพลงดังที่ชื่อ ‘ กำแพง ’ จากงานชุดก่อน โดยบรรยายถึงสถานการณ์หลังจากกำแพงแห่งวงการเพลงได้ถูกทำลายลงอย่างราบคาบไป แล้ว มันมีอะไรใหม่ๆดีๆเกิดขึ้นบ้างหรือยัง ?
‘ ปรากฏการณ์ ’ แก่นแท้ของดนตรีในอัลบั้มชุดนี้อีกเพลง ที่ใช้ดนตรีสไตล์บลูส์ร็อคเป็นพระเอก แต่ท่วงทำนองกลับมีโครงสร้างง่ายดายคล้ายเพลงพ๊อพทั่วๆไป เป็นเพลงที่ตุล นักร้องนำแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาการในการร้องเพลงว่า เขาร้องเป็นและร้องได้ไพเราะไม่แพ้พี่เบิร์ดแต่อย่างใด (เพราะได้รู้มาอย่างลับๆว่า เพลงนี้เป็นเพลงที่แกรมมี่ให้ตุลแต่งให้พี่เบิร์ดคนเก่งของเราร้อง แต่สุดท้ายเขาไม่เอาเนื่องจากมีคำร้องบางคำบางท่อนไม่เหมาะกับซูเปอร์สตาร์ เช่น “ .....อย่าลืมความสำคัญของคนก่อน คนที่สอนให้ได้รู้จักว่ารักเป็นเหมือนรอยสัก เจ็บปวดแต่งดงาม.... “ ) เนื้อหาพูดถึงคุณค่าของความรักความสัมพันธ์ที่งดงามในอดีตได้อย่างล้ำลึก โดยได้คุณโต้ง – Save The Last Piece มาร่วมขีดเขียนเนื้อร้องอันตราตรึงบาดใจให้ด้วย
‘ สมรสและภาระ ’ เพลงที่เป็นหัวใจของอัลบั้มชุดนี้ ที่พวกเขาย่อยสลายดนตรีบลูส์ให้กลายเป็นเพลงพ๊อพฟังง่ายได้อย่างไร้ที่ติ ทั้งเนื้อหาที่เสียดสีสังคมไทยได้แสบทรวงอย่าง “ …..ในความเป็นจริงการสมรสคือภาระ รับชะตากรรมที่ตัวฉันนั้นต้องเจอ ต้องใช้เงินบาทไทยส่งลูกเข้าเรียนอินเตอร์ เพื่อจะได้เจอกับฝรั่งที่เดิ้นกว่าพ่อมัน .......” ตุลที่เป็นหนุ่มอกหักรักคุดผู้ไม่เคยได้สัมผัสคำว่า ‘ สมรส ’ มาก่อน เมื่อได้มาร้องโต้ตอบคนละท่อนกับหนุ่มคนเก่งนิสัยดีเพียบพร้อมและเคยผ่านคำ ว่า ‘ สมรส ’ มาแล้วอย่าง บุรินทร์ – Groove Raiders โจทย์และความสงสัยที่พวกเขาโยนทิ้งไว้ให้กับแฟนเพลงกับชื่ออัลบั้ม ‘ สมรสและภาระ ’ ได้ถูกเปิดเผยออกมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและหมดจดกับท่อนที่บุรินทร์ร้องว่า “ .....เพราะเราไม่รู้ในเรื่องราวอนาคต เหมือนภาพยนตร์ที่ไม่สนคนจัดไฟ เหมือนเป็นบทเพลงที่เราต้องอิมโพรไวซ์ บรรเลงต่อไปมันไม่จบหากเรายังไม่ตาย.........(และผลัดคนละประโยคกับตุล)... เวียนวนและทุกข์ทนนี่แหละคนต้องเรียนรู้ เมามายแต่คลี่คลาย ถ้าอยากรักก็ต้องลอง ถ้าอยากร็อคก็ต้องโรล ...” โอว์!!! พระเจ้าจอร์จ มันสุดยอดจริงๆ!!!
‘ ใบหน้าของเรา ’ อีกเพลงที่เสียงเปียโนเป็นพระเอก ดนตรีบัลลาดพ๊อพที่สร้างอารมณ์ได้โ..ค..ต..ร. ชิลล์ ท่วงทำนองไพเราะงดงามกลมกลืนลงตัวกับจังหวะปานกลางที่ใหลไปเรื่อยๆไร้จุดจบ คล้ายได้ฟังเพลงอมตะอย่าง ‘ Love Theme ’ ของ Barry White เนื้อหาพูดถึงการทำความรู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง และเป็นเพลงที่ใช้ประกอบรายการสาระคดีทางทีวีช่อง 5 ของ นาย เรย์ แมคโดนัลด์ด้วย
‘ สิ่งที่อยู่นอกใจ ’ ดนตรีบัลลาดพ๊อพอีกเพลงที่พวกเขาบอกว่าได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงเพื่อชีวิต อมตะของวงคาราบาว ‘ ทะเลใจ ’ เสียงเปียโนหวานปานน้ำผึ้งเดือนหน้าโผล่มาให้เราโลมเลียตั้งแต่โน๊ตตัวแรก ตุลใช้นกนางนวลกับชายชราเป็นตัวเอกในการเดินเรื่อง ท่อนที่แสดงให้เห็นว่าตุลร้องเพลงเป็นและรู้จักศักยภาพการใช้เสียงตัวเองได้ ถูกต้องไม่ต่างไปจากนักร้องระดับซูเปอร์สตาร์คนอื่นๆคือท่อนที่ร้องว่า ‘ .....คนเราที่แท้มีความต่าง ทุกชีวิตจึงดูน่าสนใจ ’ แม้ภาษาจะไม่งดงามถึงขั้นเทพธิดาอย่างทะเลใจ แต่ ‘ สิ่งที่อยู่นอกใจ ’ จะต้องกลายเป็นเพลงอมตะอีกเพลงของคนยุคนี้แน่นอน และเพลงนี้ทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศของเมืองบาธที่ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นเมือง ที่มีนกนางนวลโบยบินอยู่เต็มเมือง สวยงามและเพลิดเพลินไม่ต่างจากเพลงนี้เลย
วง อพาร์ตเมนต์คุณป้าได้ก้าวมาถึงจุดที่พวกเขารู้ว่า พวกเขาคือใครและต้องทำอะไรต่อไปกับคำว่า ‘ ดนตรี ’ ประสบการณ์อันเข้มข้นที่พวกเขาได้รับมาจากอดีต ได้ถูกนำมาเคี่ยวจนข้นขลั่กและเสนอออกมาในรูปแบบที่บ่งบอกความเป็นตัวตนที่ แท้จริงของพวกเขาได้อย่างชัดเจนว่า วันพรุ่งนี้ของวงอพาร์ตเมนต์คุณป้านั้นจะยืนอยู่ตรงไหนของวงการเพลงไทย เพราะว่าอัตลักษณ์ สัญลักษณ์และเครื่องหมายการค้าของวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า ได้ถูกปอกเปลือกและเปลือยเปล่าให้เราได้เห็นอย่างหมดจดผ่านบทเพลงต่างๆจาก อัลบั้มชุดนี้เรียบร้อยแล้วครับ
พวกเขาสร้างชื่อเสียงจนโด่งดัง และสร้างความประทับใจให้กับเราทุกคนมาจาก ฝีมือการเล่นดนตรี บวกเนื้อหาที่แหลมคมและการแสดงสดที่สนุกสนานมันเร้าใจ Raw Version ในแต่ละเพลงที่ผมได้รับและฟังจากอัลบั้มชุดนี้ เหมือนกับผมได้ฟังและดูการแสดงสดจากพวกเขาอยู่หน้าเวทีเลยทีเดียว แล้วเวอร์ชั่นมิกซ์เสร็จสมบูรณ์แบบก็ออกวางขายแล้วเรียบร้อยครับ
ทุก รางวัลในวงการเพลงไทยพวกเขาได้มาหมดแล้ว จะขาดอยู่ก็แค่รางวัลเดียวเท่านั้นคือ ‘ สีสันอวอร์ด ’ เท่านั้น มาช่วยลุ้นกันว่า ปีนี้วงอพาร์ตเมนต์คุณป้าจะคว้ารางวัลที่ว่านี้หรือไม่ ?.
อัลบั้ม Siam Songbook
ศิลปิน รวมดาว ( Various Artists)
สังกัด Warner Music
12 เพลงไทยอมตะนิรันดร์กาลในอดีต ที่ถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเปล่งประกายความไพเราะของท่วงทำนอง และความงดงามในภาษาที่บรรจงเขียนขึ้นมาเป็นเนื้อเพลง ซึ่งดูแลการผลิตโดยทีม The Music Comrades ที่มีคุณน้า ทิวา สาระจูฑะ บก.นิตยรสารสีสันเป็นผู้นำเอาทีมโปรดิวเซอร์ นักดนตรี นักร้อง นักแต่งเพลงฝีมือดีและมีประสบการณ์อย่างช่ำชองในวงการดนตรีไทยมารวมตัวกัน โดยบรรจงคัดเลือกแต่ละเพลงอย่างประณีตและสร้างสรรค์อย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วนำมาตีความใหม่ให้มีความร่วมสมัยของดนตรีในโครงการ Siam Songbook ที่ใช้เป็นชื่ออัลบั้ม โดยมีเจตนารมย์เพื่อเป็นการอนุรักษ์ เชื่อมโยงและถ่ายทอดเพลงไทยในอดีตอันยาวนานสู่คนในรุ่นปัจจุบัน บทเพลงที่มีความไพเราะของท่วงทำนองที่แสดงความเป็นไทย ความวิจิตรบรรจงในการใช้ถ้อยคำเชิงบทกวี และบอกเล่ายุคสมัยที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้บทเพลงที่มีคุณค่าเหล่านี้ถูกลืมเลือนไป เนื่องจากเพลงไทยสากลเก่าๆในวันนี้มีช่องทางในการนำเสนอน้อยลงทุกที และดูเหมือนจะเลือนหายไปกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่กำลังก้าวกระโดดไป ข้างหน้าอย่างไร้แรงฉุดรั้ง จากการที่ทีม The Music Comrades ได้เคยสร้างผลงานอัลบั้ม ‘ ซึม เศร้า เหงา แฮ้งก์ (2548) ’ และ ‘ มนต์เพลงคาราบาว(2550) ’ ร่วมกับทางสังกัดวอเนอร์มาก่อน เมื่อทางคุณน้าเขาได้นั่งคุยเรื่องชะตากรรมของเพลงไทยเหล่านี้กับคุณนัดดา บูรณศิริเอ็มดีรูปหล่อของบริษัทนี้เข้า โครงการดีๆอย่างนี้จึงบังเกิดขึ้นมาทันทีด้วยความเชื่อมั่นในฝีมือและความ ตั้งใจ นี่คือข้อความบางส่วนที่ตัดตอนมาจากในปกที่ท่านหัวหน้าทีมได้เขียนไว้ และแถมด้วยประโยคส่งท้ายที่เราควรนำไปคิดต่อคือ ‘ ...ถ้าคำว่า อนุรักษ์ หมายความว่า ต้องนำไปเก็บไว้บนหิ้ง หรือ ห้ามดัดแปลง เราก็เลือกที่จะอนุรักษ์ ในความหมายใหม่ และทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามด้วยความรักในเสียงเพลง ’
โดยส่วนตัวผม เคยทำงานแบบนี้มาก่อนแล้วคือ อัลบั้ม ‘ Eclextic Suntaraporn ’ กับ ไบรอัน ยมจินดาและผองเพื่อนเมื่อปี 2544 ด้วยการนำเพลงอมตะคลาสสิคของวงสุนทราภรณ์มาตีความ ( Re – Make) ใหม่ สวมใส่ดนตรีแนวทันสมัยต่างๆในปัจจุบันลงไปให้กลายเป็นเพลงที่มีรูปโฉมและ อารมณ์ที่เปลี่ยนไป โดยเจตนารมณ์ที่เหมือนกับอัลบั้มชุดนี้ ผลที่ได้รับคือคำชมประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ และคำประณามกึ่งไม่ยอมรับจากผู้ฟังหัวอนุรักษ์นิยมที่เป็นแฟนเพลงพันธุ์แท้ ของวงสุนทราภรณ์ทั้งหลายประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ว่า ‘ เป็นการเหยียบย่ำ และทำลายคุณค่าของเพลงเก่าอย่างน่าเกลียดที่สุด ’ ซึ่งผมก็น้อมรับด้วยความเคารพแต่ผมก็ยังดีใจและภูมิใจในอัลบั้มชุดนั้นตลอด มาจนถึงวันนี้ เพราะด้วยความตั้งใจที่แท้จริงคือ ‘ ต้องการอนุรักษ์เพลงไทยโดยการส่งต่อมาให้กับเด็กไทยในยุคปัจจุบันได้รู้จัก และดูแลรักษามันต่อไปในอนาคต ’ และอัลบั้ม ‘ Siam Songbook ’ ชุดนี้ก็น่าจะได้รับทั้งคำชมจากคนรุ่นใหม่ รวมทั้งการต่อต้านและไม่ชื่นชอบต่อการกระทำครั้งนี้จากกลุ่มอนุรักษ์นิยม เพลงไทยสากลอย่างแน่นอนเช่นเดียวกัน ......หรือกลุ่มคนเหล่านี้ต้องการให้เพลงอันทรงคุณค่าทั้งหลายล้มหายตายจาก ไปพร้อมกับพวกเขาหรืออย่างไร ( แม้ผมจะเข้าใจและยอมรับในความคิดเห็นของพวกเขาอย่างเต็มใจก็ตามที)
12 เพลงในอัลบั้ม ได้ 12 นักร้องชื่อดังระดับแถวหน้าของวงการเพลงไทยมาร่วมกันสร้างสรรค์ กลิ่นอายใหม่ๆด้วยแนวดนตรีพ๊อพสไตล์ต่างๆที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ใน ปัจจุบัน โดยมี ปาน ธนพร กับเพลง ‘ ลมหวน ‘ จากปี พ.ศ. 2481 ’, เบน ชลาทิศ กับเพลง ‘ เรือนแพ ‘ จากปีพ.ศ. 2504, แอนดี้ เข็มพิมุก กับเพลง ‘ ฟ้าแดง ’ จากปี พ.ศ. 2516, เปียโน เดอะซิส กับเพลง ‘ ฆ่าฉันให้ตายดีกว่า ’ จากปี พ.ศ. 2507, แก๊ป ทีโบน กับเพลง ’ พรานทะเล ‘ , บี พีรพัฒน์ กับเพลง ‘ รอ ’ จากปี 2506 , อิน บูโดกัน กับเพลง ‘ ดวงใจ ’ จากปี 2509, เฟิร์ส สล็อท แมชชีน กับเพลง ‘ กุหลาบในมือเธอ ’ จากปี 2477, ฟอร์ด สบชัย กับเพลง ‘ คอย ’ จากปี 2498, จิดา กับเพลง ‘ จูบ ’ จากปี 2506 , วิน สควีซ แอนิมอล กับเพลง ‘ หยาดน้ำฝน หยอน้ำตา ’ จากปี 2808 และ ดัง พันกร กับเพลง ‘ เย้ยฟ้าท้าดิน ’ จากปี 2499
หลังจากที่ได้ฟังมาหลายรอบ ผมมีเพลงโปรดอยู่หลายเพลงแต่ที่ชอบที่สุดคือ ‘ พรานทะเล ’, ‘ ดวงใจ ’ และ ‘ จูบ ’ เพราะความลงตัวทั้งจังหวะและดนตรีที่ทำขึ้นใหม่ ส่วนเพลงที่เหลือก็ไม่ถึงกับยอดเยี่ยมมากนักแต่ก็ให้ความรู้สึกสดชื่นและ ลื่นใหลกว่า ที่เคยมีการนำมาร้องและเล่นกันแบบดนตรีเดิมๆแล้วในอดีตหลายๆครั้ง ด้วยเหตุผลที่ว่า ‘ ต้องการรักษาคุณค่าและรูปแบบดั้งเดิมไว้อย่างหมดจดครบถ้วน ’ ซึ่งผมเลือกที่จะฟังต้นฉบับเดิมมากกว่าการนำมาร้องใหม่แบบเดิมๆที่เขาว่า นี่คือ การปะทะกันระหว่างความคิด การสืบสาน การอนุรักษ์และการสร้างสรรค์อย่างแตกต่าง ด้วยความรักในเสียงเพลงไทยเหมือนๆกัน โดยมีคนรุ่นเก่าเจ้าของยุคสมัยกับคนรุ่นใหม่อย่างคุณ ต้องทำหน้าที่ตัดสินและรับภาระนำไปแตกหน่อและต่อยอดต่อไปให้กับคนไทยในอนาคต ผมในฐานะนักวิจารณ์ขออยู่ตรงกลางด้วยความรักอย่างจริงใจในทุกๆเวอร์ชั่นจาก ทุกแนวดนตรี ไม่ว่าศิลปินคนไหนหรือกลุ่มใดนำมาใหม่อีกอีกกี่ครั้งก็ตาม ถ้ามีเจตนาที่เหมือนกันนะ เพราะ ‘ นี่คือเพลงไทยสากลของคนไทยโดยแท้จริง ’.
อัลบั้ม ชุดเล็ก
ศิลปิน Scrubb
สังกัด Sony-BMG
ผม ได้รับอัลบั้มชุดนี้จากมือของวง Scrubb ถึง 2 ครั้ง 2 ครา ครั้งแรกเป็นแผ่นซีดีเปลือยๆที่เพิ่งมิกซ์ดาวน์เสร็จใหม่ๆ โดยไม่มีรูปปกหรือรายละเอียดใดๆ เพราะน้องทั้งสองคนอยากให้ผมฟังก่อนใคร(แฮ่ม! กลายเป็นคนพิเศษไปแล้วเรา) แต่ก็ยังไม่มีเวลาได้ตั้งใจฟังจนได้โอกาสขับรถกลับบ้านเกิด(หาดใหญ่)ในช่วง ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา (และมีโอกาสได้ดูพวกเล่นสดกับเพลงในอัลบั้มใหม่นี้ก่อนแล้วด้วย) ความคิดและความรู้สึกประทับใจต่างๆที่มีต่อบทเพลงทั้ง 12 เพลงนี้ผุดขึ้นมาในหัวมากมาย แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้เขียนจนเดินทางกลับมากรุงเทพฯ แต่อัลบั้มเปลือยชุดนั้นกลับอันตรธานให้ไปโดยไร้ร่องรอย มารู้ทีหลังว่าน้องสาวตัวดีที่เป็นแฟนวง Scrubb ตัวยงแอบนำซีดีแผ่นเปล่าๆมาสลับเอาของจริงไป ผมจึงต้องโทรฯขอมาทางวงอีกรอบทีนี้ได้มาเป็นอัลบั้มที่สมบูรณ์แบบเหมือนกับ ที่วางขายพร้อมลายเซ็นต์( โห! พิเศษอีกแล้ว...อิจฉามั้ย ฮิฮิ) เลยหยิบมาฟังอย่างพินิจพิเคราะห์อย่างถ้วนถี่อีกครั้ง โดยไม่อาศัยบรรยากาศสดใสของสองข้างทางตอนขับรถพาไป มาเป็นเหตุผลให้หลงรักเพลงของพวกเขาจนเกิดอาการอกจะแตกดังที่บอกไว้ข้างต้น
ผมเป็นเจ้าประจำในการเขียนถึงผลงานของพวกเขามาตั้งแต่อัลบั้มชุดแรก การพัฒนาการทางดนตรี
ของวง Scrubb จึงไม่เคยหลุดรอดไปจากสายตาของผมเลย คำจำกัดความแรกๆที่ได้เขียนถึงดนตรีของวงนี้คือ ‘ วงดนตรีพ๊อพที่มีความเป็นธรรมชาติที่สุด ’, ‘ วงดนตรีที่แสดงสดได้เหมือนกับการได้ฟังเพลงในอัลบั้มกับเครื่องเล่นที่บ้าน ’ หรือ ‘ วง Scrubb เป็นวงที่เขียนเนื้อหาโดยยึดติดกับคำว่า กาละและเทศะได้ดีและจับต้องได้มากที่สุด ’ เป็นต้น แม้ทางวงจะมีผลงานออกมาแค่ไม่กี่อัลบั้มแต่การยอมรับของแฟนเพลงจากทั่ว ประเทศมีสูงมากจนน่าทึ่ง ด้วยเหตุผลง่ายๆคือ พวกเขาได้ยึดแนวทางการทำดนตรีและเขียนเนื้อหาตามจุดมุ่งหมายเดิมอย่างมั่นคง ไม่เคยว่อกแว่กกับกระแสดนตรีใดๆที่ผ่านเข้ามาได้รับความนิยมเลย กลิ่นอายของดนตรีบริทพ๊อพที่ถูกโปรดิวเซอร์คนเก่งจริงๆ ฟั่น – โกมล บุญเพียรผล ตบซ้ายตบขวาสลับตำแหน่งบางส่วนเพิ่มเติมบางซาวน์ดให้กลายเป็นดนตรีพ๊อพกลิ่น ไทยๆที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก จนวง Scrubb สามารถสลัดหลุดจากแนวดนตรีต่างๆที่มีอิทธิพลและแรงบันดาลใจต่อพวกเขาทั้งจาก ศิลปินไทยและต่างประเทศได้อย่างสิ้นเชิง 2 หนุ่มวง Scrubb จึงเดินทางผ่านวิกฤติการต่างๆที่เกิดขึ้นในวงการเพลงไทยมาได้อย่างองอาจสง่า ผ่าเผยจนถึงวันนี้และวันพรุ่งนี้
ทั้ง 12 เพลงในอัลบั้มที่ใช้ชื่อว่า ชุดเล็ก ที่นำเอาเพลงฮิตต่างๆของพวกเขามาแต่งตัวตัวใหม่ในเวอร์ชั่นที่สะอาดสะอ้านดู ผ่อนคลาย ได้แผ่ซ่านความไพเราะสดใสอบอวลไปด้วยความอบอุ่น ที่สร้างกำลังใจและการมองโลกในแง่ดีให้กับเราได้จนหัวใจพองโตยิ่งใหญ่สวนทาง กับชื่ออัลบั้มอย่างสิ้นเชิง ผมไม่เคยมีความรู้สึกว่าเพลงต่างๆในอัลบั้มชุดที่ 1 Srcubb, ชุดที่ 2 Club หรือ ชุดเล็ก ชุดนี้เป็นเพลงเก่าหรือเพลงใหม่ เพราะทุกๆเพลงคล้ายเป็นบทเพลงที่เคยได้ฟังมานานมากและมันซึมซับติดอยู่ในหัว มาตลอดเวลา เพลง ‘ เก็บมันเอาไว้ ’, ‘ เธอ ’, ‘ See Scape ’, ‘ ทุกอย่าง ’, ‘ ใกล้ ’ เป็นต้น ที่เป็นเพลงฮิตอมตะจากอัลบั้มก่อนๆจนมาถึงเพลงใหม่อย่าง ‘ เพลงของเรา ’ หรือ ‘ เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ ’ ไม่ได้สร้างความรู้สึกให้เราคิดว่ามันเป็นเพลงใหม่เลย แต่กลับให้สิ่งที่ขาดหายไปดังภาพยนตร์ที่ดูไม่เคยจบ เหมือนเป็นการเพิ่มเติมความประทับใจให้กับเรามากเป็นทวีคูณ คล้ายทั้งรักทั้งหลงอยู่แล้วก็ยิ่งกลับหลงรักมากขึ้นทุกวินาที มันคือการค้นพบสิ่งดีๆที่เราได้เคยมองข้ามไปในตัวของคนที่เรารัก มากกว่าความประทับใจที่ได้เห็นเธอพยายามเปลี่ยนนิสัยหรือไลฟ์สไตล์ เพื่อเอาใจหรือให้เข้ากับเราได้
นี่คืออัลบั้มบางส่วนที่ผมหยิบ ติดรถไว้เสมอเมื่อขับรถไปต่างจังหวัดคือ อัลบั้มต่างๆของวง Air, Dodgy, Jack Johnson, Faithless, Gressy Café’, Apartment Khunpa, Scrubb, Tahiti 80, King Of Convenience และ ฯลฯ แต่ครั้งนี้ผมกลับเปิดฟังแต่อัลบั้ม ชุดเล็ก ชุดนี้ของ Scrubb ไปตลอดระยะทาง 1000 กม. จนถึงหาดใหญ่โดยไม่รู้สึกเบื่อและเปลี่ยนแผ่นอื่นเลย เหตุผลง่ายๆคือ บทเพลงของ Scrubb ทำให้ผมได้หนีความวุ่นวายในมหานคร ออกไปมองท้องฟ้า น้ำทะเล สัมผัสผืนแผ่นดิน ทำความรู้จักกับผู้คนในต่างจังหวัดได้อย่างเต็มใจและเต็มตากว่าทุกครั้งๆที่ ผ่านมา………………
Scrubb ได้ทำให้คำว่า ‘ เล็ก ’ มีความหมายว่า ‘ ยิ่งใหญ่ ’ ได้ถูกต้องชัดเจนยอดเยี่ยมและน่ารักที่สุดจริงๆ และทำให้ทุกเพลงจากทุกอัลบั้มของพวกเขากลายเป็น ‘ เพลงของเรา ’ ทุกคนไปตลอดกาล (คนตัวเล็กๆอย่างเราขอภูมิใจด้วยคนนะ)
อัลบั้ม Forth
ศิลปิน The Verve
สังกัด Warner Music – Parlophone
คอ เพลงบริทพ๊อพในเมืองไทยราว 10 กว่าปีที่ผ่านมา คงจดจำบทเพลงอันเพราะกินใจกึ่งเมามายล่องลอยของวงที่มีชื่อว่า The Vereve กันเป็นอย่างดี เพราะแนวทางดนตรีของพวกเขามีความแตกต่างจากวงบริทพ๊อพวงอื่นๆในยุคเดียวกัน มากมายพอควร ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนของดนตรีไซคีเดอลิคร็อค ที่โอบอุ้มอยู่ทุกอณูของตัวโน๊ต และโลดแล่นอยู่บนโครงสร้างดนตรีบริทพ๊อพสไตล์ The Beatles หรือ The Smiths อีกทั้งอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของดนตรี Northern Soul ที่ถูกห่อหุ้มด้วยอิทธิพลดนตรีของศิลปินจากกลุ่ม Madchester ในยุคกลาง 80s ของเกาะอังกฤษ อาทิ Joy Divisions, The Charlartans และ The Stone Roses อีกที และอีกเหตุผลที่ทำให้สูตรสำเร็จทางดนตรีของ The Verve มีความแปลกแยกแตกต่างเกือบสิ้นเชิงจากวงอื่นๆ คือเสน่ห์อันเหลือร้ายในเสียงร้องนำของนาย Richard Ashcroft ที่ก้องกังวานโหยหวนและหม่นเศร้า บวกกับเนื้อหาที่กล่าวถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตบนขอบเหวแห่งความทุกข์ ความสุขและความหายนะต่างๆที่รายรอบอยู่ในสังคมปัจจุบัน ผลักดันให้ The Verve กลายเป็นวงที่โดดเด่นและโด่งดังที่สุดในยุคต้น 90s ทั้งๆที่มีผลงานออกวางขายแค่ 2 ชุดเท่านั้นคือ A Storm In Heaven (1993) และ A Northern Soul (1995) ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง จนเป็นชนวนให้นาย Richard Ashcroft แกนนำเกิดอาการติสท์แตกเดินออกจากวงไปเพื่อค้นหาสัจธรรมและความหมายที่แท้ จริงของชีวิต ด้วยการเดินเท้าเปล่ากับเสื้อผ้าชุดเดียวจากบ้านเกิดคือเมือง Wigan สู่มหานครลอนดอนไม่ต่างไปจากคนเสียสติ จึงทำให้เหล่าสื่อมวลชนบนเกาะอังกฤษพากันเรียกขานเขาว่า ‘ Mad Richard ’ และทำให้ตำนานของวง The Verve ขาดตอนตั้งแต่บัดนั้น
ปี 1997 เหล่าสมาชิกของวงทั้งหมดคือ Simon Jones(เบส), Nick mccabe(กีตาร์,คีย์บอร์ด,ไวบราโฟนและออโตฮาร์ป) และ Pete Salisbury(กลอง-เพอร์คัสชั่น)ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากที่นาย Richard (ร้องนำ,คีย์บอร์ดและอะคูสติกกีตาร์) กลับมามีสติสตังและค้นพบสัจธรรมของคำว่า Rock Star จากการเดินเท้าเปล่าในครานั้น ด้วยการออกอัลบั้มระดับมาสเตอร์พีชให้กับวงการดนตรีโลกคือ Urban Hymns ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ตั้งแต่ปล่อยซิงเกิลแรก ‘ Bitter Sweet Symphony ’ จนถึงซิงเกิลต่อมาอย่าง ‘ The Drugs Don’t Work ’, ‘ Sonnet ’ และ ‘ Lucky Man ’ ซึ่งกลายเป็นเพลงฮิตอมตะตลอดกาลมาจนถึงวันนี้ และอัลบั้ม Urban Hymns ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดทั้งยอดขายหลายล้านชุดและรางวัลมากมายนั้น ก็ได้กลายเป็นชนวนให้วง The Verve แยกวงหยุดเล่าขานตำนานความยิ่งใหญ่อีกครั้ง
มีน้อยวงที่มีผลงาน แค่ 3 อัลบั้มเท่านั้น แต่สามารถสร้างประวัติศาสตร์และตำนานอันยิ่งใหญ่ให้กับวงการดนตรีร็อคได้ อย่างสมบูรณ์แบบ แม้วงรุ่นน้องผู้ยิ่งยงอย่าง Oasis ยังยกย่องเชิดชูดนตรีของ The Verve ว่าเป็นทั้งอิทธิพลและแรงบันดาลให้กับพวกเขาไม่ต่างไปจาก The Beatles ในเมื่อบทเพลงอันไพเราะยอดเยี่ยมของ The Verve ยังคงกึกก้องอยู่ในโสตประสาทของผู้คนทั่วโลกตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าพวกเขาทั้งสี่คนก็ย่อมมีความอยากที่จะกลับมารวมตัวเพื่อสร้างสรรค์ ดนตรีร็อคชั้นดีให้กับแฟนเพลงอีกครั้ง ด้วยเหตุผลง่ายๆนี้กระมัง อัลบั้มชุดที่ 4 ล่าสุดที่มีชื่อว่า Forth จึงได้มาอยู่ในเครื่องเล่นของเราด้วยความปิติอย่างล้นเหลือ โดยที่เราไม่ต้องการทราบเหตุผลของการกลับมารวมตัวใหม่เป็นครั้งที่ 3 ของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
ด้วยประสบการณ์โชกโชนทางดนตรีของสมาชิก แต่ละคน ทั้งการเป็นศิลปินเดี่ยว รีมิกเซอร์และโปรดิวเซอร์ให้กับวงต่างๆ ทั้ง 10 แทร็คในอัลบั้ม Forth โดยเริ่มตั้งแต่ไตเติลแทร็ค ‘ Sit And Wonder ’ ที่เป็นซิงเกิลแรก ตามมาด้วย ‘ Love Is Noise ’, ‘ Rather Be ’, ‘ Judas ’, ‘ Nubbness ’, ‘ I See Houses ’, ‘ Noise Epic ’, ‘ Valium Skies ’, ‘ Columbo ’ และปิดท้ายด้วย ‘ Appalachian Springs ’ ไม่ได้สร้างความผิดหวังให้กับแฟนเพลงทั่วโลกที่เฝ้ารอคอยมาเป็นทศวรรษเลยแม้ แต่น้อย บทเพลงแต่ละเพลงล้วนมีท่วงทำนองอันไพเราะล่องลอย ลึกซึ้งแต่ผ่อนคลาย อุดมไปด้วยเนื้อหาและเรื่องราวที่กินใจท้าทายให้เราติดตามค้นหาความหมายมาตี ความโดยไร้อาการเบื่อหน่าย คล้ายเป็นการนำผลงานยอดเยี่ยมต่างๆจาก 3 อัลบั้มก่อนหน้ามาทำความสะอาดชะล้างความมืดมนต่างๆให้หายไป กลายเป็นงานชิ้นใหม่ที่เปรียบเสมือนแสงแดดจ้าอันร้อนแรงสดใสโผล่แทรกหมู่เมฆ ที่มืดดำออกมา ดังรูปปกอัลบั้มนั้น ได้สร้างความสว่างอบอุ่นและความหวังใหม่ให้กับเราทุกคนด้วยว่า หลังจากที่พวกเขาผ่านวิบากกรรมมาด้วยกันทั้งที่เป็นจุดสูงสุดและต่ำสุดของวง มาแล้ว The Verve จะเดินหน้าสร้างสรรค์ดนตรีร็อคชั้นดีให้แฟนเพลงโดยไม่มีการแยกวงอีกแล้ว และมุ่งมั่นเขียนตำนานบทใหม่ๆให้กับวงการดนตรีโลกต่อไป....ตลอดไป
ความ ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงนั้นไม่จำเป็นต้องอธิบาย เพราะมันจะแสดงความยิ่งใหญ่ด้วยตัวของมันเองเสมอ ในทุกๆครั้ง ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบันหรืออนาคต ซึ่ง The Verve ถูกจัดอยู่ในบริบทของความหมายอันยิ่งใหญ่นี้ด้วยอีกวงหนึ่งเช่นกัน.
อัลบั้ม Melody
ศิลปิน Sharleen Spiteri
สังกัด Universal
คง ไม่มีใครไม่เคยมีความฝันและอยากทำความฝันนั้นให้เป็นความจริง ความฝันในที่นี้ไม่ใช่ความฝันที่เกิดขึ้นระหว่างนอนหลับในเวลากลางคืน หรือแอบงีบหลับในที่ทำงานตอนบ่ายๆเวลาเจ้านายเผลอ แต่เป็นความใฝ่ฝันหรือความมุ่งหวังที่จะทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จได้ ในวันหนึ่งข้างหน้า ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาในการรอคอยที่จะทำนานแค่ไหนก็ตาม ตราบใดที่ยังมีลมหายใจความฝันที่ทุกคนมีย่อมแปรเปลี่ยนเป็นความจริงได้เสมอ ถ้ามีความมุ่งมั่นอดทนและพยายามที่จะลงมือทำความฝันนั้นทันที่ที่มีโอกาส ด้วย ไม่ใช่สักแต่ฝันและพูดโดยไม่เคยลงมือทำมันสักครั้ง เฉกเช่นนักการเมืองไทยในทุกยุคสมัยที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ล้วนเป็นคนพูดเก่งแถมเป็นจอมโปรเจ็คท์ที่เต็มไปด้วยความฝันอัน สวยงามต่อประเทศไทยและคนไทยอีกต่างหาก แต่สุดท้ายก็กลายเป็นฝันกลางวันที่ไม่เคยเป็นความจริงสักที....ทำอย่างไรกับ คนจำพวกนี้ดีครับ ?
Sharleen Spiteri นักร้องนำคนสวยเสียงไพเราะของ Texas วงโมเดิร์นพ๊อพชื่อดังจากเมืองกลาสโกว์, สก็อตแลนด์ ก็เป็นศิลปินอีกคนที่มีความฝันอย่างเปี่ยมล้นในเรื่องของการเขียนเพลง ร้องเพลงและออกอัลบั้ม ด้วยตัวเธอเอง กับนักดนตรีหรือศิลปินคนเก่งที่เธอโปรดปราณในสไตล์ดนตรีที่ตัวเธอได้ใฝ่ฝัน ไว้สักครั้งและอีกหลายๆครั้งถ้ามีโอกาส ฟังดูแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกหรือน่าตื่นเต้นแต่อย่างใดกับความฝันของเธอ เพราะศิลปินทุกคนในวงการดนตรีของทุกประเทศทั่วโลกหรือแม้แต่วงการอื่นๆ ก็ย่อมมีความฝันแบบเดียวกันอย่างนี้เสมอ แต่ขึ้นอยู่ว่าใครจะมีโอกาสได้ทำหรือไม่ ? และเมื่อได้ทำแล้วผลงานชิ้นนั้นออกมาดีและยอดเยี่ยมตามความต้องการหรือเปล่า นั้น คงไม่มีใครกล้ารับรองหรือทำนายล่วงหน้าได้ แต่ถ้าผลงานชิ้นนั้นมีความสมบูรณ์แบบด้วยโครงสร้างและองค์ประกอบต่างๆที่ลง ตัว ทั้งเป็นไปตามแบบแผน สไตล์หรือความต้องการของเจ้าของผลงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคัดเลือกศิลปินรับเชิญที่เข้ามาร่วมงาน โปรดิวเซอร์ แนวทางของดนตรี วัตถุดิบหรือแรงบันดาลที่วาดฝันไว้ว่าอยากได้ อยากมีในผลงานชิ้นนี้และอื่นๆอีกมากมาย ก็ย่อมที่จะให้ใครๆมีความมั่นใจและกล้าทำนายล่วงหน้าได้ว่า ผลงานชิ้นนี้ต้องประสบความสำเร็จในระดับที่ดีและน่าพอใจแน่นอน อัลบั้มโซโล่เดี่ยว Melody ซึ่งเป็นชุดแรกของสาวเสียงดีนาม Sharleen Spiteri คนนี้ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของการมุ่งมั่น สร้างสรรค์และผลักดันให้ความฝันของตัวเองให้กลายเป็นความจริง และประสบความสำเร็จดังที่เธอต้องการ
ชื่อเสียง เงินทองและรางวัลต่างๆที่ได้รับมาจากการเป็นสมาชิกถาวรในตำแหน่งนักร้องนำ ของวง Texas นั้น เธอยอมรับว่าเป็นสิ่งที่เธอมีความสุขและพอใจกับมันอย่างที่สุดแล้วในอาชีพ ของการเป็นศิลปินนักร้องและนักดนตรีอาชีพ นับตั้งแต่อัลบั้มชุดแรก Southside ในปี 1989 จนถึงอัลบั้มล่าสุด Red Book เมื่อปี 2005 ที่ผ่านมารวม 7 อัลบั้ม วง Texas ได้รักษามาตรฐานของการทำงานดนตรีไว้อย่างน่ายกย่อง ไม่ว่าแทรนด์ดนตรีของโลกจะแปรเปลี่ยนไปในทิศทางใดหรือแนวไหนก็ตาม ดนตรีโมเดิร์นพ๊อพชั้นดีของ Texas ที่มีสูตรสำเร็จของโครงสร้าง รายละเอียดและกลิ่นอายของดนตรีอย่าง บริทร็อค นอร์ทเธิร์นโซลกับพาวเวอร์พ๊อพนั้น ยังคงแสดงศักยภาพความไพเราะร่วมสมัยได้อย่างถาวร ไม่มีแนวดนตรีใดมาแย่งความเหนียวแน่นของแฟนเพลงพันธุ์แท้และจุดยืนอันมั่นคง ในการทำงานดนตรีแนวนี้ของพวกเขาได้ ความสำเร็จอย่างสูงสุดทั่วโลกในทุกๆด้านจากอัลบั้ม White On Blonde ในปี 1997 กับอัลบั้ม The Hush ในปี 1999 นั้น ได้สร้างเพลงฮิตอมตะบันทึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ของวงการเพลงพ๊อพโลกไว้มาก มายมายหลายเพลงอาทิเช่น ‘ Summer Son ’, ‘ Say What You Want ’, ‘ I Don’t Want a Lover ’ หรือ ‘ Put Your Arm Around ’ เป็นต้น จึงเป็นรากฐานอันแข็งแรงที่ผลักดันให้เธอมีความกล้า และมีความพร้อมในการก้าวออกมาไล่จับความฝันของเธอโดยตัวเองเป็นครั้งแรกด้วย ความมั่นใจเกินร้อย
Sharleen ได้พูดถึงความฝันอันบรรเจิดของเธอกับการได้ทำงานเดี่ยวครั้งแรกในอัลบั้มที่ ชื่อ Melody ไว้อย่างน่าฟังว่า “ ฉันมีความฝันและต้องการที่จะทำดนตรีหรือร้องเพลงให้ดีและยอดเยี่ยมได้เหมือน กับ Nancy Sinatra เสมอ เพราะมันไม่เคยมีอะไรแบบนี้ในงานของ Taxas เลยที่ผ่านมา และมันควรจะถึงเวลาทำความฝันของฉันให้เป็นความจริงเสียที หลังจากเสร็จอัลบั้มที่ผ่านมาทุกๆคนในวงต่างสรุปและตัดสินใจว่า แต่ละคนควรออกไปทำอะไรต่างๆตามที่อยากทำกันบ้างจะเพื่อเป็นการผ่อนคลายและ ปลดปล่อย โดยไม่มีการแตกหรือแยกวงเพราะวง Taxas คือครอบครัวของพวกเราทุกคนไปแล้ว เมื่อโอกาสแบบนี้มาถึงความฝันที่ฉันอยากมีอัลบั้มสักอัลบั้มที่มีส่วนผสมของ Nancy Sinatra กับ Lee Hazlewood แต่มีจิตวิญญานและกลิ่นอายของ Johnny Cash, Motown, Elvis Presley, The Righteous Brothers, Serge Gainsbourg และ Francoise Hardy อัดแน่นอยู่ภายใน จึงกลายเป็นความจริง และมันน่าจะเป็นอัลบั้มที่รวบรวมเอาความเพ้อฝันส่วนตัวของฉันไว้ได้อย่างครบ ถ้วนในที่สุด ” และด้วยกระแสของแนวเพลง Retro –Pop ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายอยู่ในยุโรปและอเมริกาในวันนี้ โดยการเริ่มต้นเปิดศักราชโดย Amy Winehouse, Duffy และ Adele ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกันกับความฝันของเธอ อัลบั้ม Melody จึงมีความไพเราะร่วมสมัยอย่างน่าทึ่งไม่ต่างไปจากผลงานของศิลปินสาวๆเหล่า นั้นแม้แต่น้อย ตั้งแต่การได้ตัว Bernard Butler อดีตมือกีตาร์คนเก่งของวง Suede ที่ผันตัวเองมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับสาวน้อยชาวเวลส์ Duffy ในอัลบั้มแรก Rockferry จนโด่งดังไปทั่วโลกในวันนี้ มาร่วมโปรดิวซ์ให้กับเธอในไตเติ้ลแทร็ค ‘ It Was You ’ ที่สามารถสร้างความอิ่มเอมให้กับเราผ่านท่วงทำนองของดนตรีพ๊อพยุค 60s ที่ผสานผสานกับกลิ่นอายของดนตรีนอร์ทเธิร์นโซลได้อย่างกลมกลืนและร่วมสมัย สำหรับกลิ่นอายของดนตรีโซลฟังก์สไตล์ Motown ที่เธอหลงใหลนั้น แทร็ค ‘ Stop I Don’t Want Love You Anymore ’ ได้กระชากเราย้อนมิติและเวลากลับไปสู่ยุคนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ คล้ายเธอได้ขึ้นไปทำหน้าที่นักร้องนำแทน Diana Ross ให้กับวง The Supremes ที่ได้ทีมเครื่องเป่าจากวง Dexys Midnight Runners มาร่วมแจมด้วย ส่วนแทร็ค ‘ I Wonder ’ นั้นเธอได้โชว์พลังเสียงที่ได้รับอิทธิพลมาจากดนตรีกอสเปลของ The Staple Singers และ Mahalia Jackson ที่แม่ของเธอเปิดให้ฟังตั้งแต่เด็กไว้อย่างไร้ที่ติ โดยมีกลิ่นอายการเอื้อนเสียงในสไตล์ของ Smokey Robinson ฟุ้งตลบอบอวลอยู่ด้วย และคอร็อคยุค 60s นั้นเธอได้เตรียมแทร็คที่คึกคักชื่อ ‘ Don’t Keep Me Waiting ’ ไว้ให้อย่างพร้อมสรรพสำหรับการโยกและคลึง แต่แทร็คที่ชื่อ ‘ All The Times I Cried ’ นั้นเธอกลับแปรเปลี่ยนอารมณ์ของเราไปสู่ดนตรีพ๊อพยุค 60s ในแบบฉบับของ Dusty Springfield ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ความฝันที่ เธอทำให้กลายเป็นความจริงด้วยอัลบั้ม Melody ชุดนี้นั้น อบอวลไปด้วยเรื่องราวของความรักที่ไม่ซับซ้อนแต่ซ่อนแง่มุมอันหลากหลายที่ เต็มไปด้วยการมองโลกในแง่ดีไว้ให้เราได้ค้นหา อีก 6 แทร็คที่เหลือจึงรบกวนให้ไปค้นหาความรื่นรมย์จากความร่วมสมัยที่ทุกคนควรได้ รับด้วยตัวคุณเอง .
อัลบั้ม Viva Lavida or Death And All His Friends
ศิลปิน Coldplay
สังกัด Warner Music/Parlophone
ถ้า คุณเป็นคอเพลงร็อคตัวจริงที่ไม่เคยพลาดการติดตามเรื่องราวความเป็นไปของวง การเพลงร็อคโลก คงจะรู้ว่า การขยับตัวเคลื่อนไหวของวงร็อคชื่อดังอย่าง Coldplay ได้กลายเป็นเรื่องร้อนๆของวงการดนตรีโลกมาตั้งแต่พวกเขาเริ่มเข้าสตูดิโอ เพื่อทำงานชุดใหม่ ไม่ต่างไปจากข่าวคราวของโอลิมปิกส์เกมส์หรือการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ของประเทศสหรัฐอเมริกาเลยแม้แต่น้อย แม้สาระของมันจะแตกต่างกันก็ตาม แต่ความสำคัญของมันสำหรับคอเพลงร็อคและแฟนเพลงแท้ของ Coldplay แล้ว เรื่องอื่นๆกลายเป็นไร้สาระไปโดยสิ้นเชิง
หลังจากที่ทางวงได้จบ การทัวร์ทั่วโลกกับอัลบั้มชุดที่แล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจเข้าสตูดิโอเพื่อทำอัลบั้มชุดใหม่ทันที โดยเลือกยอดชายนาย Brian Eno พ่อมดแห่ง Ambient Sound ผู้สร้างดนตรีสไตล์ Progressive Rock อันคลาสสิคอมตะร่วมกับวงระดับขึ้นหิ้งอย่าง Pink Floyd รวมถึงการทำงานยิ่งใหญ่ให้วงการเพลงร็อคหลายชิ้นให้กับวงดังอีกหลายวงเช่น U2 เป็น ต้น ชายหนุ่มชาวอังกฤษทั้ง 4 คนที่นำโดย Chris Martin, Guy Berryman, Jonny Buckland และ Will Champion ได้ถูกนิตรสารดนตรีชื่อดังและทรงอิทธิพลเกือบทุกฉบับทั้งในยุโรปและอเมริกา แห่กันไปสัมภาษณ์พร้อมนำเรื่องราวในทุกแง่มุมในเรื่องของงานดนตรีในอัลบั้ม ชุดนี้ มาตีแผ่กันอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของชื่ออัลบั้มที่เป็นภาษาสเปนนิช Viva Lavida ที่พวกเขาได้ชื่อต้นฉบับมาจากชื่อภาพเขียนของศิลปินสาวชื่อก้องโลกชาวเม็กซิ กันนาม Frida Kahlo ซึ่งชีวประวัติอันน่าทึ่งของเธอเคยถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์แล้วเช่นกัน
ซิ งเกิลแรก ‘ Violet Hill ’ และ ซิงเกิลที่ 2 ‘ Viva Lavida ’ ได้ถูกตัดวางออกขายในอเมริกาและอังกฤษมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และตัวอัลบั้ม Viva Lavida or Death And All His Friends ออกวางขายตามหลังในเดือนต่อมา 300,000 ก๊อบปี้ คือจำนวนยอดขายของวันแรกที่ออกวาง และใหลไปถึง 700,000 ก๊อบปี้ภายในหนึ่งอาทิตย์เฉพาะในอเมริกาเท่านั้น ส่วนในอังกฤษยอดขายอาจน้อยกว่าเกือบครึ่งคือ วันแรก 125,000 ก๊อบปี้และ 500,000 ภายในหนึ่งอาทิตย์ นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวงการเพลงร็อคยุคดิจิตอล ที่ทุกคนสามารถดาวน์ดโหลดอัลบั้มชุดนี้ได้ฟรีเพราะทางวงอนุญาต และเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า เพลงทั้ง 10 เพลงในอัลบั้มชุดนี้ยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือจริงๆ เหล่านักฟังเพลงตัวจริงจึงไม่สนไฟล์เพลงดาวน์ดโหลดฟรีที่มีคุณภาพเสียงแย่ๆ เลยหันมาซื้อซีดีและแผ่นเสียงที่มีคุณภาพเสียงเต็มร้อยแทน
จนถึง วันนี้ซิงเกิลที่ 2 ‘ Viva Lavida ’ ยังคงสถานะขึ้นๆลงอยู่บนอันดับ Top 10 ของบิลบอร์ดชารท โดยไม่หลุดต่ำไปกว่านี้เลย ทั้งๆที่เป็นเพลงร็อคเพลงเดียวที่ถูกห้อมล้อมด้วยสารพันเพลงฮิปฮอปอินเทรนด์ จากเหล่าศิลปินชื่อดังของอเมริกา เพราะอะไร ? และทั้ง 10 เพลงที่ประกอบด้วย ‘ Life In Technicolor ’, ‘ Cemeteries Of London ’, ‘ Lost ! ’, ‘ 42 ’, ‘ Lovers In Japan / Reign Of Love ’, ‘ Yes ’, ‘ Viva Lavida ’, ‘ Violet Hill ’, ‘ Strawberry Swing ’ และ ‘ Death And All His Friends ’ ยอดเยี่ยมแค่ไหน อย่างไร ? ผมคงไม่สามารถบรรยายได้หมดภายในโควต้าหน้ากระดาษแค่นี้หรือ 10 หน้าแน่นอน และคงจะเป็นอัลบั้มแรกของปีนี้ที่ผมไม่ขอรีวิวเหมือนกับอัลบั้มอื่นๆที่ผ่าน มา เนื่องจากความดีงามและความยอดเยี่ยมของแต่ละเพลงในอัลบั้มนี้นั้น ไม่จำเป็นต้องสาธยายกันอีกต่อไป ตัวคุณเองเท่านั้นที่สามารถอธิบายได้ดีที่สุดเมื่อได้เปิดฟัง
นี่คืออัลบั้มร็อคยอดเยี่ยมแห่งของรางวัลแกรมมี่อวอร์ดประจำปี 2008 !
ศิลปิน Noah and The Whale
อัลบั้ม Peaceful. The World Lays Me Down
สังกัด Universal
พัก สมองลืมความวุ่นวายจากเหตุการณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและภัยธรรมชาติ ที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในและนอกประเทศอย่างไม่มีจุดจบอยู่ในวันนี้ หันมาทำความรู้จักกับดนตรีอินดี้พ๊อพใสๆของวงหน้าใหม่ล่าสุดจากมหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษกันสักวง เพราะในรอบปีที่ผ่านมาแม้จะมีวงหน้าใหม่เกิดขึ้นทุกๆวันตามเว๊บไซด์มายสเปซ และอื่นๆก็ตาม แต่ก็น้อยวงที่สามารถแจ้งเกิดได้อย่างสวยงามและเซ็นต์สัญญาเข้าสู่สังกัด ใหญ่ด้วยการมีผลงานแค่ 2 ซิงเกิล เท่านั้น วงนี้มีชื่อน่ารักว่า Noah and The Whale
ด้วยผลงานซิงเกิลแรก ‘ 5 Years Time ’ ที่ออกวางขายกับค่ายอินดี้เล็กๆ The Young and Lost Club ในเดือนกันยายนปี 2007 โดยใช้เสียงอินโทรของการผิวปาก การประสานเสียงกับเสียงสะอาดสะอ้านของเสียงเครื่องดนตรีที่ไม่ธรรมดา ซึ่งประกอบด้วย Harmonica, Ukulele และกีตาร์ที่เล่นโดย Charlie Fink และรับหน้าที่นักร้องนำไปด้วยอีกตำแหน่ง พร้อมกับเพื่อนๆอีก 4 คนคือ Tom Hopden ในตำแหน่ง Feedle, Urby เล่น Hamonium และ เบส , Laura Marling รับหน้าที่ Backing Vocals ส่วนคนสุดท้ายคือ Doug Fink โชว์ฝีมือตีกลอง ก็สามารถสร้างความฮือฮาให้กับวงการดนตรีอินดี้ของอังกฤษได้เป็นอย่างดี อีกทั้งการแสดงสดของพวกเขาก็เป็นที่กล่าวขวัญถึงกันอย่างอื้ออึง ในแง่ของความสนุกสนานคล้ายการได้ย้อนกลับไปสู่การร้องเล่นเต้นระบำกับชาว บ้านในชนบทของอังกฤษในอดีต ดนตรีของพวกเขาคล้ายเป็นคันทรี่ โฟล์ค บลูส์กราส ผสมผสานกับดนตรีพ๊อพร็อคอันทันสมัยของวันนี้ สูตรสำเร็จใหม่ทางดนตรีในแบบฉบับของวง Noah and The Whale ได้เปลี่ยนรสนิยมของวัยรุ่นอังกฤษให้หันเหจากกระแสดนตรีอินดี้ร็อคสารพันแนว ที่กำลังร้อนแรงอยู่ในวันนี้ มาสนใจดนตรีเชยๆ ใสๆแต่สุดเท่ได้อย่างน่าฉงน
ซิ งเกิลต่อมาที่กลายเป็นแรงดึงดูดให้ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Mercury Records มาเชื้อเชิญให้พวกเขาเซ็นต์สัญญาเข้าสังกัดคือ ‘ 2 Bodies, 1 Heart ’ ที่ออกวางขายในเดือนมกราคมเมื่อต้นปีนี้เอง จึงทำให้เราได้สัมผัสกับงานดนตรีอินดี้พ๊อพที่เรียบง่ายและอิงแอบแนบชิดกับ ธรรมชาติอย่างที่สุด ใน 11 แทร็คกับอัลบั้มแรกที่ชื่อ Peaceful. The World Lays Me Down มาอยู่ในเครื่องเล่นซีดีและ MP 3 ของ เราด้วยความปิติยินดี แม้ซิงเกิลที่ 2 ไม่ได้ถูกนำมาใส่ไว้ในอัลบั้มชุดแรกนี้ก็ตาม แต่ทุกๆแทร็คที่เริ่มต้นจาก ‘ 2 Atoms In A Molecule ’, ‘ Jocasta ’, ‘ Shape Of My Heart ’, ‘ Do What You Do ’, ‘ Give A Little Love ’, ‘ Second Lover’ จนมาถึงแทร็คเด่นซิงเกิลแจ้งเกิด ‘ 5 Years Time ’ เพียงเท่านี้ ก็สามารถละลายความหงุดหงิดและความเครียดจากสารพันเหตุการณ์แย่ๆต่างๆใน วันนี้ ให้สลายหายไปจากสมองของเราอย่างไร้ร่องรอยโดยแทบไม่รู้ตัว ในขณะที่ยังไม่นับรวมแทร็คที่เหลืออย่าง ‘ Rock And Daggers ’, ‘Peaceful. The World Lays Me Down ’, ‘ Mary ’ และ ‘ Hold My Hand As I’m Lowered’ เลยนะ
นานๆทีที่เราจะได้สัมผัสกับดนตรีอินดี้พ๊อพสดใสบวกเนื้อหา ที่น่ารักน่าชังไม่น้อยไปกว่ากัน แถมเสียงร้องก็ใสซื่อคล้ายหนุ่มสาวจากบ้านนอกทั้งๆที่พวกเขาเป็นชาวกรุงแท้ๆ อีกทั้งไม่มีตัวโน๊ตตัวใดหรือท่อนร้องท่อนไหนที่แสดงความหม่นทึมซึมเศร้าเลย แม้แต่น้อย ทั้ง 11 แทร็คยังอุดมไปด้วยความบริสุทธิ์ทและเต็มไปด้วยมุมมองของการมองโลกในแง่ดี อยู่ล้นอัลบั้ม ด้วยเหตุผลดีๆเช่นนี้เองชื่อของวง Noah and The Whale จึงถูกเลือกมาเขียนแทนอัลบั้มใหม่ๆของศิลปินชื่อดังไปอย่างน่าทึ่งและง่าย ดาย.
อัลบั้ม Journey To The West
ศิลปิน Monkey
สังกัด XL Recordings / Platinum
เรื่อง ราวที่เล่าขานเกี่ยวกับสัตว์ประเภทหนึ่งที่คนไทยเรียกมันว่า ‘ ลิง ’ หรือฝรั่งเรียกว่า ‘ Monkey ’ นั้นมีมากมายไม่มีวันจบ ทั้งที่เกี่ยวกับชาติพันธุ์ของมัน เกี่ยวพันกับมนุษย์ในแง่ของความคล้ายและพฤติกรรม หรือเกี่ยวพันกับเรื่องราวมหัศจรรย์พันลึกของบรรดาอิทธิฤทธิ์ต่างๆในวรรณคดี รามเกียรติ์ จนถึงความเกี่ยวพันกับศาสนาพุทธในภาคของเห้งเจียที่เป็นพุทธประวัติของคนจีน ฯลฯ เป็นต้น ในแต่ละเรื่องราวนั้นลิงย่อมเป็นตัวละครสำคัญเสมอ แม้แต่ในปัจจุบันนี้ลิงก็ยังเป็นตัวเอกสำคัญทั้งในภาพยนตร์ หนังการ์ตูน ละครเช่นกัน และมีความสำคัญยิ่งกับเกษตรกรปลูกมะพร้าวอีกหลายๆจังหวัดทางภาคใต้บ้านเรา โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานี นั่นคือ ความสำคัญและชื่อเสียงโด่งดังของสัตว์ที่ถูกมนุษย์เรียกมันว่า ‘ ลิง ’ ซึ่งได้เข้ามามีบทบาทเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันของมนุษย์มากมายไม่ต่างไปจาก สัตว์อื่นๆอย่าง สุกร สุนัข เป็ด ไก่ โคหรือกระบือ เป็นต้น
ใน แวดวงของดนตรีลิงได้เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลพอสมควรเช่นกัน ไม่ว่าจะถูกนำมาตั้งเป็นชื่อวง The Monkeys ในอดีต หรือการนำมาตั้งเป็นชื่ออัลบั้ม Unfinished Monkey Business ของนาย Ian Brow อดีตนักร้องนำของวง The Stone Roses และอีกมากมายเป็นต้น โดยเฉพาะนาย Damon Albarn แกนนำวง Blur นั้นยิ่งไปกันใหญ่ เพราะเขาเป็นคนที่คลั่งใคล้อะไรที่เกี่ยวพันกับลิงมากจนขนาดเอาชื่อ Gorillaz ลิงพันธุ์ใหญ่มาตั้งเป็นชื่อวงใหม่ ที่สร้างชื่อเสียงให้เขาได้โด่งดังในวันนี้มากกว่าวงเดิม Blur เสียอีก เขาเป็นชายหนุ่มที่เป็นจอมโปรเจ็คท์เกี่ยวกับดนตรีมากมายอยู่ในหัว ไม่ได้แค่คิดเท่านั้นแต่ลงมือทำด้วย ที่ผ่านมาชื่อเสียงของเขาจึงไม่ห่างหายและไม่เคยตกแทรนด์ใดๆไปจากวงการดนตรี โลกเลย หลังจากที่เขาและเพื่อนๆวง Gorillaz ปล่อยอัลบั้ม Demon Days ล่าสุดในปี 2005 ออกมา เขาก็บ้าพลังกระโดดไปทำดนตรีร่วมกับเพื่อนอีกกลุ่มโดยตั้งวงใหม่ชื่อ The Good, The Bad & The Queen ออกอัลบั้มสไตล์ร็อคชื่อเดียวกับวงเมื่อปีที่แล้ว ก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง พอมาถึงปีนี้เขาก็รีดพลังอันเหลือเฟือที่มีอยู่ในหัวอีกครั้ง โดยสร้างโปรเจ็คท์ใหม่ทางดนตรีที่มีชื่อว่า Monkey ออกมาให้เราได้สัมผัสกับอัลบั้มชื่อ Journey To The West ที่คล้ายเป็นการผสมผสานระหว่างงานดนตรี Virtual Hip Hop กับดนตรีบริทพ๊อพ-ร็อคสไตล์ Blur – The Good, The Bad & The Queen เข้าด้วยกัน แต่พลิกให้กลายเป็นดนตรีประกอบการแสดงละครโอเปร่าไปเลย
22 แทร็คในอัลบั้มชุดนี้ทำเราได้เห็นถึงอิทธิฤทธิ์ไอเดียทางดนตรีของนาย Damon และ Jamie Hewitt เพื่อนรักที่ทำงานดนตรีด้วยกันมานานในวง Gorillaz แสดงความสามารถอันหลากหลายทางดนตรีผสมผสานกับเรื่องราวของพุทธประวัติใน ประเทศจีน ที่ถูกตีความใหม่เล่าเรื่องเป็นละครโอเปร่าอันอลังการมหัศจรรย์พันลึกไม่แพ้ การเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์หรือละครทีวีแต่อย่างใด โดยมีนักแสดงและผู้กำกับชื่อดังชาวจีนชื่อ Chen Shi-Zheng ได้ใช้เค้าโครงเรื่องจาก ‘ Chinese story-cum-legend ‘ ที่ถูกเขียนขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 มาตีความใหม่ จากจุดเริ่มต้นแทร็คแรกจนถึงตอนจบในแทร็คที่ 22 ระยะเวลาการทำงานในโปรเจ็คท์ Monkey: Journey to the West ยาวนานเกือบ 4 ปีเต็ม นี้ได้กลายเป็นการทำงานร่วมกันอย่างลงตัวระหว่าง Damon, Hewitt และ Chen Shi-Zheng ทั้งๆที่แต่ละคนนั้นมีความแตกต่างทางพื้นฐานดั้งเดิมทางวัฒนธรรมและความ เชื่ออย่างสิ้นเชิง
ถ้าว่ากันจริงๆ แล้วเค้าโครงของ Opera-Virtual-Rock เรื่องนี้ มันก็เป็นบางสิ่งบางอย่างที่ไร้สาระ แต่ก็มีเค้าโครงของเรื่องจริงมาจากพุทธประวัติของจีน ที่เล่าถึงการเดินทางข้ามผ่านจีนแผ่นดินใหญ่ไปยังประเทศอินเดียเพื่ออันเชิญ พระไตรปิฎก แล้วมีเรื่องราวของลิงกับพระเจ้า Sun Wu kong (ซุนหง่อคง) ผู้ซึ่งทนงตนและหัวแข็งเข้ามามีบทบาทและเกี่ยวข้องด้วย (คนไทยส่วนใหญ่รู้เรื่องราวที่เล่าขานกันมานี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว) การเดินทางครั้งนี้ทำให้ซุนหง่อคงได้รับโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองด้วยการค้น พบ ‘ ความพยายามมานะบากบั่นอันได้มาซึ่งชัยชนะ ‘ และได้รับการไถ่ถอนโทษในเวลาต่อมา Monkey: Journey to the West กับโอเปร่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องบอกเล่าเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงและความเจริญเติบโตด้านจิตวิญญาณ ของมนุษย์ ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการที่จะยอมรับว่า เงื่อนไขในการใช้ชีวิตนั้นย่อมมีทั้งความโลภและการยับยั้งชั่งใจผสมกันอยู่ นั่นคือจุดอ่อนของมนุษย์ที่จะเข้ามาเป็นอุปสรรคให้ไปไม่ถึงจุดมุ่งหมายได้ พูดกันง่ายๆตรงๆ คือ เป็นการสร้างตัวละครให้สมจริงนั่นเอง นาย Damon บอกว่าโอเปร่าเรื่องนี้ ตัวละครต่างๆเป็นเหมือนการผสมผสานและพบกันครึ่งทาง ระหว่าง King Arthur กับ Beowulf เลยทีเดียว
Damon ยังกล่าวต่ออีกว่า ‘ ต้องขอขอบคุณ สถานี BBC (ภาค ภาษาญี่ปุ่น) ที่ฉายเรื่อง ซุนหง่อคง ให้เราได้ดูเมื่อปลายยุค 70’s จึงทำคุ้นเคยกับเค้าเรื่องนี้อยู่บ้างแล้ว แต่เพื่อเพิ่มความเข้าใจมากยิ่งขึ้นในด้านวัฒนธรรมที่มาของตัวละคร เราจึงต้องเดินทางไปจีนกว่า 5 ครั้ง ครั้งแรกพบกับ Chen Shi-Zheng ในปี 2005 และได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเวลาการทำงานและบอกถึงความกระตือรือร้นความอยากรู้ อยากเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้น จากนั้นก็เดินทางต่อไปเสฉวน (ที่เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่) ใช้เวลาศึกษาวิถีชีวิตของพระสงฆ์ และชนเผ่าต่างๆ รวมทั้งการบันทึกเสียงกันในปักกิ่งด้วย ทุกๆอย่างที่ได้ทำจึงทำให้เราได้รับการชักจูงแนะนำให้เข้าสู่และรู้จักกับ ‘ โลกใหม่ของพฤติกรรมการเข้าร่วมสังคม ‘ ‘ นาย Damon ได้กล่าวถึงโปรเจ็คท์นี้โดยสรุปว่า ‘ เหมือนพวกเราได้เดินทางผ่านโลกในยุคต่างๆ ตลอดช่วงเวลาการทำเพลงชุดนี้เลยทีเดียว ‘
Monkey ได้ประสบความสำเร็จในการแสดงร่วมกับโอเปร่าทั้งใน อังกฤษ, ฝรั่งเศส ข้ามไปถึงอเมริกา และมาถึงตอนนี้การรวมตัวกันครั้งสำคัญอีกครั้งของนาย Damon และ Hewitt ที่ถ่ายทอดจินตนาการผ่านงานดนตรีในอัลบั้มชุดนี้นั้น ได้แสดงให้เราเห็นถึงไม่หยุดที่จะคิดค้นความมหัศจรรย์ในท่วงทำนองของดนตรี ที่นำเสนอผ่านรูปแบบต่างๆต่อไปโดยไม่มีวันหยุดและแสดงความหมดหวังให้เราได้ เห็น คอเพลงพ๊อพทั่วไปอาจไม่ชอบใจงานดนตรีชุดนี้ แต่สำหรับคนที่ชอบความแปลกใหม่ไร้ซึ่งความซ้ำซากแล้ว มันคือดนตรีแห่งอนาคตที่ไม่เคยทอดทิ้งอดีตและประวัติศาสตร์โดยแท้จริง.
อัลบั้ม Knowle West Boy
ศิลปิน Tricky
สังกัด Platinum
ใน ขณะที่นาย Simon อดีตมือกลองของวง Suede กำลังเพลิดเพลินเจริญใจอยู่ในเมืองไทยด้วยการเป็นหนึ่งในสมาชิกของวง Futon กับตำแหน่งมือกลองเหมือนเดิม แต่นาย Bernard Butler อดีตมือกีตาร์ยุคบุกเบิกกลับมุ่งมั่นอยู่กับการเป็นโปรดิวเซอร์สมองเพชรให้ กับศิลปินหลายๆคนในรอบปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่ปลุกปั้น Duffy สาวเวลส์เสียงโบราณให้สวมมาดคุณป้า Dusty Springfields ยุคมิลเลเนียมจนได้รับเสียงร่ำลือไปทั่วโลก ต่อมาก็ข้ามน้ำข้ามทะเลบินไปสร้างดนตรี Electro Garage Rock ให้กับเด็กหนุ่มสาวชาวเมือง Jacksonville ที่อเมริกาในนานของวง Black Kids กับอัลบั้ม Partie Trumatic ซึ่งเพิ่งออกวางขายไม่นานมานี้ และล่าสุดคืออัลบั้ม Knowle West Boy ของเจ้าชายแห่งความมืดจากเมืองบริสตอล หนึ่งในผู้บุกเบิกซาวด์นดนตรีที่ใช้สวดส่งวิญญาณแด่ผู้ยากไร้ นามดนตรีทริปฮอป
หรือปีนี้จะเป็นแห่งการกลับมาร่ายมนต์ดำให้กับ โลกบูดเบี้ยวใบนี้อีกครั้งของดนตรีทริปฮอปกระมัง โดยเริ่มต้นตั้งหัวหอกอย่าง Potishead นางฟ้าแห่งหยาดน้ำตาสีดำกับอัลบั้ม Third และที่กำลังจะออกตามมาติดๆในเร็ววันนี้คือ อัลบั้ม Weather Underground ของวง Massive Attack เทพเจ้าแห่งความมืดผู้ร่วมสร้างตำนานท่วงทำนองแห่งความอนธการมาด้วยกันในยุค แรกกับนาย Tricky มาก่อน ในนามของวง The Wild Bunch กับอัลบั้ม Bluelines เมื่อปี 1992 จนทำให้ดนตรีทริปฮอปกระฉ่อนไปทั่วโลกเมื่อทศวรรษที่ผ่านมา
นับ ตั้งแต่อัลบั้มแรก Maxinquaye ในปี 1995, Nearly God ปี 1996 และ Pre-Millinium Tension ในปีเดียวกัน ชื่อเสียงของนาย Tricky ได้ขจรไกลและเป็นที่ยอมรับในเรื่องของการประดิษฐ์ประดอยเรียงร้อยถ้อยคำของ ความโศรกสลดให้กลายเป็นตัวโน๊ตที่โหยหวนน่าขนลุก คล้ายการร่ายมนต์ดำของชาววูดูในการทำพีธีบูชายัญ ทั้งอึดอัด อัดอั้น อุดอู้ ขึงเครียดจนถึงลมหายใจแทบขาดห้วง ความรู้สึกที่ได้รับจากการฟังเพลงของเขามันแตกต่างกับการฟังงานของ Potishead และ Massive Attack อย่างสิ้นเชิง แม้จะใช้โครงสร้างและแนวทางของดนตรีเหมือนกันก็ตาม ศิลปินรับเชิญขาประจำอย่าง Matina ก็มีน้ำเสียงระทมทุกข์ไม่แพ้กัน ส่วนคนอื่นๆเช่น Neneh Cherry, Bjork หรือ Terry Hall ก็ใช่ย่อย แม้อีก 3-4 อัลบั้มที่ผ่านมาจะไม่ค่อยถูกผู้คนในวงการดนตรีกล่าวถึงมากเหมือนกับงาน 3 ชุดก่อนหน้า แต่เป็นเรื่องที่รู้และยอมรับกันโดยดุษฎีว่า Tricky คือ The Dark Prince ของวงการดนตรีโลกตลอดกาล
ชื่ออัลบั้ม Knowle West Boy เขาตั้งให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เขาเติบโตมา แค่นี้ก็พอทำให้รู้ว่าสิ่งละอันพันละน้อยที่เขาจับมาร่ายเรียงบนจังหวะและ ตัวโน๊ตต่างๆของแต่ละเพลงในอัลบั้มใหม่ชุดนี้นั้น ได้สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับเราได้ตั้งแต่บทเริ่มต้นเลยทีเดียว แต่พอกดปุ่มสตาร์ทแทร็คแรก ‘ Puppy Toy ’เขากลับเปิดม่านสีดำด้วยกลิ่นอายของดนตรีแจ๊สที่เจิดจ้าด้วยเสียงเปียโนที่ ถูกราดรดด้วยกีตาร์บลูส์อันโหยหวน แล้วก็เผาผลาญด้วยเสียงฮาร์ปกับเสียงบ่นของเขา และสำทับด้วยเสียงร้องนักร้องสาวขาประจำที่ตะโกนคล้ายกำลังร้องเพลงฮาร์ ดร็อคอีกที ดนตรีบลูส์ พังก์ ร็อค เรกเก้ แจ๊ส แอมเบี้ยนท์ดั๊บและฮิปฮอป ถูกนำมาวางเรียงรวมอยู่ในที่เดียวกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะแทร็ค ‘ Veronica ’ ได้สร้างความฉงนให้กับเราโดยดนตรี มินิมอลทริปฮอปที่มีแค่จังหวะคึกคักกับเสียงร้องนำและประสานเพียงเท่านั้น ส่วน ‘ C’ Mon Baby ’ อินโทรด้วยเสียงกีตาร์ที่กราดเกรี้ยวในสไตล์ของวงเรือเหาะนรกที่คล้ายได้มา ร่วมแจมกับนายแจ็คแห่ง The White Sripes โดยมี Tricky ร้องไปบ่นไปพร้อมกับเอฟเฟคท์รีเวิร์บส์+ดีเลย์ตลอดทั้งเพลง แทร็ค ‘ Council Estate ’ ก็มาในสไตล์เดียวกันแต่หนักและเน้นย้ำความเป็นฮาร์ดร็อคมากกว่า ที่สะใจคอฮาร์ดร็อคมากมายคงจะหนีไม่พ้นแทร็ค ‘ Coalition ’, ‘ Far Away ’ กับ ‘ Slow ’ ที่นำเอาเป็นงานเพลงฮิตดิสโก้ของสาว ไคลี่ ไมน๊อกมาขึงพืดใหม่ในสไตล์ AC/DC แบบฉบับ Tricky ที่ชาวร็อคจะประทับใจไปอีกนาน ความไพเราะกึ่งเหงาที่เข้ามาแทนที่ความโกรธเกรี้ยวพอจะหาสัมผัสได้ในแทร็ค ‘ Cross To Bear ’ ส่วนที่เหลือทั้งหมดคือ ดนตรีทริปฮอป ดั๊บและเรกเก้ ที่เป็นเครื่องหมายการค้าทั้งหมดของนาย Tricky คนเดิม
ผมมั่นใจ และเชื่อมั่นว่าการที่เขาได้นาย Bernard Butler มาร่วมโปรดิวซ์ให้อัลบั้มชุดนี้ น่าจะทำให้เพลงของเขาออกสู่วงกว้างได้มากขึ้น แถมเขาก็มีอาการหดหู่น้อยลงกว่าเดิมแม้หน้าตาและน้ำเสียงจะยังคงไม่น่าคบ เหมือนเดิมอยู่ก็ตาม แต่คนที่เคยเกลียดนาย Tricky น่าจะเปลี่ยนใจมารักเขาได้แน่นอน ....... เชื่อผมสักครั้งเหอะ !.
อัลบั้ม Ode To J.Smith
ศิลปิน Travis
สังกัด Universal
หน้า A ที่เริ่มต้นด้วยไตเติลแทร็ค ‘ Chinese Blues ’ นำพาเราเข้าสู่เมโลดี้ที่งดงามสดใสตามไตล์ของ Travis ที่กลมกล่อมประหนึ่งสก๊อตวิสกี้ขั้นพรีเมี่ยม แม้จะทำให้เรานึกถึงน้ำเสียงยานคางน่ารำคาญสไตล์นายเลียม ณ แมนซิตี้ก็ตาม แต่ดนตรีกลับดิบหยาบย้อนรำลึกไปถึงยุคแรกกับ ‘ All I Want To Do Is Rock ’ ได้ดี แทร็คต่อมา ‘ J . Smith ’ นั้นกลายเป็น 70s ร็อคสไตล์วงนิวเวฟอย่าง The Wire ที่หักมุมกับเครื่องสายมโหรีที่โผล่มาได้อย่างยิ่งใหญ่ กลบรอยความโครมครามและการบันทึกเสียงแบบอนาล็อกไปเกือบหมด ไล่เรียงมาถึง ‘ Something Anything ’ ที่ไหลย้อนกลับไปสมัย ‘ U 16 girls ’ อีกครั้งแต่กลับนุ่มเนียนไม่พลุ่งพล่านดังเดิม ‘ Long Way Down ’ หอมหวานและสดใสไร้มลพิษตามสไตล์ Travis แม้อาจอาจเหงาไปบ้างกับเสียงร้องที่โหยหากับเสียงกีตาร์กลิ่นอายบลูส์ก็ตาม ‘ Broken Mirror ’ ปิดหน้าแรกด้วยเสียงร้องและท่วงทำนองแห่งความเศร้าที่คล้ายผู้หญิงที่สวยที่ สุดในโลกกำลังร้องไห้สะอื้นเบา ยอดเยี่ยมไร้ที่ติไม่ต่างไปจาก ‘ The Beautiful Occupations’
มาถึงหน้า B กับแทร็ค ‘ Last Words ’ เสียงแบนโจเป็นพระเอกมาแต่ไกลใกล้เคียงความงดงามของ ‘ Flowers In The Window ’ แต่สดดิบและจริงใจกว่าด้วยโปรดักชั่นของการอัดเสียง ซึ่งช่วยให้เราได้ซึมซาบกับความสดของเสียงดนตรีแต่ละชิ้นได้อย่างหมดจด มาถึงแทร็ค ‘ Quite Free ’ ได้แผ่เสียงอะคูสติกกีตาร์ที่ฟุ้งกระจายมาเต็มทุกห้องดนตรีคล้ายฟองสบู่เป็น หมื่นๆฟองที่ลอยฟ่องเต็มท้องทุ่งยามเช้า ลื่นไหลไปตามครรลองของดนตรีบริทพ๊อพที่เป็นเครื่องหมายการค้าประจำวงของพวก เขา ซึ่งประกอบด้วยความไพเราะของเมโลดี้ เสียงร้องที่หวานออดอ้อนและเสียงเปียโนที่คลอเคล้าได้พอเหมาะพอดี แทร็ค ‘ Get Up ’ ภาคดนตรีก็ไม่ได้ต่างไปจากแทร็ค ‘ Something Anything ’ เลยแม้แต่น้อย แต่มีความละม้ายคล้ายกับภาพรวมของดนตรีในอัลบั้ม ‘ 12 Memories’ และแล้วก็มาถึง ‘ Friends ’ และ ‘ Song To Self ’ 2 แทร็คสุดท้ายที่สามารถทำให้เราหลงรักได้ชั่วพริบตาไม่ต่างไปจากการที่ทุกคน ตกหลมรักตลอดกาลต่อซิงเกิลอมตะอย่าง ‘ Sing ’, ‘ Writing To Reach You ’, ‘ Turn ’ หรือ ‘ Why Does It Always Rain On Me ? ’
นี่คือ 10 แทร็คล่าสุดจากอัลบั้มล่าสุดของวง Travis ที่แฟนเพลงชาวไทยทุกคนรู้จักกันดีและเพิ่งเดินทางมาแสดงสดให้เราได้ชมกัน อย่างเต็มอิ่มเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หวังว่าคงไม่มีอะไรเขียนไปมากกว่านี้นอกจากคำว่า ‘ ยังคงหลงรักบทเพลงร็อคที่งดงามนุ่มเนียนหอมหวานและไพเราะของวง Travis ตลอดไป ’
อัลบั้ม Perfect Symmerty
ศิลปิน Kean
สังกัด Universal
เหตุผล หลักๆที่ทำให้เรารักวง Keane คือ เสียงอันก้องกังวานหวานชุ่มคอกึ่งเหงา โดนใจหนุ่มๆที่ชอบทำตัวอารมณ์เปลี่ยวและสาวที่มีอารมณ์เหงาบ่อย เสียงเปียโนมหัศจรรย์ที่แผ่กว้างปกคลุมโลกทั้งใบได้แค่หนึ่งตัวโน๊ต อีกทั้งราดรดความหอมหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้าบนโครงสร้างดนตรีร็อคที่แข็ง แกร่งก้าวร้าวให้กลายเป็นเด็กน้อยที่น่ารักไร้เดียงสาไปในบัดดล เนื้อหาของแต่ละเพลงที่ยึดมั่นความเป็นกลางระหว่างความเป็นวัยรุ่นและ ผู้ใหญ่ โดยให้ความหมายและเจตนาที่ชัดเจนแหลมคมแต่ไม่สับสนพลุ่งพล่านจนฟังดูเอาแต่ ใจตัวเอง หรือล่องลอยไปด้วยอุดมคติที่จับต้องไม่ได้ ที่สำคัญที่สุดคือปลดปล่อยดนตรีร็อคให้พ้นจากกับดักของเสียงกีตาร์อันหนัก หน่วงได้อย่างองอาจ โดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์หรือเอกลักษณ์ใดๆของความเป็นร็อคแอนด์โรลเลยแม้แต่ น้อย แถมให้อีกข้อคือการแสดงสดอันตรึงตาและจับใจต่อคนดูเป็นพันเป็นหมื่น ด้วยนักดนตรี 3 คนกับเครื่องดนตรีแค่ 2- 3 ชิ้นเท่านั้น
สมาชิก ทั้งสามที่มีนาย Tim Rice-Oxley ตำแหน่งเปียโนผู้เป็นหัวใจและมันสมองควบคุมความเป็นไปของตัวโน๊ตทุกตัว นาย Tom Chaplin นักร้องนำผู้ถ่ายทอดท่วงทำนองอันหอมหวานอบอุ่นให้กลายเป็นความไพเราะที่ก้อง กังวาน และนาย Richard Hughes ผู้ควบคุมจังหวะทั้งหมดในฐานะมือกลอง ได้ก้าวข้ามผ่านบททดสอบอันโหดหินต่างๆของการเป็นร็อคสตาร์มาตั้งแต่อัลบั้ม ชุดแรก Hopes and Fears ( 2004) ที่ประสบความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง แม้พวกเขาเกือบจะสอบตกกับบทที่ 2 ในอัลบั้มต่อมา Under The Iron Sea (2006) ด้วยปัญหาส่วนตัวของนายทอมนักร้องนำก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังประคองความเป็นทีมรอดพ้นมาได้จนถึงวันนี้ ที่มีผลงานเพลงฮิตจากทั้ง 2 อัลบั้มฝากไว้ 5-6 เพลง และการกลับมากับผลงานชุดล่าสุด Perfect Symmertry ที่แฟนๆเฝ้ารอคอย
ทั้ง 11 แทร็คถ้าฟังรวดเดียวจบเลยทีเดียว จะทำให้เราไม่สามารถจับต้นชนปลายหรือจุดมุ่งหมายข้างหน้าของพวกเขาได้เลย เพราะมันนัวเนียอึมครึมจนแยกแยะได้ยากว่าอะไรคือทิศทางที่พวกเขาต้องการจะนำ เสนอ แรกเริ่มพวกเขายึดมั่นในความเป็นร็อคที่อุดมไปด้วยเมโลดิคโดยปฏิเสธความหยาบ กระด้างและพลังของเสียงกีตาร์ อัลบั้มต่อมาก็ยังคงยึดมั่นอยู่ในอุดมการณ์เดิมแถมเพิ่มความหนักแน่นในทุก ภาคส่วนของดนตรีมากขึ้น เพื่อมันจะได้ทรงพลังพอๆกับดนตรีร็อคที่มีกีตาร์เป็นหัวใจและกระดูกสันหลัง แต่พอมาถึงอัลบั้มชุดนี้ดนตรีของ Keane กลับมีเสียงกีตาร์เข้ามาเป็นแขกรับเชิญอย่างเต็มตัว แทร็ค ‘ Spiralling ’ ซิงเกิลแรกที่กำลังร้อนแรงอยู่ทั่วโลกในวันนี้ จึงมีความแข็งแรงสมบูรณ์แบบของการเป็นดนตรีร็อคตามมาตรฐานของ ISO 2008 ไม่ด้อยไปกว่าเพลงฮิต ‘ Speed Of Sound ’ ของ Coldplay หรือ ‘ Is It Any Wonder ?’ ซิงเกิลแรกของพวกเขาจากอัลบั้มชุดที่แล้วเลย
เอกลักษณ์ ของความเป็น Keane ที่เน้นภาคเมโลดิคหายไปไหนเหรอ ? ยังอยู่ครับ ! แต่กลับเจือจางและกลายเป็นพระรองไปแล้วกับแทร็ค ‘ The Lovers Are Losing ’, ‘ Playing Along ’ ( ทำให้เรานึกถึง U2 ที่ ทำเพลงได้พ๊อพมากจนน่าเกลียด ), ‘ Better Than This ’ และ ‘ You Haven’t Told Me Anything ’ แต่ก็ทำให้เราได้ยินกลิ่นอายใหม่ๆที่พวกเขาตั้งใจสอดใส่มาได้ชัดเจน ซึ่งขอบอกตามตรงว่ามันขาดๆเกินไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ ความเป็นพระเอกของเสียงเปียโนกับเสียงกีตาร์ได้แย่งซีนกันเองจนกลายเป็น พระรองไปทั้งคู่ ไม่ถึงกับไม่ชอบแค่อึดอัดเท่านั้น แต่เพราะเรื่องของมาตรฐานนั้นพวกเขาได้คะแนนเต็มสิบ
‘ Perfect Symmetry ’, ‘ Again And Again ’, ‘ Pretend That You’re Alone ’, ‘ Black Burning Heart ’ และ ‘ Love Is The End ’ คือ ครรลองของความเป็น Keane ที่เราทุกคนหลงรัก เนื่องจากแต่ละเพลงได้มีสายสัมพันธ์ที่ทอดยาวไปถึงเพลงโปรดทุกเพลงของเราจาก ทั้งสองอัลบั้มที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี ซึ่งทางวงควรที่จะใช้แนวทางของเพลงเหล่านี้พัฒนาเพิ่มเติมไปสู่แนวทางที่มัน ควรจะเป็นมากกว่า เพราะการเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาหรือแวะไปเที่ยวตามซอกซอยต่างๆนั้น อาจทำให้เกิดความสับสนกับเส้นทางเดิมที่เคยเดินอยู่อย่างมั่นคงปลอดภัยแล้ว ก็ได้ ซึ่งหลายๆวงในอดีตได้เกิดอาการหลงทางกลับสู่เส้นทางเดิมไม่ได้มาแล้ว ด้วยพฤติกรรมคล้ายๆกับวง Keane ในอัลบั้มชุดนี้แหละ
แต่เราก็ยังเชื่อมั่นในความอัจฉริยะนายทิมว่า เขารู้แน่นอนว่ากำลังทำอะไรอยู่ ?.
อัลบั้ม Chemical Chords
ศิลปิน Stereolab
สังกัด Platinum
Stereolab คือวงดนตรีที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1991 ในลอนดอน โดยมีแกนนำหลักของวง 2 คนคือ Tim Gane ( อดีตแกนนำวง McCarty) กับ Laetitia Sadier ส่วนสมาชิกที่เหลืออีก 4 คนได้เข้าร่วมในเวลาต่อมา พวกเขาได้ถูกจัดวางตำแหน่งให้เป็นวงแรกๆของแนวโพสท์ร็อคในสายอินดี้ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากที่สุดทั้งในแง่ของดนตรี ลีลาการเล่นและไอเดียต่างๆที่แปลกประหลาดแต่น่ารักยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกของ เสียงดนตรี
พวกเขามีความอัจฉริยะในเรื่องของการทดลองผสมผสานคลุก เคล้าระหว่าง เสียงดนตรีจากการโปรแกรมที่ได้มาจากอนาล็อกซินธิ์ฯคลาสสิคที่ชื่อว่า Moog กับเสียงเครื่องสาย เครื่องเป่าโบราณ จิตวิญญานของดนตรีโซลจากโมทาวน์ ความอบอุ่นเจิดจ้าของดนตรีบอสซาโนว่า ความดิบกร่างของดนตรีอินดี้ร็อค ความล่องลอยพริ้วไสวของเสียงแอมเบี้ยนท์ ความหรูหราเย่อหยิ่งและจริตของดนตรี French Pop บวกความคึกคักอันเรียบง่ายของดนตรีป๊อบ -ปา-ดู-วับจากยุค 60s เสียงร้องอันไร้เดียงสาคล้ายเสียงนางฟ้าที่สิงอยู่ในตัวเด็กๆ เนื้อหาที่เต็มไปด้วยความเพ้อฝันแต่จับต้องได้ดังนิยายแฟนตาซีสไตล์ Alice In Wonderland และไม่เคยลืมเพิ่มเติมความล้ำหน้าของดนตรีอิเลคโทรนิก้าเข้าไปอย่างเหมาะ เจาะลงตัวเสมอ ดนตรีทั้ง 10 ชุดที่ผ่านมาโดยเริ่มจากอัลบั้ม ‘ Peng! ’ ในปี 1992 จนถึง EP ล่าสุด ‘ Fab Four Suture ’ ในปี 2006 พวกเขาได้ถูกวงการดนตรีอังกฤษยกย่องให้เป็น ‘ วงดั้งเดิมที่สุดของเกาะอังกฤษ ’, ‘ วงที่สร้างงานคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องมากที่สุดวงหนึ่ง ’ และ ‘ เป็นวงโพสท์ร็อควงแรกๆที่ก่อกำเนิดขึ้นในโลกดนตรี ’ มาถึงบรรทัดนี้หลายคนอาจนึกเสียดายว่า พลาดการรู้จักวงนี้ไปได้อย่างไร ผมตอบให้ก็ได้ครับ เพราะผลงานต่างๆของพวกเขาเกือบทั้งหมดไม่มีขายในบ้านเราอย่างเป็นทางการเลย ไงครับ ทั้งๆที่ๆอยู่ภายใต้สังกัด Electra ( ไปเช็คดูกันเอาเองว่าค่ายใหญ่ค่ายใดในบ้านเราเป็นผู้ดูแลการขายผลงานของ ศิลปินต่างๆของสังกัดนี้) ถึง 7 อัลบั้ม ส่วนอีก 2 ชุดคืออัลบั้มแรกกับอีพีล่าสุดอยู่ภายใต้สังกัด Too Pure สำหรับอัลบั้มชุดใหม่ล่าสุดนี้ได้ย้ายมาอยู่กับค่าย 4AD โดยมี Platinum เป็นตัวแทนในบ้านเรา งานดนตรีแจ่มใจเจิดจ้า กรุ๋งกริ๋งน่ารักชุด ‘ Chemical Chords ’ ชุดนี้จึงได้มาอยู่ในมือเราไงครับ
14 แทร็คที่นายทิม เกนได้ทำการทดลองจนได้สารเคมีตัวใหม่ที่เรียงตัวกันเป็นคอร์ดดนตรี อันแสนงดงามสดใสน่ารักยิ่งกว่าดนตรีพ๊อพเล้าจน์ใดๆที่เคยได้ฟังมา น่าจะเป็นบันไดขั้นแรกที่คุณใช้ในการทำความรู้จักกับความอัจฉริยะของพวกเขา ได้ สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักหรือได้ฟังเพลงของวงนี้มาก่อน ส่วนแฟนเก่าเล่ายี้ห้อที่เป็นขาประจำนั้น น่าจะมีอัลบั้มชุดนี้ยัดอยู่ในเครื่องเล่นเรียบร้อยไปแล้วแน่นอน ( โดยการอิมพอร์ทเนื่องจากเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคนที่แฟนพันธุ์แท้ของวงนี้ อยู่แล้ว )
ย่อหน้าที่ 2 กับ 5-6 บรรทัดแรกของบทวิจารณ์ชิ้นนี้คือ คำจำกัดโดยรวมของเพลงทั้ง 14 แทร็คในอัลบั้มใหม่ล่าสุด ‘ Chemical Chords ’ ของ Stereolab ที่ผมไม่จำเป็นต้องนำมาแจกแจงรายละเอียดของแต่ละแทร็คอีกแล้ว ใครที่ฟังแล้วยังไม่เข้าใจว่ามันเจ๋งหรืออัจฉริยะอย่างไร รบกวนติดต่อกลับผ่านทางอีเมล์ของผมได้เลยครับ
แล้วคุณจะโกรธและโทษตัวเองว่า ‘ ทำไมกรูถึงจักวงนี้ช้าจังวะ ? ’
อัลบั้ม A Hundred Million Suns
ศิลปิน Snow Patrol
สังกัด Universal
อัลบั้มชุดที่ 5 ของวงร็อคจากประเทศไอร์แลนด์รุ่นน้องของวงร็อคผู้ยิ่งใหญ่อย่าง U2 ที่ เคยเดินทางมาแสดงความสามารถอย่างล้นเหลือให้แฟนเพลงชาวไทยได้สัมผัสมาแล้ว ทั้งฝีมือทางดนตรีและการเขียนเนื้อหาที่แหลมคม แม้ชื่อเสียงพวกเขาจะเป็นที่รู้จักไปโลกจากผลงานอัลบั้มชุดที่ 3 Final Straw ในปี 2004 และ Eyes Open ในปี 2006 ก็ตาม แต่ก็สามารถสร้างแฟนเพลงได้มากพอๆกับวงรุ่นพี่ที่พวกเขาได้รับอิทธิพลและแรง บันดาลใจอย่าง Coldplay, Travis หรือ Radiohead เลยทีเดียว
ผล งานจาก 2 อัลบั้มก่อนหน้า พวกเขาอาศัยรูปแบบดนตรีบริทร็อคที่เรียบง่าย แต่อุดมไปด้วยรายละเอียดและกลิ่นอายที่แตกต่างจากวงรุ่นพี่และวงรุ่นเดียว กันมากมาย เนื้อหาที่เอาจริงเอาจังละม้ายคล้ายปรัชญาบวกดนตรีร็อคที่พลุ่งพล่าน แต่เรียบเรียงอย่างมีระเบียบแบบแผนเต็มไปด้วยชั้นเชิงของโครงสร้างดนตรีพ๊อพ ได้ผลักดันให้พวกเขาก้าวขึ้นสู่แนวหน้าของแวดวงดนตรีร็อคบนเกาะอังกฤษอย่าง รวดเร็ว สมาชิกทั้ง 5 คนที่มีแกนนำคือ Gary Lightbody ซึ่งเป็นทั้งนักร้องนำ / กีตาร์ และเขียนเนื้อร้อง ได้ร่วมมือทำงานกันอย่างเป็นทีมเวิร์คมากกว่าวงอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด โดยเห็นได้จากอัลบั้มที่แล้วที่มีความหลากหลายมาผสมผสานบนโครงสร้างดนตรีร็อ คอย่างลงตัวเช่น ดนตรีโซล เป็นต้น จนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในอเมริกา
พวก เขาทำงานดนตรีคล้ายไร้ความกดดันใดๆ เนื่องจากชั่วโมงบินบนถนนสายดนตรีร็อคยังน้อยถ้าเทียบกับวงรุ่นพี่อย่าง Coldplay แต่ละแทร็คจากอัลบั้มชุดล่าสุด A Hundred Million Suns จึงสัมผัสได้การแตกหน่อต่อยอดมาจากอัลบั้มชุดที่แล้วอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแทร็ค ‘ If There’s A Rocket Tie Me To Do It ’ หรือ ‘ Crack The Shutters’ แต่มีเซอร์ไพร์ซกับแทร็ค ‘ Take Back The City ’ ที่มีกลิ่นอายดนตรีด๊านซ์ร็อคเข้ามาผสมผสานด้วยเบสไลน์สไตล์ดิสโก้ – เฮ้าส์ คล้ายวงอิเลคโทรร็อครุ่นน้องที่นิยมทำกันในวันนี้ ซึ่งพวกเขาทำได้ดีและเนียนกว่ามากมาย อาจเป็นเพราะได้เทพเจ้าแห่งดนตรีอิเลคโทรนิกร็อคอย่าง Jacknife Lee โปรดิวเซอร์คนเก่งของ U2 หรือ Bloc Party มาร่วมงาน ที่สร้างความตกอกตกใจจนเราตื่นเต้นและประทับใจมาจนถึงวินาทีนี้ก็คือแทร็ค สุดท้าย ‘ The Lightning Strike ’ เพราะพวกเขาเจาะจงแบ่งแยกออกมาเป็น 3 พาร์ทคล้ายการทำงานของโปรแกรสซีฟร็อคอย่าง Pink Floyd หรือ Coldplay กับอัลบั้มล่าสุดที่กำลังโด่งดังอยู่ในวันนี้ ไม่จำเป็นต้องอธิบายความยอดเยี่ยม แต่อยากบอกว่า การยืนหยัดทำงานตามแนวทางของตัวเองโดยไม่มีความกดดันใดนั้น ได้ส่งผลให้พวกเขาสร้างผลงานที่สามารถเรียกว่า มาสเตอร์พีช ได้อย่างไม่รู้ตัว ด้วยประเด็นของแทร็คนี้สามารถนำไปเปรียบเทียบกับการทำงานของวง Coldplay กับอัลบั้มล่าสุดได้เป็นอย่างดี คริสและเพื่อนๆได้ตั้งอกตั้งใจทำงานอัลบั้มชุดนี้จนออกอาการเกร็งอย่างเห็น ได้ชัด ซึ่งก็ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบดังที่เขาต้องการ แต่วง Snow Patrol กลับทำงานย่างสบายๆแต่กลับมีบทสรุปที่สมบูรณ์แบบยอดเยี่ยมเท่ากับอัลบั้มของ Coldplay แถมเรียบง่ายกว่าหลายเท่าตัว ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้คุณน่าจะรู้แล้วว่า ทั้ง 11 แทร็คของอัลบั้ม A Hundred Million Suns นั้นคู่ควรกับการเป็นหนึ่งในอัลบั้มร็อคยอดเยี่ยมแห่งปี 2008 ได้หรือไม่ ?
อัลบั้ม Dead / Ended
ศิลปิน The Paper
สังกัด 9 Richter Records
ทุก คนคงคุ้นเคยกับคำสุภาษิต ‘ ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น ’ มาช้านาน และได้เห็นความหมายของคำสุภาษิตนี้มาแล้วในหลายแง่มุม อีกทั้งยังได้รู้ถึงผลข้างเคียงของลูกไม้บางลูกที่ตกไกลต้นด้วยเช่นกัน น้อยครั้งที่เราจะเห็นลูกไม้หล่นลงมาใต้ต้น แล้วกลับกลายกลายพันธุ์เป็นลูกไม้ที่แตกต่างไปจากต้นที่เป็นแม่พันธุ์ เช่นเราได้พบลูกแอ๊บเปิ้ลตกอยู่ใต้ต้นสาลี่ หรือลูกทุเรียนพันธุ์ก้านยาวดันห้อยอยู่บนต้นของทุเรียนพันธุ์หมอนทอง เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่มีใครแอบอุตรินำไปทิ้งไว้ใต้ต้นหรือแอบไปเสียบไว้บนลำต้น แต่มันกลับเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ถามว่า มันเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติมั้ย? จริงๆแล้วไม่นะ เพราะกรณีพิเศษแบบนี้ย่อมเกิดขึ้นได้แต่ไม่บ่อยเท่านั้นเอง และกรณีพิเศษแบบนี้ได้เกิดขึ้นในวงการดนตรีของบ้านเราแล้วเรียบร้อยครับ
คืนหนึ่งผมได้ดูมิวสิควิดิโอของวงอินดี้วงหนึ่งที่มีชื่อว่า The Papers ทางช่อง TPBS ของ รายการ 108 ดนตรี เกิดอาการอึ้งทึ่งในดนตรีที่พวกเขาทำและสีสันของการดำเนินเรื่องในเอ็มวี แต่ทางพิธีกรของรายการไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับวงนี้เลยนอกจากชื่อเพลงและชื่อ วงเท่านั้น หลังจากนั้นผมพยายามโทรฯถามไถ่กับเพื่อนๆว่าใครรู้จักความเป็นมาของวงนี้ บ้าง ได้รับคำตอบกลับมาว่า ไม่เคยได้ยินและไม่เคยรู้จัก เนื่องจากไม่ค่อยมีเวลาดูทีวีและฟังวิทยุ เลยทำให้ชื่อขอวงนี้ติดอยู่ในหัวของผมตลอดมา และไม่ได้ถามใครๆอีกต่อไปล่วงเลยมาจนถึงงาน Fat Fest. เมื่อเดือนผ่านมาที่อิมแพคฯเมืองทองธานี ได้เห็นชื่อของวงนี้เล่นในโปรแกรมวันแรกของงานด้วย เลยตั้งใจไว้ว่าต้องไปดูการแสดงสดของวงนี้ให้ได้ พอถึงวันนั้นจริงๆเข้ากลับติดงานสำคัญพอดีเลยอดดู แต่ก็ได้ไปในวันที่ 2 ของงานจึงพยายามเดินหาซื้ออัลบั้มแทน ดวงไม่ดีเหมือนเดิมหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เนื่องจากมีแผงขายซีดีของเหล่าวงอินดี้เยอะมากจนตาลาย ที่สำคัญผมไม่รู้ว่าเขาอยู่ค่ายไหนและหน้าปกเป็นอย่างไร ปากก็เสือกหนักไม่ยอมถามใคร เลยได้ซีดีของวงอื่นๆมาเต็มกระเป๋าแทน กลับมาถึงบ้านโทรฯคุยโม้กับเพื่อนเกี่ยวซีดีต่างๆที่ซื้อมา เพื่อนโม้กลับมาว่าเขาได้ซีดีแพคเก็จเท่สวยแถมทำดนตรีได้สุดยอดมาวงหนึ่งมี ชื่อว่า The Papers ข้างในมีแถมแผ่นซีดีเปล่าพร้อมสกรีนชื่อวงชื่ออัลบั้มและซองใส่ที่พิมม์ราย ละเอียดมาให้พร้อม เพื่อต้องการให้คนที่ซื้อมาก๊อบปี้อัลบั้มชุดนี้ให้กับเพื่อนต่ออีกที ถ้าเพื่อนมาฟังแล้วชอบโดยไม่ต้องก๊อบปี้แบบผิดผีๆดังที่ชอบทำกันมาแต่เดิม แน่นอนที่สุดว่าซีดีเปล่าแผ่นนั้นกลายเป็นอัลบั้ม ‘ Dead/Ended Human Action ’ ที่ถูกผมนำมาเขียนเป็นต้นฉบับชิ้นนี้ทันที (และเป็นของผม 100 % )
เหตุผล หลักๆที่ทำให้วงชื่อดังอย่าง โมเดิร์นด็อก,อพาร์เม้นท์คุณป้า,สครับบ์,โอเอซิส,เบลอ,เรดิโอเฮด,สโนว์พาโทร ล,ทราวิส,คีน,โคลด์เพลย์,แอร์,ยูทู,บอดี้สแลม,กรู๊ฟไรเดอร์ หรือแม้แต่คาราบาวและอัสนี-วสันต์ โด่งดังได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จในที่สุด คือ กล้าที่จะทำงานแปลกแยกแตกต่างอย่างตั้งใจจากดนตรีทั่วๆไปที่วงอื่นเขาทำกัน ในขณะนั้น แม้ส่วนผสมดนตรีของพวกเขาเหล่านี้จะมีกลิ่นอายและอิทธิพลต่างๆของหลายๆวงที่ เราคุ้นเคยให้ได้ยินอยู่ก็ตาม แต่ก็จะมีความเป็นตัวตนของวงนั้นๆโดดเด่นอย่างชัดเจนกว่าวงทั่วๆไปเล็ดลอด ออกมาให้เราได้ยินได้ฟังกันแน่นอน The Papers ก็เช่นเดียวกัน แม้เขาจะใช้ Loop ราคาถูกในการสร้างจังหวะควบคู่ไปกับดนตรีร็อคและสารพันเอฟเฟ็คท์ ที่มีกลิ่นอายละม้ายดนตรีของวงอย่าง แอร์,เรดิโอเฮด,ทราวิส,กอริลลาซ หรืออิทธิพลจากวงร็อคฝั่งอเมริกาอีกหลายๆวง เป็นต้น แต่สิ่งที่เราจับต้องได้จากเพลงทั้ง 10 แทร็คคือ จินตนาการที่ไร้ขอบเขต ขุมพลังแห่งความสร้างสรรค์ ความกล้าหาญที่จะแตกต่าง ทั้งในแง่ของเนื้อร้องที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เนื้อหาที่ไม่ทำลายแหล่งน้ำตามธรรมชาติให้เน่าเหม็น และดนตรีที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากวงอินดี้หรืออินดอร์โดยทั่วไป ที่เราได้ยินกันทุกๆวันจากคลื่นแฟตเรดิโอหรือคลื่นต่างๆของค่ายยักษ์ใหญ่ แม้โปรดักชั่นซาว์ดจะไม่เลิศเลอสมบูรณ์แบบ แต่เขาก็รู้จักจัดวางและเพิ่มเติมเสียงต่างๆเข้าไปในแต่ละเพลงอย่างพอเหมาะ พอดี ไม่รกชัฏ ไม่พลุ่งพล่าน ไม่ฟุ้งและไม่กลวงโหวงจนเกินไป รู้ถึงจุดจบและบทสรุปของแต่ละเพลงได้เป็นอย่างดี
10 เพลงในอัลบั้มชุดนี้ของ The Papers ไม่จำเป็นต้องนำมาบรรยายดังที่เคยทำมา และผมก็ไม่ได้ยกย่องถึงขั้นว่า นี่คืออนาคตใหม่ของวงการร็อคไทย แค่อยากจะบอกว่า นี่คือแนวทางการทำงานดนตรีที่ถูกต้องโดยแท้จริง เพราะผมจับต้องในสิ่งที่เขาตั้งใจทำได้อย่างชัดเจนว่า ไม่ง้อ ไม่แคร์ ไม่ตอแหล ไม่ตุ๊ด ไม่มั่วและไม่กลัวว่า คนไทยจะไม่ฟัง ฝรั่งจะไม่ซื้อ เด็กแนว เด็กเจ เด็กเค เด็กแกรมมี่และเด็กอาร์เอสจะไม่ชอบ เขาทำดนตรีตามความสามารถที่มีอยู่ ตามอิทธิพลแรงบันดาลใจ ตามสัญชาตญานส่วนลึกจากจิตใจและสมองที่สั่งการ แม้อัลบั้มชุดนี้จะเปรียบเทียบได้แค่ เดโมของวงอย่างเรดิโอเฮด งานเดี่ยวของนาย ธอม ยอร์ค หรือ แทร็คที่โดนตัดทิ้งของ
ทราวิ สและโคล์เพลย์ แต่ก็น่าฟังและน่ายกย่องกว่างานอีกหลายหลายร้อยอัลบั้มของศิลปินไทยทั้งหน้า ใหม่หน้าเก่า ที่เป็นทั้งอินดี้และอินดอร์จากค่ายเล็กค่ายใหญ่หรือแม้แต่ค่ายของพ่อเขาเอง เพราะผมเพิ่งรู้(เพราะเพิ่งได้อ่านก่อนเขียนต้นฉบับชิ้นนี้เล็กน้อย)จาก คอลัมน์ Intro ในหน้าที่ 29 ของนิตรสารสีสัน ฉบับ ที่ 3 ว่า The Papers คือ เชษฐ เชษฐโชติศักดิ์ ลุกชายสุดรักของ เฮียฮ้อ ณ อาร์เอส นั่นเอง
อยาก รู้จักเขามากกว่านี้ก็ลองกลับไปหานิตรสารสีสันฉบับนั้นมาอ่านใหม่ดู และไปหาอัลบั้ม ‘ Dead/Ended Human Action ’ ของเขามาฟัง หลังจากนั้นค่อยเขียนมาจดหมายหรือเมล์ส่งความคิดเห็นต่างมางัดง้าง รวมถึงช่วยตีความคำว่า ‘ ทำไมต้นสาลี่จึงออกผลออกมาเป็นลูกแอ๊บเปิ้ล ’ กับผมได้ตามใจชอบครับ
อัลบั้ม ทิงนองนอย
ศิลปิน Moderndog
สังกัด Moderndog Co.,Ltd
ชื่อ วงโมเดิร์นด็อก ดนตรีของโมเดิร์นด็อก เนื้อหาเพลงของโมเดิร์นด็อก ไอเดียและฝีมือการเล่นดนตรีของโมเดิร์นด็อก หรือการแสดงสดของโมเดิร์นด็อก ไม่มีคำถามและความสงสัยใดๆจากแฟนเพลงของพวกเขาอีกต่อไป นับตั้งแต่การแจ้งเกิดและประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดมาตั้งแต่อัลบั้มชุดแรก จนมาถึงอัลบั้มล่าสุดที่มีชื่อว่า ‘ ทิงนองนอย ’ ชุดนี้ แม้ในบางช่วงบางตอนของการโลดแล่นบนถนนสายดนตรีของพวกเขาในบางอัลบั้ม อาจไม่ประสบความสำเร็จสูงสุดเท่าเทียมกันบ้าง แต่ชื่อเสียง ไอเดีย ฝีมือการทำดนตรี รางวัลการันตีและความสม่ำเสมอในการทำอัลบั้มต่างๆออกมา ก็ยังคงรักษาความมาตรฐานของการเป็นวงร็อคคุณภาพในนามของ หัวหอกแห่งแวดวงอินดี้ร็อคตลอดมา ไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของต้นสังกัดหรือหรือปรากฏการณ์ทั้งร้ายหรือดี ขึ้นในวงการดนตรีโลกและประเทศไทยก็ตาม
นี่คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของวงดนตรีร็อคไทยอีกวงในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา
อะไรที่ทำให้ชื่อเสียงและคุณภาพของวงโมเดิร์นด็อกอยู่ยงคงกระพันมาได้จนถึงวันนี้ ?
ดัง อารัมภบทข้างต้นและยังมีคำอธิบายมากมายที่สามารถบรรยายถึงความสามารถอันยอด เยี่ยมของพวกเขาทั้งสามคน คือ เมธี น้อยจินดา, ปวิน สุวรรณชีพ และ ธนชัย อุชชิน หรือ ป๊อด นักร้องนำคนสำคัญที่สุดของวงได้ ซึ่งผมไม่จำเป็นต้องนำมาตอกย้ำซ้ำซ้อนให้ยาวเกินความจำเป็นอีกครั้ง แต่จะสรุปคร่าวๆผ่านผลงานอัลบั้มชุดล่าสุดนี้ก็แล้วกัน
ด้วย ประสบการณ์อันเชี่ยวกรากบนถนนสายนี้มาตั้งการเริ่มต้นตั้งวง สถานะในวันนี้ของวงโมเดิร์นด็อกได้กลับมายืนบนลำแข้งของตัวเองอีกครั้ง โดยมีชื่อเสียงและความมาตรฐานที่สั่งสมมาเป็นฐานที่มั่น การถ่ายทอดจิตนาการและฝีมือทางดนตรีทั้ง 12 เพลงในอัลบั้มนี้ จึงฟังดูผ่อนคลาย สุขุมนุ่มลึก ละเมียดละไม ไร้ความกดดันใดๆโดยสิ้นเชิง ความเรียบง่ายของแต่ละบทเพลงได้แสดงให้เห็นถึงการตกผลึกของสมาชิกทั้งสามคน ได้เป็นอย่างดีว่า ไม่มีความจำเป็นใดๆที่โมเดิร์นด็อกต้องแสดงให้วงการดนตรีไทยเห็นอีกแล้วว่า มีการพัฒนาทางดนตรีแค่ไหนหรือมีความล้ำหน้าอย่างไร พวกเขาได้ค้นพบแนวทางที่สงบและอาณาจักรอันยิ่งใหญ่แท้จริง ซึ่งเป็นที่ตั้งอันมั่นคงถาวรของวงของโมเดิร์นด็อกแล้วเรียบร้อย แม้แทร็คเปิดอัลบั้ม ‘ ฉันยังคงหายใจ ,’ นิยาย ’และ ‘ ไปด้วยกัน ’ จะทำให้เรารู้สึกว่าเป็นพาร์ทต่อๆมาของเพลงฮิต ‘ ตาสว่าง ’ จากอัลบั้มที่แล้ว และใกล้เคียงกับอีกหลายๆแทร็คจากอัลบั้มก่อนๆ หรือแทร็คอย่าง ‘ รักเธอรอเก้อ ’ ที่พวกเขาได้รื้อฟื้นความเป็นกลิ่นอายกรั๊นจ์ร็อคในยุคแรกๆมาให้พวกเรา กระโดดตัวลอยกันอีกครั้ง รวมถึงแทร็คที่เหลือทั้งหมดอย่าง ‘ วันสุดท้าย ’, ‘ เงินล้าน ’, ‘ BTS ’,’ แสงจันทร์ ’,’ ย้อนเวลา ’,’ พอแล้ว ’ และ ‘ เสน่หา ’ แทร็คสุดท้ายซึ่งเป็นเพลงอมตะในอดีต ที่ป็อดแสดงความสามารถในการร้องได้ไพเราะอ่อนหวานหยดย้อย ผ่านการเรียบเรียงดนตรีใหม่ที่เนี้ยบหรูสะอาดสะอ้านจนทำให้ขนเราตั้งชัน ต่างๆทั้งหมดนี้ทำให้เราได้ค้นพบกลิ่นอายของดนตรีพ๊อพ โซล อาร์แอนด์บีและอินดี้ร็อค ที่ผ่านการคัดสรรกลั่นกรองด้วยอัตราส่วนที่เหมาะเจาะผสมผสานอยู่ในแต่ละ เพลงอย่างลงตัวพอดี ยิ่งเป็นการตอกย้ำตัวตนและเอกลักษณ์ซาวน์ดที่เป็นเฉพาะของความเป็นโมเดิร์ นด็อกได้สมบูรณ์แบบมากกว่าที่ผ่านมา ในส่วนของเนื้อหาของแต่ละเพลง โมเดิร์นด็อกได้ก้าวผ่านความกดดันของคำว่ากระแสหรือการเอาใจแฟนเพลงทั้งใหม่ เก่าไปไกลโพ้น เลยไม่ต้องเขียนเยินยอรายละเอียดในแง่โปรดักชั่นซาวน์ดอีกต่อไปด้วย
การ ทำงานดนตรีที่ฟังดูเรียบง่ายไพเราะอ่อนหวานนุ่มเนียน แต่แฝงไปด้วยรายละเอียดมากมายของความแข็งแกร่งแข้มแข็ง เป็นอะไรที่ทำและคิดได้ยากกว่า การทำงานที่ฟังดูอลังการซับซ้อนลึกล้ำเต็มไปด้วยรายละเอียดเข้าใจยากและ ภาพรวมที่ยิ่งใหญ่มโหฬาร แต่โมเดิร์นด็อกสามารถทำให้เราได้ยินและสัมผัสได้ใน ‘ ทิงนองนอย ’ ทั้งอัลบั้ม เลยทำให้พวกเขาก้าวกระโดดมาถึงเส้นชัยได้ในที่ในที่สุด โดดเด่นและยิ่งใหญ่เฉกเช่นรูปหินตาบนหน้าปกที่ยืนหยัดอวดโอ้ท้าทายโลกกับทุก สภาวะมาช้านานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและอนาคต ทั้งๆที่มันเป็นเพียงก้อนหินธรรมดาก้อนหนึ่งเท่านั้น แต่นัยยะที่แฝงอยู่กับรูปร่างของมันนั้นกลับลึกล้ำและยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยาย
โมดิร์นด็อกยังคงเป็นหมาทันสมัยที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับเราที่เป็นแฟนเพลงของเขา และวงการดนตรีไทยตลอดมาและตลอดไป.
อัลบั้ม OST. Wall . E
ศิลปิน Various Artists
สังกัด Universal
ได้ เวลาโชว์ออฟของเจ้าหุ่นยนตร์ตัวน้อยแสนน่ารักน่าชัง ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ทำความสะอาดโลกหลังความล่มสลายและเหล่า มนุษย์หนีหายไปอาศัยที่ดาวดวงใหม่ และเจ้าตัวเล็ก Wall. E ก็ได้พบรักหุ่นยนตร์สาวสวยแสนน่ารักอีกตัว เรื่องราวความรักที่บริสุทธิ์สดใสจึงเกิดขึ้นบนโลกที่ชำรุดและเต็มไปด้วยซาก ปรักหักพัง
ในโลกมายาของแผ่นฟิล์มแห่งฮอลลีวู๊ด พวกเขาได้สร้างตัวการ์ตูนส์และหุ่นหน้าตาประหลาดๆที่น่ารักน่าชังขึ้นมามาก มายจนจำแทบไม่หวาดไม่ไหว เช่น เจ้าตัว ET เป็นต้น หลายๆตัวได้กลายเป็นขวัญใจของเด็กๆและผู้คนทั่วโลกมาจนถึงวันนี้ เจ้าตัวเล็ก Wall.E น่าจะเป็นตัวต่อไป
เพลง ประกอบภาพยนตร์แอนนิเมชั่นเรื่องนี้ จะเน้นไปทางสกอร์หรือเพลงธีมมากกว่าเพลงร้อง ความไพเราะงดงามมาจากฝีมือของ Thomas Newman ผู้เกรียงไกรแห่งการคอมโพสท์เพลงประกอบภาพยนตร์ จึงสามารถรับประกันความประทับใจในแต่ละเพลงที่ใช้ประกอบของแต่ละซีนได้เป็น อย่างดี แถมยังมีเพลงไพเราะอีก 2 เพลงคือ ‘ Down To Earth ’ โดย Peter Gabriel และ ‘ It Only Takes A Moment ’ โดย Michael Crawford มาเพิ่มเติมความรื่นรมย์ให้เราได้อิ่มเอมอีกที ( เสียดายที่ไม่มีเพลงโปรโมทที่ใช้ประกอบหนังตัวอย่าง ‘ Love Is In The Air ‘ )
นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เจ้า Wall. E จะกลายเป็นขวัญใจคนใหม่ของผู้คนทุกรุ่นทุกวัยทั่วโลก.
อัลบั้ม Donna Summer
ศิลปิน Crayons
สังกัด Sony BMG
Donna Summer ได้ครองตำแหน่ง ‘ Queen Of Disco ’ มาตั้งแต่ปลายยุค 70s จนถึงวันนี้แม้เธอจะหยุดทำงานอัลบั้มเพลงไปตั้งแต่ชุดสุดท้ายในปี 1991 ‘ Mistaken Identity ’ แต่ก่อนหน้านั้นไล่ย้อนกลับไปจนถึงอัลบั้มชุดแรกในปี 1974 ‘ Lady Of The Night ’ นั้น เธอไม่เคยหยุดทำงานเพลงเลยถึงแม้นว่าในยุค 90s ชื่อเสียงความโด่งดังของเธอไม่อาจเทียบเท่ายุคทองในช่วง 70s-80s ได้ก็ตาม แต่14 สตูดิโออัลบั้มของเธอก็ได้ฝากผลงานดนตรีโซลฟังก์และดิสโก้ที่อมตะคลาสสิ คตลอดกาลไว้มากมาย อาทิ ‘ Love to Love You Baby ’, ‘ Try Me ’, ‘ I Feel Love ’, ‘ Once Upon a Time ’, ‘ Hot Stuff ’, ‘ ad Girls ’, ‘ She Work Hard For The Money ’ หรือ ‘ Wonderer ’ เป็นต้น
เกือบ 20 ปีที่เธอห่างหายไปจากวงการเพลง ในที่สุดเธอก็หวนกลับมาอีกครั้งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด หรืออาจจะมาใหลตามกระแสของดนตรีดิสโก้ที่ได้กลับมาร้อนแรงอีกครั้งในวันนี้ ก็ได้ แต่เหล่า Disco People ทั้งหลายต่างพากันตีปีกกันยกใหญ่ แม้งานอัลบั้มใหม่ล่าสุด ‘ Crayons ’ ชุดนี้เธอจะไม่มีโปรดิวเซอร์คู่บุญอย่าง Giorgio Moroder และ Quincy Jones ก็ตาม แต่ทั้ง 13 แทร็คในอัลบั้มนี้ก็ได้แสดงเห็นถึงพลังของดนตรีโซลฟังก์และดิสโก้ที่อยู่คู่ กับตัวเธอมาตั้งแต่อดีตได้เป็นอย่างดี เธอเลือกทำงานกับโปรดิวเซอร์หลายคนและมีแขกรับเชิญคนดังอย่าง Ziggy Marley มาร่วมร้องอีกคน โดยที่เธอรับหน้าที่เขียนเพลงเองเกือบทั้งหมด ดังนั้นความหลากหลายสีสันของแนวเพลงต่างในอัลบั้มนี้ จึงดูดีและมีคุณค่าอย่างเต็มเปี่ยมไม่ต่างไปจากงานอมตะในอดีตเลยแม้แต่น้อย
แทร็ค เด่นที่คุณชื่นชอบได้ไม่ยากคือ ‘ Crayons feat. Ziggy Marley ’, ‘ The Queen Is Back ’, ‘ Sand On My Feet ’, ‘ Drivin’ Down Brazil ’ และ ‘ I’m Fire ’………. Welcome Back The Queen Of Disco !!!
อัลบั้ม All That Fusion
ศิลปิน Various Artists
สังกัด Warner Music
ช่วง ซัมเมอร์ที่ผ่านมาบนหิ้งซีดีหรือในเครื่องไอพอดของคุณ อาจจะเต็มไปด้วยสารพันเพลงแจ๊สอมตะของตราแผ่นเสียงชื่อดังอย่าง Verve หรือ Bluenote เพื่อใช้เปิดผ่อนคลายปัดไล่ความร้อนทั้งหลาย แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนฉ่ำดนตรีแจ๊สก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ใช้เปิด ประกอบเสียงฝนตกได้เช่นกัน
3 อัลบั้มรวมเพลงแจ๊สที่ทางสังกัด Warner Music เข็นออกมาสู้เสียงฝนในครั้งนี้คือ Pop Jazz Standard, Pop Jazz และ All That Fusion น่าสนใจทั้งหมด แต่ที่เลือกเอาอัลบั้ม All That Fusion มาแนะนำ ก็เพราะเขาได้แบ่งพาร์ทหรืออารมณ์ของเพลงอมตะต่างๆในอัลบั้มนี้ไว้อย่าง ชัดเจน โดยพาร์ทแรกคือ Vocal ที่มีเพลงไพเราะอย่าง ‘ Why Can’t it Wait Till Morning – Phil Collins & Fourplay ’ หรือ ‘ One Hello – Randy Crawford ’ เป็นต้น พาร์ทที่ 2 คือ Ballads มีเพลงหวานซาบซึ้งอย่าง ‘ Moon And The Stars – Earl Klugh ‘ หรือ ’ In The Name Of Love – Grover WaShington Jr.’ เป็นต้น พาร์ทที่ 3 คือ Bright มีความงดงามเจิดจ้าของแทร็ค ’ Breezin’ – George Benson ‘ หรือ ‘ Playing With Fire ’ เป็นต้น และพาร์ทสุดท้ายคือ Funky & Groove ซึ่งมีแทร็คที่สนุกสนานอย่าง ‘ Birdland – Quincy Jones ’ หรือ ‘ Fame – George Duke ’ เป็นแทร็คชูโรง
ทั้ง 3 อัลบั้มรวมเพลงพ๊อพแจ๊สโดยเฉพาะอัลบั้ม All That Fusion นี้ จึงควรเป็นอีกคอลแลคชั่นดนตรีแจ๊สที่ประดับอยู่บนหิ้งซีดีและในเครื่องไอพอ ดของคุณ
อัลบั้ม 19
ศิลปิน Adele
สังกัด Platinum
แม้ อัลบั้ม 19 ชุดนี้ของสาวตัวอวบอ้วนน่ารักแต่น้ำเสียงกลับไพเราะมหัศจรรย์ที่ชื่อ Adele จะออกวางขายในบ้านเราได้สักระยะหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ทางต้นสังกัดกลับเพิ่งนึกชื่อผมออกเลยเพิ่งส่งมาให้ ก็เลยต้องจับมาแนะนำให้กับคุณย้อนหลังในฉบับนี้ เพื่อเป็นการบันทึกไว้ด้วยว่าคอลัมน์ Reporter Music ของนิตรสารฉบับนี้ไม่ได้พลาดช๊อตเด็ดใดๆในแวดวงของดนตรีโลกประจำปีนี้เลย
สาว Adele Adkins (ชื่อเต็มๆของเธอ )คนนี้ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับวงการเพลงของอังกฤษและยุโรปเมื่อช่วงต้นปี นี้ ด้วยน้ำเสียง ลีลาการเล่นอะคูสติกกีตาร์และการเขียนเพลง ที่สามารถสะกดให้โลกหยุดหมุนได้ทันทีที่ตัวโน๊ตตัวแรกหลุดออกมาจากเธอเลยที เดียว ด้วยอายุแค่ 19 ปีเธอเลยใช้จำนวนอายุของเธอเป็นชื่ออัลบั้มชุดแรกนี้สียเลย ทันทีที่เธอปล่อยซิงเกิลแรก ‘ Cold Shoulder ’ ออกมา ทำให้เหล่าแฟนเพลงของสาว Macy Grey หรือ Lauryn Hill ช็อคกันเป็นแถบๆ ส่วนแฟนพันธุ์แท้ของดิว่าคนล่าสุดของโลก Amy Winehouse และ Duffy ต่างก็พากันเฮโลมาสมัครเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเธอกันอย่างคึกคัก
12 แทร็คของดนตรีโซลและอะคูสติกแจ๊สในอัลบั้มชื่อ 19 นี้ เหนือคำบรรยายที่ดีงามทั้งหมดและน่าจะเป็นอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปี ที่สามารถคว้ารางวัลใดรางวัลหนึ่งจากสถาบันที่ยิ่งใหญ่อย่างแกรมมี่และ บริทอวอร์ดมาประดับบ้านของเธอได้แน่นอน เชื่อผมเหอะ !
อัลบั้ม OST. Mamma Mia!
ศิลปิน Various Artists
สังกัด Universal
แม้ ละครเพลงชื่อดังจากอังกฤษ ‘ We Will Rock You ’ เพิ่งโบกมือลาจากบ้านเราไป ด้วยความประทับใจและอาลัยของคนไทยทุกคนที่ได้ไปดูมาก็ตาม แต่ก็ยังมีภาพยนตร์อีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้ละครเวทีเรื่องนั้นเลย เพราะ ‘ Mamma Mia! ’ ได้ยกเรื่องราวทั้งหมดมาจากละครเวทีที่มีชื่อเดียวกัน อีกทั้งได้เปิดการแสดงอยู่ที่โรงละครในกรุงลอนดอนและออกทัวร์ทั่วโลก ตามหลังเรื่อง We Will Rock You ได้ไม่นานและได้รับความนิยมจากคอละครเวทีทั่วโลกเช่นเดียวกัน เนื่องจากบทละครทั้งเรื่องได้นำแรงบันดาลใจและชื่อเพลงทั้งหมดมาจากผล งานอมตะของวงพ๊อพชื่อดังในอดีตที่ชื่อ ABBA ไม่ต่างไปจากบทละครของ We Will Rock You เลย
แม้ อรรถรสและความประทับใจที่ได้รับจากเวอร์ชั่นที่เป็นภาพยนตร์นี้ จะแตกต่างจากการได้ดูแบบสดๆที่โรงละครก็ตาม แต่ก็ยังดีกว่าเสียค่าตั๋วเครื่องบินไปดูถึงลอนดอนมิใช่หรือ ? ส่วนเพลงต่างๆในภาพยนตร์ที่ถูกนำมาบรรจุอยู่ในอัลบั้มชุดนี้นั้น อาจไม่ไพเราะเท่าต้นฉบับของ ABBA แต่ก็ยอดเยี่ยมตามความสามารถและอารมณ์ของนักแสดงแต่ละคน ถ้าคุณที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของวง ABBA ไม่ชอบอัลบั้มชุดนี้ก็ลองไปหาซื้ออัลบั้ม ABBA Gold และ More ABBA Gold ได้ในช่วงนี้เลย เพราะต้นสังกัดในบ้านเราได้รีมาสเตอร์ออกมาขายตามติดภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้งทันทีทันควันเช่นเดียวกัน.
อัลบั้ม Partie Trumatic
ศิลปิน Black Kids
สังกัด Universal
Black Kids เป็นวงอินดี้ร็อคหน้าใหม่จากเมือง Jacksonville,Florida อเมริกา ที่เพิ่งตั้งวงกันมาเมื่อปีที่แล้วนี่เอง มีแกนนำเป็นสองพี่น้องจากตระกูล Youngblood โดยมีพี่ชาย Raggie ร้องนำและเล่นกีตาร์ ส่วนน้องสาว Ali เล่นคีย์บอรดกับร้องประสาน ร่วมตั้งวงนี้ขึ้นมาในชั้นเรียนแล้วชักชวนเพื่อนอีก 3 คนคือ Dawn Watley เล่นคีบอร์ดและร้องประสาน Owen Holmes เล่นเบสและ Kevin Snow เล่นกลอง แล้วสร้างเว๊บไซด์ของวงขึ้นมาบน Myspace ตามสมัยนิยมของคนยุคนี้ พร้อมทั้งอัพโหลดเพลงชื่อยาวแต่น่ารักน่าชัง ‘ I’m Not Gonna Teach Your Boyfriend How To Dance With You ’ ที่เป็นซิงเกิลแรกในเวลาต่อมา กับเพลง ‘ Hurricane Jane ’ ไว้ให้นักท่องเว๊บมาโหลดฟัง ในที่สุดความมันสดใสสไตล์อินดี้ร็อคที่หยิบเอากลิ่นอายดนตรีของ The Cure, David Bowie และ Prince มาผสมผสานกัน ก็ถูกกล่าวขานกันไปในวงกว้างจนถึงหูของนักวิจารณ์จากนิตรสารดนตรีชื่อดัง ของอเมริกาชื่อ CMJ เข้า ชื่อของวง Black Kids ก็แจ้งเกิดบนถนนดนตรีร็อคในทันที
การ ได้เซ็นต์สัญญากับค่ายเล็ก Almost Gold Recordings ที่อยู่ภายใต้ค่ายยักษ์ Columbia Recordings อีกที ทั้งได้ทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์มือทองในวันนี้อย่าง Bernard Butler อดีตมือกีตาร์ของวง Suede ที่เพิ่งสร้างชื่อให้สาวน้อย Duffy โด่งดังไปทั่วโลกมาแล้วเมื่อเร็วๆนี้ จึงทำให้วง Black Kids มีอัลบั้มแรก ’ Partie Trumatic ’ ชุดนี้ได้รวดเร็วทันใจ ความสนุกสนานของดนตรีอินดี้ร็อคกึ่งพังค์กึ่งดิสโก้ร็อคชุดนี้ จึงเต็มไปด้วยพลังที่พลุ่งพล่านแต่โจ๊ะโดนใจคอร็อคทุกวัยได้ไม่ยาก แทร็คอื่นๆอย่าง ‘ Listen To Your Body Tonight ’, ‘ I’ve Underestimated My Cham(Again)’, ‘ Partie Trumatic ’ หรือ ‘ I Wanna Be Your Lemousine ’ ก็เท่ไม่แพ้ซิงเกิลแรกที่ชื่อยาวๆเพลงนั้นเลยแม้แต่น้อย
อัลบั้ม Partie Trumatic ชุดนี้คงทำให้วงรุ่นเดียวกันอย่าง The Ting Ting, The Kills หรือ New Young Pony Club เกิดอาการหนาวร้อนๆได้แน่นอน.
อัลบั้ม Tribute To Bobby
ศิลปิน Hucknall
สังกัด Warner Music
คง เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มของปีนี้ที่ผมคงนำติดตัวไปเปิดฟังในทุกที่ๆไปแน่นอน และแฟนเพลงพันธุ์แท้ของวงพ๊อพร็อคชื่อดังตลอดกาลในยุค 80s จากประเทศอังกฤษที่ชื่อ Simply Red ซึ่งมีชายหนุ่มเสียงหวานผมหยิกหยองนาม Mick Hucknall เป็นนักร้องนำ อีกทั้งแฟนเก่าเล่ายี่ห้อของผู้เฒ่า Bobby ‘ Blue’ Blend ศิลปินระดับตำนานที่ยังมีลมหายใจในวงการเพลงบลูส์และอาร์แอนด์บีแห่งยุค 50s คงจะเห็นดีเห็นงามไปกับผมเช่นกัน
เนื่องจากนาย Hucknall เขามีผู้เฒ่าคนนี้เป็นฮีโร่และแรงบันดาลใจมาตั้งแต่เริ่มหัดร้องเพลง และใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งในอนาคตเขาจะนำเพลงฮิตอมตะที่เขารักและหลงใหลมาทำใหม่ ให้สาแก่ใจสักครั้ง และในวันนี้บทเพลงทั้ง 12 เพลงในอัลบั้มชุดนี้ ได้ถูกเขานำมาชุบชีวิตใหม่ในสไตล์โซลฟังก์, อาร์แอนด์บีและโซลแจ๊ส จนทำให้เราใจง่ายหลงรักตามเขาไปในบัดดล ตั้งแต่แทร็คแรก ‘ Father Up The Road ’, ‘ Ain’t That Lovin’ You ’, ‘ I’m Too Far Late Gone( To Turn Around)’ ไล่ไปจนถึงแทร็คสุดท้าย ‘ Lead Me On ’ แสดงความโดดเด่นในความไพเราะอมตะไปพร้อมกับสีสันและจังหวะของดนตรีกลิ่นอาย ใหม่ได้อย่างรื่นรมย์ ไม่แพ้อัลบั้ม Re-Make หรือ Retro ชุดใดเลย
Tribute To Bobby คืออัลบั้มดนตรีของคน 2 ยุคที่เติมเต็มความหมายของคำว่า ‘ ร่วมสมัย ’ ให้สมบูรณ์แบบที่สุดอีกครั้ง.
อัลบั้ม Boy ( Re-Mastered)
ศิลปิน U2
สังกัด Universal
คงไม่มีใครเถียงถ้าผมจะบอกว่า เป็นเรื่องยากที่จะเขียนบรรยายความเป็นมาอันยิ่งใหญ่ยาวนานของวงร็อคระดับตำนานอีกวงที่มีชื่อว่า U2 นับ ตั้งแต่ปี 1980 ที่พวกเขาออกวางขายอัลบั้มชุดแรก ‘ Boy ’ จนถึงอัลบั้มล่าสุด ‘ How To Dismantle an Atomic Bomb ’ ในปี 2004 ที่กวาดรางวัลแกรมมี่ไปอีกครั้งจากหลายๆครั้งที่ผ่านมา พวกเขายังคงรักษาความยิ่งใหญ่และความเป็นรุ่นใหญ่ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบใน ทุกๆด้าน จนกลายเป็นต้นแบบ อิทธิพลและแรงบันดาลให้กับวงร็อคยุคต่อมาจนถึงวันนี้อีกหลายร้อยหลายพันวง 11 สตูดิโออัลบั้มจึงถูกบันทึกให้เป็นอัลบั้มร็อคยอดเยี่ยมตลอดกาลในที่สุด
นับเป็นโอกาสดีที่สุดกับคอร็อคในวันนี้ที่ไม่เคยรู้จักวง U2 อย่าง จริงจังกับงานในยุคแรกๆ เพราะทางวงได้ไปหยิบผลงานอมตะสร้างชื่อเหล่านั้นมารีมาสเตอร์ใหม่อีกครั้ง เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจถึงแก่นแท้ของดนตรีร็อคที่เป็นแม่แบบของคำว่า ‘ อินดี้ร็อค ’ หรือ ‘ อัลเตอร์เนเทีฟร็อค ’ ได้อย่างลึกซึ้ง โดยแถมเพลงเวอร์ชั่นต่างๆที่แปลกแตกต่างไปจากต้นฉบับและไม่เคยออกวางขายมา ก่อนมาให้อีก 1 แผ่นซีดี
หวังว่าคอร็อคทุกรุ่นทุกเพศทุกวัยไม่ พลาดอัลบั้มรีมาสเตอร์ ‘ Boy ’, ‘ October(1981) ’ และอีกหลายๆอัลบั้มที่ออกต่อกันมา พร้อมทั้งอัลบั้มใหม่ล่าสุดที่จะออกวางขายในเดือนมีนาคม ปี 2009 ของพวกเขากันนะครับ.
อัลบั้ม Best Of Shaggy : The Boombastic Collection
ศิลปิน Shaggy
สังกัด Universal
อีก ครั้งตามคำเรียกร้องหรือตามสมัยนิยมก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่เราได้เห็นการรวมเพลงฮิตเพลงดังของศิลปินฮิปเรกเก้-ฮอปอารมณ์ดีนาม Shaggy คนนี้ออกมาวางขาย แม้เราจะเคยมีเพลงดังเหล่านี้กันมาแล้วก็ตาม แต่เมื่อต้นสังกัดหยิบมารวมขายเมื่อไหร่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องซื้อทุกทีเช่น กัน
Shaggy ศิลปินชาวจาไมก้าแท้ๆคนนี้มีผลงานมาหลายอัลบั้มตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา แต่อัลบั้มที่สร้างชื่อให้กับเขามากที่สุดคือ Boombastic ในปี 1995 และ Hot Shot ในปี 2000 ส่วนอัลบั้มอื่นๆเขาก็มีเพลงฮิตเกือบทุกอัลบั้มเช่นกัน Best Of Shaggy : The Boombastic Collection ชุดนี้จึงได้รวมเอาเพลงฮิตตั้งแต่อัลบั้มแรกคือ ‘ Oh Carolina ’ และจากทุกอัลบั้มไม่ว่าจะเป็นเพลง ‘ Boombastic ’, ‘ Angel ’, ‘ Luv Me, Luv Me’, ‘ It Wasn’t Me ’, ‘ Het Sexy Lady ’ และอีกมากมายรวม 18 เพลง ที่คุณสามารถร้องและเต้นตามได้ทุกเพลงกับจังหวะต่างๆทั้ง เรกเก้, แดนซ์ฮอลล์หรือฮิปฮอป จนทำให้ลืมความวุ่นวายต่างๆในวันนี้ได้ทันที
ไม่เชื่อก็ลองเปิดฟังดูซิครับ !
อัลบั้ม Ultimate Collection
ศิลปิน Rick Astley
สังกัด Sony-BMG
จาก การที่ถูกรื้อฟื้นให้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งของดนตรีแนวต่างๆที่เคย เฟื่องฟูในยุค 70s และ 80s ไม่ว่าจะเป็น โซล, ฟังกี้ หรือดิสโก้ที่หลากหลายสไตล์ เลยทำให้ศิลปินต่างๆที่โด่งดังในยุคนั้นถือโอกาสกลับฟื้นคืนชีพมาโลดเล่นบน ถนนสายดนตรีอีกครา ทั้งในรูปแบบของการนำเพลงฮิตในยุคนั้นมารวมขายใหม่ หรือทำอัลบั้มใหม่ออกวางขาย เพื่อเป็นรื้อฟื้นความทรงจำอันงดงามของยุคสมัย ที่ผ่านมาเราเพิ่งได้ยินงานใหม่ของราชินีดิสโก้กันไปแล้วคือ Donna Summer และ ศิลปินหนุ่มใหญ่คนนี้ Rick Astley ก็ไม่ยอมอยู่เฉยๆเช่นกัน เลยจับเอาเพลงฮิตในยุคนั้นของตัวเองมาออกวางขายบ้าง เผื่อจะได้กลับมาเกิดใหม่กับเขาบ้าง
โดยที่ก่อนหน้านั้นในปี 2002 เขาได้กลับมาก่อนแล้วกับอัลบั้มชุดใหม่ ‘ Keep It Turn On ’ หลังจากที่ทิ้งอัลบั้มสุดท้าย ‘ Body & Soul ’ ไว้ในปี 1993 แต่ก็ไม่สามารถกลับมาสร้างชื่อเสียงได้เหมือนเดิมอีกครั้ง ดนตรีดิสโก้สไตล์ยูโร-บีทของเขาที่ได้ทำงานร่วมกับทีมโปรดิวเซอร์ชื่อดังใน ยุคนั้นคือ Stock / Aitken / Waterman เคยเป็นที่หลงใหลในดิสโก้เธคทั่วโลกมาแล้ว และในวันนี้เราก็ยังได้ยินอยู่เสมอ แทร็คอมตะอย่าง ‘ Never Gonna Give You Up ’, ‘ Together Forever ’, ‘ My Arms Keep Missing You ’ หรือ ‘ Whenever You Need Somebody ’ จึงถูกนำมาบรรจุไว้อัลบั้มชุดนี้อย่างครบถ้วน
ใครอยากจัดปาร์ตี้ดิสโก้สไตล์ยูโร-บีทในปีนี้ ไม่ควรลืมอัลบั้มชุดนี้อย่างเด็ดขาด.
อัลบั้ม 100s The Essential Collection
ศิลปิน Various Artist
สังกัด Universal
ไหนๆ ก็ไหนๆ เมื่อสภาวะเศรษฐกิจของโลกที่ผ่านมาได้ถดถอย ส่งผลกระทบไปถ้วนทั่วแม้แต่วงการดนตรี ค่ายยักษ์ใหญ่ต่างๆจึงต้องพากันคิดหนักกับการที่จะออกผลงานใหม่ๆสักอัลบั้ม ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดจึงเป็นการไปค้นหาเพลงดีๆอมตะมารวมเป็นอัลบั้ม แล้วออกวางขาย เพื่อเป็นการเอาตัวรอดจนกว่าเหตุการณ์ต่างๆจะดีขึ้น
หลายๆ อัลบั้มอาจรวมแล้วไม่เข้าท่า แต่บางอัลบั้มก็น่าสนใจน่าซื้อเก็บเอาไว้ฟังและสะสม เนื่องจากเป็นเพลงที่ค่อนข้างหาฟังได้ยากตามหน้าปัดวิทยุในวันนี้ 100s The Essential Collection จึงเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่มีคุณค่าและคุ้มกับราคา ทั้ง 100 เพลงถูกบรรจุไว้ในซีดี 5 แผ่น ส่วนใหญ่จะเป็นผลงานดนตรียอดเยี่ยมอมตะจากยุค 70s และ 80s ทั้งที่เป็นดนตรีพ๊อพ ร็อค โซล ฟังก์ ดิสโก้ เรกเก้ อาร์แอนด์บีและอิเลคโทรนิคพ๊อพ รายชื่อศิลปินล้วนเป็นที่คุ้นเคยของเหล่าคอเพลงยุคนั้นแทบทั้งสิ้น อาทิเช่น Soft Cell, The Cure, Commodores, Kool & The Gang, Rainbow,Bobby Brown, The Beastie Boys, Cris De Burgh, Diana Ross, Tears For Fears, ABC, The Jam, Cher หรือ Lionel Richie เป็นต้น
เอาเป็นว่า นี่คือการนั่งไทม์แมชชีนย้อนหลังกลับไปฟังเพลงฮิตในยุคนั้นอย่างเต็มอิ่มกันเลยล่ะ.
อัลบั้ม Pocketful Of Sunshine
ศิลปิน Natasha Bedingfield
สังกัด Sony – BMG
เป็น เรื่องที่ค่อนยากเอาเรื่องกับการที่คนผิวขาวจะร้องเพลงโซล, ฮิปฮอป หรือ อาร์แอนด์บี ได้ดีเท่ากับคนผิวดำที่เป็นต้นแบบเจ้าของสำเนียง จนถึงการได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก อาจมีบ้างแต่ไม่ถึงกับมากมายจนนับไม่ถ้วน สาวสวยชาวอังกฤษนาม Natasha Bedingfeild น่าจะเป็นอีกคนที่สามารถร้องเพลงในสไตล์ของคนผิวดำได้ดี จนเป็นที่ยอมรับและโด่งดังมาตั้งแต่อัลบั้มชุดแรก Unwritten ในปี 2005 ด้วยยอดขายมากกว่า 2.5 ล้านอัลบั้ม และการได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ในสาขา Best Female Pop Vocal Artist ของปีนั้นเลย
Pocketful Of Sunshine อัลบั้มล่าสุด เธอได้แสดงความสามารถกับการเป็นทั้งนักร้องนักแต่งเพลงในสไตล์ พ๊อพ / อาร์แอนด์บีอีกครั้ง กับซิงเกิลแรก ‘ Love Like This ’ ที่ได้นาย Sean Kingston หนุ่มเร้กเก้-ฮิปฮอปอ้วนดำมาช่วยแต่งแต้มสีสันให้เพลงนี้ได้รับความนิยมไป ทั่วเกาะอังกฤษและทั่วโลกทันทีที่ออกวางขาย แม้เธอจะนำ 6 เพลงเก่าที่เคยฮิตจากอัลบั้มที่ 2 N.B เมื่อปีที่แล้ว(อัลบั้มชุดนี้วางขายเฉพาะในยุโรปเท่านั้น) มาใส่ไว้ในอัลบั้มชุดใหม่นี้อีกครั้ง ก็ไม่ได้ทำให้เพลงใหม่อีก 7 เพลงฟังดูด้อยหรือหมดคุณค่าแต่อย่างใด
แทร็ค ‘Pocketful Of Sunshine’, ‘ Love Like This ’ และ ‘ Soulmate’ จะทำให้เธอกลับถูกกว่าขวัญถึงอย่างร้อนแรงอีกครั้ง และคุณจะร้องเพลงทั้ง 13 แทร็คในอัลบั้มชุดนี้ของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปอีกนาน
อัลบั้ม ~Drive~
ศิลปิน DEPAPEPE
สังกัด Sony – BMG
คำ ว่า ‘ เบาบาง,โปร่งใส,สดชื่น ’ ทำให้คุณนึกถึงอะไรได้บ้าง หมอกบางๆในตอนเช้าของฤดูหนาว สายลมโชยตอนเย็นๆ ท้องฟ้าโปร่งไร้ซึ่งเมฆและหมอก น้ำแร่ธรรมชาติที่หวานเย็นสดชื่น ผ้าชีฟองสีขาวอันพริ้วไหว กลิ่นตัวหลังอาบน้ำสร็จใหม่ๆ กลิ่นกายของเด็กทารกแรกเกิด รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กๆในยามเช้าของวันเปิดเทอม และ ฯลฯ ต่างๆเหล่านี้ล้วนนำพาให้เรามีอารมณ์แจ่มใสได้ตลอดกาล
เสียงแก รนด์เปียโนเปลีอยๆกังวานอยู่ในห้องโถง เสียงแซกโฟนเดี่ยวที่ลอยมาตามสายลมและเสียงกีต้าร์โปร่งที่ชายหนุ่มนั่งเล่น อยู่บนชายหาดยามเย็น ก็น่าจะมีความหมายเดียวกันกับข้างต้น DEPAPEPE ที่ มี 2 หนุ่มชาวอาทิตย์อุทัยนามสั้นๆ เดปาซังและเปเปซัง ได้นำเอาความหมายอันทรงคุณค่าทั้งหมดเหล่านั้น ถ่ายทอดผ่านเสียงอะคูสติกกีตาร์ด้วยท่วงทำนองและตัวโน๊ตอันงดงามสดชื่นที่ ทรงพลังให้กับเรามาตั้งแต่ปี 2002 แล้ว
~Drive~ คือผลงานจากอัลบั้มล่าสุดกับ 13 แทร็ค ที่เตรียมไว้ให้คุณนำติดตัวไปเปิดกล่อมสร้างความเบาบาง โปร่งใสและเพิ่มเติมความสดชื่นให้กับคุณได้ในทุกเวลาและสถานที่ๆคุณอยู่หรือ ไป แค่ชื่อแทร็คอย่าง ‘ Sky
Sky! ’, ‘ Over The Sea ‘, ‘ Flow ’, ’ Summer Parade ‘, ‘ Slow Sunset ’, ‘ Happy Shine ’ หรือ ‘ Sunshine Surf!! ’ ก็ลอยไปถึงไหนแล้วไม่รู้ อีกทั้งเป็นอัลบั้มที่ควรคู่กับรถคันโปรดของคุณไปตลอดกาล และอย่าลืมไปตามหาซื้ออัลบั้มทุกชุดก่อนหน้าของพวกเขามาเก็บไว้ในรถให้ครบ ด้วยนะ
อัลบั้ม Como Te Llama?
ศิลปิน Albert Hammond Jr.
สังกัด Sony – BMG
หลายๆ คนคงคุ้นเคยกับวงการาจร็อคคุณหนูไฮโซจากมหานครนิวยอร์คชื่อ The Strokes ที่มาพร้อมกับหน้าตาที่หล่อเหลา และฝีมือการเล่นดนตรีอันร้ายกาจจนเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกมาแล้วเมื่อ 6-7 ปีที่ผ่านมากับอัลบั้มชุดแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น หลังจากที่อัลบั้มต่อๆมาไม่โด่งดังเท่าเดิมแถมยังมีวงหน้าใหม่มากมายแจ้ง เกิดมาแย่งรัศมีความหล่อเหลาของพวกเขาไป สมาชิกบางคนจึงหาทางออกด้วยการทำงานเดี่ยวของตัวเอง Albert Hammond Jr. ที่เป็นมือกีตาร์คนเก่ง คือสมาชิกคนนั้นนั่นเอง
Yours To Keep คืองานเดี่ยวชุดแรกในปี 2006 ซึ่งมีซิงเกิลดังอย่าง ‘In Transit ’, ‘ Back To 101 ’ และ ‘ Cartoon Music For Super Heroes ’ เป็นต้น มาถึงอัลบั้มชุดที่ 2 คือชุดนี้ซึ่งมีความหมายที่เป็นภาษาอังกฤษว่า ‘ What’s Your Name ’ เขาก็มีเพื่อนๆมาช่วยเล่นและร่วมทำดนตรีอีก 1 คนกลายเป็น 3 คนรวมกับเขาเป็น 4 คน อัลบั้มชุดนี้จึงมีความสมบูรณ์แบบมากกว่าเดิม ทั้ง 13 แทร็คเลยกลายเป็นดนตรีการาจร็อคที่เต็มไปด้วยความน่ารัก สดใสสอดใส่อารมณ์ขันของเด็กหนุ่มๆเข้าไปแทนความพลุ่งพล่าน แต่ละแทร็คจึงมีมิติและชั้นเชิงมากกว่าวงการาจร็อคหน้าใหม่ทั่วไป จนถึงขั้นดีกว่างานของ The Strokes วงเดิมของเขาด้วยซ้ำ
แทร็คที่คุณต้องหลงรักเขาไม่ต่างจากภาพของ The Strokes คือ ‘ GFC ’, ‘ Roclet ’ และ ‘ Victory At Monterey ’ ที่น่าสนใจอีกอย่างคือในอัลบั้มชุดนี้มีแถม DVD การแสดงสดของพวกเขามาให้คุณได้ดูความเท่ทั้งหน้าตา ฝีมือทางดนตรีและความมันความไพเราะของแต่ละเพลงด้วย....คุ้มจริงๆ
อัลบั้ม Under The Radar
ศิลปิน Daniel Powter
สังกัด Warner Music
หนุ่ม สุดหล่อจากประเทศแคนาดาชื่อ Daniel Powter ที่กระชากใจทั้งสาวๆทุกรุ่นทุกวัยมาแล้วกับอัลบั้มชุดแรก Daniel Powter ในปี 2005 ซึ่งมีซิงเกิลฮิตตลอดกาลชื่อ ‘ Bad Day ’ เป็นอาวุธร้ายทำลายหัวใจของหญิงสาวและไม่สาวทุกคน แล้วก็นอนเก็บเกี่ยวความสำเร็จทั้งชื่อเสียง รางวัลและเงินทองอยู่ถึง 3 ปีเต็ม จึงลุกขึ้นมาทำงานใหม่เพื่อหลอมละลายใจหัวใจหญิงสาวทั่วโลกอีกครั้ง
Under The Radar คืออัลบั้มล่าสุดที่ปล่อยแทร็ค ‘ Next Plane Home ’ เป็นซิงเกิลแรกออกมานำร่อง ด้วยน้ำเสียงที่หวานออดอ้อน เนื้อหาที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนแต่ซ่อนเงื่อนความหมายอันจับใจไว้เยอะ ดนตรีพ๊อพร็อคที่เน้นไปทางบัลลาดส่วนใหญ่ ได้กลายเป็นสูตรสำเร็จที่เขาไม่จำเป็นต้องดิ้นรนหาแนวทางใหม่ๆอีกต่อไป เนื่องจากมันได้เป็นเครื่องหมายการค้าประจำตัวของเขาไปแล้ว ตั้งแต่แทร็คแรก ‘ Best Of Me ’, ‘ Not Coming Back ’, ‘ Whole World Around ’ และ ‘ Next Plane Home ’ ไล่เรียงไปจนถึงแทร็คที่ 11 ‘ Love You Lately ’ที่แถมมาให้เป็นแทร็คสุดท้าย ไม่ได้ลดความร้ายกาจของการทำร้ายหัวใจของหญิงสาวทั้งหลายเลยแม้แต่น้อย เพราะเขาคือส่วนผสมที่ดีที่สุดระหว่าง Bryan Adams กับ James Blunt ไปแล้วเรียบร้อย
คำเดียวที่พูดถึงเขาได้ในแง่ของความเป็นผู้ชายด้วยกันคือ ‘ อิจฉา ’
อัลบั้ม Big Bad World
ศิลปิน Plain White T’s
สังกัด Universal
พวก เขาทั้ง 5 คนในนามของวง Plain White T’s ระเบิดโลกดนตรีพ๊อพร็อคด้วยเพลงที่มีเนื้อหาอันบาดลึกหัวใจอย่าง ‘ Hey There Dililah ’ จากอัลบั้มชุดที่ 2 All That We Need ในปี 2005 ซึ่งกระโดดขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ไปทั่วโลกอย่างยาวนาน ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นกับอัลบั้มชุดแรก ‘ Stop (2002 )’ ไม่มีใครรู้จักพวกเขาเลยด้วยซ้ำ และในอัลบั้มต่อมา Every Second Counts (2006) ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าเดิม แต่พวกเขาก็ไม่ท้อถอยร่วมมือร่วมใจเข็นอัลบั้มชุดใหม่ Big Bad World ชุดนี้ออกมา เพื่อเรียกชื่อเสียงกลับคืนมาอีกครั้ง
พวกเขาถึง ขั้นลงทุนใช้บริการของ Andy Wallace คนดังมามิกซ์อัลบั้มชุดนี้ให้ และรวมทั้งใช้ Johny K มาเป็นโปรดิวเซอร์ ซิงเกิลแรก ‘ Natural Disaster ’ จึงฟังดูดีมีชั้นเชิงทั้งทางดนตรีและเนื้อหาที่กลมกล่อมเปิดทางกว้างให้กับ กลุ่มคนฟังที่หลากหลายมากขึ้น ไม่เน้นแต่เฉพาะกลุ่มคนวัยเดียวกันกับพวกเขาอีกต่อไป แทร็ค ‘ Rainy Day ’, ‘1,2,3,4’, ‘ Sunlight ’, ‘ Meet Me In California ’ และ ‘ Someday ’ แม้จะไม่จับใจและแหลมคมบาดลึกเท่า ‘ Hey There Dililah ’ แต่ก็สามารถทำร้ายคนที่มีอารมณ์อ่อนไหวง่ายกับดนตรีสไตล์บัลลาดร็อคที่มี ท่วงทำนองอันไพเราะจับใจได้ไม่ยาก
โลกอันเลวร้ายใบนี้น่าจะกลับมาอยู่ในอุ้งมือของพวกเขาอีกครั้งแน่นอน
อัลบั้ม The Block
ศิลปิน New Kids On The Block
สังกัด Universal
ห้า หนุ่มบอยแบนด์ต้นฉบับในยุค 80s ที่เคยเป็นขวัญใจคุณน้าคุณอาของพวกเรามาแล้วทั่วโลก ได้กลับมาแล้วด้วยชื่อ New Kids On The Block ในยุคนั้น มีความยิ่งใหญ่ไม่แตกต่างไปจากวงดังขวัญใจวัยรุ่นต่างๆในยุคนี้เลยแม้แต่ น้อย แต่การกลับมารวมตัวกันใหม่ในครานี้พวกเขาจะยิ่งใหญ่ได้เหมือนเดิมอีกหรือไม่ ก็ต้องรอดูกันต่อไป
แม้ความเป็น New Kids ได้กลายเป็น Old Kids ไปแล้วก็ตาม แต่ดนตรีของพวกเขาก็ยังคงความรู้สึกเดิมๆให้แฟนพันธุ์แท้ได้หายคิดถึงได้ เป็นอย่างดี ตั้งแต่ ‘ Summertime ’ ที่เป็นซิงเกิลแรก หรือ ‘ 2 In The Morning’ ในแทร็คถัดมา รวมถึงแทร็คต่างๆที่เหลือซึ่งได้ทั้ง The Pussycat Dolls, Akon, Teddy Reily และ Lady Gaga มา Featuring ก็ยังทำนึกถึงเค้าความเป็น NKOTB ในยุครุ่งเรืองได้เป็นอย่างดี มิน่าบัตรคอนเสิร์ทของพวกเขาทั้งในอังกฤษและอเมริกาจึงหมดอย่างรวดเร็ว
คงไม่มีอะไรเขียนได้มากมายสำหรับวงนี้ เพราะพวกเขายังคงยิ่งใหญ่อยู่ในใจของแฟนเพลงเสมอตลอดมาและหวังว่าจะตลอดไปด้วยเช่นกัน.
อัลบั้ม Catfights And Spotlights
ศิลปิน Sugarbabes
สังกัด Universal
Keisha Buchanan, Heidi Range และ Amelle Berrabah คือสมาชิกใหม่ทั้งหมดของวง Girl Group ชื่อดังจากเกาะอังกฤษ หลังจากสมาชิกคนสุดท้ายจากยุคก่อตั้ง Mutya Beuna ได้ลาออกไปเป็นศิลปินเดี่ยวในปี 2005 โดย 5 อัลบั้มที่ผ่านมาจากสมาชิกชุดก่อนๆของวงนี้ได้สร้างชื่อเสียงไว้มากมาย พร้อมทั้งรางวัล Brit Awards และยอดขายระดับเพลตตินัม อีกทั้งมีเพลงฮิตอีกหลายเพลงฝากไว้ อาทิเช่น ‘ Overload ’, ‘ Round Round ’, ‘ Freak Like Me’, ‘ Put The Buttons’, ‘ Too Lost In You ’ เป็นต้น
ดนตรี พ๊อพด๊านซ์กึ่งฮิปฮอปอาร์แอนด์บีของ Sugarbabes มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอย่างชัดเจนพอสมควร ทั้งการเรียบเรียงและสไตล์การร้องของสมาชิกทั้ง 3 คน แม้จะมีการเข้าออกของสมาชิกใหม่บ่อยก็ตาม แต่โปรดิวเซอร์กลับคงรูปแบบ อารมณ์และสไตล์ไว้ได้เหมือนเดิม ซิงเกิลแรก ‘ Girls ’, ‘ No Can Do ’ , ‘ Hanging On A Star ’ และ ‘ You Go On A Good Day ’ จึงให้ความไพเราะและความสนุกสนานได้ไม่ต่างไปจากการร้องของสมาชิกชุดก่อนเลย แม้แต่น้อย
คำว่า ‘ มาตรฐาน ’ คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำงานในทุกๆด้าน โดยเฉพาะดนตรีถ้าสามารถคงความไพเราะไว้ได้ทุกครั้งทุกอัลบั้ม แม้วันเวลาและสมาชิกจะเปลี่ยนไปจากเดิมหมดแล้วก็ตาม แน่นอนที่สุดคำว่า ‘ ความสำเร็จ ‘ จะอยู่คู่กับ Sugababes ตลอดไป
อัลบั้ม Music For Dancing – Rock ’n’ Roll – Relaxing
ศิลปิน Various Artists
สังกัด Universal
เมื่อ โลกหมุนเข้าสู่ช่วงปลายปี สัญญานที่เราได้รับจากเหตุการณ์นี้คือ การเริ่มต้นของปาร์ตี้และความรื่นเริงจากงานเฉลิมฉลองในวาระสำคัญต่างๆมาก มาก ที่สำคัญที่สุดคืองานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เหตุการณ์ร้ายๆต่างๆที่ผ่านมาหรือที่กำลังดำเนินอยู่ ก็ไม่สามารถหยุดยั้งหรือปิดกั้นความรื่นเริงต่างๆนี้ได้ ดังนั้นดนตรีจึงเป็นส่วนประกอบสำคัญอีกส่วนหนึ่งของงานปาร์ตี้ในทุกกาละเทศะ เสมอและตลอดไป
การเลือกดนตรีให้เข้ากับรูปแบบของแต่ละปาร์ตี้ นั้นจะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยาก บางคนบางกลุ่มอาจจ้างวงหรือดีเจมาทำหน้าที่ดูแลเรื่องเหล่านี้แทน แต่บางคนก็ขออาสาเป็นดีเจแทน หรือเลือกแนวดนตรีต่างๆที่ทุกคนโปรดปราณมายัดใส่เครื่องเล่น แล้วให้มันทำหน้าที่ของมันเอง มีหนึ่งอัลบั้มที่เหมาะสำหรับทุกปาร์ตี้ที่เน้นความหลากหลายของผู้คนซึ่งแตก ต่างทั้งอายุและรสนิยม แต่อัลบั้มชุดนี้จะเน้นไปทางเพลงฮิตในยุค 60s – 80s โดยรวบรวมเอาความสนุกและความไพเราะถึง 3 อารมณ์ 3 สไตล์บรรจุแยกไว้ในซีดี 3 แผ่นในอัลบั้มชุดเดียวกัน โดยไล่อารมณ์ตั้งแต่การอุ่นเครื่อง (Relaxing)กับดนตรีพ๊อพ อาร์แอนด์บีและโซลที่ฮ๊อตฮิตในยุค 60s ต่อด้วยการโยกย้ายส่ายสะโพกและคลึงด้วยดนตรีร็อคแอนด์โรลจากยุคเดียวกัน แล้วตบท้ายด้วยการด๊านซ์กระจายกับดนตรีสไตล์ดิสโก้อมตะในยุค 70s – 80s ที่ทุกคนโปรดปราณและคุ้นเคย หลังจากนั้นคงไม่ต้องบอกต่อนะว่าคุณมีความสุขแค่ไหน
หนึ่งอัลบั้ม 3 ซีดี 3 สไตล์เพลงฮิตที่อมตะนิรันดร์กาลถึง 60 เพลง คงไม่มีอะไรจะคุ้มค่ากว่านี้อีกแล้ว
อัลบั้ม Brotherhood
ศิลปิน The Chemical Brothers
สังกัด Warner Music
อีก หนึ่งอัลบั้มสำหรับเหล่า Party Animals ทั้งหลายที่มีรสนิยมชื่นชอบในสไตล์เพลงอิเลคโทรนิกาของยุคนิวมิลเลเนียม The Chemical Brothers คือชื่อวงที่รับประกันได้ถึงคุณภาพ ความมัน ความเท่ล้ำสมัยกับแนวเพลงที่ผู้คนทั่วโลกเรียกมันว่า ‘ Break & Big Beat ’ ซึ่งเป็นการนำเอาดนตรีพังค์ ฟังก์ ร็อคและอิเลคโทรนิกด๊านซ์มาผสมผสานให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน ผลลัพท์ที่ได้คือการเผาผลาญฟลอร์เต้นรำทั่วโลกจนไหม้กรอบ
คู่หู หนุ่มใหญ่จากเมืองแมนเชสเตอร์ที่มี Tom Rowlans และ Ed Simmons เป็นแกนนำ มีความสามารถหลากหลายทั้งการเป็นดีเจ โปรดิวเซอร์ และรีมิกเซอร์ ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการดนตรีเต้นรำด้วยดนตรีแนวนี้มาตั้งแต่ปี 1995 กับอัลบั้มชุดแรก ‘ Exit Planet Dust ’ จนถึงชุดล่าสุด ‘ We Are The Night ’ เมื่อปีที่ผ่านมา และประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในทุกๆด้านทั้งยอดขาย ชื่อเสียงและรางวัลยิ่งใหญ่อย่าง Brit Awards และ Grammy Awards
ต้อนรับการย้ายจากค่าย EMI ที่ ปิดตัวไปเข้ามาอยู่บ้านใหม่คือ Warner Music พวกเขาจึงรวบรวมเอาซิงเกิลฮิตจากอัลบั้มแรกจนถึงอัลบั้มล่าสุด มารวมไว้ในอัลบั้มนี้ไว้ให้คุณเต้นรำอย่างครบถ้วนถึง 15 เพลง ไม่ว่าจะเป็น ‘ Hey Boy Hey Girl ’, ‘ Block Rockin’ Beats ’, ‘ Out Of Control ’, ‘ Chemical Beats ’, ‘ Setting Sun ’, ‘ Galvanize ’ และ ‘ Do It Again ’ เป็นต้น
ได้เวลาฟลอร์เต้นรำลุกเป็นไฟด้วย Chemical Beats อีกแล้วครับ !
อัลบั้ม Dig Out Your Soul
ศิลปิน Oasis
สังกัด Sony-BMG
ด้วย ความโด่งดังแบบรั้งไม่อยู่จากอัลบั้มชุดแรก ‘ Definitely Maybe (1994)’ และ อัลบั้มต่อมา ‘ (What’s The Story )Morning Glory? (1995)’ ได้ทำให้ 2 พี่น้องตระกูล Gallagher คือ Noel และ Liam จากเมืองแมนเชสเตอร์ เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก 2 อัลบั้มนี้ได้สร้างชื่อเสียงให้พวกเขาและเพื่อนๆในวงนาม Oasis ยิ่งใหญ่จนทำให้เกิดอาการอหังการและทะนงตนว่า ‘ วง Oasis ยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้า ’ ด้วยยอดขายหลายล้านแผ่นทั่วโลก รางวัลต่างๆที่ได้รับและตารางการทัวร์ที่อัดแน่นตลอดทั้งปีทั่วโลก ได้สร้างความกดดันให้ 2 พี่น้องที่เป็นแกนนำของวงทะเลาะกันอย่างหนักในเวลาต่อมา และทำให้ผลงานในอัลบั้มๆต่อๆมาไม่ประสบความสำเร็จเหมือนดังแต่ก่อน ชื่อเสียงของวงก็มีแต่ด้านแย่ๆออกไปสู่แฟนเพลงทั่วโลก จึงทำให้ผลงานอีก 5 อัลบั้มต่อมาของพวกเขาไม่ได้รับความนิยมจากแฟนเพลงเหมือนเดิม แต่ความยิ่งใหญ่ของพวกเขาก็ยังคงถูกกล่าวถึงอยู่ตลอดเวลาในวงการดนตรีร็อค ของโลก
ในที่สุดพวกเขาก็เรียนรู้และเติบโตขึ้นจากการที่ได้ผ่าน ประสบการณ์ในทุกรูปแบบทั้งสูงสุดและต่ำสุด ไม่ว่าจะเป็นการติดยาเสพติด หยุดวงชั่วคราว เปลี่ยนสมาชิกวงหลายต่อหลายคน จนถึงการมีครอบ
ครัวและมีลูกเล็กๆ เลยทำให้วง Oasis ที่ยังมี 2 พี่น้องเป็นแกนนำในวันนี้ได้เปลี่ยนไปนิสัยจากเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยมีอัลบั้มชุดล่าสุด ‘ Dig Out Your Soul ’ นี้เป็นเครื่องพิสูจน์
ทั้ง 11 แทร็คตั้งแต่ ‘ Bag It Up ’ จนถึง ‘ Soldier On ’ พวกเขาได้โชว์ให้เราเห็นถึงความสุขุมนุ่มลึกแบบผู้ใหญ่ ความพลุ่งพล่านแบบร็อคแอนด์โรล การเรียบเรียงดนตรีอย่างมีแบบแผนอย่างร็อคสตาร์ผู้ยิ่งใหญ่เขานิยมทำกัน จนถึงเนื้อหาของเพลงที่ให้สาระและแง่คิดที่แฟนเพลงทุกๆรุ่นต้องตระหนักถึง สิ่งที่พวกเขานำเสนอ โดยเฉพาะแทร็ค ‘ I’m Outta Time ’ ที่ไพเราะและโดดเด่นเป็นพิเศษ
การกลับมาอย่างสมศักดิ์ศรีของคำว่า ‘ ร็อคสตาร์ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ’
อัลบั้ม Closer The Best Of Sarah Mclachan
ศิลปิน Sarah Mclachan
สังกัด Sony-BMG
หลาก หลายอัลบั้มรวมฮิตในช่วงปลายปีจากศิลปินชื่อดังทั้งหลายไม่ว่าหน้าใหม่หรือ เก่า ทำให้เรามีทางเลือกมากมายในการซ้อหาให้ตรงกับรสนิยม Sarah Mclachlan เป็นอีกหนึ่งศิลปินเพลงโฟล์กพ๊อพจากอเมริกาที่นักฟังเพลงพ๊อพทั่วโลกให้การ ยอมรับว่า เธอเป็นศิลปินสาวเสียงสวยไพเราะงดงามไม่แพ้หน้าตาและความสามารถในการเล่น เปียโนของเธอ ตั้งแต่อัลบั้มแรกในปี 1989 ‘ Touch ’ จนถึง ‘ Wintersong (2006)’ เธอประสบความสำเร็จตลอดมา แถมมีแฟนเพลงกระจัดกระจายไปในทุกกลุ่มอายุ
อัลบั้ม Closer The Best Of Sarah Mclachlan ชุดนี้ จึงเป็นวาระและโอกาสที่ดีที่สุดของเรา กับการได้เป็นเจ้าของเพลงฮิตและเพลงที่ดีที่สุดจากทั้ง 7 สตูดิโออัลบั้มของเธอ ไม่ว่าจะเป็น ‘ Vox ’, ‘ Into The Fire ’, ‘ Hold On ’, ‘ Angel ’, ‘ Fallen ’ หรือ ‘ World On Fire ’ รวม 16 เพลงที่น่าจะสร้างความรื่นรมย์ให้กับเราได้ตลอดไป
อยากพิสูจน์ว่าเสียงของนางฟ้าของวงการเพลงโฟล์กพ๊อพไพเราะแค่ไหน เปิดฟังได้จากอัลบั้มนี้ครับ
อัลบั้ม Christmas
ศิลปิน Al Jarreau
สังกัด Warner Music
Al Jarreau เป็นศิลปินพ๊อพแจ๊สชื่อดังคับฟ้ากับผลงานมากมายที่อมตะตลอดกาล มีแฟนเพลงทั่วโลกที่ต้องการได้สัมผัสการแสดงสดของเขาสักครั้งในชีวิต ซึ่งคนไทยโชคดีได้มีโอกาสสัมผัสความไพเราะยอดเยี่ยมจากเขามาแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ กับการมาแสดงสดร่วมกับราชันย์แห่งดนตรีแจ๊สอีกคนคือ George Benson
ใน วาระที่เทศกาลคริสมาสต์ได้หวนกลับมาอีกครั้งในเดือนนี้ ก็จะเป็นธรรมเนียมประเพณีของศิลปินทั้ง 2 ฝากฝั่งที่ต่างก็ทำเพลงคริสมาสต์ในเวอร์ชั่นและสไตล์ของตัวเองออกมาขายเพื่อ ร่วมเฉลิมฉลองเสมอในทุกๆปี Al Jarreau ก็เช่นกัน ดังนั้นบรรดาคอเพลงพ๊อพแจ๊สที่เป็นทั้งคริสตชนหรือแฟนเพลงพันธุ์แท้ของเขา จะได้สัมผัสความไพเราะนุ่มเนียนจากบทเพลงคริสมาสต์ต่างๆถึง 13 แทร็ค ไม่ว่าจะเป็น ‘ Winter Wonder ’, ‘ White Christmas ’ หรือ ‘ The Christmas Song Freaturing Chestnuts Reoasting On An Open Fire ’ เป็นต้น
หวัง ว่า Al Jarreau จะกล่อมบรรเลงด้วยบทเพลงไพเราะจากอัลบั้มชุดนี้ ให้เทศกาลคริสมาสต์ของทุกๆคนในทุกๆปี มีความสุขสมหวังดังที่ใจปรารถนานะครับ.

