อัลบั้มที่น่าสนใจของเดือนมีนาคม-สิงหาคม 2551

*ใครมีคำตอบที่ดีและถูกต้องชัดเจนโดยไม่มีอคติใดๆซ่อนเร้นกับคำถามทั้งหมดต่อไปนี้บ้าง ?

-ทำไมโลกถึงร้อนและสภาพแวดล้อมต่างๆได้เปลี่ยนไป ?

-ทำไมน้ำมันและพลังงานต่างๆถึงมีราคาแพงขึ้นทุกวันโดยไม่มีวันที่จะลดราคากลับไปเหมือนเดิมได้อีก ?

-ทำไม ประเทศที่ปลุกข้าวกินมาตั้งแต่สมัยราณจนถึงวันนี้ จึงขาดแคลนโดยไม่มีข้าวขายในท้องตลาดและคนที่มีอาชีพทำนาปลูกข้าว ถึงจนตลอดกาลไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า ?

-ทำไมคนที่มีอำนาจหรือ มีตำแหน่งทางการเมืองหรือรับราชการ ไม่เคยทำอะไรผิดและติดคุกเลย ทั้งๆที่คนทั้งประเทศและทั้งโลกเห็นและรับรู้อย่างทนโท่ว่า ทั้งมีความผิดและโกงสะบั้นหั่นแหลก ?

-ทำไมคนไทยที่มีทั้ง เชื้อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์องค์เดียวกัน รวมไปจนถึงกฏหมายที่ใช้ก็ฉบับเดียวกัน จึงหันมาทะเลาะกัน ทำร้ายกัน โดยใช้คำพูดเหมือนกันคือ ‘ เรารักในหลวงและประเทศไทย’ ?

-ทำไมลูกหลานของศรีธนญชัย โจรผู้ร้าย นายบ่อน นายทุนที่เลวทรามและอันธพาล ถึงได้ครองบ้านครองเมืองเสมอ ?

-ทำไม ผู้คนส่วนใหญ่ทั้งประเทศถึงเห็นด้วยกับโจรที่ขอแก้กฏหมาย เพื่อให้ตัวเองหลุดจากความผิดและคุกตะราง โดยมีอาการเฉยเมยไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านใดๆเลยแม้แต่น้อย ?

-ทำไม ตำรวจและทหารจึงปล่อยให้โจรและคนขายชาติ เดินลอยหน้าลอยตาไปมาได้อย่างสบายใจเหมือนกับชาวบ้านทั่วไป แต่เวลาชาวบ้านทำผิดแค่นิดเดียวกลับปฏิบัติ ตามจับและลงโทษแบบเอาเป็นเอาตายยิ่งกว่าอาชญากรร้ายเสียอีก ?

-ทำไมคนไทยถึงอดทนกับคำโกหกหลอกลวงแบบหน้าด้านของผู้มีอำนาจได้ทุกเมื่อเชื่อวัน ?

-ทำไม ประเทศไทยต้องแพ้เล่ห์เหลี่ยมและเสียเปรียบต่อประเทศเขมรเสมอ ทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ทั้งๆที่ประเทศเราช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้บรรดางูเห่าจากประเทศนี้ ด้วยดีเสมอมา เมื่อไหร่จะรู้จักจำในความเจ็บปวดเหล่านี้เสียที ?

-ทำไม เราถึงเชื่อถือและให้เกียรติกับประเทศมหาอำนาจอย่าง อเมริกา, ฝรั่งเศส, อังกฤษ หรือ จีน โดยปฏิบัติตัวในฐานะของมิตรประเทศและเพื่อนที่ดีเสมอมา แต่เมื่อถึงเวลาต้องการความช่วยเหลือจากเพื่อนๆเหล่านี้ พวกเขากลับไม่เคยช่วยแถมยังคอยหนุนหลังประเทศที่มีปัญหากับเราทุกครั้ง ?

-ทำไม ปัญหาของ 3 จังหวัดภาคใต้ ไม่เคยมีใครแก้ได้และไม่เคยรู้ความจริงว่า ใครคือโจรพวกนั้น ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและพวกเขาทำอย่างนั้นทำไม ทั้งๆที่กองทัพไทยและรัฐบาลไทยทุกๆคณะล้วนประกาศว่า ได้ทุ่มเทงบประมาณและสรรพกำลังลงไปแก้ปัญหาในทุกๆด้านและทุกวิธีแล้ว หรือทหารไทยไร้น้ำยาแค่โจรกระจอกยังรบไม่ชนะ แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับเขมรครับ ?

-ทำไม ?

-ทำไม ?

-และทำไม ?

-ฯลฯ ?

กับ คำถามทั้งหมดข้างต้น คงไม่สามารถหาคำตอบที่ถูกต้องได้ต่อไป และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ผมจะได้คำตอบ ตลอดเกือบ 7 เดือนที่ผ่านมา ผมพยายามค้นหาทุกคำตอบกับคำถามข้างบนด้วยตัวเอง แต่ก็หาไม่เจอและไม่เคยได้คำตอบที่แท้จริง เลยทำให้ผมห่างหายไปจากการส่งบทความมาอัพเดทในคอลัมน์นี้ แถมค่ายเทปยักษ์ใหญ่ระดับโลกต่างๆ ก็พากันปิดตัวหรือไม่ก็ปรับเปลี่ยนนโยบายทางการตลาด จนทำให้คนฟังเพลงอย่างเราแทบไม่มีอัลบั้มใหม่ๆออกมาให้ฟัง จะมีก็แต่อัลบั้มรวมเพลงฮิต อัลบั้มรีมาสเตอร์ อัลบั้มรวมฮิตและอัลบั้มรีมาสเตอร์เท่านั้น 6 เดือนที่ผ่านมาผมจึงใช้เวลารวบรวมมาแนะนำให้คุณได้เท่านี้ หวังว่าคงสร้างความรื่นรมย์ให้กับทุกคนได้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ ส่วนความไม่น่าอภิรมย์ขมขื่นต่างๆที่พวกเราได้พบ ได้เห็นและได้ยินมาตั้งปลายปีจนถึงวันนี้นั้น ก็พยายามเก็บๆมันไว้ในซอกหลืบใดซอกหลืบหนึ่งแล้วกัน เพราะไม่รู้ว่ามันจะหมดไปเมื่อไหร่ และจะมีใครกระโดดเข้ามาเป็นแก้ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับคนไทยอย่างเราและ ประเทศไทยของเราอย่างจริงจังและจริงใจ ที่เห็นๆอยู่ก็มีแต่คนไทยหัวใจเขมรหรือหัวใจฝรั่งทั้งนั้น ส่วนคนไทยแท้ๆที่มีคุณสมบัติเพียงพอในการดูแลคนไทยและนำพาประเทศไทยให้รอด พ้นจากวิกฤติต่างๆนี้นั้น ผมขอสรุปฟันธงแบบหมอลักษณ์ได้เลยว่า ‘ ไม่มี !!!’

โชคดีกับการนับถอยหลังสู่ความล่มสลายอย่างแท้จริงนะคนไทย.

...............................

อัลบั้ม Seeing Sounds

ศิลปิน N*E*R*D

สังกัด Universal

เวลา 13.00 น โดยประมาณของบ่ายวันหนึ่ง ผมกำลังนั่งเช็คเมล์อยู่หน้าคอมพ์ฯอยู่ที่บ้าน จู่ๆโลกก็หยุดหมุน เข็มของนาฬิกาข้อมือก็หยุดเดิน ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวสงบนิ่งค้างคล้ายโดนพระเจ้ากดปุ่ม ‘ Pause ’ นี่ความรู้สึกแรกทันทีที่ผมได้ยินเพลง ‘ Everyone Nose(All The Girls Standing In The Line For The Bathroom)’ ผมย้ายก้นจากเก้าอี้เคลื่อนตัวมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าจอทีวีเพื่อดูมิวสิควิดิ โอของเพลงนี้ตอนไหนก็ไม่รู้ กว่าจะกลับจากภวังค์คืนสู่บรรยากาศปกติได้ก็หลังเพลงนี้จบอีก 5 นาทีต่อมา แล้วจึงเดินกลับมานั่งคิดทบทวนย้อนรอยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าว่า เพราะอะไรและทำไม ? ผมถึงเกิดอาการคล้ายคนจิตหลุดหรือเป็นคนที่มีอาการละเมอตอนกลางวันแสกๆ ใช่! ผมเกิดอาการเนิร์ดไปแล้วเพราะได้ฟังเพลงนี้ซึ่งเป็นซิงเกิลแรกของวงที่มี ชื่อว่า N*E*R*D นั่นเอง

‘N*E*R*D’ คือคำตอบว่าพวกเราเป็นใคร ส่วน The Neptines คือคำตอบว่าพวกเราทำอะไร “ Pharrell Williams หัวหน้าทีม The Neptunes ที่เป็นหนึ่งในทีมโปรดิวเซอร์ระดับมือทองสมองเพชรแห่งวงการฮิปฮอปของโลกใน วันนี้ และยังเป็นแกนนำหลักอีกคนของวงดนตรีที่มีชื่อว่า N*E*R*D เปิดเผยความจริงให้กับผู้คนในโลกดนตรีได้หายสงสัยและสับสนกับสถานะอันแท้ จริงของเขา เนื่องจากตลอด 6 – 7 ปีที่ผ่านมาหลังจากดนตรีฮิปฮอปได้หวนกลับมายึดครองชาร์ททุกชาร์ทและหน้าปัด วิทยุทุกๆคลื่นในโลก ชื่อของ The Neptunes ที่ประกอบด้วยนาย Pharrell Williams และ Chad Hugo ได้ปรากฏอยู่ท้ายชื่อเพลงฮิตและหน้าปกด้านในของเครดิตเกือบทุกอัลบั้มจากทุก แนวศิลปินฮิปฮอปชื่อดังทั้งสองฝากฝั่งเสมอ ในฐานะของโปรดิวเซอร์และทีมมิวสิคโปรดักชั่น ไม่ว่าจะเป็นเพลงฮิตเพลงดังของ Madonna, Justin Timberlake, Gwen Stefani, Britney Spears, Kelis, Busta Rhymes จนถึงเพลงดังต่างๆของยอดชายนาย Jay-Z ก็ล้วนแต่ใช้บริการของทีม The Neptunes ทั้งสิ้น

N*E*R*D คือวงดนตรีแนวโปรแกรสซีฟฮิปฮอปที่ก้าวล้ำนำหน้ากว่าดนตรีฮิปฮอปตลาดทั่วไป โดยมีทั้งซาวน์ดของดนตรีร็อค ฮาร์ดร็อค อิเลคโทรนิกาและพังค์ เข้ามาเป็นโครงสร้างและมีบทบาทอย่างโดดเด่นอยู่บนจังหวะของดนตรีฮิปฮอปในทุก เพลงของทั้ง 2 อัลบั้มที่ผ่านมาคือ In Search Of…..(2002) และ Fly Or Die(2004) มีสมาชิก 3 คนคือ Pharrell Williams, Chad Hugo และ Shay โดยมีอัลบั้ม Seeing Sounds เป็นผลงานล่าสุดหลังจากที่หยุดไป 4 ปี เพื่อโชว์ฝีมือโปรดิวซ์ให้กับศิลปินดังๆในนาม The Neptunes

“เราไม่ เคยสนใจคำว่าแนวดนตรีหรือแทรนด์ใดๆ เราไม่แคร์ว่าตลาดเพลงหรือคนฟังชื่นชอบฟังเพลงแบบไหน ทำไมเราต้องทำตามใจพวกเขาล่ะ ในเมื่อเรามีไอเดีย พลังและแรงบันดาลใจทางดนตรีมากมายที่เราอยากทำในแบบฉบับที่เป็นตัวเราเอง เราไม่มีข้อจำกัดและขอบเขตในการทำงานดนตรีของพวกเราเลย เราแค่ทำตามจินตนาการที่เราอยากทำเท่านั้นก็พอ ทำไมเราต้องทำดนตรีตามออเดอร์ของตลาดเพื่อถูกนำไปเก็บไว้ในกล่องเล็กๆโดยไม่ มีใครฟังอีกแล้วใน 3 เดือนต่อมา ? ” พวกเขาให้สัมภาษณ์ทุกครั้งด้วยคำพูดเดิมๆแนวนี้เสมอ กับคำถามที่ว่า ‘ ทำไมงานดนตรีในอัลบั้มของ N*E*R*D ไม่โด่งดังเปรี้ยงปร้างระเบิดโลกเหมือนงานดนตรีที่ทำให้คนอื่นๆในนาม The Neptunes ’

‘Everyone Nose(All The Girls Standing In The Line For The Bathroom)’ มีอานุภาพและรังสีอันทรงพลังพอที่จะหยุดการหมุนของโลกได้มากน้อยแค่ไหน ทำลายสติสัมปะชัญญะของผมให้หลุดได้อย่างไร และซาวน์ดของดนตรีร็อค ฮาร์ดร็อค อิเลคโทรนิกาและพังค์ มีบทบาทสำคัญในแทร็คที่เหลือทั้งหมดอีก 11 แทร็ค โดยเฉพาะแทร็คอย่าง ‘ Love Bomb ’ และ ‘ Yeah You ’ เช่นไร

อัลบั้ม Seeing Sounds ตั้งหน้าตารอให้คุณนำมันมาเปิดฟังเพื่อพิสูจน์คำโอ้อวดต่างๆนี้แล้วครับ.

...............................


ซิงเกิล Lipstick On Lipstick and Others poems

ศิลปิน อพาร์ทเม้นต์คุณป้า

สังกัด Sexy Pink

เริ่ม ต้นจากการเป็นวงอินดี้ที่มีแต่แฟนเพลงกลุ่มเล็กมากแทบนับหัวได้ เนื่องจากเพลงหรือดนตรีของพวกเขาค่อนข้างมีความแปลกแยก และแตกต่างจากวงอินดี้อื่นๆที่ทำดนตรีออกมาตามกระแสไม่ว่าจะเป็นพ๊อพ ร็อค หรือพังค์ แต่วง อพาร์ทเม้นต์คุณป้า(แค่ชื่อวงก็เพี้ยนแล้ว)กลับทำดนตรีฟังก์ร็อค ที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปด้วยกลิ่นอายของดนตรีบลูส์ แจ๊ส ร็อคแอนด์โรล ฮาร์ดร็อคจนถึงเฮฟวี่ เมตัล ผลงาน 2 ชุดแรกจึงค่อนข้างใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับแฟนเพลงในวงกว้างนานพอควร กว่าที่พวกเขาจะกลายมาเป็นร็อคแอนด์โรลสตาร์ในวันนี้

คงไม่ต้องยกยอด ขายหรือรางวัลที่พวกเขาได้รับอย่างมากมายจากสถาบันต่างๆในรอบ 2-3 ปีมาเอ่ยอ้าง คงไม่ต้องยกยอว่าเนื้อเพลงต่างๆของพวกเขานั้นเป็นบทกวี และคงไม่ต้องโอ้อวดอีกครั้งว่าเพลง ‘ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ’ ที่ค่ายยักษ์ใหญ่นำไปเรียบเรียงใหม่จนโด่งดังไปทั่วโลกดนตรีไทยนั้น เคยเป็นเพลงที่ถูกก่นด่าจากบรรดานักแต่งเพลงระดับเทพของเหล่าค่ายยักษ์ต่างๆ ว่า ‘มั่วและจับต้องถึงความหมายของมันไม่ได้‘ และพวกนักการตลาดทางดนตรียุคมิลเลเนียมแต่หัวใจไร้ซึ่งคำว่า ‘Music Mind’ และชอบพูดเป็นอยู่คำเดียว ‘ฟังยากและไม่ป็อบ’ ก็ไม่เคยแม้แต่จะหยิบมาฟังแม้แต่ครั้งเดียว

อพาร์ทเม้นต์คนบ้า เอ๊ย ! คุณป้า หลังนี้มีดีอะไร ? จึงประสบความสำเร็จอย่างมากมายในวันนี้ ทั้งที่ๆมีผลงานแค่ รวมอีพี 1 ชุดกับอัลบั้มเต็ม 1 ชุดเท่านั้น คำว่า ‘ ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ’ ในความหมายของผมนั้น แตกต่างจาก คำว่า ‘ ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ’ ของศิลปินพ๊อพหรือร็อคจากค่ายยักษ์อย่างสิ้นเชิง และไม่จำเป็นต้องอธิบาย แค่สรุปให้เข้าใจได้ง่ายๆว่า ด้วยฝีมือและประสบการณ์ทางดนตรีของแต่ละคนบวกความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้ากับไอ เดียและดนตรีที่พวกเขาสร้างขึ้นมา วงอพาร์ทเม้นคุณป้าใช้เวลาลองผิดลองถูกเดินทางฝ่าฟันขวากหนามและอุปสรรค ต่างๆบนถนนสายดนตรีมาอย่างยาวนาน เวลาและระยะทางจึงหมักบ่มดนตรีและวิธีคิดของพวกเขาจนได้ที่ ในวันนี้พวกเขาจึงอิ่มเอมและเสวยสุขกับคำว่า ‘ ประสบความสำเร็จ ‘ ในรูปแบบที่ศิลปินชื่อดังจากค่ายยักษ์ทั้งหลาย ไม่เคยได้ลองลิ้มชิมรสชาติแบบนี้มาก่อนและไม่มีโอกาสได้รับเฉกเช่นพวกเขา ด้วยซ้ำ

ทั้ง ‘EP. Your First Kiss’ และอัลบั้ม ‘Romantic Comedy’ ได้เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการดนตรีไทยไว้หลายบท ทั้งบทที่ว่าด้วยดนตรีร็อคแอนด์โรลแบบไทยๆในสไตล์ของพวกเขา หรือบทที่ว่าด้วยการแสดงสดที่เมามันส์เร่าร้อนบนทุกๆเวที และบทที่บรรยายถึงความหมายอันลึกซึ้งของเนื้อหาในแต่ละเพลงที่เข้าขั้นเทียบ เท่าบทกวี จนถึงฝีไม้ลายมือทางดนตรีของแต่ละคนกับโปรดักชั่นซาว์นดในห้องอัด ต่างๆเหล่านี้ได้ถูกพวกเขานำมันมาบดอัดเป็นเนื้อเดียวกัน และแปรเปลี่ยนกลั่นกรองออกมาเป็นซิงเกิล ‘Lipstick On Lipstick and Others poems ’ ชิ้นล่าสุด ที่มีเพลง ‘ ลิปสติกบนลิปสติก ’ เป็นเพลงนำ

ดนตรี บัลลาดร็อคกับเนื้อหาที่พูดถึงความรักในแบบฉบับของพวกเขา ซึ่งมีมุมมองและภาษาที่คมคายประชดประชันแอบซ่อนความหมายที่แฝงไปด้วยปรัชญา แสดงความแตกต่างไปจากเพลงรักตามตลาดสดทั่วไปที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเน่าของเศษ ผักปลาและขยะ บวกกับเพลงแถมหรือ B-Side ที่ยังคงไว้ถึงชั้นเชิงของดนตรีฟังก์ร็อคอันเป็นเครื่องหมายการค้าของพวกเขา ไปแล้ว ปิดท้ายกับเพลง ‘ Lipstick On Lipstick ’ เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษในสไตล์อะคูสติกที่แสดงให้เห็นว่า ตุล นักร้องนำนั้นร้องเพลงเป็นและไพเราะมากขึ้นกว่าเดิมที่ผ่านมาถึง 10 เท่าตัว

พร่ำ พรรณาได้เพียงเท่านี้สำหรับงานชิ้นใหม่ ที่พวกเขาเริ่มกล้าที่จะลงลึกเข้าไปในคำว่า ‘ ชีวิตจริง ‘ ทั้งในแง่ของเนื้อหาและดนตรี หวังว่าแฟนพันธุ์แท้คงปรับความรู้สึกและตามทันกับสิ่งที่พวกเขานำเสนอนะ แล้วค่อยมาว่ากันอย่างปอกเปลือกอีกครั้งกับอัลบั้มเต็มที่น่าจะออกไม่เกิน ปลายปีนี้.

คำเตือน: จงระวังคำว่า ‘เฝือ’ และติดกับดักของ ‘การย่ำรอยอยู่ที่เดิมกับความสำเร็จที่ผ่านมา’ กรุณารวบรวมความกล้าที่จะก้าวผ่านมันไปโดยไม่ต้องหันกลับมามองมันอย่างอาลัย และเสียดาย เพราะมันจะทำให้พวกคุณตายแห้งคา(อพาร์ทเม้นต์ ) ที่เหมือนๆกับหลายๆวงในอดีตที่ผ่านมา.

...............................


อัลบั้ม Hard Candy

ศิลปิน Madonna

สังกัด Warner Music

นี่ คือช่วงเวลาที่โลกทั้งใบร้อนระอุไปถ้วนทั่วทุกวงการด้วยเหตุการณ์ที่เลวร้าย ต่างๆมากมาย ทั้งวิกฤติข้าวยากหมากแพง น้ำมันขึ้นราคาโดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลงอีกแล้ว แผ่นดินไหว วาตภัย หรือจากพวกที่ชอบใช้ปากเป็นภัยต่อตัวเองและประเทศชาติ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบกับทุกๆคนที่เป็นประชากรของโลก ส่วนในวงการดนตรีโลกนั้นก็ร้อนระอุไปด้วยการออกอัลบั้มชุดใหม่ๆมาชนกันหลายๆ เปรี้ยง ทั้งของพ๊อพสตาร์ ดิว่าและศิลปินหน้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Duffy สาวเวลส์เสียงหวานที่ร้องเพลงสไตล์โบราณได้สุดเท่ Janet Jackson น้องสาวพ๊อพสตาร์จอมลูบเป้าที่ชอบโชว์หน้าอกบนเวที หรือคุณป้ามารายห์ ดิว่าทรงโตทั้งหน้าอกและสะโพก และสาวซ่าพ๊อพสตาร์ตลอดกาล Madoona ศิลปินสาวสวยสุดเซ็กซี่สองพันปีที่ทำดนตรีได้ก้าวล้ำนำไกลกว่าใครๆเสมอ เมื่อนำอัลบั้มทั้งหมดมาวางเปรียบเทียบกัน ชายหนุ่มวัยรุ่นตอนปลายอย่างผมอดเทใจให้กับเจ้มาดอนน่าไม่ได้ ผลงานชุดใหม่ของเธอจึงถูกเลือกมาพร่ำพรรณาในฉบับนี้ทันที

‘Hard Candy’ คืออัลบั้มล่าสุดชุดที่ 11 ของเธอ ยังคงสร้างสรรค์ความแปลกใหม่ให้กับวงการดนตรีโลกดังที่ผ่านมาเหมือนเดิมมา ด้วยนิสัยที่มีความบ้าบิ่นและกล้าเสี่ยงในทุกๆเรื่อง เลยทำให้คอเพลงอย่างเรามีโอกาสได้สัมผัสงานดนตรีที่ล้ำสมัยใหม่จากเธออีก ครั้ง เพราะเธอกล้าที่จะแหกด่านแทรนด์ดนตรีที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ทั่วโลก อย่างฮิปฮอป ไปสู่ดนตรีเต้นรำที่ผสมผสานทั้ง Disco 2000, Electro Funk, Hiphop, Techno และ Pop Dance เข้าด้วยกัน อีกทั้งยอมลดตัวลงมาทำงานกับศิลปินรุ่นน้องดาวรุ่งอย่าง Justin Timberlak , Kenye West ,ทีมโปรดิวเซอร์เด็กนรก The Neptunes ที่มียอดชายนาย Pharrell Williams เป็นหัวหน้าทีม และนาย Timbaland โปรดิวเซอร์สมองเพชรอีกคนของวงการดนตรีฮิปฮอป โดยมีเธอเป็นโปรดิวเซอร์ใหญ่ควบคุมภาพรวมทั้งหมดเหมือนเดิม

12 แทร็คในอัลบั้มชุดนี้ จึงสามารถเขย่าฟลอร์เต้นรำให้ลุกเป็นไฟ ปลุกเร้าหัวใจของเราให้เต้น 130 ครั้งต่อนาทีเท่ากับจำนวน bpm ( Beat per minute ) โดยเฉพาะแทร็ค ‘ 4 Minuts Featuring Justin Timberlake’ ซิงเกิลแรกที่ได้ทั้งป๋า Bob Sinclair และ Junky XL มา ต้มยำทำรีมิกซ์ให้ รสชาติความซ่าและความล้ำสมัยในแต่ละเวอร์ชั่น จะถูกเปิดบรรเลงให้ผู้คนทั่วโลกเต้นกันจนลืมตายอยู่ในวันนี้ แม้จะเปิดตัวได้ไม่แรงเท่าที่ควรบนชาร์ทเพลงในช่วงแรก เพราะโดนซิงเกิล ‘ Touch My Body ’ ของป้ามารายห์ยึดอันดับ 1 อยู่หลายสัปดาห์แต่ในที่สุด ก็ตกลงมาและซิงเกิลนี้ของเจ้าแซงพรวดขึ้นไปอยู่ข้างบนแทน แต่ยังคงรอจังหวะคว้าอันดับ 1 อยู่ ซึ่งคงใช้เวลาอีกไม่นานแน่นอน

อีก แทร็คที่ผมโปรดปราณและโดนใจเข้าอย่างจังตั้งแต่ฟังตัวโน๊ตแรกคือ ‘ Give It To Me ’ ซึ่งน่าจะเป็นแทร็คที่ถูกตัดเป็นซิงเกิลที่ 2 ชัวร์ เนื่องจากมันมีทั้งความเร่าร้อน ซาบซ่านและล้นด้วยมนต์เสน่ห์น่าหลงใหลของบีทดนตรีดิสโก้ฟังก์อันอมตะ ความสนุกปนความมันสะเด่าที่เราได้รับช่างไม่แตกต่างจากภาพปกที่เธอนั่ง อ้าซ่ากับชุดหนังอันยั่วยวนเลยแม้แต่น้อย แทร็คที่เหลือพูดไม่ออกบอกไม่ถูกแล้วครับ ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้คงพูดเป็นคำเดียวกันว่า ‘ เจ้ทั้งเก่งและเจ๋งโคตรๆในทุกๆเรื่อง’ ส่วนแฟนพันธุ์ทางรุ่นใหม่น่าจะตาสว่างและยอมรับว่า การเต้นรำกับดนตรีพ๊อพด๊านซ์เชยๆจากเหล่าวงหน้าตี๋ของเกาหลีหรือไต้หวันนั้น เป็นเรื่องที่ควรลดละและเลิกเสียทีเพราะดนตรีที่มาจากแถวๆนั้นล้วนมีฉลาก ระบุวันหมดอายุติดไว้ข้างกล่องซีดีว่า ‘ เป็นอัลบั้มที่ไม่ใส่สารกันบูด ( มันจึงบูดและเน่าเร็วตามกระแสแฟชั่น)’ แต่สำหรับงานดนตรีของเจ้มาดอนน่าวงการดนตรีโลกได้รับรองเสมอว่า ’ ไม่มีวันหมดอายุ ล้าสมัยและอมตะตลอดกาล’.............

ได้เวลาของเจ้กลับมาซ่าแบบสุดขั้วอีกครั้งแล้วครับท่านผู้ฟัง !

...............................


อัลบั้ม Accelerate

ศิลปิน REM

สังกัด Warner Music

ช่วง เวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตตามความคิดเห็นโดยส่วนตัวของผมคือ ช่วงวัยรุ่นวัยเรียน เพราะเป็นช่วงที่ล้นทะลักไปด้วยความฝันจนเปียกแฉะได้ทุกวัน ผมหมายถึงความสุขที่ได้รับจากการไล่จับความฝันอย่างสนุกสนานโดยไร้ขอบเขตและ เวลา น้อยคนที่จะขวางทางเราได้ แม้จะ คิดพูดและทำจนเละบ้าง เจ๋งบ้างเสมอตัวบ้างแต่เราก็ได้กำไรจากมันอย่างล้นเหลือ แค่ทำให้มันสะใจโดยไม่สนไม่แคร์ว่าใครจะด่าหรือไม่ชอบ เพราะไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนและยังไม่ต้องรับผิดชอบกับความรู้สึกของใครๆ

ดนตรี คือสิ่งที่ผมเลือกทำไปพร้อมกับการเรียน นำเสนอสิ่งที่คิด แหกปากร้องตะโกนในสิ่งที่อยากพูด กระโดดโลดเต้นไปตามจังหวะความมันในแต่ละเสียงของดนตรีแทนการกระทำ ความคิดของผมในวัยนั้นช่างเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น พลุ่งพล่าน กล้าและท้าทายกับทุกๆความฝัน ทั้งพุ่งเข้าชนกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ความสำเร็จที่ได้รับมาคือความชุ่มชื้นจนเปียกแฉะในที่สุด นี่คือความหมายที่แท้จริง!

ถ้าเอาอาการพร่ำเพ้อของผมข้างบนมาอธิบาย คำว่า‘ Collage Rock ’ คงไม่ผิดเพี้ยนไปจากความหมายที่ถูกต้องอย่างแท้จริงมากนัก และวง REM กับ อัลใหม่ล่าสุดในฉบับนี้คือวงที่ได้การยกย่องว่าเป็น อีกหนี่งวงดนตรีในยุค 80s ของฝั่งอเมริกาที่บุกเบิกแนวดนตรีที่ถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่า‘ Collage Rock ’ ซึ่งถูกพัฒนามาเป็นดนตรี Modern Rock หรือ Grunge ในเวลาต่อมา โครงสร้างดนตรีหลักๆนั้นมีส่วนผสมของดนตรี Post Punk ในยุคปลาย 70s ซึ่งเราหาฟังได้จากวงอย่าง T Rex, Iggy Pop, Wire หรือ Patti Smith คลุกเคล้ากับท่วงทำนองของดนตรีพ๊อพยุค 60s ที่เต็มไปด้วยความฝันของนักศึกษายุคค้นหากับงานของ The Byrds, Big Star หรือ The Beach Boys เป็นต้น

วงในยุคนั้นที่เป็นขวัญใจนักศึกษา มหาวิทยาลัยของประเทศอเมริกานอกจาก REM ก็ ยังมีอีกหลายวง อาทิ The Replacement, Husker Du, Sonic Youth หรือ The Smithereens เป็นต้น ส่วนฝั่งอังกฤษก็จะมีวงอย่าง The Smiths, James, Billy Bragg หรือ Galexy 500 ที่เล่นดนตรีแนวนี้เช่นกันแต่จะถูกเรียกว่า British Pop หรือ Brit Pop วันนี้นั่นเอง

ตั้งแต่อัลบั้มแรกอย่างเป็นทางการ ‘ Murmur ’ออกวางขายในปี 1983 วง REM ที่ ก่อตั้งกันขึ้นมาโดยหนุ่มอเมริกัน 4 คนนาม Michael Stipe, Bill Berry, Mike Mills และ Peter Buck ได้สร้างมาตรฐานเพลงร็อคในสไตล์โมเดิร์น ที่ผลักดันให้วงการอินดี้ร็อคของอเมริกันกว้างขวางแพร่หลายเทียบเท่าแนว ดนตรีอเมริกันเมนสตรีมร็อคในสไตล์อื่นๆได้อย่างทัดเทียม ด้วยความเหนียวแน่นของวงที่เดินทางร่วมกันมาอย่างยาวนานบนถนนสายดนตรี ผ่านยุคสมัยที่เฟื่องฟูและสามารถรักษามาตรฐานของการทำงานดนตรีมาจนถึงวันนี้ อัลบั้มต่างๆไม่ว่าจะเป็น Green (1988),Out Of Time (1991), Automatic For The People (1992) หรือ Monster (1994) ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด จึงสร้างความมั่นคงให้กับ REM ด้วยดนตรีร็อคที่ พลุ่งพล่านกับเนื้อหาที่แหลมคมทั้งภาษาและความหมาย ทั้ง 14 สตูดิโออัลบั้มจึงเป็นรากฐานที่มั่นคงเที่ยงแท้ให้กับพวกเขามาจนถึงวันนี้ แม้จะเหลือสมาชิกแค่ 3 คนแล้วก็ตามเพราะ Bill Berry ได้ลาออกจากวงไปทำฟาร์มส่วนตัวในปี 1997 หลังเสร็จจากการร่วมทัวร์อัลบั้ม ‘ New Adventures In Hi-Fi (1996)’

ไม่จำเป็นต้องนำแทร็คต่างๆ ทั้ง 11 แทร็คในอัลบั้มล่าสุด Accelerate ที่ได้สุดยอดโปรดิวเซอร์ / รีมิกเซอร์ ชื่อดัง Jacknife Lee ซึ่งเพิ่งโชว์ฝีมือให้กับ U2 มา หมาดๆกับอัลบั้มล่าสุดมาบรรยายในรายละเอียด เพราะทั้งดนตรีและเนื้อหาในแต่ละเพลงยังคงเข้มข้นเหมือนกับเพลงฮิตอมตะหลาย สิบเพลงในอัลบั้มต่างๆที่ยกมาข้างต้น สมบูรณ์แบบทั้งความกลมกล่อม ละเมียดละไม ความพลุ่งพล่านสะใจ ความลื่นใหลในท่วงทำนอง ยอดเยี่ยมไม่ต่างกับวิสกี้ระดับ VSOP ที่หมัก บ่มมาอย่างยาวนานถึง 28 ปี รสชาติต่างๆจึงไร้ที่ติ จำเป็นอย่างยิ่งที่คนหนุ่มบ้าพลังร็อคในยุคนี้ควรศึกษาแนวทางการทำงานดนตรี ของพวกเขาอย่างจริงจังและตั้งใจ

แม้แต่ละแทร็คจะมีความมาตรฐานของความ เป็น REM ที่ ฟังแล้วแม้ไม่มีอะไรใหม่ทางดนตรีและทำให้นึกถึงแทร็คฮิตอมตะต่างๆในอดีตมาก มายก็ตาม แต่ก็ยังมีแทร็คเด่นๆอย่าง ‘ Man-Sized Wreath’, ‘ Supernatural Superserious’, ‘ Accelerate’, ‘ Horse To Water ’ และ ‘ I’m Gonna Dj ’ ที่สร้างความสะใจได้ครบทุกอารมณ์ตามที่เราต้องการจากคำว่า ‘ โมเดิร์นร็อค ’ แล้วจะเอาอะไรมากกว่านี้อีก!

“เก๋าและกลมกล่อมตลอดกาล” จึงคู่ควรที่สุดกับอัลบั้มชุดนี้.

...............................


อัลบั้ม มหรสพชีวิต

ศิลปิน ไทร – อำนาจ ศิระวงษ์ธรรม

สังกัด Herewww.hisotiddin.com

ใน โลกใบนี้มีเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆที่เข็มขัดสั้น ( คาดไม่ถึง) เกิดขึ้นเยอะมาก จนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าควรรับรู้หรือควรปล่อยวางดี ด้วยความก้าวล้ำนำหน้าของเทคโนยีใหม่ๆที่สามารถย่อโลกทั้งใบใหญ่ๆให้กลาย เป็นลูกแก้วลูกเล็กๆอยู่ในมือ ข่าวสารมากมายที่มาจากทั่วทุกมุมโลกได้ล้นทะลักจนเสพกันไม่หวาดไม่ไหว คนส่วนใหญ่จึงตกเป็นทาสของข้อมูลเหล่านี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ทั้งๆที่ไม่เคยนำมันมากลั่นหรือกรองเสียก่อน ใครที่หัวอ่อนก็เสร็จโจรส่วนใครหัวแข็งก็อยู่รอดปลอดภัย เนื่องจากข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่ในวันนี้ล้วนเต็มไปด้วยขยะแทบทั้งสิ้น พฤติกรรมต่างๆรวมไปจนถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมของผู้คนทั่วโลกที่เคยเป็นเคยอยู่ กัน ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คนไทย เด็กไทยและประเทศไทยของเราก็หนีไม่พ้นวงจรการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน

ไทร – อำนาจ ศิระวงศ์ธรรม เป็นชายหนุ่มวัยกลัดมัน มีสัญชาติไทยและเชื้อชาติไทย 100 เปอร์เซ็นต์ ได้ตั้งข้อสังเกตและแสดงความคิดเห็นด้วยความเป็นห่วงพฤติกรรมของวิถีชีวิตใน สังคมไทย ผ่านอัลบั้ม ‘ มหรสพชีวิต ’ ได้อย่างน่าสนใจและนำมาขบคิดอย่างจริงจัง แม้จะเป็นอัลบั้มที่มีแค่ 5 เพลงกับดนตรีโฟล์คพ๊อพธรรมดาๆไม่มีอะไรล้ำหน้าหรือถอยหลัง แต่กลับเป็นข่าวสารหรือข้อเท็จจริงที่เราคนไทยทุกคนกลับมองข้ามไปอย่างหน้า ตาเฉยกับเรื่องต่างๆคล้ายเส้นผมบังภูเขา จะบอกว่าเขาเป็นกวีก็ไม่ใช่ นักพูดก็ไม่เชิง นักต่อต้านสังคมก็ไม่ถึงกับโดดเด่น เป็นศิลปินแท้ๆซิน่าจะใช่ ! และควรเรียกเขาง่ายๆว่า ‘ นักพูดเพลง ’ ดีกว่า จะได้เข้าใจในสิ่งที่เขานำเสนอได้ตรงกันอย่างแจ่มชัด

‘ที่นี่เมือง พุทธ’, ‘ไฮโซติดดิน’, ‘ ความรักของพี่เอก ’, ‘ คนที่ทำเหมือนเงินซื้อไม่ได้เอาใจยาก ’ และ ‘ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๙ ’ คือ 5 เพลงในอัลบั้มชุดนี้ ที่สามารถทำให้เรายิ้มหัวเราะและร้องไห้ได้กับเรื่องราวของความจริง จากเรื่องจริง ของคนไทยจริงๆ โดยคนจริงที่ชื่อว่า ไทร – อำนาจ ศิระวงศ์ธรรม (อยากรู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหนก็เข้าไปค้นหาได้ที่ www.myspace.com/hisotiddinw ได้เลย) ที่ผมกล้าเรียกว่าเขาเป็นคนจริง เพราะในแวดวงของสังคมไทยโดยเฉพาะวงการดนตรีในวันนี้ เราไม่สามารถหาฟังเพลงหรือดนตรีที่กล้านำเสนอเรื่องราวของความเป็นจริงที่ เกี่ยวกับ วิถีชีวิต สังคม การเมืองและเศรษฐกิจได้อีกแล้ว แม้แต่วงที่เรียกตัวเองว่าเป็น ‘ ศิลปินเพื่อชีวิต ’ ก็ตาม เนื่องจากทุกคนที่เป็นศิลปินหรือนักแต่งเพลงต่างก็มีเหตุผลและจุดมุ่งหมาย เดียวกันคือ ‘ ทำเพลงและทำดนตรีเพื่อชีวิตปากท้องของตัวเองและคนรอบข้าง ’ มากกว่าที่จะทำเพื่อวิถีชีวิต สังคมและปากท้องของคนไทยทุกคน ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผิดหรือน่ารังเกียจแต่อย่างใด แต่คนอย่างไทร – อำนาจ ศิระวงศ์ธรรม กล้าที่จะทำมากกว่านั้นและเป็นการตอบโจทย์ของคำว่า ‘ Pure Art ’ โดยแท้จริง

ศิลปะที่ดีคืออะไร? ผมไม่รู้เพราะผมไม่ได้เรียนจบทางศิลป์มาและไม่เคยประกาศตัวเองต่อสังคมว่า เป็นศิลปินอาชีพ แต่ชอบค้นหาเพื่อนำมาเสนอวิพากย์วิจารณ์อย่างชื่นชมและหลงใหลในงานศิลป์จาก ศิลปินทุกแขนง ที่กล้านำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม เพื่อให้ผู้คนได้ฉุกคิดและตระหนักถึงความถูกผิดที่เคลือบแฝงและแอบซ่อนอยู่ กับทุกสิ่งทุกอย่างและทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวในทุกๆวัน

พระ เจ้าองค์ใหม่ของผู้คนทั่วโลกคือ เงินตราและเทคโนโลยีสุดล้ำ กับพระเจ้าองค์เดิมคือ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมที่ดี ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมดั้งเดิม และศีลธรรมจรรยาของศาสนาหลักต่างๆ เราควรจะเลือกพระเจ้าองค์ไหนดี ? ผมก็ไม่สามารถตอบหรือเลือกให้คุณได้ แต่ไทร – อำนาจ ศิระวงศ์ธรรม มีลายแทงที่ดีและสามารถชี้ทางให้คุณได้เลือกคำตอบที่ถูกต้อง ผ่านดนตรีโฟล์คและเรื่องราวที่น่าสนใจในอัลบั้ม ‘มหรสพชีวิต’ ได้อย่างเรียบง่ายแต่แหลมคมจนอดทึ่งไม่ได้กับความอัจฉริยะอย่างกล้าหาญของ เขา

ดนตรีดี เนื้อหาดี โปรดักชั่นซาวน์ดก็ดี เสียงร้องและพูดก็ไพเราะเสนาะหู เสียอย่างเดียวมีแค่ 5 เพลงน้อยไปนิดเลยไม่อิ่ม เอาอีกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ .... ผมอยากฟังมากกว่านี้อีก.

......................................


อัลบั้ม Live Earth : The Concerts For A Climate In Crisis

ศิลปิน Various Artists

สังกัด Warner Music

ถ้า เปรียบเทียบโลกที่เราอาศัยอยู่กันทุกวันนี้เหมือนกับคน คงเป็นคนที่มีอาการป่วยหนักจนแทบเยียวยาไม่ได้อีกแล้ว นอกจากอาศัยปาฏิหารย์เท่านั้น เพราะสังเกตได้จากสภาวะอากาศและสภาพแวดล้อมต่างๆที่เปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบไป ทั่วโลก ทำให้เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติทำลายล้างชีวิตมนุษย์ สัตว์และสิ่งแวดล้อมต่างๆไปมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากฝีมือของมนุษย์แทบทั้งสิ้น อัลบั้ม Live Earth : The Concerts For A Climate In Crisis จึงเกิดขึ้นด้วยเหตุผลนี้เอง

บันทึก การแสดงสดของศิลปินชั้นนำจาก 8 เวทีในนครใหญ่ของทุกทวีป ที่จัดแสดงพร้อมกันเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2007 และถ่ายทอดสดไปทั่วโลก เพื่อรณรงค์แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะเรื่องภาวะโลกร้อนที่กำลังเป็นปัญหา มากที่สุดในวันนี้ 1 ซีดีและ 2 ดีวีดีของอัลบั้มชุดนี้ จึงมีศิลปินชื่อดังระดับโลกของทั้ง 2 ฝากฝั่งในทุกแนวเพลงทั้งรุ่นใหญ่รุ่นเล็กที่ทุกคนรู้จักกันดี ตั้งแต่ The Police, Genesis จนถึง Rihana รวม 36 วง มาร่วมมือกันร้องเล่นเต้นและปลุกจิตสำนึกให้ทุกคนหันมาแก้ไขปัญหาที่เกิด ขึ้นกับโลกอย่างจริงจังเสียที

แล้วเราที่เป็นผู้ฟังได้ทำอะไรเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อโลกใบนี้กันบ้างหรือยัง ?

......................................


อัลบั้ม OST : Hallem Foe

ศิลปิน Various Artists

สังกัด Platinum

เรื่อง ราวอันน่าสนใจของวัยรุ่นชาวสก๊อตแลนด์ที่มีทั้ง ความรัก การหักหลัง ยาเสพติตและความรุนแรงในครอบครัว ได้ถูก Peter Jinks นำไปผูกปมเขียนเป็นหนังสือชื่อ ‘ Hallem Foe ’ จนกลายเป็นหนังสือขายดี และได้ถูกนำมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์โดยเพื่อนเก่าที่เป็นผู้กำกับหนังอินดี้ ชื่อดัง David Mackenzie กับโปรดิวเซอร์คู่หู Gillian Barre อย่างประทับใจ ทำให้ได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังที่เบอร์ลิน 2007 ถึง 2 รางวัลและจากเทศกาลหนังที่เมืองเอดินเบิร์กอีก 1 รางวัลด้วย

แม้หนัง อินดี้เรื่องนี้จะไม่ได้มาฉายในบ้านเราก็ตาม แต่อย่างน้อยก็มีอัลบั้มเพลงประกอบให้เราฟัง เพลงในอัลบั้มส่วนใหญ่มาจากศิลปินชาวสก๊อตแลนด์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเพลงพ๊อพสดใสของวง PSAPP ‘ Tricycle ’, ‘ Double Shadow ’ ของวงอิเลคโทรนิคพ๊อพ Junior Boys หรือเพลงการาจร็อคใหม่ล่าสุด ‘ Hallem For Dandelion Blow ’ ของ Franz Ferdinand ที่แต่งขึ้นมาเพื่อหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ และเพลงพ๊อพ ร็อคจนถึงอิเลคโทรนิกาที่น่ารักยอดเยี่ยมอีกหลายเพลง ซึ่งล้วนแล้วมีกลิ่นอายความสดใสสไตล์สก็อตฯทั้งสิ้น

ดนตรีพ๊อพร็อคลายสก็อตที่จะทำให้คุณเมามายลุ่มหลงได้ไม่แพ้การดื่มด่ำในสก็อตวิสกี้ !

......................................


อัลบั้ม Acoustic

ศิลปิน Maroon 5

สังกัด Universal

ด้วย ลีลาของดนตรีสไตล์พ๊อพร็อคที่โจ๊ะโดนใจวัยรุ่นทั่วโลก บวกความหล่อเท่และน้ำเสียงอันหวานซึ้งของนักร้องนำ Adam Levine กับเพื่อนพ้องในวงอีก 4 คน เลยทำให้วงร็อคจาก LA วง นี้โด่งดังไปทั่วโลกตั้งแต่ออกวางขายผลงานชุดแรก ‘Songs About Jane’ ในปี 2002 อีกทั้งซิงเกิล ‘This Love’ และ ‘She Will Be Loved’ จากอัลบั้มนี้ ก็ยังคงติดปากติดหูควงคู่ไปกับซิงเกิลฮิต ‘Makes Me Wonder’ และ ‘Won’t Go home Without You’ จากอัลบั้มใหม่ล่าสุด ‘It Won’t Be Soon Beforr Long’ อย่างหน้าตาเฉย

เสียงเรียกร้องจากแฟนเพลง ทั่วโลกเพื่อต้องการสัมผัสตัวเป็นๆกับคอนเสิร์ตของ Maroon 5 จึงดังกระหึ่ม พวกเขาจึงจัดการบันทึกการแสดงสดมาบรรจุไว้ดีวีดีถึง 2 แผ่นออกขาย เพื่อให้แฟนเพลงได้ซ้อมร้องอุ่นเครื่องก่อนได้พบกับพวกเขาจริงๆ พร้อมทั้งขนเอาเพลงดังอย่าง ‘This love’, ‘Sunday Morning’, ‘Harder To Breath’ หรือ ‘She Will Be Loved’ มาทำใหม่ออกวางขายในอัลบั้มเวอร์ชั่นอะคูสติกถึง 7 เพลง

แฟนเพลงชาวไทยคงอิ่มอกอิ่มใจกับการได้พบตัวเป็นๆของวง Maroon 5 ไปแล้วเรียบร้อยนะครับ.

......................................


อัลบั้ม Beautiful Seed

ศิลปิน Corrinne May

สังกัด Warner Music

แม้ ปีใหม่ 2008 จะล่วงเลยมาจนถึงเดือนที่ 3 แล้วก็ตาม เราก็ยังคงเก็บตกอัลบั้มจากปีที่แล้วมาฟังกันอย่างไม่รู้เบื่อเพราะงานใหม่ๆ ยังไม่มีของใครมาถึงมือ และอัลบั้ม ‘ Beautiful Seed ’ ของสาวเสียงสวยชาวสิงคโปร์นาม Corrinne May คนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มจากปีกลายที่คุณไม่ควรมองข้ามเลย

ผู้หญิง คนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เพราะเธอเรียนจบดนตรีจาก Berklee และมีผลงานที่ประสบความสำเร็จมาแล้วถึง 3 อัลบั้ม ที่ไม่ธรรมดามากกว่านั้นคือ เธอได้นักร้องและนักเขียนเพลงชื่อก้องโลกอย่าง Carole King และ Carole Bayer Sager มาร่วมเขียนเพลงให้ด้วย จากประสบการณ์ที่ได้ร่วมงานกับศิลปินชื่อดังเหล่านี้ เลยทำให้เนื้อหาที่เธอเขียนเองทั้งหมดพร้อมทั้งดนตรีในอัลบั้มชุดล่าสุดนี้ มีความไพเราะงดงามไม่ต่างจากงานของ Carole King, The Carpenters, Alicia Keys และ Beth Orton เลย เนื่องด้วยดนตรีพ๊อพที่เน้นความโปร่งใสและนุ่มนวลของเสียงเปียโน ความพริ้วไหวของเหล่าเครื่องสายบวกความหวานฉ่ำในน้ำเสียงของเธอ แทร็คแรก ‘ Love Song For #1 ’ จนถึงแทร็คสุดท้ายลำดับที่ 13 ‘ Shelter ’ ในอัลบั้มล่าสุด Beautiful Seed ได้ทำให้เราตกอยู่ในภวังค์ของห้วงเหวแห่งความหวานซึ้ง จนกลายเป็นเพื่อนสนิทของเหล่ามวลหมู่ของมดไปโดยไม่รู้ตัว

เมล็ดพันธุ์ที่งดงามและหวานฉ่ำของดนตรีพ๊อพแห่งทวีปเอเชีย.

......................................


อัลบั้ม Girl and Weather

ศิลปิน The Rumble Stripes

สังกัด Universal

พวก เขาเหยาะความคึกคักของเครื่องเป่าสไตล์ Ska – Punk ของวง Madness เข้าไปในแทร็ค ‘Alarm Clock’ เติมความฟู่ฟ่ายามราตรีในรูปแบบของบริทพ๊อพสไตล์วง Blur ลงในแทร็ค ‘No Soul’ และ ‘ Building a Boat’ หยิบความเก๋าสุดเท่ในแบบฉบับของดนตรีพ๊อพคลาสสิคในลีลาของวง Dexy’s Midnight Runner ในแทร็ค ‘Motocycle’, ‘Time’ และ ‘Clouds’ แถมยังโรยหน้าด้วยดนตรีพ๊อพโซลที่มองโลกในแง่ดีอย่างสุดๆของ The Housemartins ลงในแทร็ค ‘Girls and Boys In Love’, ‘Oh Creole’, ‘Don’t Dumb Down’ อีกที อัลบั้ม Girl and Weather จึงกลายเป็นอัลบั้มที่สนุกทรงพลังและน่ารักที่สุดอีกหนึ่งอัลบั้มของปลายปี ที่ผ่านมา

The Rumble Stripes คือชื่อของวงนี้ และผลงานอัลบั้มชุดแรกของ 4 หนุ่มชาวลอนดอนเนอร์กลุ่มนี้ จึงถูกผมหยิบมาแนะนำให้คุณได้สัมผัสกับความน่ารักและอารมณ์ของพวกเขาด้วย เหตุผลต่างๆข้างต้น

......................................


อัลบั้ม The Royal We

ศิลปิน The Royal We

สังกัด Platinum

วง อินดี้พ๊อพวงนี้มีทั้งความเหมือนและความแตกต่างกับวงที่มาจากสก็อตแลนด์ด้วย กันหลายประการ อาทิ สมาชิกวง 3 คนเป็นผู้หญิงอีก 3 คนเป็นผู้ชายซึ่งคล้ายกับวง Belle & Sebastian วงอินดี้พ๊อพวงอื่นๆส่วนใหญ่จะมีแนวดนตรีที่ชัดเจนคือถ้าเป็นดนตรีพ๊อพทก็จะ สวยใสสุกสกาวไปเลย หรือถ้าเป็นดนตรีพังค์ก็พังค์สุดกร่าง แต่ The Royal We กลับนำเอาทั้งความเป็นอินดี้พ๊อพมาผสมผสานกับดนตรีพังค์ได้อย่างน่ารัก และทะลึ่งทะเล้นจนทำให้เรายิ้มไปพร้อมๆกับกระโดดโลดเต้นในจังหวะอันคึกคัก

‘Back and Forth Forever’ ที่เป็นไตเติลแทร็คพวกเขานำเอาดนตรีคันทรี่ดั้งเดิมของสก็อตแลนด์มาคลุก เคล้ากับดนตรีพังค์ แต่ในแทร็คต่อๆมาไม่ว่าจะเป็น ‘All The Rage’, ‘That Ain’t My Sweet Love’, ‘ Three Is A Crowd’ หรือ ‘I Hate Rock N Roll’ กลับกลายเป็นอัลบั้มดนตรีสุดเท่ที่มีสูตรผสมของดนตรีอินดีพ๊อพ+พังค์+อิเล คโทรนิคในแบบฉบับของวง Bis ในอดีตไปเลย

8 แทร็คกับอัลบั้มแรกที่ออกอย่างเป็นทางการของ The Royal We คือความโดดเด่นของคลื่นลูกใหม่ที่แม้จะไม่สามารถพัฒนาเป็นดนตรีพ๊อพเมนสตรีม ในอนาคตได้ แต่ก็ทำให้เราได้สัมผัสไอเดียอันแปลกประหลาดและไพเราะจากพลังของคนหนุ่มสาว ในยุคนี้ได้อย่างเต็มอิ่ม.

......................................


อัลบั้ม Janet Jackson

ศิลปิน Discipline

สังกัด Universal

“ความ มีวินัย(Discipline) ได้วนเวียนอยู่ในใจฉันมานานแล้ว คำๆนี้คือความคิดหลักของอัลบั้ม เพราะระเบียบวินัยได้ฝังลึกเข้าไปในไลฟ์สไตล์ของฉันและเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตของคนเราได้ สำหรับฉันแล้วมันเป็นเสมือนนิยามของความเป็นตัวของตัวเอง ทั้งที่ความมีวินัยมันอยู่ตรงนั้นตั้งแต่การเริ่มต้น แต่กว่าที่ฉันจะได้เข้าใจความหมายของมันอย่างถ่องแท้จริงๆ ก็เมื่อได้เริ่มทำอัลบั้มชุดนี้ ฉันก็เลยนำคำๆนั้นมาใช้เป็นชื่ออัลบั้มและชื่อเพลงในชุดนี้เสียเลย โดยเนื้อเพลงจะพูดถึงการยอมจำนนต่อความสัมพันธ์ของหญิงกับชาย ซึ่งมันจะซ่อนเร้นความนัยของคำว่า ความมีวินัยที่เป็นบ่อเกิดของการรับผิดชอบในที่สุด และอีกนัยหนึ่งคือ ฉันต้องการประกาศให้ผู้คนในโลกดนตรีรวมทั้งแฟนเพลงได้รับรู้ว่า ฉันกำลังลองทำอะไรใหม่ๆอยู่นะ ซึ่งในที่นี้คือการได้ทำงานกับยอดโปรดิวเซอร์ชื่อดังอย่าง Rodney Jenkins ( โปรดิวซ์ผลงานที่ผ่านมาของ Beyonce’, Toni Braxton, Mariah Carey และ Mary J Blige เป็นต้น), Jermain Dupri (โปรดิวเซฮร์คู่ใจของเธอ)และ Ne-Yo ซึ่งบทเพลงต่างๆที่พวกเขาทำออกมานั้น ได้พูดถึงอารมณ์ของความเป็นตัวฉันอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ไม่ต่างไปจากอัลบั้มที่ผ่านๆมาเลย

ดังนั้นคำว่า ‘ ความมีวินัย ’ จึงเปรียบเสมือนเรื่องราวของฉันที่มีจุดเริ่มต้นเมื่อครั้งเยาว์วัย ซี่งเป็นช่วงวัยที่เราสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ตามมาตรฐานทั่วไป ฉันเกิดเติบโตและซึมซับมากับครอบครัวที่ใช้วิถีทางแบบนี้ในการดำเนินชีวิตมา ตลอด ฉันจึงยังคงเชื่อมั่นเสมอว่า วินัยสามารถนำพาเราไปสู่ความเชื่อมั่นของการใช้ชีวิตกับโลกกว้างข้างนอกได้ เมื่อฉันได้คุยกับ L.A Ried ( เจ้าของค่าย) แห่ง Island Def Jam ในเรื่องการทำอัลบั้มใหม่ชุดนี้ เราได้ข้อตกลงที่เห็นตรงกันว่า งานดนตรีที่จะทำออกมานั้นจะต้องมีความกล้าหาญที่จะเสี่ยงกับมุมมองแปลกใหม่ และต้องมีความสดสอดแทรกห่อหุ้มอยู่ด้วย เลยทำให้ฉันรู้สึกสนใจและกระตือรือร้นที่จะทำเพลงแบบใหม่ๆแปลกแยกไปจากกรอบ เดิมๆ และทั้งหมดเต็มไปด้วยเรื่องราวและอารมณ์อีโรติกอันลึกซึ้ง “

บท สรุปสั้นๆต่ออัลบั้มใหม่ล่าสุดจากการให้สัมภาษณ์ของศิลปินสาวเซ็กซี่ Janet Jackson น้องสาวคนเก่งของราชาพ๊อพ Michael Jackson ที่สร้างข่าวอื้อฉาวไม่แพ้พี่ชาย เช่น การแกล้งปล่อยเต้ามหึมาทั้งสองหลุดบนเวทีแสดงคั่นเวลาการแข่งขันซูเปอร์ โบว์ลรอบชิงชนะเลิศ ในขณะที่ถ่ายทอดสดไปทั่วโลกกับศิลปินหนุ่ม Justin Timberlake มาแล้ว

ดนตรีในแขนงต่างๆของคนผิวสีที่ได้รับความนิยม ไปทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น Hiphop, R&B, Soul, Funky, Disco ไปจนถึง House นั้นเธอได้แสดงความสามารถผ่านแนวดนตรีเหล่านี้ ให้แฟนเพลงทั่วโลกได้ประจักษ์มาแล้วกับผลงานต่างๆในทุกอัลบั้มที่ผ่านมา พร้อมกับแกรมมี่อวอร์ด 5 รางวัลที่รับรองว่า เธอคือศิลปินคุณภาพระดับโลกตัวจริงอีกคน

Discipline เป็นงานอัลบั้มใหม่ล่าสุดกับบ้านใหญ่หลังใหม่ Island Def Jam แหล่งชุมนุมยอดฝีมือและโปรดิวเซอร์อัจฉริยะ 22 แทร็คในอัลบั้มชุดนี้จึงไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับเราในเรื่องของความ ไพเราะนุ่มนวลกึ่งเซ็กซี่เลยแม้แต่น้อย แต่กลับได้สัมผัสถึงมุมมองแปลกใหม่ดังที่เธอตั้งใจไว้ในแทร็คอย่าง ‘ Never Letchu Go ’, ‘ Greatest X ’, ‘ Can’t Be good ’ และ ‘ Disciple ’ ที่จิตวิญญานของดนตรีโซลได้แสดงอานุภาพของอารมณ์อีโรติกผ่านน้ำเสียงของเธอ จนทำให้ตัวเราร้อนผ่าวและคอแห้งผากเมื่อเจอน้ำเสียงอันออดอ้อน แต่ถ้าต้องการความเร่าร้อนในสไตล์ฮิปฮอปอย่างแท้จริง แทร็คอย่าง ‘ So Much Better ’, ‘ The 1 Feat. Missy Elliot ’ ก็พร้อมที่จะจะเขย่าคุณให้สั่นเทิ้มไปทั้งตัว และสุดท้ายเธอก็จะกระชากคุณลุกขึ้นเต้นรำกับดนตรีโซล-เฮ้าส์เท่ๆกับแทร็ค ‘ Rock With U ’ เป็นการปิดท้าย เพื่อให้เป็นไปตามกฏระเบียบแห่งความมีวินัยที่เธอได้ตั้งใจวางเป็นกรอบล้อม อัลบั้มชุดนี้ไว้

เซ็กซี่ ซาบซ่านกับดนตรีพ๊อพโซลและฮิปฮอปที่เหนือชั้นกว่าศิลปินรุ่นน้องและรุ่นเดียวกันในทุกๆเหตุผล.

......................................


อัลบั้ม Love Songs

ศิลปิน Al Jarreau

สังกัด Warner Music

คอ เพลงพ๊อพสไตล์ Adult Comtemporary Jazz มีความยินดีปรีดากับบทเพลงอันไพเราะซาบซึ้งของศิลปินอัจฉริยะชื่อ Al Jarreau เสมอและตลอดมา แม้น้ำเสียงของเขาจะทำให้เรานึกถึงสำเนียงดนตรีโซลพ๊อพของ Smokey Robinson, Sam Cook, Burt Bacharach และ Marvin Gaye แต่ความโดดเด่นในน้ำเสียงนั้นกลับมีเอกลักษณ์ในความนุ่มนวลและอบอุ่นของความ เป็นแจ๊สมากกว่า แม้ดนตรีของเขาจะถูกจัดให้อยู่ในสไตล์ต่างๆอีกมากมายอาทิ Soft Rock, Vocal Jazz, Pop Rock, Smooth Jazz และ Crossover Jazz ก็ตาม แต่ดนตรีกับเสียงร้องอันหวานซึ้งของเขาก็ยังเป็นเพลงพ๊อพที่อมตะเสมอและตลอด ไป

หลายสิบอัลบั้มตั้งแต่ปี 1965 จนถึงสตูดิโออัลบั้ม ‘Ain’t No Sunshine’ ในปี 2006 ที่มีแทร็ค ‘Givin’ It Up’ ซึ่งได้ร่วมงานกับ George Benson นั้น ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่อีกครั้งหลังจากที่เคยได้มาแล้วถึง 7 สาขาในอดีต อัลบั้ม Love Songs ชุดนี้จึงมีความพิเศษกว่าอัลบั้มใดๆ เนื่องจากเขาได้คัดเลือกเพลงรักที่ดีที่สุดของเขาอย่าง ‘We’re In This Love Together’, ‘Touch Me Tonight’, ‘So Good’, ‘ Waiting For Magic’ และเพลงรักอมตะของ Elton John ‘Your Song’ ในเวอร์ชั่นเสียงร้องของเขามารวมไว้ด้วย

ทั้ง 14 แทร็คคือกลิ่นไอของความรักที่จะหอมหวานไปจนถึง 14 กุมภาพันธ์ปีหน้าและทุกๆปีตลอดไป

......................................


อัลบั้ม Thriller

ศิลปิน Michael Jackson

สังกัด Sony-BMG

ตระกูล Jackson เริ่มต้นมาจากวง Jackson 5 ในยุค 70s แล้วมีการต่อยอดออกมาเป็น Michael Jackson ในยุคต่อมาคือ 80s แล้วตำแหน่งราชาแห่งเพลงพ๊อพจึงถูกยกให้กับผู้ชายประหลาดคนนี้ในที่สุดมาจน ถึงวันนี้ แม้ชื่อเสียงในชีวิตส่วนตัวของเขาจะมีทั้งดีและไม่ดีคละเคล้ากันไปบ้างตลอด 25 ปีที่ผ่านมา แต่ในฐานะของศิลปินแล้วเขาคือเบอร์หนึ่งของโลกดนตรีพ๊อพเสมอ อัลบั้ม Thriller ชุดนี้คืออัลบั้มที่เขย่าโลกทั้งใบให้สั่นสะเทือนมาแล้ว และมันได้กลายเป็นอัลบั้มที่อมตะตลอดกาลของเขา ทั้งได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ดนตรีโลกว่าเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดใน โลกอีกหนึ่งอัลบั้มตลอดกาลเช่นกัน แทร็คยอดเยี่ยมอย่าง ‘The Girl Is Mine with Paul McCartney’, ‘Beat It’, ‘Triller’ หรือ ‘Billie Jean’ คือความมหัศจรรย์ของอัลบั้มชุดนี้

ในฐานะที่อัลบั้มนี้ขายดีมาจน ครบรอบ 25 ปี และด้วยการเป็นราชาเพลงพ๊อพของ Michael Jackson มันจึงถูกเข็นออกมาขายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยมีเพลงดังต่างๆที่ถูกทำเป็นเวอร์ชั่นใหม่ๆโดย Wil.i.am , Fergie, Akon และ Kenye West ซึ่งยังมีเขาเป็นนักร้องนำเหมือนเดิม ได้ถูกนำมารวมแถมไว้พร้อมทั้ง DVD อีกแผ่นที่เป็น Short Films ของเพลงดัง ‘Beat It’, ‘Triller’ และ ‘Billie Jean’ ด้วย

The Great Thriller !!!

......................................


อัลบั้ม 80’s Disco

ศิลปิน Various Artists

สังกัด Warner Music

น่า จะเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่รวมเอาดนตรีดิสโก้ – ยูโรบีท ที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายในยุค 80s มารวมไว้ในอัลบั้มเดียวอย่างครบครัน นับตั้งแต่อัลบั้ม ‘ Remember The Palace ’ เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากดนตรีดิสโก้ไม่เคยมีวันตายและห่างหายไปจากฟลอร์เต้นรำ ไม่ว่าโลกจะหมุนผ่านวันเวลาไปอย่างรวดเร็วก็ตาม แต่บทเพลงเหล่านี้ยังคงสะกิดต่อมเต้นลืมตายของเหล่า Disco Animal ทั้งหลายได้เสมอไม่ว่าจะถูกเปิดขึ้นมาในยุคไหนก็ตาม

2 ซีดีในอัลบั้มนี้มีบทเพลงที่ได้รับความนิยมและถูกนำมาเปิดในดิสโก้เธคมากที่ สุดถึง 35 เพลง อาทิ ‘ Together In Electric Dream ’, ‘ Together Forever ’, ‘ Love In The Frist Degree ’, ‘ Tarzan Boy ’, ‘ Never Say Goodbye ’, ‘ Forever Young ’, ‘ Let’s Dance ’, ‘ I Like Chopin ’ จนถึง ‘ You To Me Are Everything (Decade Mix)’ เป็นต้น ส่วนแทร็คที่เหลือทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่เป็นเพลงที่คนอายุ 30 ขึ้นไปต้องใจสยิวและลุกขึ้นเต้นระบำกันอย่างไม่แคร์สายตาใครๆเมื่อได้ยิน

Disco Forever !!!!

.........................................


อัลบั้ม New Amerykah Part One (4th World War)

ศิลปิน Erykah Badu

สังกัด Universal

อีก หนึ่งศิลปินสาวที่ถูกยกย่องให้เป็น ดิว่าของวงการเพลงโซลแห่งอเมริกา Erykah Badu คือราชินีเพลงโซลแห่งยุคปลาย 90s ที่ทำเอาศิลปินรุ่นพี่ Dion Warwick , Mary J. Blige หรือรุ่นเดียวกันอย่าง Macy Grey ต้องหนาวๆร้อนๆนอนไม่หลับ กับน้ำเสียงอันยอดเยี่ยมของเธอ ทุกอัลบั้มถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเสมอและเธอก็เป็นเจ้าของรางวัลในสถาบัน ต่างๆตลอดมารวมทั้งรางวัลใหญ่จากแกรมมี่อวอร์ดด้วย

7 ปีที่ห่างหายไปจากวงการ เธอมาพร้อมกับสำเนียงดนตรีบลูส์และฟังกี้ที่เธอตั้งใจเติมเต็มลงในอัลบั้ม นี้เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับแฟนเพลง การเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีที่อยู่ในวงการเพลงด้วยอัลบั้มชุดนี้ จึงสร้างความปิติยินดีให้กับเราอย่างอิ่มเอมกับดนตรีโซลฟังก์, บลูส์และฮิปฮอป-อาร์แอนด์บี ที่ยากจะได้ฟังจากเหล่าดิว่าคนอื่นๆ

‘ The Healer ’, ‘ Me ’, ‘ My People ’, ‘ Soldier ’, ‘ The Cell ’ และ ‘ Twinkle ’ คือดนตรีโซลกลิ่นอายใหม่ที่มี MC Style เข้ามาผสม ลองสัมผัสดูแล้วคุณจะได้รู้ถึงความแปลกใหม่อันไพเราะทั้งหมด

.........................................


อัลบั้ม Bling

ศิลปิน Various Artists

สังกัด Universal

Bling คือคำฮิตที่คอเพลงฮิปฮอปชอบใช้เรียกคนที่แต่งตัวสไตล์ฮิปฮอปอย่าง เริ่ดไปงานปาร์ตี้ฮิปฮอป เพลงต่างๆที่นิยมเปิดในปาร์ตี้นั้นจึงควรเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมอย่าง เริ่ดหรูด้วยเช่นกัน แม้ดนตรีแนวอื่นๆจะเริ่มแสดงตัวเข้าแย่งพื้นที่ในอันดับต่างๆบนชาร์ทของปี นี้บ้างแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีเพลงฮิปฮอปจากศิลปินดังในแนวนี้ทั้งหน้าใหม่หน้าเก่าทะยอยออกมา ให้เรารู้จักกันเป็นระยะๆ ฮิปฮอปจึงไร้วันตายคล้ายดนตรีร็อคเข้าไปทุกที

Bling จึงกลายเป็นชื่อของอัลบั้มที่ขายดีตลอดมาเพราะได้รวมเพลงฮิตแนวฮิปฮอปไว้ครบ ถ้วนของทุกศิลปิน รวมถึงอัลบั้มล่าสุดนี้เช่นกัน ทั้ง 19 แทร็คที่มีเพลงฮิตอย่าง ‘ Hip Hop Police ’ ของ Chamillionaire feat. Slick Rick , ‘ Ayo Technology – 50 Cent feat.Justin Timberlake ’,’ Umbrella – Rihanna feat. Jay-Z ’, ‘ The Sweet Escape – Gwen Stefani ’ และอีกหลายแทร็คฮิตของ will.i.am, Ne –Yo, Nelly Fertado, Nelly, Timbaland, Akon,Eve, The Black Eyed Peas ฯลฯ ที่ยังคงกระหึ่มอยู่ในทุกๆผับ คลับ บาร์ในบ้านเราและทั่วโลก ก็ล้วนอยู่ในอัลบั้มนี้ทั้งสิ้น

ส่ายสะโพกโยกย้ายในสไตล์ฮิปฮอปอย่างคุ้มค่าคุ้มราคากับอัลบั้ม Bling ที่จะออกตามหลังมาอีกหลายชุดในอนาคตกันต่อไปนะ.

.........................................


อัลบั้ม The Beautiful South Soup The House Martins

ศิลปิน The Beautiful South

สังกัด Universal

คง เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่สุดถ้าไม่ได้นำอัลบั้มชุดนี้มาแนะนำ แม้มันจะออกวางขายมาได้สักระยะหนึ่งแล้วก็ตาม เนื่องจากเป็นดนตรีพ๊อพสไตล์อังกฤษแท้ๆจากยุคกลาง 80s ที่มีกลิ่นอายของสายลม แสงแดด ชายหาดและน้ำทะเลอบอวลอยู่ถ้วนทั่ว แม้มันจะแตกต่างจากบทเพลงโฟล์คสไตล์ Jack Johnson หรือ ดนตรีเรกเก้และบอสซาโนวาก็ตาม

4 หนุ่มจากเมือง Hull ประเทศอังกฤษที่นำทีมโดย Paul Heaton นักร้องและแกนนำคนปัจจุบันของวงพ๊อพ The Beautiful South พวกเขาได้ก่อตั้งวงนี้มาตั้งแต่ปี 1994 และแยกวงกันในปี 1988 กับผลงานที่อมตะและทรงคุณค่ามาจนถึงวันนี้ 2 อัลบั้มคือ ‘ London O Hull 4 (1986)’ และ ‘ The People Who Grinned Themselves To Death (1987)’ ซึ่งในระหว่างนั้นก็มีสมาชิกใหม่ชื่อ Norman Cook หรือ Fatboy Slim ในวันนี้ เข้ามาร่วมวงในฐานะมือเบสด้วย

7 บทเพลงอมตะอันแสนไพเราะและอบอุ่นจาก The Housemartins ในอัลบั้มชุดนี้มีแทร็ค ‘ Caravan Of Love ’ และ ‘ Happy Hour ’ เป็นหัวแถว และอีก 15 เพลงเพลงฮิตตลอดกาลของ The Beautiful South อาทิ ‘ Song For Whoever ’ หรือ ‘ A Little Time’ ฯลฯ ที่เป็นผลงานตามหลังจากวงใหม่ของ Paul หลังแยกตัวกัน เป็นขบวนตามหลัง

อัลบั้ม The Beautiful South Soup The House Martins ช่างเป็นซุปใสๆหม้อใหญ่ที่ซดได้คล่องคอดีเหลือเกิน ยิ่งถ้านำไปนั่งซดกับคู่รักของคุณตามชายหาดต่างๆด้วย ยิ่งลื่นใหลและคล่องคอมากกว่าเดิม.


อัลบั้ม The Very Best Of Buddy Holly And The Crickets

ศิลปิน Buddy Holly And The Crickets

สังกัด Universal

Buddy Holly เป็นขวัญใจของคนหนุ่มสาวที่หลงใหลในดนตรีร็อคแอนด์โรลในยุคปลาย 50s คาบเกี่ยวมาจนถึงปัจจุบัน ผลงานที่เขาร่วมทำกับวง The Crickets นั้นมีเพียงแค่อัลบั้มเดียวคือ ‘ The “ Chirping” Crickets (1957)’ ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดแรกของเขาด้วยเช่นกัน และหลังจากนั้นเป็นต้นมาเขาก็มีผลงานเดี่ยวมาตลอดอีกหลายสิบอัลบั้ม

บท เพลงร็อคแอนด์โรลระดับตำนานอย่าง ‘ Heartbeat ’, ‘ That’ll Be The Day ’, ‘ Paggy Sue’, ‘ Oh Boy ’ หรือ เพลงรักประโลมโลกที่แสนรัญจวนใจอย่าง ‘ True Love Ways ’, ‘ Raining In My Heart ’, ‘ Everyday ’ หรือ ‘ Listen To Me ’ ฯลฯ รวม 50 เพลงในอัลบั้มชุดนี้ คงทำให้คุณพ่อ คุณแม่หรือพี่ป้าน้าอาของคุณรำลึกถึงความทรงจำดีๆในทุกๆเรื่องของยุคสมัย นั้นได้เป็นอย่างดี คล้ายเป็นการเปิดดูอัลบั้มรูปถ่ายขาวดำที่แสนคลาสสิค ส่วนสาวเปรี้ยวยุคดิจิตอลอย่างคุณนั้น คงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเพราะมีโอกาสได้ย้อนกลับไปสัมผัสอดีตกาลที่น่าจด จำของคำว่าร็อคแอนด์โรลอย่างแท้จริง คล้ายการดูหนังขาวดำที่ถ่ายด้วยฟิล์ม 8 มิลลิเมตรโดยทั้งภาพและเสียงยังคงแจ่มชัด 100 เปอร์เซ็นต์

ชื่อ เสียงและผลงานเพลงของ Buddy Holly ทุกอัลบั้มนั้น อมตะและทรงคุณค่าเคียงคู่กับผลงานของElvis Presley, Bill Hailey หรือ Chuck Burry ตลอดกาล.

.........................................


อัลบั้ม Soulsville Sings Hitsville

ศิลปิน Various Artists

สังกัด Universal

ใน ยุค 60s นอกจากดนตรีร็อคแอนด์โรลและดนตรีพ๊อพร๊อคของ The Beatles ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายแล้ว ก็ยังมีดนตรีโซลแท้ๆของศิลปินผิวสีที่ได้รับความนิยมแพ้กัน นอกเหนือจากค่ายหรือตราแผ่นเสียงหลายๆแห่งแล้ว ตราแผ่นเสียง Motown แห่งเมืองดีทรอยต์ มิชิแกนซึ่งได้ถูกยกย่องให้เป็น Hitville U.S.A และตราแผ่นเสียง Stax แห่งเมืองเมมฟิส เทนเนสซีที่ได้ถูกยกย่องให้เป็น Soulville ก็เป็นแหล่งผลิตดนตรีโซลชั้นดีให้กับวงการดนตรีในยุคนั้นเช่นกัน

ทั้ง ศิลปินและทีมโปรดิวเซอร์ของทั้ง 2 ค่ายต่างทุ่มเท่ผลิตเพลงโซลดีๆออกมามากมายเพื่อแข่งขันกัน แต่พวกเขาต่างก็เป็นพันธมิตรกัน โดยศิลปินชื่อดังของค่าย Stax ได้นำเพลงของค่าย Motown มาร้องเล่นเต้นรำเพื่อแลกเปลี่ยนกันบ่อย และอัลบั้มชุดนี้ได้กลายเป็นอัลบั้มที่บันทึกประวัติศาสตร์ในยุคนั้นไว้ อย่างครบถ้วน เนื่องจากแต่ละแทร็คได้ถูกบันทึกไว้ในยุค 70s ทั้งหมด

เช่น บทเพลงฮิตของ Stevie Wonder อย่าง ‘ I Don’t Know Why I Love You ’ ถูก David Porter มาร้องใหม่ได้สดใสกว่าเดิม หรือ ‘ Stop! In The Name Of Love ’ ของ The Supreams ได้ Margie Joseph เรียบเรียงและร้องได้นุ่มนวลขึ้นแต่ยังคงความคึกคักไว้เหมือนเดิม

อัลบั้ม ชุดนี้จึงกลายเป็น15 แทร็คของการพบกันระหว่างสิงห์เหนือและเสือใต้แห่งวงการเพลงโซลของโลกที่สุด แสนอมตะและคลาสสิค ซึ่งน้อยคนที่เคยได้ฟังมาก่อนแต่ตอนนี้ได้มาอยู่ในมือคุณเรียบร้อยแล้ว

.........................................


อัลบั้ม สิ่งเหล่านั้น

ศิลปิน Greasy Café’

สังกัด Smallroom

ชื่อ ของ ‘ เล็ก – อภิชัย ตระกูลเผด็จไกร ’ นั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในสถานะของการเป็นช่างภาพหนุ่มคนดังและมีฝีมือ ระดับอินเตอร์ ด้วยผลงานการเป็นช่างถ่ายถาพนิ่งของกองถ่ายภาพยนตร์ชั้นนำหลายๆเรื่องอาทิ เช่น จันดารา, องคุลีมาล, ปืนใหญ่จอมสลัด และอีกมากมายรวมไปจนถึงการถ่ายให้กับนิตรสารชื่อดังต่างๆ แต่ผู้คนส่วนใหญ่อาจไม่เคยรู้ว่าเขาเป็นนักดนตรีและนักแต่งเพลงฝีมือดีคน หนึ่งเช่นกัน ผมรู้จักเขามา 10 กว่าปีตั้งแต่เขาเรียนจบกลับมาจากอังกฤษ พร้อมทั้งหอบหิ้วเอาผลงานเพลงอินดี้ร็อคที่เขาทำร่วมกับเพื่อนๆฝรั่งในนาม ของวง ‘ The Light ’ มาให้ฟังด้วย หลังจากนั้นก็หายเงียบไปพักใหญ่เพราะเขาหันไปมุ่งมั่นอยู่กับอาชีพช่างภาพ มาเจอกันอีกทีที่ค่าย Smallroom กับงานเพลงในนามของ Greasy Café’ ที่ทำดนตรีได้โปร่งเบาสบายๆ บรรจุอยู่ในอัลบั้ม ‘ Smallroom 001 ’ และ ‘ Smallroom 002 ’ ( ซึ่งมีเพลงของผมรวมอยู่ด้วยอัลบั้มละ 1 เพลง ) และเขาก็ห่างหายไปจากวงการเพลงอีกครั้ง จนมาถึงวันนี้เขาได้กลับมาพร้อมกับอัลบั้มเต็มชุดแรกในนามของ Greasy Café’

เป็น เรื่องที่คาดเดาได้ว่า คนที่รักในเสียงเพลง เล่นดนตรีและทำงานอยู่ในแวดวงศิลปะย่อมหนีไม่พ้นที่จะนำเสนอผลงานของตัว เองออกมาไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่ที่ตื่นเต้นตกใจและทำให้ผมเกิดความปิติยินดีคือดนตรีที่เขาทำกับเนื้อหา ที่เขากลั่นกรองเขียนออกมา ช่างเป็นเรื่องที่คาดไปไม่ถึงว่าเขาทำได้ดีขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะดูถูกฝีมือ แค่เหนือความคาดหมายเท่านั้นเอง

ปกติเราไม่ค่อยได้ยินได้ฟังบท เพลงรักแบบไทยๆที่มีเนื้อหาหนีจากความเหม็นเน่าของคลองแสนแสบสักเท่าไหร่ เนื่องจากภาษาอันสละสลวยและเต็มไปด้วยคำคมที่แอบซ่อนความนัยไว้อย่างมากมาย นั้น ช่างเป็นเรื่องที่เข้าใจยากพอควรสำหรับคอเพลงไทยในสมัยปัจจุบัน ด้วยวัฒนธรรมพ๊อพจากตะวันตกและวิถีชีวิตที่เร่งรีบเพื่อไล่ตามให้ทันกับ เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าและไลฟ์สไตล์ใหม่ๆจากทั่วโลก สินค้าต่างๆจนถึงดนตรีจึงถูกติดฉลากระบุวันหมดอายุไว้แทบทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างจึงไม่สลับซับซ้อนเข้าใจง่ายและลืมง่าย (หรือหมดอายุ) ในเร็ววัน

แต่ดนตรีและเนื้อหาของ Greasy Café’ นั้น ไม่น่าจะถูกจัดอยู่ในสารบบของวัฒนธรรมพ๊อพที่ต้องเสพง่ายและตายเร็วด้วย เหตุผลทั้งปวง แม้เนื้อหาที่เขาเขียนอาจหนีไม่พ้นวังวนของความรักที่เวียนว่ายอยู่กับการสม หวัง ผิดหวังและการจากลา แต่ถ้ารู้จักสร้างเรื่องราวที่มีมุมมองแตกต่างและประดิดประดอยภาษาที่เต็มไป ด้วยมิติต่างๆครบถ้วน ย่อมกระโดดพ้นจากวังวนน้ำเน่าได้ในที่สุด บรรยากาศ ท่วงทำนอง และจังหวะที่เขากลั่นกรองมาจากประสบการณ์กับความรู้สึกนึกคิด ที่เหมาะสมกับวัยและช่วงเวลา ได้กลายเป็นจุดเด่นที่ผลักดันให้เขาเป็นศิลปินที่น่าจับตามองมากที่สุดอีกคน ในปีนี้เลยทีเดียว จุดด้อยอาจอยู่ที่เสียงร้องซึ่งแปลกหูคอเพลงไทยเพราะอาจไม่คุ้นชินกับ สำเนียงสไตล์นี้ แต่เขาก็มีเนื้อเสียงที่ใกล้เคียงมากกับ พี่ป้างและสุรสีห์ อิทธิกุล

ผมมีโอกาสได้ฟังอัลบั้มชุดนี้ซ้ำไป ซ้ำมาหลายๆรอบจนเกือบร้องได้ทุกเพลง จากการที่ได้ขับรถไปต่างจังหวัดทุกๆอาทิตย์เมื่อเดือนที่ผ่านมา สิ่งที่หูของผมได้ยินจากสัดส่วนของดนตรีนั้น มีกลิ่นอายอันไพเราะกับส่วนประกอบที่ดีจากวงอย่าง Coldplay, Keane, Air, Suede และ Travis ส่วนใครจะได้ยินไปอย่างอื่นหรือคิดไม่ตรงกันก็ไม่ว่ากัน ทั้ง 10 เพลงมีความลงตัวอย่างน่าทึ่งแทบไม่มีรอยขีดข่วนให้เสียความรู้สึก แม้แทร็ค ‘ ฝืน ’ ที่เป็นแทร็คโปรโมทจะถูกเรียงลำดับอยู่ในลำดับที่ 5 ก็ตาม แต่เรื่องราวที่เขาเล่านั้น ได้ถูกเรียงร้อยให้อารมณ์ของเราลื่นไหลตามไปจนถึงแทร็คสุดท้าย ‘ สิ่งเหล่านี้ ’ โดยไม่รู้ตัว ยากที่จะบรรยายความงดงามของแต่ละเพลง แต่คุณสามารถตักตวงความอิ่มเอมและรื่นรมย์กับมันได้อย่างง่ายดาย เพราะแม้มันจะเป็นอัลบั้มที่ตั้งใจเขียนเนื้อหาและเข้มข้นในภาคดนตรีให้แตก ต่างจากเพลงพ๊อพร็อคโดยทั่วไปก็ตาม

‘ก็เวลายังไม่เดินเป็นเส้นตรง แล้วความรักที่มั่นคงจะมีจริงมั้ย ………‘ เป็นประโยคหนึ่งจากแทร็ค ’ อุบัติเหตุ’ ที่ผมโปรดปราณกว่าแทร็คใดๆ แล้วคุณหล่ะ ? ชอบประโยคคมๆท่อนไหนของแทร็คใดบ้าง ?

.........................................


อัลบั้ม OSt. Juno

ศิลปิน Various Artists

สังกัด Warner Music

โอกาส ที่เราจะได้ฟังเพลงหลากหลายแนวในอัลบั้มเดียวกันนั้นค่อนข้างน้อย เพราะส่วนใหญ่อัลบั้มรวมฮิตต่างๆก็จะเลือกรวมเพลงเฉพาะแนวใดแนวหนึ่งหรือแนว ที่ใกล้เคียงเท่านั้น แต่ถ้าเป็นอัลบั้มซาว์นดแทร็คประกอบภาพยนตร์นั้นต้องขอยกเว้น เนื่องจากเนื้อหาของภาพยนตร์จะต้องเดินเรื่องไปสู่ปมต่างๆจนถึงแก่นของ เรื่อง เพลงที่นำมาประกอบจึงจำเป็นต้องให้กลมกลืนกับแต่ละฉากหรือเหตุการณ์ต่างๆที่ ดำเนินไป

Juno เป็นหนังฟอร์มเล็กอีกเรื่องที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงไม่แพ้เรื่อง Once หนังทั้งสองเรื่องนี้ต่างได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ที่เพิ่งผ่านมา สดๆร้อนแต่ต่างสาขากัน Once คว้ารางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยมไป1 รางวัล และ Juno ก็ไม่ยอมแพ้คว้ารางวัล Academy Award Winner Best Original Screenplay ไปครอง พร้อมทั้งรางวัลจากสถาบันอื่นๆอีกมากมายเช่นกัน แม้จะไม่ได้รางวัลเพลงประกอบแต่บทเพลงต่างในอัลบั้มชุดนี้กลับกระโดดขึ้นไป สู่อันดับ 1 ของบิลบอร์ดชาร์ทที่ถูกดาว์นโหลดมากที่สุด

19 บทเพลงที่หลากสไตล์ทั้งพ๊อพ ร็อค โฟล์คและ โอลด์ดีย์ ไม่ว่าจะเป็นผลงานของ Belle & Sebastian, The Kinks, Velvet Underground, Cat Power , Buddy Holly หรือ Sonic Youth และอีกมากมายที่อยู่ในหนังเรื่องนี้ จึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มซาวน์ดแทร็คที่ดีที่สุดของปีนี้

.........................................


อัลบั้ม OSt . Coffee Prince

ศิลปิน Various Artists

สังกัด Universal

ละคร ที่เป็นซีรียส์จากประเทศเกาหลียังคงเป็นที่นิยมของคอละครบ้านเราไม่ว่าจะ เป็นวัยรุ่นหรือวัยไหน แต่ส่วนใหญ่ที่ฉายอยู่ตามช่องต่างๆนั้นจะเป็นละครวัยรุ่นเสียมากกว่า รวมไปจนถึงหนังใหญ่ที่ฉายตามโรงด้วย สำหรับซีรียส์เรื่องนี้นั้นเป็นอีกเรื่องที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย ในหมู่วัยรุ่นบ้านเรา เพราะเป็นเรื่องราวของหนุ่มสาวอารมณ์พ่อแง่แม่งอน แต่ที่โดดเด่นและน่าสนใจมากกว่าคือเพลงประกอบนั่นเอง

ต้องยอมรับว่า การพัฒาการของประเทศเกาหลีในวงการบันเทิงนั้นกำลังก้าวกระโดดไปไกลไม่ ต่างจากวงการอุตสาหกรรมของเขาเลย โดยเฉพาะเรื่องเพลงที่พวกเขาสามารถสร้างเอกลักษณ์เฉพาะที่เป็นซาน์ดดนตรีของ เกาหลีได้ในที่สุด แต่ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือเพลงประกอบของละครเรื่องนี้ ตั้งแต่แทร็คแรก ‘ It’s Love ’ จนถึงแทร็คต่อๆไปอย่าง ‘ Mocha ’, หรือ ‘ Polly ’ และ อีกหลายแทร็คที่ไม่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ล้วนเป็นดนตรีโฟล์คพ๊อพที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังจากละครหรือหนังไทยเรื่องใด มาก่อน ดนตรีและเสียงร้องในแต่ละเพลงทำให้เราคิดถึงเพลงโฟล์คพ๊อพชั้นดีจากวงอย่าง Frente , Fay Wong (นักร้องสาวฮ่องกงอดีตนางเอกหนังของ หว่องกาไหว่)หรือ Belle and Sebastian และอีกหลายๆวงจากประเทศสก๊อตแลนด์ ถ้าพวกเขาเพิ่มเติมสีสันของเครื่องเป่าลงไปอีกหน่อย แต่ที่ฟังมาทั้งหมดก็กลายเป็นเรื่องที่เซอร์ไพร์ซมากสำหรับคนอย่างผมที่ไม่ เคยสนใจหนัง ละคร หรือเพลงของเกาหลีมาก่อนเลย

ส่วนแทร็ค ‘ White Love Story ’ เวอร์ชั่นภาษาไทยที่ร้องโดย บี พีรพัฒน์ (อดีตนักร้องนำวงแครสเซนโด) นั้น ก็ไพเราะดีแม้จะเป็นดนตรีในสไตล์เกาลี้ เกาหลีไปหน่อยก็ตาม.

.........................................


อัลบั้ม OST. Sex and The City

ศิลปิน Various Artist

สังกัด Universal

ซี รี่ย์เรื่องดังจากอเมริกาที่ทำเอาผู้หญิงทั้งที่ยังสาวและไม่สาวทั่วโลกพา กันลุกขึ้นปฏิวัติตัวเองกันยกใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติในเรื่องของไลฟ์สไตล์ การแต่งตัว มิตรภาพ ความสัมพันธ์และเซ็กซ์ ฯลฯ จนโด่งดังไปทั่วโลกเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้แม้มันจะจบไปแล้วก็ตาม และในที่สุดก็กลายมาเป็นหนังใหญ่ที่ฉายตามโรงอีกครั้งเพื่อโกยเงินจากแฟนๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนดูที่เป็นผู้หญิงและผู้ชายที่อยากเป็นผู้หญิง

ด้วย การเขียนบทอันหลักแหลมโดยจับเอาเรื่องราวรอบๆตัวที่เกิดขึ้นในสังคมเมือง ระดับมหานครใหญ่ของโลก ซึ่งดำเนินเรื่องได้สนุก กระชับฉับไวและมีลูกเล่นมากมายจากแขกรับเชิญในแต่ละตอนที่มาสร้งสีสันและ ความประทับใจให้กับคนดู แม้ภาพยนตร์จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่โดยมีความยาวเท่ากับหนังทั่วๆไปก็ตาม แต่ก็สมบูรณ์แบบและสร้างความอิ่มเอมให้กับแฟนๆไม่แพ้ตอนที่เป็นซีรี่ย์แม้ แต่น้อย เพลงแต่ละเพลงที่นำมาประกอบเป็นซาวน์ดแทร็คจึงโดดเด่นและโดนใจผู้ชมไปด้วย

เพลง เด่น ๆในเรื่องที่ถูกจับมาใส่ในอัลบั้มชุดนี้ก็เห็นจะมี ‘ Mercy ’ ของ Duffy, ‘ How Deep Is your Love ’ ของ The Bird & The Bee, ‘ The Look Of Love ’ ของ Nina Simone ( Madison Park vs. Lenny B Remix ), ‘ It’s Amazing ’ ของ Jem และเพลงเฮ้าส์ชั้นดีของ Kascade ‘ I Like The Way ’

นี่คือเพลงและภาพยนตร์ของผู้หญิงในสหัศวรรษใหม่โดยแท้ !

.........................................


อัลบั้ม Bittersweet World

ศิลปิน Ashlee Simpson

สังกัด Universal

‘Out Of My Head ( Ay Y aYa)’ คือซิงเกิลแรกที่เปิดตัวแรงที่สุดของอีกหนึ่งพ๊อพสตาร์ชาวอเมริกันคนนี้ โดยขึ้นอันดับ 1 ของ AOL Top 40 Chart และยอดขายที่สูงถึง 100,000 กว่าก๊อบปี้ รวมทั้งยอดดาวน์โหลดทางอินเทอร์เน็ทมากกว่า 2 ล้านครั้งในรอบเดือนที่ผ่านมา นับว่าเป็นการกลับมาทวงตำแหน่งพ๊อพสตาร์คืนจากบรรดาศิลปินสาวรุ่นเดียวกับ เธอได้สำเร็จ

Ashlee Simpson ได้โปรดิวเซอร์มือทองแห่งยุคอย่าง Timbaland, The Naptunes, Chad Hugo และ Kenna มาร่วมงาน เลยทำให้อัลบั้มล่าสุดชุดนี้น่าจะประสบความสำเร็จไม่แพ้ผลงานชุดก่อนที่มี ยอดขายถึง 4 ล้านก๊อบปี้มาแล้ว ด้วยดนตรีพ๊อพด๊านซ์ที่มีโครงสร้างดนตรีเรียบง่ายสนุกสนานแต่รายละเอียดไม่ เบาโหวง จึงทำให้ ‘ Out Of My Head ( Ay Y aYa)’ โดดเด่นและโดนใจตั้งแต่ท่อนอินโทร ส่วน ‘ Boys ’ ที่เป็นแทร็คถัดมานั้นอาจฟังดูธรรมดาไปหน่อย แต่ ‘ Rule Breaker ’, ‘ What I’ve Become ’, ‘ Murder ’ และ ‘ Hot Stuff ’ กลับคึกคักหนักแน่นและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของดนตรีร็อคที่ลื่นไหลไปบนบีทฮิ ปฮอปสไตล์ The Neptunes ทำให้นึกงานดีๆหลายๆเพลงของรุ่นใหญ่อย่างเจ้มาดอนน่าหรือน้าเกว็น สเตฟานีเลยทีเดียว

ถ้ารู้จักดูแลภาพพจน์ตัวเองดีๆไม่หลงระเริงไป กับความสำเร็จและยาเสพติดอย่างยัยบริทนีย์ บางทีสาว Ashlee คนนี้อาจได้เป็นเจ้าหญิงแห่งวงการเพลงพ๊อพของโลกคนต่อไป.

.........................................


อัลบั้ม We Sing, We Dance, We Steal Things,

ศิลปิน Jason Mraz

สังกัด Warner Music

หนุ่ม หน้าใสนาม Jason Mraz คนนี้ทำให้เราตะลึงและอิ่มเอิบกับความหวานใสโปร่งเบาในดนตรีของเขาอย่าง เหลือล้น แค่แทร็ค ‘ I’m Yours ’, ‘ Lucky feat. Colbie Caillat ’ และ ‘ Butterfly ’ ก็มากเกินพอกับความรักที่เราควรจะมอบให้เขาคนนี้ในฐานะ ‘ ศิลปินคนโปรดคนใหม่ ‘

สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ‘ We Sing, We Dance, We Steal Things,’ ที่เขาดำเนินรอยตามศิลปินชื่อดังอย่าง John Mayer หรือ Dave Matthew Band โดยใช้โปรดิวเซอร์คนเดียวกันที่เคยทำงานให้กับ 2 วงนั้นมาแล้วคือ John Alagia แต่ดนตรีของเขากลับเรียบง่ายกว่าทั้งเนื้อหาและสีสันของดนตรี เหล่าเสียงเครื่องเป่าที่เข้ามาร่วมสร้างความคึกคักสดใสในหลายๆเพลงเคียงคู่ กับอะคูสติกกีตาร์นั้น ช่างกลมกลืนลงตัวยิ่งกว่าเม็ดทรายสีขาววาววับเมื่อจับต้องแสงแดดจ้าบนชายหาด กับน้ำทะเลสีครามเสียอีก

ไม่มีข้อสงสัยใดๆกับนักร้อง นักแต่งเพลงและนักดนตรีที่มาจากเมือง Machanicsville, VA สหรัฐ อเมริกาคนนี้อีกแล้ว เมื่อได้ฟังอีกแทร็คที่ชื่อ ‘ Details In The Frabric ’ ซึ่งไพเราะพริ้วไหวดั่งเสียงลมพัดกระทบต้นสนริมทะเลยามสนธยาที่ดวงตะวัน กำลังจมตัวลงในทะเลกว้างใหญ่ เนื่องจากเขาได้นาย James Morrison คนโปรดอีกคนของเรามา Featuring ให้ในเพลงนี้นั่นเอง.

.........................................


อัลบั้ม Simple Plan

ศิลปิน Simple Plan

สังกัด Warner Music

เมื่อ 5 หนุ่มพ๊อพพังค์จากแคนาดาวงนี้กำลังจะมาเปิดการแสดงสดในบ้านเราร่วมกับวงบริ ทพ๊อพจากสก๊อตแลนด์ Travis ปลายเดือนนี้ เราเลยถือโอกาสนำอัลบั้มล่าสุดชุดที่ 3 ของพวกเขามาแนะนำเสียเลย แม้ดนตรีพ๊อพพังค์ที่เอะอะโครมครามของ Simple Plan จะไม่ค่อยถูกอกถูกใจหรือเข้าหูผู้หญิงที่รักความหรูหราและรสนิยมดีเลิศอย่าง ชาว Madam Figaro แต่สำหรับสาวรุ่นวัยกำดัดทั่วโลกแล้วพวกเขาคือ ฮีโร่ตัวจริงของวันนี้

ดนตรีพ๊อพพังค์ของพวกเขามีโครงสร้างดนตรีจากวงคลาสสิคร็อคอย่าง Cheap Trick , ศิลปินพ๊อพ
อมตะ Elvis Costello และ วงพังค์ขนานแท้ชื่อ Rancid บทสรุปที่ได้คือซาวน์ดที่มีความใกล้เคียงกับวงพ๊อพพังค์ชื่อดังอีกหลายวง อย่าง Sum 41, Blink-182 หรือ Green Day เป็นต้น

พวก เขาโด่งดังอย่างถล่มทะลายมาจากซิงเกิล ‘ Shut Up ’ ในอัลบั้มชุดที่ 2 และซิงเกิลแรกของอัลบั้มชุดนี้ ‘ Generation ’ ก็น่าจะประสบความสำเร็จได้ไกล้เคียง เพราะความสนุกของเพลงนี้สามารถติดสปริงที่เท้าให้เด็กหนุ่มสาวทั่วโลกกระโดด กันอย่างลืมตาย แต่ที่เราชอบที่สุดกลับเป็นแทร็ค ‘ Your Love Is A Lie ’ เพราะพวกเขาใช้เมโลดี้บางส่วนมาจากเพลงดังของ Green Day

ไม่ต้องคิดอะไรมากแค่ออกไปกระโดดไปกับพลังดนตรีพ๊อพพังค์ของ Simple Plan ชีวิตคุณก็มีความสุขแล้วครับ.

.........................................


อัลบั้ม Momofugu

ศิลปิน Elvis Costello And The Imposters

สังกัด Universal

อัลบั้ม ใหม่ล่าสุดของหนุ่มพังค์สุดเท่ชาวลิเวอร์พูลจากยุคปลาย 70s นาม Elvis Costello คนนี้ คอเพลงพ๊อพ ร็อค หรือพังค์ทั้งหลายคงหูผึ่ง โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่เติบโตมากับยุคนั้น เขามีผลงานชุดแรกมาตั้งแต่ปี 1997 จนถึงวันนี้นับได้เกือบ 30 อัลบั้ม และมีเพลงฮิตเพลงดังมากมายที่บรรยายกันไม่มีวันจบสิ้น แต่ที่ติดตรึงอยู่ในหัวใจของผู้คนทั้งโลกไม่ว่าจะยุคใดสมัยไหนก็คือเพลง ‘ She ’ นั่นเอง

Momofugu เป็นอัลบั้มที่เขาทำงานร่วมกับเพื่อนๆศิลปินมากมายไม่ว่าจะเป็น Jenny Lewis, Jonathan Rise, Tennessee Thomas, Dave Soher, David Hildalgo และ Jonathan Wilson ทั้ง 12 เพลงจึงเต็มไปด้วยความหลากหลายทางดนตรีที่อัดแน่นไปด้วยดนตรี พ๊อพ ร็อคแอนด์โรล พังค์ โซล หรือนิวเวฟ ความสนุกและความไพเราะที่ได้รับจึงมากไปด้วยสีสันของความยอดเยี่ยมจากหลาย ยุคสมัยที่ศิลปินคนไหนยากจะทำได้เหมือนเขา ส่วนใครที่อยากได้ความรื่นรมย์สไตล์เพลงโปรดของคุณอย่าง ‘ She ’ ก็มุ่งไปที่แทร็ค ‘ Happy Worth ’, ‘ Flustter & Wow ’, ‘ My Three Sons’ หรือ ‘ Pardon Me, Madam, My Name Is Eve ’ ได้ทันที

มะพร้าวห้าวของแท้ที่ยิ่งแก่ยิ่งมันและหอมหวานตลอดกาล.

.........................................


อัลบั้ม Sampled!

ศิลปิน Various Artists

สังกัด Universal

บรรดา เพลงฮิตเพลงดังตั้งแต่กลางยุค 90s ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเพลงแนวไหนส่วนใหญ่จะเป็นเพลงเก่าที่ถูกนำมาทำใหม่ หรือนำเอาบางส่วนบางท่อนมาผสมผสานกับท่อนที่แต่งขึ้นมาใหม่แทบทั้งสิ้น หรือภาษาทางดนตรีเขานิยมเรียกันว่า ‘ Sample – แซมเปิ้ล ’ นั่นเอง

ใน คอลแลคชั่นของตราแผ่นเสียง Jazzclub / Boutique ที่ออกวางขายพร้อมกันเกือบ 10 อัลบั้มเมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งมีงานรวมคลาสสิคแจ๊สหลากหลายสไตล์ไม่ว่าจะเป็น Kai Winding, Louis Armstrong, Jazz Goes To Hollywood, Latin Jazz หรือ Smooth Jazz เป็นต้น แต่ที่โดนใจเรามากที่สุดก็เห็นจะเป็นอัลบั้ม Sampled! ชุดนี้นั่นเอง เนื่องจากเป็นการคัดเลือกเอาเพลงอมตะของ 18 ศิลปินหลากหลายสไตล์จากหลายยุคสมัย ที่เคยถูกศิลปินในยุคนี้เคยนำมา Sample ให้กลายเป็นเพลงฮิตเพลงดังมากมายที่เราทั้งหลายรู้จักกันเป็นอย่างดี

ถ้า คุณอยากรู้ว่าเพลงใดของวง Kool & The Gang, Quincy Jones, Astrud Gilberto, Luiz Henrique หรือ Gorge Duke กลายเป็นเพลงฮิตเพลงดังเพลงไหนของวงอย่าง Black Eyed Peas, Mos Deff, Towa Tei, Dee- Lite, The Wiseguys, Common หรือ Jazzanova …แล้วละก็ หาฟังต้นฉบับจากอัลบั้มชุดนี้ได้เลยครับ !

.........................................


อัลบั้ม E = MC2

ศิลปิน Mariah Carey

สังกัด Universal

มา แรงแซงโค้งทิ้งให้คู่แข่งทั้งที่เป็นศิลปินรุ่นเดียวกันและรุ่นน้องไม่เห็น ฝุ่น ด้วยการนำ ‘ Touch My Body ’ ขึ้นอันดับ 1 บิลบอร์ดชาร์ทเป็นเพลงที่ 18 ทันทีที่ตัดโปรโมท แถมยังทำลายสถิติของ The King – เอลวิส เพรสลีย์ ที่เคยทำไว้ถึง 17 เพลงได้อย่างราบคาบ คำว่า ‘ Lucky in love lucky in game ’ มาถูกที่ถูกเวลาสำหรับคุณป้ามารายห์ เพราะเธอเพิ่งฉลองการแต่งงานกับหญ้าอ่อนคนล่าสุดไปหมาดๆด้วย อะไรจะโชคดีขนาดนั้น !

ดนตรีโซลพ๊อพ,การาจ เฮ้าส์, อาร์แอนด์บี และฮิปฮอปในอัลบั้มชุดนี้ มีความสมดุลย์มากที่สุดเท่าที่เธอเคยมีผลงานดนตรีมาก่อนเลยก็ว่าได้ อาจเป็นเพราะชั่วโมงบินที่สูงและประสบการณ์อันยาวนานบนถนนสายนี้ของเธอ เพลงแต่ละเพลงจึงมีความกลมกล่อมไร้ที่ติไม่ว่าจะอยู่บนจังหวะไหนหรือท่วง ทำนองใด ทั้ง14 แทร็คจึงมีความโดดเด่น สนุกสนาน ไพเราะ อ่อนหวาน เร่าร้อนและเซ็กซี่อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ยากที่จะแยกออกมาว่าแทร็คไหนดีกว่ากี่มากน้อย

‘I’ll be lovin’ U long time’ แทร็คที่ 8 น่าจะเป็นคำพูดที่ดีที่สุดที่เราควรมอบให้กับเธอ ในฐานะที่ค้นพบสูตรเคมีทางดนตรี E=MC2 ที่เรียบง่าย แต่ยิ่งใหญ่พอๆกับคำว่า ‘ ยูเราก้า ’ ของนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตเลยทีเดียว.

.........................................


อัลบั้ม Rockferry

ศิลปิน Duffy

สังกัด Universal

ใน ขณะที่คอเพลงพ๊อพชาวอเมริกันกำลังกำลังหลงใหลได้ปลื้มผลงานใหม่ล่าสุด ‘ E=MC2 ’ ของคุณป้า Mariah และคอเพลงพ๊อพด๊านซ์ทั่วโลกกำลังตื่นเต้นตกใจกับอัลบั้มใหม่ของเจ้ Madonna เช่นกัน แต่คอเพลงพ๊อพฝั่งอังกฤษและยุโรปกลับยังคงคลั่งไคล้งานดนตรีพ๊อพโซลย้อนยุค แต่สุดเท่ของสาวหน้าตาเก๋ไก๋นามว่า Duffy ทั้งๆที่เป็นศิลปินหน้าใหม่และเพิ่งออกผลงานชุดแรกด้วยซ้ำ แม้อัลบั้มชุดนี้จะออกวางขายมาสักพักนึงแล้วก็ตาม แต่ Arena จะไม่ขอพลาดช๊อตเด็ดช๊อตนี้ของวงการเพลงโลกแน่นอน เพราะเธอคือ ผู้หญิงที่จะถูกผู้คนในวงการเพลงโลกกล่าวขานถึงอีกนานแสนนานในอนาคต

Duffy เป็นสาวบ้านนอกที่เกิดและเติบโตจากเมือง Nefyn ในเขตเมืองที่ติดทะเลทางตอนเหนือของเวลส์ และเป็นสถานที่ซึ่งห่างไกลจากเสียงเพลงและร้านขายซีดี ประสบการณ์ทางดนตรีที่ได้รับมาตั้งแต่เด็กจึงเป็นเรื่องที่สามัญเอามากๆ จากการที่เธอได้เดินเข้าไปในครัวอย่างเงียบๆแล้วเห็นพ่อกับแม่กำลังเต้นรำ กันอย่างมีความสุขไปกับเพลงของ Rod Stewart ซึ่งได้กลายเป็นแรงกระตุ้นให้เธอกล้าที่จะออกปากยืมเทปรายการทีวีสุดโปรดของ พ่อชื่อ ‘ Ready, Steady, Go! ’ ที่เป็นรายการยอดฮิตของวัยรุ่นและคอเพลงพ๊อพในยุค 60’s เนื่องจากมีวงดนตรีชื่อดังขวัญใจวัยรุ่นอย่าง The Beatles, The Rolling Stones, The Walker Brothers, Sandie Shaw มาแสดงสดโชว์ในรายการ คล้ายๆรายการโลกดนตรีทางช่อง 5 ของคุณ เสกสรรค์ ในสมัยอดีต เธอบอกว่า “ ฉันรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับการแสดงของวงดังๆเหล่านั้นมาก โดยเฉพาะ Millie Small เธอได้ออกมาร้องเพลง ‘ My Boy Lollipop ’ มันช่างเซ็กซี่และน่าตื่นเต้นเหลือเกิน ฉันดูมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเทปพังไปเลย “ และนั่นก็เป็นอิทธิพลดนตรีหรือแรงบันดาลใจอย่างเดียว ที่กระตุ้นและผลักดันให้เธอหัดร้องและเขียนเพลง

ซิงเกิลแรก ‘ Mercy ’ กระโดดขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษ 4 สัปดาห์ติดกัน กับสำเนียงที่ย้อนยุคไปพร้อมๆกับซาวน์ดดนตรีพ๊อพโบราณยุคคุณป้ายังเด็กๆ จังหวะจะโคนของเพลงนี้คล้ายกระชากเราไปเต้นรำอยู่บนเวทีบอลล์รูมในสวน ลุมพินี กับคุณปู่คุณย่าที่ชอบไปวาดลวดลายลีลากันในยุคการเต้นรำเฟื่องฟู ‘ Warwick Avenue ’ ซึ่งเป็นซิงเกิลต่อมาที่ผมโปรดปราณเหลือเกิน ก็มีความไพเราะซาบซึ้งใจคล้ายฟังเพลงสุนทราภรณ์ที่อุดมไปด้วยเนื้อหาและสาระ ของความคลาสสิคร่วมสมัย ( ในบ้านเราเพิ่งมีงานคล้ายๆแบบนี้ของศิลปินชื่อ Sweet Nuj อัลบั้ม ‘ ต้นฉบับเสียงหวาน’ โดย บรรณ สุวรรณโน ) อีก 8 แทร็กที่เหลือล้วนอิ่มเอมไปด้วยความเจิดจ้าแห่งยุคสมัยแห่งความอมตะของดนตรี พ๊อพจากยุค 60s-70s ที่ย้อนอดีตพาเรากลับไปสัมผัสความอัจฉริยะของเทคโนโลยีแห่งอนาคต กับพรสวรรค์อันมหัศจรรย์ของสาว Duffy แม้จะมีคำวิจารณ์ในช่วงแรกๆที่อัลบั้มนี้เพิ่งออกวางขายว่า เธอมีความแสแสร้งที่จะร้องในสไตล์ย้อนยุคเพื่ออยากดัง แต่เมื่อความจริงปรากฏออกมาว่าเธอเกิดและเติบโตมากับดนตรีแบบนั้นจริงๆ อัลบั้มชุดแรก ‘ Rockferry ’ จึงร้อนแรงที่สุดบนเกาะอังกฤษและยุโรปในวันนี้ทันที รวมทั้งได้ข้ามฝั่งบุกฝ่าด่านโหดของบิลบอร์ดชาร์ทในอเมริกาขึ้นไปอยู่อันดับ ที่ 4 ของชาร์ทอัลบั้มได้เรียบร้อย ล่าสุดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาทำเอาคอเพลงพ๊อพชาวอเมริกันตื่นเต้นกันยกใหญ่ กับความแปลกใหม่ในน้ำเสียงและดนตรีร่วมสมัยจากอัลบั้มชุดแรกนี้ของเธอ

Bernard Butler อดีตมือกีตาร์วง Suede และโปรดิวเซอร์ใหญ่ของอัลบั้มชุดนี้ได้กล่าวถึง Duffy ไว้อย่างน่าทึ่งว่า “ Duffy เติบโตมาโดยไม่รู้เลยว่าอะไรมันเจ๋งหรือทันสมัย ไม่รู้ว่าอะไรที่เธอควรชอบหรือไม่ชอบ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรทำตัวยังไง ไม่รู้แม้กระทั่งว่าจะร้องเพลงอย่างไร การเดินทางมาลอนดอนได้นี่ยังกับเป็นเทพนิยายเลยทีเดียว และการมาที่นี่เพื่อแต่งเพลงกับใครก็ไม่รู้ที่มีคนแนะนำเธอมาหลายต่อหลาย ทอดกว่าจะได้มาพบกับผม ( Jeannette Lee แห่งตราแผ่นเสียง Rough Trade เป็นคนแนะนำให้ Bernard รู้จักกับ Duffy ในเดือนสิงหาคม ปี 2004) ซึ่งหมายความว่า เธอต้องนั่งรถเมล์ถึง 2 ต่อ แล้วขึ้นรถไฟอีก 2 ต่อเพื่อมาเจอกับผม แล้วเธอก็ทำแบบเดียวกันนี้เพื่อที่จะกลับบ้าน เธอมักจะเล่นเพลงที่เธอเพิ่งแต่งเสร็จให้หญิงชราที่ร่วมเส้นทางเดียวกับเธอ ฟังตลอดการเดินทาง ทุกๆอย่างที่เป็นเธอช่างดูห่างไกลจากการทำธุรกิจกับค่ายเพลงนัก แต่เธอคือคนที่สามารถแสดงออกและร้องเพลงออกมาได้จากใจจริงอย่างไม่มีการแส แสร้ง นั่นถือว่าเป็นสิ่งที่วิเศษที่หาได้ยากทีเดียว “
รวมถึงคำยกย่องที่เหล่านักวิจารณ์ทั้งสองฝากฝั่งได้บอกไว้ว่า ‘ Duffy คือ Dusty Springfield กลับชาติมาเกิด ’

ผมจึงหมดมุกที่จะพร่ำพรรณาถึงความไพเราะยอดเยี่ยมจากบทเพลงทั้ง 10 ในอัลบั้มชุดนี้ทันที!

.........................................


อัลบั้ม All The Rage

ศิลปิน Various Artists

สังกัด Platinum

ตรา แผ่นเสียงอินดี้ชื่อดังของอังกฤษและอเมริกาที่ชื่อ Domino เป็นค่ายเพลงอีกค่ายที่มีศิลปินอินดี้ระดับคุณภาพอยู่ในสังกัดมากมายกับทุกๆ แนวเพลง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแนวเพลงที่ไม่พ๊อพหรือฟังง่ายๆเหมือนๆกับแนวเพลงฮิตโดย ทั่วไป นอกจากคอเพลงที่เป็นแฟนพันธุ์แท้เท่านั้น แต่หลังจากที่ค่ายนี้ได้สร้างชื่อเสียงให้กับ Franz Ferdinand และ Arctic Monkeys เป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก จึงได้ทีเข็นวงหน้าใหม่ในสังกัดที่มากด้วยฝีมือ และหลากหลายแนวเพลงออกมาให้แฟนๆทั่วโลกได้รู้จักกันมากขึ้น

All The Rage จึงเป็นอัลบั้มที่คัดเอาเพลงเด็ดของแต่ละวงมารวมไว้เพื่อเป็นการแนะนำตัว ก่อนได้ฟังอัลบั้มเต็มในอนาคตอันไกล้ ถ้าคุณต้องการอัพเดทหรืออยากล่วงรู้อนาคตว่า แนวเพลงอินดี้ร็อค พังค์ โฟล์ค พ๊อพหรืออิเลคโทรนิกาสไตล์ใหม่ๆ จากวงหน้าใหม่ไฟแรงวงไหนบ้างที่จะมามีชื่อเสียงและโด่งดังในวันพรุ่งนี้ ก็ลองเลือกฟังบทเพลงจากวงชื่อแปลกๆอย่าง The Kills, Sons & Daughters, Wild Beasts, Animal Collective, Von Sudenfed, Bonde Do Role, Steve Ried Ensemble, Correcto, Lightspeed Champion, Cass McCombs, Adem หรือ Clinic เป็นต้น ดูแล้วกันแล้วจะรู้ว่า คุณล้ำหน้าแค่ไหน ?

All The Rage คือการนำอนาคตของดนตรีร็อคมาให้คุณรู้จักก่อนใครๆ

.........................................


อัลบั้ม Good To Be A Stranger

ศิลปิน The Orchids

สังกัด Siesta / Jointt Corporation

แม้ ผมจะมีผลงานในอดีตของวงอินดี้พ๊อพจากสก๊อตแลนด์วงนี้หลายชิ้นสมัยอยู่กับ ค่ายอินดี้ชื่อดัง Sarah Records ซึ่งปิดตัวไปแล้วหลายปี แต่ที่ประทับใจและหลงรักอย่างมิเสื่อมคลายคืออัลบั้มสุดท้าย ‘ Striving For Lazy (1994) ’ โดยเฉพาะเพลงโปรดตลอดกาลจนกว่าโลกใบนี้แตกดับคือ ‘ A Kind Of Eden ’ จึงทำให้ผมคร่ำครวญคิดถึงวงนี้อยู่ตลอดเวลา แม้รู้ว่าพวกเขาจะหยุดวงไปแล้วก็ตาม

‘Good To Be A Stranger’ คือของขวัญอันยิ่งใหญ่และมีคุณค่าที่สุดในรอบ 13 ปีที่ผ่านมา (ในแง่ของดนตรี) ของผมเลยก็ว่าได้ ก็ใครจะไปคาดคิดได้ว่าพวกเขาจะกลับมารวมวงกันอีกครั้งกับตราแผ่นเสียง Siesta ที่ผมโปรดปราณ แม้จะมีการเปลี่ยนสมาชิกใหม่ถึง 2 คนก็ตาม แต่ยังคงมี James Heckett เป็นนักร้องนำอยู่เหมือนเดิมก็พอใจแล้ว

ความ ไพเราะยอดเยี่ยม ความสดใส ความสดชื่น ความงดงาม ความอบอุ่น ความเจิดจ้า ความโรแมนติกและทุกความดีงามในงานดนตรีและเนื้อหาของวง The Orchids นั้น ผมสามารถพูดให้คุณฟังได้เป็นเดือนและเขียนบรรยายได้เป็นหนังสือที่หนากว่า เรื่องราวทั้งหมดทุกตอนของพ่อมดแฮรี่ พอตเตอร์เสียอีก ดังนั้นทั้ง 10 แทร็คในอัลบั้มชุดนี้จึงทำให้นิ้วทั้งสิบผมชาด้านเขียนอะไรไม่ได้พิมม์อะไร ไม่ออกอีกต่อไป ‘ I Need You to Believe In Me ’ เป็นอีกเพลงที่สวยงามไร้ที่ติในอัลบั้มนี้ ซึ่งผมนำมาใช้อ้อนวอนคุณให้เชื่อในตัวอักษรทุกตัวที่เขียนถึงวงนี้

The Orchids คือผู้หญิงในฝันที่ผมหลงรักหมดทั้งหัวใจและจิตวิญญาน ซึ่งเธอได้ทิ้งผมไปโดยไร้ความหวังว่าจะได้เจอกันอีก แต่วันนี้เธอผมได้เธอกลับมาสู่อ้อมกอดอีกครั้งด้วยน้ำตาแห่งความปิติ และอัลบั้ม ‘ Good To Be A Stranger ’ คือคำอธิบายตัวตนที่แปลกแยกของผมได้ชัดเจนที่สุดเท่าที่ผมเคยได้สัมผัสสิ่ง ต่างๆมากมายมาตลอดทั้งชีวิต

.........................................


อัลบั้ม Anywhere I Lay My Head

ศิลปิน Scarlett Johansson

สังกัด Warner Music

จาก ที่เราได้ยินข่าวมาระยะหนึ่งว่า นางเอกสาวสวยสุดเซ็กซี่นาม Scarlett Johansson คนนี้ ผันตัวเองมาเป็นนักร้องอย่างเต็มตัว หลังจากโด่งดังมาจากการแสดงนำในภาพยนตร์มาแล้วหลายเรื่อง เธอก็เริ่มเข้าสตูดิโอเพื่อทำอัลบั้มชุดนี้มาตั้งแต่ก่อนซัมเมอร์ปี 2007 ที่สตูดิโอรัฐหลุยส์เซียน่า พร้อมกับโปรดิวเซอร์ David Andrew Sitek และวงแบ๊คอัพของเขาเอง โดยได้ศิลปินอเมริกันชื่อดังนาม Tom Waits เป็นคนเขียนเพลงให้เกือบทั้งหมด

ไม่มีใครสงสัยในบทบาทการแสดงบน แผ่นฟิล์มของเธอ แต่บทบาทของการเป็นนักร้องเธอทำได้ดีเท่ากับการเป็นดาราหรือไม่นั้น บทเพลงทั้ง 11 แทร็คในอัลบั้ม Anywhere I Lay My Head ชุดนี้คงใช้เป็นบทพิสูจน์ได้แน่นอน เธอบอกว่า ชื่นชอบและหลงใหลในงานเพลงแบบทึมๆหม่นเศร้าของ David Bowie , Deborah Harry และ This Mortal Coil สำเนียงพริ้วๆล่องลอยสไตล์ Oceanic Rock ตามแบบฉบับของ Liz Fraser แห่งวง Cocteau Twins และเมื่อมาไล่เรียงฟังจากแต่ละแทร็คในอัลบั้มชุดนี้ของเธอ ขอยอมรับว่าสามารถทำได้ตามแรงบันดาลใจของเธอจริงๆ แต่ทั้งดนตรีและเนื้อหานั้นค่อนข้างฟังยากพอควรสำหรับคอพ๊อพทั่วๆไป เนื่องจากอารมณ์และจังหวะของดนตรีทั้งอัลบั้มนั้น ฟังดูเนือยๆเนิบๆและอ้อยอิ่งไปเรื่อยๆเหมือนกันทุกๆแทร็ค จึงไม่มีความโดดเด่นของแทร็คไหนให้เราพูดถึงเลยแม้แต่น้อย

Scalett นำเสนอดนตรีที่เน้นความฝันกับจินตนาการของตัวเธอแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีการประนีประนอมต่อตลาดเพลงพ๊อพเลยแม้แต่น้อย ใครที่เป็นแฟนการแสดงของเธอคงผิดหวังแต่สำหรับเราที่ชอบงาน Pure Art แบบนี้ ยิ่งหลงใหลและปลาบปลื้มเธอมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

.........................................


อัลบั้ม Rarities, B-Sides, and Other Stuff Volume 2

ศิลปิน Sarah Mclachlan

สังกัด Sony-BMG

ประสบ ความสำเร็จมาตั้งแต่อัลบั้ม Fumbling Towards Ecstasy ในปี 1989 โดยติดอันดับชาร์ท Top 50 ในบิลบอร์ด ทั้งๆที่เธอเป็นศิลปินชาวแคนาดา หลังจากนั้นเป็นต้นมาชื่อเสียงของเธอก็โด่งดังเป็นที่ยอมรับทั่วโลก ในฐานะของนักร้องสาวเสียงหวานสไตล์โฟล์คพ๊อพ และอัลบั้ม Afterglow ในปี 2003 ก็ออกมาตอกย้ำความสำเร็จนั้นอีกที จนมาถึงวันนี้กับอัลบั้มล่าสุดในปี 2006 คือ Winter Song

8 สตูดิโออัลบั้มกับ 2 อัลบั้มบันทึกการแสดงสดและอีก 1 อัลบั้มรวมเพลง B-Sides ที่มีอัลบั้มชุดนี้เป็นชุดที่ 2 เป็นเหตุผลที่ดีที่สุดและยืนยันว่า Sarah Mclachlan คือศิลปินสาวอีกคนที่ร้องเพลงได้ไพเราะที่สุดในโลก อีกทั้งมีฝีมือในการร้องเพลงกับเล่นดนตรีได้ดีไม่แพ้ศิลปินสาวคนใดเลย

ทั้ง 14 แทร็คในอัลบั้มชุดนี้เป็นการรวมผลงานที่เป็นเพลงแถมในซิงเกิลต่างๆ และเป็นเพลงที่หาฟังได้ยาก ซึ่งส่วนใหญ่จะนำมาจากการแสดงสดของเธอหรือการได้ไปร่วมร้องและเล่นกับศิลปิน ชื่อดังคนอื่นๆ ตั้งแต่ไตเติ้ลแทร็ค ‘ Ordinary Miracle ’ ที่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Charlotte’s web จนถึงแทร็คยอดเยี่ยมต่างๆอาทิ ‘ Blackbird ’, ‘ Time After Time with Cyndi Lauper ’, ‘ Just Like Me with DMC ’ หรือ ‘ Angel(Live) with Emmylou Harris ’ เป็นต้น ล้วนเป็นเหตุผลยืนยันว่า คุณไม่ควรพลาดอัลบั้มชุดนี้ของเธอ.

.........................................


อัลบั้ม Flavors Of Entanglement

ศิลปิน Alanis Morissette

สังกัด Warner Music

Alanis Morissette เป็นศิลปินสาวโมเดิร์นร็อคชาวแคนาเดียนอีกคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด ไม่แพ้คุณป้าเซลีน ดิออนหรือคนอื่นๆ แม้ผลงานของเธอจะมีไม่กี่ชุดก็ตามแต่ในทุกๆอัลบั้มของเธอจะมีเพลงฮิตติดชาร์ ททุกอัลบั้มเสมอ นับตั้งแต่อัลบั้มชุดแรก Jagged Little Pill ในปี 1995 จนถึงอัลบั้ม So-Called Chaos ในปี 2004 ด้วยความเป็นตัวของตัวเองทั้งดนตรี เนื้อหา การแต่งตัวจนถึงการใช้ชีวิตประจำวันที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากศิลปินทั่วไป เธอจึงกลายเป็นขวัญใจของผู้หญิงทั่วโลกในฐานะของแฟมินิสต์คนเก่งอีกคน

อัลบั้ม Falvors Of Entanglement ชุดล่าสุดนี้ เธอได้เปลี่ยนแนวทางของดนตรีให้มีความเข้มข้นในภาคของดนตรีร็อคและอิเลคโทร นิคจนผิดหูผิดตาไปจากเดิมมากกว่าปกติ ตั้งแต่ไตเติ้ลแทร็ค ‘ Citizen Of The Planet ’, ‘ Underneath ’, ‘ Strait Jacket ’และ ‘ Versions Of Violence ’ เราจะได้ยินความหนักแน่นทั้งดนตรี เนื้อหาและเสียงร้องอันจริงจังของเธอ แต่ก็ยังเอาใจแฟนเพลงที่ชื่นชอบเพลงช้าๆพริ้วๆไพเราะจับใจกับน้ำเสียงหวานๆ ในแทร็ค ‘ Not As Me ’ และ ‘ In Praise Of The Vulnerable Man ’ ส่วนแทร็ค ‘ Moratorium ’ นั้นมาแบบหวานแต่แข็งแรงในจังหวะดนตรีดรัมแอนด์เบสอ่อนๆ ทำนึกถึงความยอดเยี่ยมในบางเพลงของ Everything But The Girl ขึ้นมาทันที

ไม่เคยผิดหวังอีกทั้งชื่นชมในไอเดีย ความกล้าและความสามารถทางดนตรีของเธออย่างล้นเหลือ.

.........................................


อัลบั้ม The Declaration

ศิลปิน Ashanti

สังกัด Universal

ซิ งเกิลฮิต ‘ Foolish ’, ‘ Always On Time ’, ‘ What’s Luv ? ’ และ ‘ Rock Wit U (Awww Baby)’ เป็นเพลงที่ทำให้แฟนเพลงอาร์แอนด์บีทั่วโลกรู้จักและจดจำ Ashanti มาจนถึงวันนี้ แม้จะมีดิว่าสาวสวยเซ็กซี่หน้าใหม่ๆแจ้งเกิดออกมามากมายเช่น Rihanna เป็นต้น แต่เธอก็ยังคงเป็นดิว่าสาวเซ็กซี่ของหนุ่มๆทั่วโลกเสมอเช่นกัน เธอทิ้งอัลบั้มล่าสุด Concrete Rose ไว้ในปี 2004 ให้เราหายคิดถึง แต่ก็เป็นเวลานานถึง 4 ปีเต็มกว่าที่เราจะได้ฟังชุดใหม่นี้

The Declaration เป็นอัลบั้มที่ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์คนเก่งหลายๆคนอีกเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็น Babyface, LT Button, Jermaine Dupri, Rodney Jerkins หรือ Pharrell Williams เป็นต้น จึงเป็นสิ่งที่การันตีได้ 100 เปอร์เซ็นต์ได้ว่า แม้จะห่างวงการไปถึง 4 ปีเต็มเธอก็สามารถกลับมาทวงบัลลังค์ราชินีแห่งดนตรีอาร์แอนด์บีคืนได้แน่นอน ยืนยันได้จากซิงเกิลแรก ‘ The Way That I Love ’ ที่กำลังพุ่งขึ้นสู่อันดับ Top 10 ในเร็ววันนี้แน่นอน และอีก 2 แทร็คที่แนะนำคือ ‘ Things You Make Me Do Feat. Robin Thicke ’ กับ ‘ Body On Me Feat. Nelly & Akon ’ ซึ่งรับรองว่าจะเป็นเพลงที่คุณจะขอให้ดีเจจากคลื่นต่างๆเปิดให้ฟังไปอีกนาน

.........................................


อัลบั้ม Shine

ศิลปิน Estelle

สังกัด Universal

สะดุด หูกับจังหวะที่แตกต่างและสำเนียงการร้อง / แรปตั้งแต่ไตเติ้ลแทร็ค ‘ Wait A Minute(Just A TOuch) ’ เลยทีเดียว และแทร็คต่อมา ‘ No Substitute Love ’ ก็ทำให้เรานึกถึงทั้งน้ำเสียงและดนตรีของ Amy Winehouse ส่วนแทร็คฮิต ‘ American Boy Feat. Kenye West ’ กับดนตรีสไตล์ House นั้นสุดเท่เหลือหลาย และได้กลายเป็นแทร็คที่ผลักดันให้เธอเป็นสาวฮิปฮอปสุดฮ็อตของเกาะอังกฤษใน วันนี้

Estelle เป็นสาวลอนดอนเนอร์แท้ๆที่เริ่มต้นมาจากการเป็น MC ตาม คลับดังในลอนดอนกับดีเจชื่อดัง และเป็นนักร้องรับเชิญให้ศิลปินดังๆอย่าง Rodny P, Roots Manuva และ John Legend เป็นต้น อัลบั้มแรก ‘ 18th Day ’ ในปี 2004 เธอมีเพลงดังหลายเพลง เช่น ‘ 1980 ’, ‘ Free ’ และ ‘ Run On Me ’ มาถึงอัลบั้ม ‘ Shine ’ ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดที่ 2 ที่เนี๊ยบและสมบูรณ์แบบมากกว่า เพราะการจัดวางแนวทางดนตรีที่ไล่ไปตั้งแต่ HipHop, R& B, House, Soul Funk และ Raggae ไปจนถึงศิลปินรับเชิญชื่อดังทั้งหลายกับโปรดิวเซอร์อย่าง John Legend และ Craig Kallman ล้วนเป็นการทำงานดนตรีที่ตอบโจทย์ได้ถูกทุกๆข้อของวงการเพลงพ๊อพเลยทีเดียว

ส่วน ที่ดีที่สุดของ Amy Winehouse, Jill Scott, Angie Stone, Joss Stone และ Ms. Dynamite ได้มารวมกันเป็น Estelle ที่คอเพลงอาร์แอนด์บีและฮิปฮอปทุกคนควรหลงรักเธอและเพลงของเธอตลอดไป

.........................................


อัลบั้ม Couples

ศิลปิน The Long Blones

สังกัด Platinum

มา ทำความรู้จักวงดนตรีสไตล์แกลมพังค์ของอังกฤษกันบ้าง เพราะดนตรีแนวนี้กำลังกลับมาได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายอีกครั้งบนเกาะ อังกฤษในวันนี้ The Long Blones เป็นวงที่มาจากเชฟฟิลด์ซึ่งเป็นเมืองเดียวกับวงดังอย่าง Arctic Monkeys ตั้งวงกันในปี 2005 โดยมีสมาชิก 5 คน ประกอบด้วยนักร้องสาวนำสุดซ่านาม Kate Jackson, Dorian Cox (กีตาร์), Reenie Delaney (เบส), Emma Chaplin (กีตาร์และร้อง) และ Screech Louder (กลอง) มีผลงาน 3 ซิงเกิลแรกในปี 2006 ทำให้ได้รับรางวัล NME Philip Hall Radar Award และมีอัลบั้มแรก Someone To Drive You ออกตามมาติดๆ

อัลบั้ม Couples ชุดล่าสุดนี้ได้โปรดิวเซอร์ชื่อดังของวง Hot Chip, Klazons และ Bloc Party มาจัดการให้ดนตรี Post Punk ของพวกเขาลดความโครมครามออกไป แถมมีกลิ่นอายเจือจางของดนตรีอิเลคโทรนิกาเข้าเพิ่มความเท่จนถูกใจคอเพลงอิน ดี้ร็อคไปทั่วเกาะอังกฤษ ซิงเกิลแรก ‘ Century ’, ‘ Guilt ’ ที่เป็นซิงเกิลที่ 2 และ ‘ The Couples ’ น่าจะเป็นเพลงที่เปิดเผยเรื่องราวการใช้ชีวิตคู่ในมุมมองของผู้หญิง(แต่คน เขียนเพลงนี้เป็นผู้ชายคือ Dorian Cox )แห่งยุคสหัศวรรษใหม่ผ่านดนตรี พังค์ร็อคได้อย่างแหลมคมและน่าฟัง

The Long Blones คือ Riot Girls กลุ่มใหม่แห่งวงการดนตรีร็อคของวันนี้.

.........................................


อัลบั้ม Pretty. Odd.’s

ศิลปิน Panic At The Disco

สังกัด Warner Music

ไตเติ้ล แทร็ค ‘ We’re So Starving ’ ที่มีความยาว 1.21 นาที เบิกโรงให้เราหูผึ่งกับท่วงทำนองที่คุ้นหูในแบบฉบับมาตรฐานของดนตรีพ๊อพร็อค อาจมีความกร่างของกีตาร์เท่านั้นที่แสดงความแปลกแยกให้ได้ยินว่าพวกเขามีราก ของความเป็นอินดี้-อัลตอร์ฯ และเมื่อถึงเวลาของตัวละครใหญ่ต่างๆทะยอยออกมาปรากฏตัวหน้าเวทีกับแทร็คต่อ มา ‘ Nine In The Afternoon ’ แก่นแท้และเรื่องราวของเหล่าหนุ่มๆนาม Panic At The Disco ที่นำเสนอผ่านอัลบั้มล่าสุด Pretty. Odd.’s จึงเปิดเผยให้เราเห็นและได้ยินอย่างแจ่มชัดว่า พวกเขามีความนัยของดนตรีพ๊อพและร็อคแอบซ่อนให้เราติดตามค้นหาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอายดนตรีพ๊อพร็อคในยุค 60’s จนถึง 70’s ที่คล้ายๆกับมีสีสันดนตรีของ Pink Floyd จนถึง David Bowie ป้วนเปี้ยนอยู่รายรอบ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีหูทิพย์ฟังออกหรือแยกแยะได้มากน้อยแค่ไหน สำหรับคนที่มีหูไม่หาเรื่องก็จะได้ยินดนตรีพ๊อพร็อค ที่ถูกจัดระเบียบไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามโครงสร้างที่วางไว้โดยไม่หลุด จากคอนเซ็ปท์เลยแม้แต่น้อย

จากอัลบั้มชุดแรกในปี 2005 ‘ A Fever You Can’t Sold Out ’ ที่สร้างยอดขายให้กับพวกเขาถึง 2.2 ล้านชุด 4 หนุ่มจากเมือง ลาสเวกัส ที่มี Brandon Urie เป็นนักร้องนำ, Jon Walker เล่นเบส, Ryan Ross เล่นกีต้าร์ และตีกลองโดย Spencer Smith พวกเขาจึงหันมาทุ่มเทกับงานชุดใหม่ Pretty. Odd.’s อย่างเอาเป็นเอาตายกับโปรดิวเซอร์ระดับรางวัลแกรมมี่อวอร์ด Rob Mathes โดยใช้ห้องอัดทั้งที่บ้านเกิดและ Abbey Road ในลอนดอน

15 แทร็คในอัลบั้มนี้จึงมีสปิริตของเพลงพ๊อพอันเจิดจ้าในสไตล์ของ The Beach boys ที่มี Brian Wilson เป็นผู้แต่งและขับขานเพลงรักเหล่านั้น บวกกับความสนุกสไตล์ The Beatles เพื่อเอาใจสาววัยใส แทร็ค ‘ That Green Gentleman ( Things Have Changed) ’ เลยให้อารมณ์ของดนตรีพ๊อพร่วมสมัยอย่างน่ารักเหลือล้น เป็นเพลงฮิตติดหูได้อย่างง่ายดาย , ‘ I Have Friends In Holy Space ’ กับสไตล์เท่ๆเก๋าๆย้อนยุคโดยนำเสียงจากจากรายการทีวีโบราณสักรายการมาแซมเพ ลอร์เป็นอินโทร เหมือนเราได้นั่งฟังเพลงอยู่ในคลับหรูยุคอัลคาโปนครองเมือง ส่วน ‘ Northern Downpour ’ และ ‘ Behind The Sea ’ คุณจะยินได้เสียงกีตาร์กับเสียงร้องของ Brandon ที่คล้องจองกันราวท่านเซอร์ พอล แมคคาร์ทนีย์ มานั่งร้องให้คุณฟังด้วยตัวเอง หรืออารมณ์โฟล์คที่มีจังหวะคึกคักสไตล์บลูส์กราสในแทร็ค ‘ Folk Around ’ ก็เพิ่มเติมความไพเราะบริสุทธิ์หมดจดให้เราได้ในเวลาอันสั้น สำหรับ ‘ When The Day Met The Night ’ นั้น ขอยกย่องให้เป็นแทร็คยอดเยี่ยมประจำซัมเมอร์นี้ไปเลย เนื่องด้วยเครื่องเป่าและเนื้อหานั้นช่างเจิดจ้าสดใสจนหลงใหลต้องมนต์โดยไม่ รู้ตัว

เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่สามารถตรึงความคิดความอ่านของผม ไม่ให้ฟุ้งซ่านเขียนเฉไฉออกนอกเรื่อง เนื่องด้วยความหลากหลายแห่งท่วงทำนองอันงดงาม กับความคึกคักของจังหวะและเครื่องเป่าแถมเครื่องสายบางๆ ได้ตอกหมุดให้เราติดนิ่งอยู่กับแต่ละเพลงในอัลบั้มที่ล้วนกลายเป็นเพลงโปรด ทันทีหลังฟังจบ

อัลบั้ม Pretty. Odd.’s จึงสามารถเติมเต็มความว่างเปล่าให้กับรอยหยักในสมองส่วนที่บันทึกความทรงจำ ของเราได้ดีกว่า รายการข่าวสารต่างๆทางทีวีหรือวิทยุในวันนี้ เพราะทำให้สมองของเรากลวงโบ๋ได้ทุกวัน ( โดยเฉพาะรายการวิทยุทุกตอนเช้าวันอาทิตย์ที่มีดีเจปากตลาดเพราะชอบจ่ายตลาด มาพ่นกลิ่นเน่าๆ จนต้องนำทีวีไปล้างทำความสะอาดใหม่หลายรอบแล้ว )

.........................................


อัลบั้ม Join With Us

ศิลปิน The Feeling

สังกัด Universal

ก้าว ที่ 2 ของ 5 หนุ่มจากลอนดอนที่เคยทำให้เราได้รู้จักงานดนตรีบริทพ๊อพชั้นดีมาแล้วเมื่อปี 2006 ในอัลบั้ม ‘ Twelve Stops And Home ’ กับเหล่าเพลงฮิตที่เคยขึ้นชาร์ทท็อปเท็นของอังกฤษและบ้านเรา ( สมัยรายการ The Radio ยังมีอยู่) ไม่ว่าจะเป็น ‘ Sewn ’, ‘ Fill My Little World ’ และ ‘ Never Be Lonely ’ ด้วยเมโลดี้ที่สดใสบวกเนื้อหาของเพลงที่โดนใจวัยรุ่นทั้งหลาย วง The Feeling เลยกลับมาอย่างคึกคักกับอัลบั้มใหม่ Join With Us

สูตรสำเร็จ หรือพิมม์เขียวใหม่ๆของดนตรีพ๊อพร็อคในวันนี้มีมากมายแล้วแต่ใครจะ หยิบมันมาใช้ทำงานเพลงของตัวเอง แม้มันจะไม่ตายตัวตัวก็ตามแต่ถ้าฉลาดที่จะหยิบมาปรับให้เข้ากับรสนิยมและอัต ลักษณ์ของวงแล้วละก็ น่าจะมีอนาคตที่ยาวโลดเหมือนกับผลงานเพลงต่างๆในอัลบั้มชุดนี้

รสนิยม ในการฟังเพลงของผม จะเริ่มต้นจากดนตรีก่อนแล้วค่อยมาละเลียดกับเนื้อหาของมัน เพราะถ้าทำดนตรีได้ดีและเข้าท่าเนื้อหาย่อมมีราคาค่างวดสูงตาม คล้ายๆกับสำนวน You are what you eat หรือ You are what you listen นั่นแหละ พวกเขามีวงดนตรีที่เป็นแบบฉบับหรือแรงบันดาลส่วนใหญ่มาจากยุค 70s และ 80s อย่าง Queen, 10CC, ELO, Supertramp และ The Beatles เป็นต้น ที่แทบจะไม่แตกต่างจากวงรุ่นเดียวกันหรือรุ่นพี่ๆสักเท่าไหร่ แต่เมื่อนำสิ่งเหล่านั้นมาถ่ายทอดพวกเขากลับทำได้ดีกว่าหลายๆวง แถมไม่จำกัดตัวเองหรือยึดติดอยู่กับความสำเร็จเดิมๆเลยแม้แต่น้อย สังเกตได้จากไตเติ้ลแทร็ค ‘ I Thought It Was Over ’ ที่โผล่มากับสไตล์ดิสโก้-ร็อค ซึ่งเราไม่เคยได้ยินมาก่อนจากอัลบั้มชุดแรก ความหนักแน่นของดนตรีร็อคบวกกับความโจ๊ะของจังหวะดิสโก้ สร้างความแปลกและโดนใจให้เราเหลือล้น เพราะพวกเขาทำได้ดีกว่าวงอย่าง Tiny Dancers เสียอีก อาจมีเพลงที่แสดงพลังของวัยหนุ่มอย่าง ‘ Join With Us ’ ซิงเกิลแรกในสไตล์อินดี้ร็อคแบบอังกฤษที่เราคุ้นเคยปะปนเข้ามาบ้าง แต่พอกระโดดไปฟังเพลงอื่นๆกลับสร้างความงุนงงระคนชื่นชมให้กับเราได้ไม่แพ้ ไตเติ้ลแทร็ค

5 รอบที่ผมเปิดฟังอัลบั้มชุดนี้อย่างตั้งใจและฟังแบบเพลินๆอีกหลายๆรอบระหว่าง ขับรถไปต่างจังหวัดตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ผมค้นพบว่าผมรักวง The Feeling อย่างไม่มีเหตุผลภายนอกมายืนยัน( แต่เหตุผลภายในขอไม่บอก ฮิฮิ ) แต่ที่สามารถนั่งยันได้คือ เนื้อหาและดนตรีของแต่ละเพลงอย่าง ‘ Without You ’, ‘ Spare Me ’, ‘ Turn It Up ’, ‘ I Did It For Everyone ’, ‘ Wont Go Away ’, ‘ Lonliness’ หรือ ‘ This Time ’ ทำให้ผมร้องตามได้คล้ายเพลงไทยทั่วๆไปที่ฟังครั้งเดียวแล้วติดหู ทำไม ?

ดนตรี ไม่สลับซับซ้อน เรียบง่าย มีจังหวะจะโคนที่ลงตัว ถึงคราหนักก็กระแทกกระทั้น ถึงคราเบาก็นุ่มนวลและอ่อนโยน ถึงบทออดอ้อนครวญคร่ำรำพันก็ไม่ถึงขั้นฟูมฟายจนน่าสะอิดสะเอียนเหมือนเพลง รักประโลมโลกราคาถูก ใช่ครับ ! อัลบั้มชุดนี้ของ The Feeling นำเสนอดนตรีบัลลาดพ๊อพและร็อคกึ่งอินดี้-เมนสตรีม เน้นเนื้อหาในเรื่องของความอกหักรักคุดและความโดดเดี่ยวอ้างว้าง แต่เต็มไปด้วยกลเม็ดเด็ดพรายที่ใช้ภาษาธรรมดาให้มีความหมายแหลมคม ทำให้คนอย่างผมที่ไม่ค่อยแยแสกับเพลงรักประโลกโลกของหนุ่มสาว ที่เขียนถึงแต่ความเหงาความผิดหวังหรือถูกทิ้ง หลงละเมอชื่นชมหลงใหลร้องตามได้เป็นวรรคเป็นเวร และเปิดฟังได้ไม่รู้เบื่อ......หรือเพราะว่าผมกำลังอยู่ในช่วงเวลาอกหัก โดดเดี่ยวหรือโดนทิ้งจึงทำให้ปลาบปลื้มกับเพลงแบบบนี้ได้ ?

ไม่ใช่แน่ นอนและคงไม่ใช่เหตุผลที่ดีด้วย แต่เหตุผลที่ดีจริงๆสำหรับอัลบั้ม Join With Us ชุดนี้ คือ The Feeling แสดงให้คนฟังที่แฟนเพลงของพวกเขาได้เห็นว่า การมีรสนิยมที่ดีจริงๆย่อมส่งผลให้งานที่ทำออกมาดีไปด้วย ( ไม่นับรวมพวกรสนิยมดีแต่เปลือกและตามแห่ชาวบ้านนะ) ผมจึงใจง่ายเข้าร่วมก๊วนกับพวกเขาตามคำเชิญทันทีเมื่อได้ฟังไตเติ้ลแทร็ค.

.........................................


อัลบั้ม The Seldom Seen Kid

ศิลปิน Elbow

สังกัด Universal

Elbow เป็นวงร็อคอีกหนึ่งวงที่ค่อนข้างอับโชคในแง่ของชื่อเสียง ทั้งๆที่เริ่มฟอร์มวงมาตั้งแต่ปี 1997 ในยุคของดนตรีอินดี้ – อัลเตอร์เฟื่องฟู โดยหนุ่มหน้ามน 5 คนแห่งเมือง แมนฯ ยูไนเต็ด เอ้ย แมนเชสเตอร์ ที่ประกอบด้วย Guy Garvey (ร้องนำ), Richad Jupp ( กลอง), Graig Potter ( ออร์แกน), Mark Potter (กีตาร์) และ Pete Turner (เบส) เป็นสมาชิกดั้งเดิมทั้งหมด ฝีมือในการทำดนตรีและเขียนเพลงก็ใช่ย่อย แต่กลับไม่โด่งดังเท่าที่ควรจะเป็น ทำไม ?

ผลงานที่ผ่านมาทั้ง 4 ชุดออกกับสังกัดเก่า V2 ทั้ง หมด ก็ไม่ถึงกับเลวร้ายแถมยังเป็นที่ยอมรับของคอร็อคชาวอังกฤษด้วยซ้ำ โดยมีอีพีชุดแรก ‘ New Born And Any Day (2001)’ ซึ่งออกมาช้ามากถ้านับเวลาตั้งแต่เริ่มฟอร์มวง และตามมาด้วยอัลบั้มแรกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเมอร์คิวรีไพร์ซ ในปีนั้นทันทีคือ ‘ Asleep In The Black (2001)’, ‘ Cast Of Thousands (2004)’ และ ‘ Leaders Of The Free World (2005)’ ซึ่งเหล่าบรรดานักวิจารณ์ต่างๆพากันยกย่องงานดนตรีของพวกเขาว่า ‘ Prog. without the solos ’ ที่มีความหมายง่ายๆว่า ‘ เป็นดนตรีโปรแกรสซีฟร็อคที่ปราศจากเสียงของโซโล่กีตาร์ ’ แม้ได้รับแรงเชียร์ถึงขนาดนี้ชื่อเสียงของ Elbow ก็ยังคงอยู่ในอันดับของท้ายตารางอินดีพรีเมียร์อยู่เหมือนเดิม

อัลบั้ม ชุดใหม่ล่าสุด ‘ The Seldom Seen Kid ’ พวกเขาเลยย้ายเข้ามาอยู่บ้านใหม่ในสังกัด Polydor เผื่อว่าจะมีกลยุทธทางด้านการโปรโมทดีกว่าบ้านเก่าก็ได้ เพราะไม่ว่าจะไปอยู่กับสังกัดใดก็ตาม ดนตรีของพวกเขายังคงยอดเยี่ยมและมั่นคงอยู่กับดนตรีร็อคกึ่งโปรแกรสซีฟมิแปร เปลี่ยน และ Craig Potter ก็มารับหน้าที่โปรดิวซ์เองอีกด้วย 11 แทร็คในอัลบั้มชุดนี้จึงเริ่มต้นด้วยความแช่มช้าและนวลเนียน ตั้งแต่แทร็คแรก ‘ Starlings ’ โดยมีภาคของเปียโนและเสียงออร์แกนเป็นพระเอกคู่กับเสียงร้อง อาจมีกลิ่นอายของดนตรีอิเลคโทรนิกส์เข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่บ้าง ก็ไม่ได้ทำให้ภาพรวมทั้งหมดเสียสมดุลย์ ส่วนเสียงกีตาร์กร่างๆฟุ้งๆนั้นรับบทเป็นพระรองที่มีบทบาทเด่นพอๆกับตัวเอก เลยทีเดียว ยกเว้นแทร็ค ‘ Grounds For Divorce ’ เสียงกีตาร์กระโดดขึ้นมาเป็นพระเอกไปพร้อมๆกับจังหวะที่เรียกว่า Baggy หรือ Madchester Sound ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากวงรุ่นพี่ The Stone Roses ที่อยู่เมืองเดียวกันมาอย่างเต็มๆ และน่าจะเป็นแทร็คที่ทะลุทะลวงขึ้นชาร์ทและฮิตได้ไม่ยาก ส่วนแทร็ค ‘ The Fix ’ นั้นพวกเขาได้ Richad Hawley อดีตสมาชิกวง Longpigs ( ยังจำวงนี้กันได้มั้ย ? ) มาร่วมแจมด้วยก็ยังคงเนิบนาบสละสลวยทั้งท่วงทำนองและเสียงร้อง

ด้วย ภาพใหญ่ของดนตรีที่พวกเขาวาดขึ้นมาเพื่อแสดงตัวตนของวงได้ชัดเจนกับคำว่า ‘ โปรแกรสซีฟร็อค ’ ทั้ง 11 แทร็คจึงมีภาพเล็กภาพน้อยพร้อมทั้งกลิ่นอายอันหวานซึ้งซึมเศร้าแผ่กว้าง เข้าครอบคลุมในภาคของดนตรีทั้งหมดที่เน้นบรรยากาศของการโอดครวญถึงเรื่องราว ของชีวิตรักและการสูญเสีย ซึ่งเรามีความคุ้นชินและได้รับฟังมาอย่างอิ่มเอมแล้วจากวงอย่าง Radiohead, Tindersticks, Travis, Peter Gabriel, Talk Talk, Doves, Badly Drawn Boy, Pulp, I Am Kloot, Catherine Weel, South จนถึง Turin Brakes เป็นต้น ด้วยเหตุผลนี้กระมังชื่อเสียงของวงจึงไม่สามารถกระโดดขึ้นอันดับท๊อปของแวด วงอินดี้พรีเมียร์ได้มาตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงวันนี้ แต่ก็ไม่แน่เสมอไปถ้าแฟนๆของวงต่างๆที่ยกมาพากันเอาใจช่วยพวกเขาอย่างเต็มใจ บางทีชื่อของวง Elbow อาจเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกกับอัลบั้มชุดล่าสุดนี้ก็ได้ ( สำหรับผมนั้นขอเอาใจช่วยอย่างเต็มที่ เนื่องจากชอบทั้งแนวทางของดนตรีและความมั่นคงในอุดมการณ์ของวง )

ความไม่แน่นอนสามารถแปรเปลี่ยนเป็นความแน่นอนได้เสมอและตลอดไป.

.........................................


อัลบั้ม Third

ศิลปิน Portishead

สังกัด Universal

10 กว่าปีที่ผลงานใหม่ของวง Potishead ขาดหายไปจากชั้นวางซีดี แผ่นเสียงของแฟนเพลงและร้านขายเพลง นอกจากงานบันทึกการแสดงสด ‘ Roseland NYC Live (1998) ’ทั้งในรูปแบบของซีดีและดีวีดี, งานโซโลอัลบั้ม ‘ Out Of Season (2003)’ ของนักร้องนำ Beth Bibbons & Rustin Man กับงานรับเชิญให้กับอีก 2-3 ศิลปิน และพาวงเข้าร่วมการแสดงสดเพื่อหารายได้ให้กับผู้ประสบภัยคลื่นสึนามิเท่า นั้น อยากรู้จังว่าเหล่าแฟนพันธุ์แท้ของวงดนตรีวงนี้ กับผู้คนในวงการดนตรีโลกต้องการฟังอะไรหรือดนตรีแบบไหนจาก Portishead ?

ถ้า เราย้อนกลับไปที่อัลบั้มชุดแรก ‘ Dummy (1994)’ ซึ่งพวกเขาได้สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้กับวงการดนตรี ด้วยสำเนียงเสียงร้องอันโหยหวนครวญครางที่แสดงให้เห็นถึงความระทมทุกข์อัน หนักหนาสาหัส กับความอ้างว้างโดดเดี่ยวมืดทึมตลอดกาลของชีวิตที่เกิดและเติบโตในเมืองบริ สตอล ประเทศอังกฤษ บนท่วงทำนองและจังหวะที่แช่มช้าคล้ายการทอดน่องของชาวเมืองบริสตอล ซึ่งนักวิจารณ์ต่างลงมติเห็นพ้องต้องกันเรียกมันว่า ‘ Trip Hop Music ’ โดยมีวงอย่าง Massive Attack , The Wild Bunch และ Tricky ที่อาศัยอยู่เมืองเดียวกันเป็นต้นแบบ และมาร่วมกันโปรดิวซ์อัลบั้มชุดนี้กับ Nallee Hooper อีกคน 2 ซิงเกิลแรก ‘ Numb ’ และ ‘ Sour Times’ ได้สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงที่แปรเปลี่ยนเป็นความโด่งดังให้กับ Beth Gibbons และ Geoff Barrow ในนามของวง Portishead จนประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด ส่วนอัลบั้มต่อมา ‘ Portishead (1997)’ พวกเขาทั้งสองและมือกีตาร์แจ๊สรับเชิญจากอัลบั้มแรก Adrian Utley ได้มาร่วมกันโปรดิวซ์ให้อัลบั้มชุดนี้ประสบความสำเร็จได้เหมือนเดิมกับ 3 ซิงเกิลฮิต ‘ Cowboys ’, ‘ Over ’ และ ‘ All Mine ’ แล้วชื่อของวง Portishead ก็หายเงียบไปจากวงการมาจนถึงวันนี้...........

แล้วถ้าเรา จะก้าวเข้าไปสู่แกนกลางของดนตรีทริปฮอปกันบ้างหล่ะ ! ความจริงมันคือจังหวะฮิปฮอปที่ลดความเร็วลงมาเท่าตัวที่กลายเป็นโครงสร้าง สำคัญของดนตรีแนวนี้ แต่ถ้าตั้งใจฟังกันดีๆจังหวะหรือบีทของดนตรีทริปฮอปนั้นแทบไม่มีความต่างจาก ดนตรีบลูส์ยุคแรกเริ่มแม้แต่น้อย นักวิจารณ์บางสำนักจึงเรียกดนตรีของพวกเขาว่า ‘ Nu- Blues ’ ด้วยเช่นกัน แต่ถ้านำดนตรีของ Portishead มาใส่หลอดทดลองแล้วลองเขย่าแยกธาตุกับสารเคมีที่ผสมผสานกันอยู่ เราก็จะได้เห็นส่วนประกอบหลักของสารเคมีทางดนตรีต่างๆดังต่อไปนี้ ดนตรีพังค์, ดนตรีร็อค, ดนตรีบลูส์,ดนตรีแจ๊ส,ดนตรีฮิปฮอปและดนตรีอิเลคโทรนิกาในหลายๆภาคส่วนทั้ง เทคนิคและสารพันเอฟเฟคท์ ในส่วนของธาตุหลักๆก็เห็นจะมี ความอ้างว้างโดดเดี่ยว, ความทุกข์ระทม, ความโกรธถึงขั้นเกรี้ยวกราด, ความโศกเศร้าถึงขั้นหดหู่ และเสียงร้องอันโหยหวนครวญครางบนเนื้อหาที่ถ่ายทอดและแสดงอาการของความเจ็บ ป่วยจากรอยแผลที่อยู่ภายในใจออกมาอย่างสุดขั้ว

จากข้อเท็จจริงใน ชีวิตที่ประสบมาบวกความกล้าที่จะแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ในแง่การนำเสนอ อารมณ์และความไพเราะจากแนวดนตรีเมนสตรีมและอินดี้อื่นๆ เลยทำให้การทำงานทางดนตรีในแต่ละครั้งของวงนี้ เป็นที่จับตามองและรอคอยกันอย่างใจจดใจจ่อระคนความหวาดกลัวที่เต็มใจรับฟัง ด้วยความปิติยินดี ทั้งจากผู้คนในวงการและแฟนเพลงของพวกเขา 10 กว่าปีที่รอคอยจึงสิ้นสุดลงที่สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ‘ Third ’ ซึ่งประกอบด้วย 11 แทร็ค ดังต่อไปนี้ ‘ Silence ’, ‘ Hunter ’, ‘ Nylon Smile ’, ‘ The Rip ’, ‘ Plastic ’, ‘ We Carry On ’, ‘ Deep Water ’, ‘ Machine Gun ’, ‘ Small ’, ‘ Magic Doors ’ และ ‘ Threads ’

ก่อนที่ จะไปถึงภาคของดนตรี ลองพิจารณาชื่อเพลงแต่เพลงให้ดีจะเห็นได้ว่า ทางวงได้เริ่มเปลี่ยนทิศทางของเนื้อหาจากเรื่องราวส่วนตัวและวิถีชีวิตอัน ลำเค็ญของของพวกเขาบนแผ่นดินแม่ ไปสู่เรื่องราวอันระทมทุกข์กับภัยพิบัติต่างๆของผู้คนในโลกใบนี้แทน แต่ละเพลงจึงมีเนื้อหาที่ตีกระทบไปถึงทุกภาคส่วนขึ้นอยู่กับว่าใครจะตีความ ไปถึง ส่วนในภาคของดนตรีนั้นแม้โครงสร้างต่างๆยังคงใช้ส่วนผสมที่เป็นสูตรเคมีกับ ธาตุเดิมๆ แต่ในพาร์ทของซาวน์ดอิเลคโทรนิกส์ที่เป็นการแซมเพลอร์และเอฟเฟคท์ต่างๆนั้น พวกเขาเพิ่มเติมความสยองขวัญสั่นประสาทลงไปมากขึ้นกว่าเดิมแบบไม่ยั้งมืออีก ต่างหาก เพื่อแสดงให้เห็นชัดถึงภาพกว้างของสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกทั้งในอดีต ที่เพิ่งผ่านพ้น ปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ สัดส่วนต่างๆของดนตรียังคงกลมกล่อมลงตัวตามสไตล์ของ Portishead ที่เรารู้จักและคุ้นเคย แต่ในเรื่องของความยากง่ายในการฟังและการขยายฐานไปสู่ผู้ฟังในวงกว้างนั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ยากพอๆกับทำให้โลกนี้หายร้อนและกลับมาเย็นสบายเหมือน 100 ปีที่ผ่านมา แทร็คที่พอจะสัมผัสความไพเราะและสัดส่วนของดนตรีไม่ซับซ้อนมาก ก็เห็นน่าจะเป็นแทร็ค ‘ Magic Doors ’ ที่โดดเด่นในทุกๆสัดส่วน

มี มนุษยชาติน้อยคนนักที่มีความกล้าหาญที่จะเปิดเผยและยอมรับถึงด้านมืดที่เจ็บ ปวดอย่างจริงใจ และมีวงดนตรีน้อยวงเช่นกันที่กล้าควักตับไตไส้พุงและเครื่องในทั้งหมดออกมา ให้ผู้คนทั้งโลกได้รับฟังและทัศนา แต่วงอย่าง Portishead คือวงดนตรีวงนั้น ความไพเราะและความยากง่ายในการฟังให้เข้าใจหรือความต้องการอย่างชัดเจนว่า ดนตรีที่พวกเขาเล่นนั้นเป็นแนวไหน ดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าเดิมหรือไม่กับอัลบั้มชุดนี้ จึงถูกตีตกไปโดยไม่มีความจำเป็นต้องนำมากล่าวอ้างอีกต่อไป แค่พวกเขายังมีพลังและกำลังใจที่ผลิตงานดนตรีชั้นเยี่ยมแบบดิบๆและจริงใจออก มาให้เราได้ฟังอยู่ เท่านี้ก็ไม่รู้จะหาสิ่งตอบแทนหรือใช้คำว่า ‘ ขอบคุณ ’ แบบไหนถึงจะชดใช้คืนพวกเขาอย่างคุ้มค่า

‘ Third ’ คือความจริงบางส่วนที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ด้วยน้ำมือของพวกเราทุกคน แต่เรากลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้และกล้าไม่มีใครกล้าที่จะยกมือยอมรับผิด.

.........................................


อัลบั้ม Hey Ma

ศิลปิน James

สังกัด Universal

ขอ นำคุณไปรู้จักกับอีกหนึ่งวงดนตรีที่มาจากเมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งบุกเบิกซีนดนตรี ‘ Brit Pop ’ ร่วมกับวงแถวหน้าอย่าง The Smiths และยังก้าวล่วงไปร่วมกันปลุกปั้นแนวดนตรี ‘ Baggy ’ หรือ ‘ Indy Dance / Acid House ’ กับวงอิเลคโทรนิคพ๊อพอมตะที่อยู่เมืองเดียวกันอย่าง New Order และ The Stones Roses ในเวลาต่อมาอีกต่างหาก สาวกทีมอีแร้ง เอ้ย หงส์แดงจากบ้านใกล้เมืองเคียงคงไม่ว่ากันนะ เพราะเรายังคงยอมรับอย่างจริงใจเสมอว่า ดนตรีจากเมืองลิเวอร์พูลอย่างวงสี่เต่าทองและอีกหลายสิบวงนั้น ก็ยิ่งใหญ่อยู่ในใจเราเสมอและตลอดไปยกเว้นทีมฟุตบอลเท่านั้น หรือใครว่าไม่จริง ? 555

ซิงเกิล ‘ Sit Down ’ จากอัลบั้มชุดที่ 4 James ในปี 1991, ‘ Say Something ’, ‘ Laid ’ และ ‘ Sometimes (Lester Piggot)’ จากอัลบั้มชุดที่ 6 Laid ในปี 1993 กับ ‘ She’s a Star ’ จากอัลบั้มชุดที่ 7 Whiplash ในปี 1997 น่าจะเป็นเพลงที่อมตะและกึกก้องอยู่ในโสตประสาทของแฟนเพลงชาวไทยตลอดมา แม้
วง ดนตรีวงนี้จะเริ่มตั้งวงกันมาตั้งแต่ปี 1982 และยุบวงไปตั้งแต่ปี 2001 แล้วก็ตาม ด้วยความไพเราะบริสุทธิ์ของดนตรีพ๊อพชั้นดีที่เดินตามเงาของวงรุ่นพี่อย่าง The Smiths ทำให้วง James ได้รับการยกย่องว่า ‘ The 100 % Natural Pop Band ’ ตลอดกาลของเกาะอังกฤษมาจนถึงวันนี้ ทั้งการแสดงสด เนื้อหาของแต่ละเพลงและดนตรีที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอายของบริทพ๊อพที่อบอวลไปด้วยเครื่องเป่าหลากสีสัน และความนุ่นเนียนเบาบางของดนตรีอิเลคโทรนิค ที่แต่ละเพลงพร้อมจะกระโดดเข้าสู่ฟลอร์เต้นรำได้อย่างสบายๆ กับโครงสร้างของดนตรีที่เปิดทางไว้สำหรับทำเวอร์ชั่นรีมิกซ์ James จึงเป็นวงดนตรีที่คู่ควรกับคำยกย่องนั้นโดยไร้ข้อกังขาใดๆ (เฉกเช่นดับเบิ้ลแชมป์ของเรา ฮิฮิ)

9 อัลบั้มกับการเดินทางบนถนนสายดนตรีที่ทอดยาวถึง 20 ปีก่อนพักวง สมาชิกรุ่นแรกที่ประกอบด้วย Paul Gibertson – กีตาร์, Jim Glennie – เบส, Gavin Whelan – กลอง และ Tim Booth – นักร้องนำ จึงกระจัดกระจายเหลือแค่ Jim และ Tim เท่านั้นที่ประกาศกลับรวมตัวเข้าสตูดิโอทำอัลบั้มใหม่ Hay Ma ชุดนี้เมื่อปีที่แล้ว พร้อมกับสมาชิกใหม่อีก 5 คนในตำแหน่งที่ขาดหายไปอีกทั้งเพิ่มตำแหน่งเครื่องเป่าและโปรแกรมเมอร์เข้า มาด้วย เหล่าแฟนเพลงที่เลิกหวังว่าพวกเขาจะกลับมารวมตัวอีกครั้งจึงพากันตีปีกกันยก ใหญ่ เพราะการหาฟังดนตรีบริทพ๊อพชั้นดีที่มีความละมุนละไมในทุกตัวโน๊ตของวงดนตรี หน้าใหม่จากเกาะอังกฤษในวันนี้นั้นหายากเต็มที

‘ Hey Ma ’ เดินหน้าด้วยภาคกีตาร์โปร่งที่ฟุ้งกร่างสไตล์บริทพ๊อพขนานแท้ที่เป็น เอกลักษณ์เฉพาะตัวของวงมาตั้งแต่เริ่มต้น น้ำเสียงของ Tim ยังคงทรงพลังอย่างแจ่มชัดกับเนื้อหาที่เหมาะสมกับอายุของวง ‘ Waterfall ’ เจิดจ้ามาแต่ไกลกับเครื่องเป่าที่สีสันจัดจ้านพาลรำลึกถึงความรื่นเริงของ The Boo Radleys บวกกับริธึ่มของกีตาร์ตามวิถีของบริทพ๊อพที่หนักหน่วงพลุ่งพล่านแต่เนี๊ยบ หรูตามสไตล์ผู้ดีอังกฤษ มาถึงแทร็คโปรด ‘ Oh My Heart ’ ที่คล้ายเป็นการจับเอาจังหวะที่เรียบง่ายของ ‘ Say Something ’ มาผสมกับท่วงทำนองที่หวานฉ่ำของ ‘ She’s a Star ’ แล้วบวกรวมความลื่นใหลของ ‘ Sit Down’ แทร็คนี้จึงกระชากใจเราไปทั้งดวง ส่วนอีก 7 แทร็คที่เหลือ คุณจะได้ยินความกลมกลืนของดนตรี Baggy ที่พัฒนาตัวเองมาสู่วิถีของดนตรีพ๊อพแบบธรรมชาติซี่งเต็มไปด้วยความ บริสุทธิ์ของเหล่าสรรพเสียงที่ใสสะอาดตามสไตล์ของวง James ที่ได้รับอิทธิพลเพิ่มเติมมาจากการได้ออกงานเดี่ยวของ Tim กับโปรเจคท์ Booth And The Bad Angel เมื่อปี 1996 ร่วมกับคอมโพสเซอร์ชื่อดังของโลกอย่าง Angelo Badalamenti ซึ่งส่งผลให้แทร็คที่ 10 ‘ Of Monsters & Heroes & Men ’ และ ‘ I Wanna Go Home ’ ปิดท้ายอัลบั้มได้อย่างอิ่มเอิบและนุ่มลึก

Hey Ma เป็นหนึ่งในอัลบั้มดนตรีพ๊อพชั้นดีของปีนี้ ที่เด็กสารพันแนวทั้งหลายในยุคนี้ควรแบมือของตังค์แม่มาซื้อโดยความภาคภูมิใจ.

.........................................


อัลบั้ม The Odd Couple

ศิลปิน Gnals Barley

สังกัด Warner Music

ก้าว ที่ 2 ของวงดนตรีอัลเตอร์ – ฮิปฮอป-โซลฟังก์ – อันเดอร์กราวน์ดแร๊พ ที่สามารถสร้างอาณาจักรดนตรีอันเป็นเอกราชให้กับตัวเองได้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยอัลบั้มชุดแรก St. Elsewhere ในปี 2006 ที่มีซิงเกิล ‘ Crazy ’ ดนตรี Neo- Soul ระดับมาสเตอร์พีชเป็นเมืองหลวงที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับอาณาจักรของพวก เขาอมตะนิรันดร์กาล และ 2 หนุ่มเพี้ยนระดับอัจฉริยะก็ได้ถูกยกระดับให้เป็นเทพขึ้นนั่งบรรลังค์ครอบ ครองพื้นที่อันกว้างใหญ่ในโลกดนตรีอย่างปรีย์เปรมตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

Danger Mouse และ Cee – Lo เป็นคู่หูมนุษย์ทองคำที่ศิลปินระดับแถวหน้าของวงการดนตรีโลกทั้งสองฝากฝั่ง ต้องการตัวมาร่วมงานมากที่สุด หลังจากที่เข้าไปแสดงอิทธิฤทธิ์โดยช่วยทำให้อัลบั้ม ‘ Demon Days ’ ของวง Gorillaz ดังระเบิดโลก ซึ่งไม่จำเป็นต้องนับงาน Mash-Up แจ้งเกิดดังเปรี้ยงใหญ่ก่อนหน้าคือ ‘ The Grey Album ’ ที่พวกเขาเกิดอาการของขึ้นจับเอาเสียงของนาย Jay – Z จาก ‘ The Black Album ’ ไปชนกับดนตรีใน ‘ The White Album ’ ของวงสี่เต่าทอง และรวมถึงนาย Cee – Lo wfhไปให้เสียงประสานสุดสเน่หาไว้ในซิงเกิลฮิต ‘ Lil’ Star ’ ของ Kelis อีกต่อไป…..

แต่ละเพลงของพวกเขาทั้งในอัลบั้มแรกและ อัลบั้มชุดใหม่ ‘ The Odd People ’ นี้ ส่วนใหญ่ล้วนมีความยาวไม่เกิน 3 นาทีหรือ 3 นาทีกว่าๆคล้ายเพลงพังค์ หลายๆคนจึงเกิดความสงสัยว่าทำไม ? คำตอบง่ายนิดเดียว เพราะพวกสร้างเพลงต่างๆไว้เพื่อรีมิกซ์ในการแสดงสดเท่านั้น จึงทำให้เราอารมณ์ค้างเมื่อฟังแยกเฉพาะเพลง แต่ถ้าฟังติดต่อกันรวดเดียวจบคุณจะได้เห็นภาพรวมและรสชาติของความมันที่แสบ สันต์ไปถึงขั้วหัวใจเลยทีเดียว ส่วนการแสดงสดของพวกเขานั้นขอยืนยันนอนยันว่า สนุกและมันส์กว่ามันฝรั่งยี้ห้อใด ( ว่างก็ลองคลิ๊กหาดูกันได้ตามเว๊บต่างๆ)

ไล่ เรียงมาตั้งแต่แทร็คแรก ‘ Charity Case ’ ที่เปิดฟลอร์ให้ลุกเป็นไฟหรือโยกตัวตามไปกับจังหวะ midtempo ที่ฮิปฮอปก็ไม่ใช่ เบรคบีทหรือดรัมแอนด์เบสก็ไม่เชิง แต่กลับเป็นดนตรีโซลฟังก์ที่พร้อมจะกระโดดทะลุมิติไปสู่บีทต่างๆโดยไร้ร่อง รอย โดดเด่นด้วยเสียงแหลมเล็กของ Cee – Lo แต่ไพเราะออดอ้อนตรงที่ประสานกันเป็นเนื้อเดียว ท่อนฮุคที่พร้อมจะติดปากคุณไปทุกที่แถมมีหลายท่อนให้เลือกอีกต่างหาก ดนตรีที่ฟังดูคล้ายซับซ้อนด้วยเลเยอร์ของเสียงต่างๆ กลับฟังดูเรียบง่ายเพราะเน้นที่จังหวะของบีทให้ชัดเพียงอย่างเดียว และจบอย่างห้วนๆโดยไม่ต้องออกอาการอ้อยอิ่งในการร่ำลา, ‘ Who’s Gonna Safe My Soul’ คือภาคต่อของซิงเกิลอมตะตลอดกาล ‘ Crazy ’ แต่ไม่ลื่นใหลเท่า, ‘ Going On ’ และ ‘ Run ( I’m A Natural Disaster) ’ เป็นดนตรีโซลฟูล-เบรคบีทและดรัมแอนด์เบสอ่อนๆที่นำไปมิกซ์ต่อกับ ‘ Go Go Gedget ’, ‘ St. Elsewhere ’ และ ‘ Who Cares’ ได้โดยไร้รอยขีดข่วน, ‘ Would Be Killer ’ และ ‘ Open Book ’ คือมาสเตอร์พีชชิ้นใหม่ของดนตรีโซลที่ก้าวข้ามมิติไปร่วมรักกับดนตรีแจ๊ส โดยมีดนตรีจังเกิ้ลเป็นเตียงอันแข็งแรง และมีความนุ่มหวานปานสายไหมของเสียงเครื่องสายรองรับเป็นฟูก, ‘ Whatever ’ และ ‘ Surprise ’ คือดนตรีนีโอโอลด์สคูลฟังก์ที่บริษัท Virgin Space นำไปเปิดให้ผู้โดยสารระดับวีไอพีทั้งหลายเต้นรำในคลับปาร์ตี้บนยานอวกาศท่อง เที่ยวนอกโลกอีก 10 ปีข้างหน้า………………….

Gnals Barkley คือวงดนตรีที่ปฏิวัติดนตรีโซลแท้ๆให้กลายเป็นดนตรีโซลแห่งสหัสวรรษหน้า เพื่อรองรับผู้คนยุคปัญญาประดิษฐ์จับมันไปแปรรูปให้กลายเป็นดนตรีพ๊อพและ ดนตรีเต้นรำของคอเพลงและบรรดาเท้าไฟในยุคนั้นอีกที ถ้าอยากเข้าใจง่ายๆก็คือ ดนตรีที่คุณสามารถเห็นถึงอวัยวะทุกสัดส่วนที่ประกอบขึ้นมาอย่างประณีตบรรจง แม้จะมากไปด้วยเลเยอร์ของเอฟเฟคท์และท่อนแซมเพลอร์ต่างๆที่คล้ายจะยุ่งยาก ซับซ้อน เพราะมันมีทั้งเสียงของอดีต ปัจจุบันและอนาคต อัดแน่นอยู่ในที่เดียวกันทั้งหมด แต่ถ้าตั้งใจฟังดีๆคุณสามารถแยกเสียงต่างๆเหล่านั้นออกมาได้อย่างแจ่มชัดหมด จด

คล้ายซับซ้อนแต่เรียบง่าย คล้ายฟังยากแต่ไพเราะ คล้ายโบราณคร่ำคร่าแต่ก้าวหน้าสุดล้ำนำสมัย คล้ายมั่วซั่วแต่กลับอัจฉริยะ คล้ายไม่ดังแต่กลับระเบิดโลกมาแล้ว ที่กล่าวมาทั้งหมดมีแต่วงระดับเทพแห่งอาณาจักร Neo – Soul หรือ Alternative Rap ที่ชื่อ Gnals Barkleys วงนี้วงเดียวเท่านั้นที่ทำได้

ไม่เชื่อก็ลองทำตามดูซิว่าทำได้เหมือนหรือเจ๋งกว่าพวกเขาหรือไม่ ? แต่ห้ามใช้เครื่องถ่ายซีร๊อกซ์ทำนะ !

.........................................


อัลบั้ม Red

ศิลปิน Guillemots

สังกัด Universal

แทร็ค ‘Standing On The Last Star’, ‘ Cockateels’, ‘ Words ’ และ ‘ Take Me Home ’ ได้ใจเราไปหมดทั้งดวง ด้วยน้ำเสียงอันไพเราะแหลมสูงแต่หวานจับใจ กลิ่นอายดนตรีพ๊อพร็อคยุค 80s เลื่อนลอยอ้อยอิ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับเมโลดี้อันเรียบง่าย เนื้อหาคมคายใช้ภาษาไม่โหลและสูงจนเกินไป แต่ให้ความลื่นใหลและลุ่มลึกไม่ต่างไปจากแทร็คบัลลาดของ The Police, Jeff Buckley, James, The Waterboys หรือ Van Morrison แต่ช่วงร้องในท่อนฮุคกลับนึกถึงเสียงหวานๆลอยของ Bono แห่งวง U2 แม้ จะไม่ยอดเยี่ยมได้ถึงระดับอมตะตลอดกาลอย่าง ‘ With Or Without You ’ ก็ตาม ทั้งสี่แทร็คนี้เป็นเพลงในลำดับที่ 9, 7, 8 และแทร็คสุดท้ายจากอัลบั้มล่าสุดที่มีชื่อเป็นมงคลว่า ‘ Red ’ ( ถ้ามี Devils ตามหลังด้วยน่าจะศิริมงคลมากกว่านี้ ฮิฮิ )ของวงดนตรีหน้าใหม่สดซิงจากมหานครลอนดอนนาม Guillermots ที่กระโจนเข้าร่วมรบในสงคราม ‘ การกลับมาของดนตรีอัลเตอร์ฯ ภาค 2 ’ อย่างเต็มตัว โดยมีสมาชิกหลายเชื้อชาติมารวมตัวกันเป็นวงนี้( คล้ายๆทีมดับเบิ้ลรองแชมป์จัง) เริ่มต้นจากนักร้องนำชาวอังกฤษนาม Fyfe Dangerfield ที่มีพื้นฐานการร้องเพลงคลาสสิคและการเล่นเปียโนมาก่อน, MC Lord Magrao มือกีตาร์สไตล์บราซิเลี่ยน, Greig Stewart มือเพอร์คัสชั่นชาวสก็อตแลนด์ และ Aristazabal Hawkers เล่นดับเบิ้ลแบส

ตั้งแต่ เริ่มตั้งวงกันได้ในปี 2004 พวกเขาก็ตะเวณเล่นไปทั่วอังกฤษจนมีแฟนเพลงขาประจำกลุ่มใหญ่ เมื่อประสบการณ์แก่กล้าโอกาสงามๆก็ตามมา ได้รับคำเชิญให้เล่นเป็นวงเปิดของนาย Rufus Wainwright ในปีต่อมาทันที ดนตรีพ๊อพยุค 80s ที่พวกเขานำมารีไซเคิลใหม่โดยนั้น ถูกเน้นย้ำที่ท่วงทำนองอันเรียบง่ายติดหูซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของยุคนั้น แต่ซาวน์ดอิเลคโทรนิคที่เป็นแรงบันดาลใจอย่างใหญ่หลวงก็ยังคงมีบทบาทอยู่ ใกล้ๆ EP ชุดแรก ‘ I Saw Such Things In My Sleep ’ กับมินิอัลบั้ม ‘ From The Cliffs ’ และอัลบั้มชุดแรก ‘ Through The Windows ’ ในปี 2006 ได้กลายเป็นรากฐานอันมั่นคงที่ผลักดันให้พวกเขาก้าวขึ้นสู่วงที่ถูกจับตามอง มากที่สุดทันทีเช่นกันกับอัลบั้มชุดนี้

ไตเติ้ลแทร็ค ‘Kriss Kross’ ดนตรีร็อคที่มีอินโทรเมามายแต่อลังการ จนน่านำไปใช้เปิดหนังสไตล์ผจญภัยในโลกยุคไซเบอร์ที่ดันหลงมิติเวลาหลุดไป อยู่ในยุค 80s คล้ายวง Queen ทำซาวน์ดแทร็คให้กับภาพยนตร์ Flash Gordon และหาทางกลับมาในยุคปัจจุบันโดยใช้คอมพิวเตอร์ยุคเครื่องอะตาริเพื่อล็อกอิน ติดต่อผ่านแทร็ค ‘ Big Dog ’, ‘ Get Over It ’ และ ‘ Last Kiss ’ ทั้งสี่แทร็คนี้เราจะได้ยินสำเนียงดนตรีแสนเท่ของ Dexys Midnight Runners, The Clash และ New Order ได้ชัดเจนทั้งสองหู

แม้ดนตรีโดยรวมทั้ง อัลบั้มจะมีหลากอารมณ์ทั้งเร็วและแช่มช้ากึ่งหลอน คล้ายฟัง The Stone Roses สลับกับ Super Furry Animals หรือ The New Radicals บ้าง แต่แนวทางดนตรีพ๊อพร็อค 80s รีไซเคิลของพวกเขาก็มีแรงดึงดูดและเสน่ห์อันเร้าใจเราเพียงพอ ที่จะประกาศตัวเป็นแฟนเพลงขาประจำของพวกเขาได้อย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยเหตุผลง่ายๆคือ วง Guillemots เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า พวกเขาได้ทำอะไรลงไป ?

อะไรที่เป็นสีแดงแถมรวมตัวกันเป็นก้อนกลม เกลียวดังรูปปกหน้าย่อมแรงและนำหน้าเสมอ ยกเว้นพวกตระกูลสัตว์ปีก.......ใช่มั้ยครับเหล่าสาวกปีศาจแดงทั้งหลาย ?

.........................................


อัลบั้ม Songs In A&E

ศิลปิน Spiritualized

สังกัด Universal

ยอม รับว่าเริ่มฟังผลงานของวงนี้อย่างจริงจังจากอัลบั้ม Pure Phase ในปี 1995 ตอนที่มีสมาชิกแค่ 3 คนคือ Jason Pierce แกนนำที่ร้องนำและเล่นคีย์บอร์ด Kate Radley (ภรรยาสุดที่รักของนาย Richard Ashcroft แห่ง The Verveในเวลาต่อมา) เล่นกีตาร์ และ Sean Cook เล่นเบส แต่ EP 3 ชุด แรกในปี 1991 คือ Feel So Sad, Run/ I Want You และ Smile กับอีก 2 อัลบั้ม Lazer Guided Melodies (1992) และ Fuck Up Inside (Live ) ในปีต่อมา ผมไม่มีโอกาสได้ฟัง เพราะช่วงนั้นต้นสังกัดในบ้านเรายังไม่ยอมเอามาขาย แต่แค่แทร็คต่างๆในอัลบั้ม Pure Phase ก็ทำให้ผมเมามายและจมดิ่งจนจำบ้านเลขที่แทบไม่ได้ เพราะดนตรีของวงนี้ไม่ได้มีความไพเราะดังชาวบ้านชาวช่องเขานิยมทำกัน หน้าปกที่ดำมืดประหนึ่งอัลบั้ม Black ของ Mattallica แต่ไม่แข็งปานภูผาและหนักกระโหลกเลยแม้แต่น้อย กลับหลอนและล่องลอยคล้ายกรอกยาพาราเซ็ทตามอล 500 มิลลิกรัม จำนวน 50 เม็ดเข้าปากแล้วตบวอดก้าอีกขวด หลังจากนั้นก็นอนแผ่หราลงบนเตียงแล้วปิดไฟเพื่อด่ำดิ่งสู่โลกแห่งรัตติกาล ที่มืดมิดไร้แม้แสงสว่างของดวงดาวดวงใดจากจักรวาลอันไกลโพ้น ดนตรีนีโอ-ไซคีเดอเลีย, Noise Pop, Dream Pop, Ambient Pop, Shogezer, Space Rock และ Post Rock / Experimental คือคำจำกัดความที่เหล่านักวิจารณ์และแฟนเพลงใช้เรียกดนตรีทั้งหมดจากทุก อัลบั้มของพวกเขา

ตั้งแต่นาย Jason เริ่มทำงานดนตรีกับวงแรกของเขาที่ชื่อ Spaceman 3 ผู้คนทั้งวงการดนตรีของอังกฤษ ก็รู้จักเขาเป็นอย่างดีกับงานดนตรีเพี้ยนๆกึ่งทดลองสไตล์ร็อคผสมดนตรีทรานส์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานดนตรีพ๊อพอาร์ตสุดเซอร์ของ Velvet Underground, Le Monte Young และ Steve Reich อย่างเต็มๆ งานดนตรีของ Spaceman 3 จึงมีความไพเราะบิดเบี้ยวแต่งดงามอยู่ในที ไม่ต่างไปจากการให้นาย Brian Wilson แห่ง The Beach Boys มาร้องนำให้กับงานดนตรีทดลองที่เสร็จสมบูรณ์ของ Phil Spector แถมนาย Jason ได้ให้ความหมายดนตรีของเขาไว้อย่างน่าเมาว่า ‘ taking drugs to make music to take drugs to ’ แฟนสีสันคนไหนอยากลองของดีๆแบบนี้ ก็ลองค้นหาอัลบั้มของ Spaceman 3 มาฟังดูเองแล้วกัน

ปี 1997 อัลบั้ม Ladies and Gentleman We Are Floating In Space ได้นำรายชื่อของวง Spiritualized ก้าวขึ้นสู้ทำเนียบวงไซคีเดอลิคร็อคแถวหน้าของอังกฤษ และอัลบั้มบันทึกการแสดงสด Royal Albert Hall October 10 1997 ที่แสดงร่วมกับ The Balanescu Quartet และ The London Community Gospel Choir แล้วออกวางขายในปี 1998 นั้น ได้ถูกย่องให้เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มบันทึกการแสดงสดยอดเยี่ยมตลอดกาลของวงการ ดนตรีร็อคอังกฤษไปในที่สุด หลังจากนั้นก็มีการสลับสับเปลี่ยนสมาชิกเข้าๆออกๆโดยมีผลงานตามมาอีก 2 อัลบั้มคือ Let It Come Down (2001) กับ Amazing Grace ในปี 2003 โดยยังมีนาย Jason เป็นแกนนำอยู่เหมือนเดิม

ถ้าใครเป็นแฟนเพลงระ ดับฮาร์ดคอร์ของวงนี้จะรู้ดีว่า นาย Jason เป็นคนที่หลงใหลในคำว่า ‘ Drugs ’ มาก แม้ความหมายของยาในที่นี้ไม่ใช่ยาเสพติดเสมอไปอาจเป็นยาขนานใดหรือประเภทไหน ก็ได้ แต่สิ่งที่ยืนยันคำนี้ได้คือ การออกแบบปกและกล่องซีดีตั้งแต่อัลบั้ม Ladies and Gentleman We Are Floating In Space เป็นต้นมา พวกเขาใช้ดีไซน์ของกล่องยามาเป็นจุดเด่นของอาร์ตไดเร็คชั่น อัลบั้มล่าสุด Songs In A&E ชุดนี้ก็เช่นกัน ตัวอักษรสีเขียวบนพื้นสีขาวนั้นส่งกลิ่นขมของยาหรือกลิ่นอายของโรงพยาบาลมา ถึงจมูกเราตั้งแต่แรกเห็น ยิ่งเมื่อได้คลี่ปกออกมากลายเป็นโปสเตอร์ขนาดเล็ก ก็จะเห็นภาพของปลายเข็มฉีดยาทุกประเภทและทุกขนาดที่ใช้กันในทุกโรงพยาบาล วางเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบกลายเป็นภาพศิลป์ที่น่ากลัวและขนลุกเกรียวใน บัดดล (เฉพาะคนที่กลัวเข็มฉีดยายิ่งกว่าสิ่งใดในโลกเหมือนกับผม)

18 แทร็ค ที่เบิกโรงด้วยเข็มแรกกับ Harmony 1 ( Melootron) ได้พาเราเข้าสู่อวกาศอันเวิ้งว้างของดนตรีร็อคที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางห่าของ เข็มฉีดยา และพาเราผ่านเข้าสู่ความเมามายที่ขมและอมด้วยความหวานของแทร็ค ‘ Sweet Talk ’ ความไพเราะของแทร็คนี้ได้ดึงวิญญานเราหลุดออกจากร่างกระโดดเข้าใส่แทร็ค ‘ Death Take Your Fiddle ’ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความอมตะและนิรันดร์แห่งห้วงอวกาศอันไร้ขอบเขต ‘ I Gotta Fire ’ และ ‘ Soul Of Fire ’ คือการได้พบจุดเริ่มต้นของคำว่า ‘ จิตและวิญญานเสรี ’ ของดนตรีร็อคแอนด์โรลที่ละเอียดอ่อนจนยากจะจับต้องและเห็นด้วยตาเปล่า ปิดพาร์ท 1 และ Intermission ด้วยแทร็ค ‘ Harmony 2 ( Piano)’ .............................

อัลบั้ม Pure Phase และ Ladies and Gentleman We Are Floating In Space ทำให้ผมเสพติดดนตรีของ Spiritualized อย่างงอมแงม แต่อัลบั้ม Songs In A&E กลับทำให้ผมโอเวอร์โดสไปเกือบ 3 รอบ จนไม่สามารถยกตัวอย่างแทร็คยอดเยี่ยมของวงต่างๆอาทิ The Verve, Sun Ra, John Coltrane, Sam Cooks, Dr. John, Neil Young, Flying Saucer Attack, Jane’s Addiction, Marvin Gaye, My Bloody Valentine, Sigur Ros, The Beta Band หรือ Mercury Rav ฯลฯ เป็นต้น มาเปรียบเทียบกับแทร็คต่างๆซึ่งงดงามไพเราะแต่อุดมไปด้วยความขมที่เกิน บรรยายจากอัลบั้มชุดนี้

นี่คือดนตรี สเปซร็อค / นีโอ- ไซคีเดอเลีย ที่ถูกเลือกใช้เปิดกล่อมแทนการดมยาสลบก่อนเข้าห้องผ่าตัด และเปิดให้ชิลล์ผ่อนคลายจากอาการเจ็บหลังฟื้นจากฤทธิ์ยา.

.........................................


อัลบั้ม Sleep Through The Static

ศิลปิน Jack Johnson

สังกัด Universal

เจ้า ของค่าย Brushfure Records ซึ่งมีศิลปินผู้ร่วมอุดมการณ์รักโลก รักธรรมชาติและรักในการเสิร์ฟคลื่นอยู่ในสังกัดมากมายหลายคน แนวดนตรีจากค่ายของเขาเน้นความโปร่งใสในเสียงอะคูสติกกีตาร์เป็นหลัก เนื้อหาเน้นในเรื่องของความรัก ความรัก ความเข้าใจและมองโลกในแง่ดีต่อสิ่งรอบๆตัว โดดเด่นด้วยเสียงร้องอันอบอุ่นและเป็นมิตร โดยเฉพาะงานเพลงในอัลบั้มต่างๆที่ผ่านมาของนาย Jack Johnson เอง ได้กลายเป็นตัวแทนหรือโลโก้ของค่ายไปโดยปริยาย

14 แทร็คในอัลบั้ม Sleep Through The Static ซึ่งเป็นผลงานชิ้นล่าสุดนี้ ไม่มีการก้าวกระโดดไปจากจุดยืนจุดเดิมเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นแทร็ค ‘ All At Once ’, ‘ Sleep Through The Static ’, ‘ Angel ’, ‘ Enemy ’, ‘ Go On ’, ‘ They Do, They Don’t ’ จนถึงแทร็คสุดท้าย ‘ Losing Keys ’ เขายังคงมอบความงดงามทั้งเนื้อหาและท่วงทำนองที่เรียบง่ายสะอาดสะอ้าน จนสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ใจในสิ่งที่เขาต้องการสื่อให้กับคนฟัง แทร็ค ‘ Hope ’ น่าจะเป็นแทร็คที่ฮิตติดหูเคียงคู่กับ ‘ Better Together ’ แทร็คอมตะจากอัลบั้ม In Between Dreams ไปอีกนานเท่านาน

Jack บันทึกเสียงอัลบั้มชุดนี้จากพลังงานโซล่าเซลล์และวัสดุรีไซเคิล 100 % ในการทำปกอัลบั้มและซีดี มอบรายได้ 1 % ให้กับองค์กร For The Planet ดังนั้นอรรถรสที่เราจะได้รับจากดนตรีในอัลบั้มชุดนี้ จึงมีความบริสุทธิ์สดใสซื่อสัตย์และจริงใจในทุกๆด้านเกิน 100 %

.........................................


อัลบั้ม The Cardigans Best Of

ศิลปิน The Cardigans

สังกัด Universal

แม้ คนฟังเพลงทั่วจะรู้จักวง The Cardigans จากซิงเกิลฮิต ‘ Love Fool ’ ที่ถูกนำไปเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง ‘ Romeo & Juliet ’ ก็ตาม แต่ในแวดวงของนักฟังเพลงอินดี้พ๊อพทั้งหลายต่างพากันลุ่มหลงในดนตรีสวี ดิชพ๊อพใสๆของพวกเขาทั้ง 5 คน ที่มีสาวสวยเสียงหวานนาม Nena Persson มาตั้งแต่อัลบั้มแรก Emmerdale( 1994 ) จนถึงอัลบั้มล่าสุด Super Extra Gravity โดยไม่เคยปันใจให้กับวงสวีดิชวงอื่นๆเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุผลที่เรียบง่ายคือ ดนตรีของ The Cardigans ที่ประกอบด้วยโครงสร้างของดนตรีบริทพ๊อพ-ร็อคนั้น มีความเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดทั้งตัวดนตรีและเนื้อหา ประวัติศาสตร์ของวงการเพลงในประเทศสวีเดนจึงจำเป็นต้องบันทึกต่อจากเรื่อง ราวของวง Roxxette ด้วยความภาคภูมิใจ

ทั้ง 6 อัลบั้มของ The Cardigans มีเพลงฮิตเพลงดังมากมาย แม้จะไม่โดดเด่นเท่า ‘ Love Fool ’ แต่ทุกๆเพลงก็มีความโดดเด่นในแง่ของท่วงทำนองและความไพเราะอยู่ในตัวมันเอง เสียงร้องของสาว Nena คือตราที่ประทับและรับประกันความยอดเยี่ยมลงบนทุกๆแทร็คของดนตรีจากวงที่ ชื่อ The Cardigans เสมอ และแฟนเพลงทุกคนก็ยอมรับมันตลอดไปเช่นกัน

46 แทร็คจาก 2 ซีดีในอัลบั้มชุดนี้จึงคู่ควรกับคำว่า The Best ด้วยความสัตย์จริง !

.........................................


อัลบั้ม Day Trip

ศิลปิน Pat Metheny w / Christian McBride & Antonio Sanchez

สังกัด Warner Music

เคย หาเรื่องถกเถียงกันเล่นๆกับเพื่อนๆเกี่ยวกับดนตรีของ Pat Metheny ว่าน่าจะเรียกดนตรีของเขาเป็นแนวไหนดี เพราะความละเมียดละไมในตัวโน๊ต 7 ตัวที่เขากรีดนิ้วผ่านสายกีตาร์ทั้ง 6 เส้นนั้น ช่างเร้าใจ ร้อนแรง อบอุ่น อ่อนหวาน นุ่นเนียนและพริ้วไหวในทุกกรณี บางคนบอกว่า มันคือ Fusion แต่อีกคนเถียงคอเป็นเอ็นว่า Post Pop บางคนก็ย้ำว่าเป็น Progressive Jazz อีกหลายคนยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเป็น Contemporary Jazz และอีกหลายๆคนเช่นกันก็นอนยันว่ามันคือดนตรี Folk Jazz แต่คำตอบสุดท้ายและถูกต้องที่สุดคือ Jazz นั่นแหละ

แต่ดนตรีแจ๊ส ของ Pat มันเรียบง่ายและมีจังหวะจะโคนที่จับต้องได้กว่าแจ๊สแบบมาตรฐานทั่วไป ชื่อเสียงของเขาจึงกระจายไปอยู่กับคอเพลงหลายๆกลุ่ม ผลงานดนตรีของเขาตั้งอัลบั้มชุดแรกในปี 1975 เป็นต้นมาจึงกลายเป็นดนตรีแจ๊สที่คนฟังเพลงพ๊อพ ร็อค เฮฟวี่เมตัล บลูส์ โฟล์ค และ ฯลฯ รู้จักและชอบเปิดฟังในทุกกาละเทศะเสมอและตลอดมา

Day Trip จึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่ Pat จับเอาความปลอดโปร่งและทัศนียภาพอันสดใส จากการเดินทางอันยาวนานบนถนนสายดนตรีของเขามาตั้งแต่อายุ 13 ปี ถ่ายทอดผ่านสีสันอันอบอุ่นเจิดจ้าของเสียงบรรเลงกีตาร์ที่คลอเคล้าไปกับ เสียงเบสอันลุ่มลึกของ Christian McBride และเสียงกลองอันคึกคักโดย Antonio Sanchez ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายละตินอย่างพอดิบพอดี

10 แทร็คของ Day Trip คือภาพวาดที่ใช้ตัวโน๊ตละเลงและป้ายสีสันของดนตรีแจ๊สลงบนเฟรมอย่างประณีต บรรจง เต็มไปด้วยแง่คิดและชีวิตชีวาที่น่าหลงใหลเชื้อเชิญให้เราออกเดินทางค้นหา เฉกเช่นภาพวาดอันโด่งดังสไตล์อิมเพรสชั่นนิสต์ของเหล่าศิลปินนามระบือในอดีต

.........................................


อัลบั้ม Explorer

ศิลปิน Funky Wah Wah

สังกัด Spicy Disc

อัลบั้ม ล่าสุดของศิลปินไทยนาม Funky Wah Wah กับบ้านหลังใหม่นาม Spicy Disc ค่ายเพลงขนาดกลางแหล่งรวมศิลปินชั้นดีหน้าใหม่มากมายหลายสไตล์ ผลงานก่อนหน้านี้ของ Funky Wah Wah ที่เป็นทั้งอัลบั้มเต็มและเพลงต่างๆที่ไปรวมกับอัลบั้มอื่นๆ ก็ล้วนวางแนวทางดนตรีอย่างชัดเจนกับดนตรีเต้นรำ ซึ่งเขาก็มีฐานแฟนเพลงที่เหนียวแน่นอยู่ระดับหนึ่ง แต่บทเพลงต่างๆในอัลบั้ม Explorer ชุดนี้น่าจะขยายฐานแฟนเพลงออกสู่โลกกว้างได้มากกว่าเดิม

ภาพรวมของ ดนตรีแม้จะเน้นไปทางโปรแกรมอิเลคโทรนิคส์เป็นโครงสร้างหลักก็ตาม แต่อรรถรสและท่วงทำนองรวมไปจนถึงเนื้อหานั้น ยังคงจับต้องได้ทั้งในแง่ความหมายและความไพเราะ ความหลากหลายของ Groove ดนตรีเต้นรำไม่ว่าจะเป็น House, Electro , Nu Funk หรือ Downtempo ล้วนมีกลิ่นอายของดนตรี French Pop ที่เราคุ้นเคยจากดนตรีในอัลบั้มต่างๆของวงอย่าง Air, Daft Punk หรือ Dimitri From Paris ซึ่งเขารู้จักหยิบและจับมันมาวางบนท่วงทำนองแบบไทยๆได้อย่างน่าทึ่ง

ไตเติ้ล แทร็ค ‘ Walking On The Moonlight ’ และ ‘ ยอม – Surrender ’ คือดนตรี Electro-House ชั้นดีที่เราได้ยินครั้งแรกจากศิลปินไทย และแทร็ค ‘ My Music Life ’ คือกลิ่นอายของ Robot Music จากยุคปลาย 70s ของ Kraftwerk ที่บ่งบอกถึงตัวตนและแรงบันดาลใจอันใหญ่หลวงต่อบทเพลงทั้งหมดในอดีตและ อัลบั้มชุดนี้ของเขา กับอีก 2 เพลงที่แฟนเพลงของคุณบอยด์และคุณเพชร โอสถานุเคราะห์ควรให้ความสนใจอย่างจริงจังคือ ‘ พาฉันไป – I Believe Feat. Monotone ’ และ ‘ It’s So Beautiful Feat. Ake Apricot ’

อัลบั้ม ‘ Explorer ’ น่าจะดนตรีพ๊อพด๊านซ์ไทยชุดแรกที่นำออกสู่อินเตอร์ด้วยความภาคภูมิใจ

.........................................


อัลบั้ม Cash

ศิลปิน Cash

สังกัด Limousine

ดนตรี อาร์แอนด์บีถ้าแบ่งกันง่ายๆมีอยู่ 2 สไตล์ คือ อาร์แอนด์บีสไตล์พ๊อพที่ฟังกันแบบสบายๆ กับอาร์แอนด์บีที่เน้นความหรูหราของดนตรีที่กระเดียดไปทางโซลมากหน่อย สไตล์แรกเราจะได้ฟังกันอยู่ทั่วไปทั้งที่เป็นของศิลปินไทยและต่างประเทศ ส่วนสไตล์หลังส่วนใหญ่หาฟังได้ยากเพราะไม่ค่อยได้รับความนิยมกันอย่างแพร่ หลาย เนื่องจากรายละเอียดของดนตรีค่อนข้างเยอะ ไม่พ๊อพว่างั้นเหอะ จริงๆแล้วมันไม่ค่อยแตกต่างกันสักเท่าไหร่เลย

Limousine คืออัลบั้มคอลแลคชั่นที่รวมเพลงอาร์แอนด์บี-โซลของศิลปินไทยจากเว๊บไซด์ Coolvoice ซึ่งเป็นเว๊บไซด์เกี่ยวกับเพลงไทยยุคแรกๆที่เปิดให้ฟังและดาวน์โหลดกันมา หลายปี ก่อนที่จะเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน อัลบั้มชุดนี้เป็นการลงมือทำงานอย่างจริงจังครั้งแรกของผู้ก่อตั้งคือคุณ หนึ่ง – อมรพงศ์ กับเพื่อนอีก 2 คนในนามของ Cash พร้อมเพื่อนพ้องในวงการอีกกลุ่มใหญ่ทั้งที่เป็นนักดนตรีและนักร้อง ไม่ว่าจะเป็น ใหญ่และกิฟท์จากกลุ่มโมโนโทน หรือ Nut จาก กลุ่ม Dojada เป็นต้น โดยเน้นโปรดักชั่นที่เนี้ยบในทุกๆด้าน

2 เพลงเด็ดที่จะแนะนำให้คุณฟังคือ ‘ I Don’t Wanna Know Feat. Gift ’ และ ‘ กลับมาเถอะนะ Feat. Jayson ’ เพื่อเป็นการยืนยันว่าอัลบั้มชุดนี้เป็นการทำงานดนตรีที่ต้องการยกระดับให้ ดนตรีไทยในสไตล์โซล-อาร์แอนด์บี มีความหรูหราดูดีมีชาติตระกูล ซึ่งไพเราะและฟังง่ายไม่แพ้ผลงานของราชินีอาร์แอนด์บีของไทยคนไหนเลย เผื่อคุณชอบจะได้ไปบอกกล่าวให้คนไทยทั่วๆไปหันมาสนใจฟังและสนับสนุนบ้าง

.........................................


อัลบั้ม c u @ d n Of The World ( เจอกันปลายทาง)

ศิลปิน Kem ( เขม)

สังกัด Spicy Disc

อัลบั้ม ดนตรีพ๊อพที่เรียบเรียงดนตรีได้เนียนนุ่มเกินกว่าจะเป็นดนตรีพ๊อพดาดๆ ที่เราฟังกันอยู่ทุกวันตามรายการวิทยุทั่วไป แม้จะเป็นผลงานชิ้นแรกที่เราได้ฟังจากผู้ชายที่ชื่อ เขม แม้เสียงร้องของเขาไม่อวบอ้วนอบอุ่นเท่ากับดนตรี หรือแม้เนื้อหาในภาพรวมอาจจะดูเหงาไปหน่อยก็ตาม แต่เมื่อฟังทั้งอัลบั้มเรากลับได้สัมผัสถึงมิติต่างๆได้อย่างครบถ้วน

ศิลปิน ที่ดีล้วนสร้างผลงานมาจากวัตถุดิบที่ดีหรือได้รับแรงบันดาลใจจากแหล่งความ รู้ที่ดี ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม ภาพยนตร์ งานศิลปะหรือประสบการณ์ เป็นต้น เขม นำแรงบันดาลใจในตัวอักษรของความเหงาที่แทรกบรรทัดด้วยดนตรีแจ๊สของ ฮารูกิ มูราคามิ มาถ่ายทอดผ่านดนตรีพ๊อพที่เน้นย้ำในรายละเอียดเพื่อให้เราสัมผัสอารมณ์นั้น ได้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงกรุ๋งกริ๋งของเปียโนหรือเสียงกีตาร์โหยหวนที่บาดลึกอา รมรณ์ในแทร็ค ‘ Dolphin Hotel ’ ซึ่งผู้เขียนเคยได้ไปพักมาแล้ว ( จินตนาการผ่านนวนิยายของมูราคามินะครับ)

นอกเหนือจากความเหงาที่ น่าหลงใหลแล้ว 11 แทร็คในอัลบั้มนี้ยังได้เปิดเผยให้เราได้เห็นถึงแง่มุมต่างๆที่ทั้งคม ชัดและลึก ( จึงกวาดรางวัลจากคมชัดลึกอวอร์ดมามากมาย 555) ไม่ว่าจะเป็น เนื้อร้อง ดนตรีและจังหวะจะโคน

ก้าวแรกที่น่าจะเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ในวันพรุ่งนี้.

.........................................


อัลบั้ม Rising Down

ศิลปิน The Roots

สังกัด Universal

ดนตรี ฮิปฮอปยังคงเป็นแนวดนตรีที่วัยรุ่นทั่วโลกยังให้ความสนใจอยู่เหมือนเดิม แม้อาจมีอาการแผ่วบ้างในบางช่วง แต่บน Top 10 ของอันดับชาร์ทบิลบอร์ดยังมีเพลงฮิตต่างๆของศิลปินฮิปฮอปทั้งหน้าใหม่และ หน้าเก่ายึดครองหัวหาดได้เกือบทั้งหมด ซึ่งไม่เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะอเมริกาเป็นบ้านเกิดของดนตรีแนวนี้ ส่วนอันดับชาร์ทของทั่วโลกอาจมีดนตรีแนวอื่นๆเข้ามายึดครองบ้าง แต่ดนตรีฮิปฮอปก็ยังคงมีหลงเหลือติดอันดับอยู่ใน Top 10 อยู่เสมอ เนื่องจากดนตรีฮิปฮอปในวันนี้ได้กลายเป็นวัฒนธรรมที่วัยรุ่นทั่วโลกให้การ ยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตไปแล้ว ทั้งเรื่องของไลฟ์สไตล์ แฟชั่นการแต่งตัวจนถึงคำพูดคำจา เป็นต้น

เรื่องราวความเป็นมาของ ดนตรีฮิปฮอปนั้นเป็นประวัติศาสตร์เล่มใหญ่ที่ไม่สามารถสรุปให้เข้าใจได้ภาย ใน 1 หน้ากระดาษ แต่เราสามารถศึกษาได้จากเรื่องราว ประวัติความเป็นมาหรือจากผลงานในอัลบั้มของศิลปินบางวงบางคนได้ด้วยเวลา สั้นๆ วง The Roots คือหนึ่งของวงดนตรีแนวฮิปฮอปที่ทุกคนควรทำความรู้จักและให้ความสนใจ ถ้าคิดว่าตัวเองชอบดนตรีแนวนี้จริงๆโดยไม่เห่อตามกระแสเหมือนคนฟังเพลงธร มมดาทั่วๆไป

6 หนุ่มชาวฟิลาเดลเฟีย,อเมริกา ที่นำโดยแรปเปอร์ Black Thought และ ?usetlove จับมือกับเพื่อนในโรงเรียนระดับไฮสกูลตั้งวงดนตรีขึ้นในปี 1987 ชื่อ Stetesasonic เล่นแนวฮิปฮอปขึ้นมาโดย Drum Kit แทน Turntable และ Mixer เพราะไม่มีเงินซื้อเนื่องจากมีฐานะยากจน ต่อมาก็ได้เปลี่ยนชื่อวงเป็น The Roots และได้มือเบสชื่อ Hub, Malik B แรปเปอร์อีกคน และ Scratch กับ Rahzel เข้ามาร่วมทีมในปี 1989 ออกอัลบั้มแรก Organix ในปี 1993 ตระเวณแสดงจนเป็นที่ยอมรับและโด่งดัมาจนถึงนิวยอร์ค เพราะเป็นศิลปินกลุ่มแรกที่เล่นแนวดนตรีฮิปฮอปกันเป็นวงดนตรีเหมือนๆกับวง ดนตรีร็อคหรือพ๊อพทั่วไป ที่แตกต่างไปจากศิลปินกลุ่มอื่นๆซึ่งมีแต่ดีเจและแรปเปอร์เท่านั้น ส่งผลให้พวกเขาได้เซ็นต์สัญญาออกอัลบั้มแรก Do You Want More?!! อย่างเป็นทางการกับค่ายใหญ่ MCA ใน ปีถัดมา 1994 ทันที ด้วยเหตุผลจากการแสดงสดที่เร้าใจและเนื้อหาของการแรปที่สุดขั้วทั้งในเรื่อง ของการเมือง ศาสนา สังคมและการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพต่อความเท่าเทียมของคนผิวสีในอเมริกา 8 สตูดิโออัลบั้มของ The Roots ที่เริ่มตั้งแต่ปี 1993 จนถึงปี 2006 กับอัลบั้ม Game Theory ได้ยกระดับให้พวกเขากลายเป็นศิลปินแนวฮิปฮอปยุคบุกเบิกที่แสดงสดกันเป็นวง และเป็นกลุ่มแรกๆที่นำเอาดนตรีแจ๊สและโซลเข้ามาผสมผสานกับดนตรีฮิปฮอปได้ อย่างกลมกลืนลงตัว

อัลบั้มล่าสุด Rising Down ชุดนี้ เราจะได้สัมผัสความสุดขั้วอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของวงได้ในทุกแทร็ค ไล่ไปตั้งแต่แทร็คแรกจนถึงแทร็คที่ 6 ซึ่งเต็มไปด้วยความเข้มข้นหนักหน่วงของบีทและการแรป คล้ายจับ Ice Cube มา Battle กับ Ice T แต่ความแข็งกระด้างเริ่มเบาบางลงจนกลายเป็นความไพเราะนุ่มนวลหอมกรุ่นไปด้วย กลิ่นอายของดนตรีแจ๊สและโซล ในแทร็ค ‘ Criminal feat. Truck North & Saigon ’ จนถึง อาร์แอนด์บีกับแทร็ค ‘ Unwritten feat. Mercedes Martinez ’, ‘ Lost Desire feat. Malik B & Talib Kweli ’ , ‘ The Show feat. Common & Dice Raw ’, ‘ Rising Up feat. Wale & Chrisette Michele ’ และ ‘ Birthday Girl ’ ที่มีกลิ่นอายของดนตรีเรกเก้มาผสานได้ไพเราะถึงขั้นเป็นเพลงพ๊อพฮิตได้อย่าง สบาย

ถ้าคุณชื่นชอบและชื่นชมเพลงฮิปฮอปจากวงอย่าง Gnarls Barkley, Black Eyed Peas, Jay Dee, Jurassic 5, Q – Tip, Lauryn Hill, Common หรือ Wyclef Jean ก็ขอบอกอย่างฟันธงว่าบทเพลงทั้งหมดของ The Roots จากอัลบั้มชุดนี้ไพเราะและเจ๋งกว่า 2 เท่าตัว.