บทสนทนาสั้นๆ ถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

cover.jpg

ฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที
บทสนทนาสั้นๆ ถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร


สถานภาพล่าสุดของหอศิลป์ฯเป็นอย่างไร
ณ วันนี้ เราได้ผู้ว่า กทม. คนใหม่แล้ว (ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร – ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2552) ทำไมเหตุการณ์นี้ถึงสำคัญกับเรา นั่นก็เพราะโดยตำแหน่งแล้ว ผู้ว่า กทม. คือประธานกรรมการมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ทีนี้ พอเราเปิดปุ๊บ คุณอภิรักษ์ก็พ้นจากตำแหน่งไป เมื่อคุณอภิรักษ์ไม่อยู่จึงเกิดช่องว่างในการทำงาน พอคุณอภิรักษ์กลับมาอีกครั้ง ท่านก็ยุ่งอยู่กับวาระอื่นๆ แล้วก็พ้นจากตำแหน่งไปอีก พอไม่มีผู้ว่าฯ ข้าราชการประจำก็รู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้ เช่น การมอบพื้นที่หอศิลป์ฯให้กับมูลนิธิ ทีนี้ เมื่อไม่มีการมอบพื้นที่ เราก็ทำงานไม่ได้ จะจัดสรรพื้นที่ให้ใครนำไปใช้ก็ไม่สะดวก เก็บเงินก็ไม่ได้อีกเพราะเงินจะกลับเข้าไปที่ กทม. เหล่านี้คือความยุ่งยากที่เกิดขึ้น
ที่น่าเสียดายคือ หอศิลป์ฯเปิดขึ้นมาแล้ว น่าจะฮือฮา กลับเงียบ คนเดินเข้ามา ถามว่า เอ๊ะ คุณไม่มีงานแสดงหรือ เดินมาจนถึงชั้น 3 แล้ว เงียบหมดเลย ตอนนี้เราเลยต้องรีบพยายามทำให้พื้นที่เต็ม ซึ่งเป็นเรื่องตลกมากที่เราเปิดพื้นที่ใหม่ๆ แต่กลับไม่มีใครได้ใช้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอื่นๆ อีก เช่น การเซ็นเช็ค ตอนนี้ยังไม่มีใครกล้าเซ็นเลย เพราะขนาดคุณอภิรักษ์ยังไป ตัวเล็กตัวน้อยยิ่งไม่กล้า กลัวกันไปหมด ซึ่งเราเองก็เห็นใจเขาในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น เลยคิดว่า ตั้งแต่เริ่มโครงการมา เรารอมาแล้ว 10 กว่าปี ถ้าจะต้องรออีกสัก 3-4 เดือน คงไม่เป็นไร รายจ่ายที่จ่อคิวกันเข้ามายังไม่ได้จ่าย หนี้ที่ติดไว้เป็นหางว่าว ก็ไม่เป็นไร เพราะทุกคนยอมรอ

แสดงว่าตอนนี้มีตึกแต่ตึกยังไม่ได้โอน และมีเงินที่ยังไม่มา
ความจริง เงินเข้ามาถึงมูลนิธิแล้ว แต่พอไม่มีใครกล้าเซ็นเช็ค ก็เอาออกมาใช้ไม่ได้



ใครมีหน้าที่ต้องเซ็นเช็คเหล่านี้
ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และตัวผมเอง ซึ่งตัวผมเซ็นให้อยู่แล้ว แต่ยังเหลืออีกสอง และในบางเรื่อง ปลัด กทม. ต้องเซ็นด้วย ทีนี้ คุณลองนึกถึงปลัด กทม. สิ เขายุ่งจะตาย มีโปรเจ็คต์ที่ต้องเซ็นมูลค่าเป็นหมื่นล้าน ส่วนของเราเซ็นทีละสามพันห้าพัน มันก็ต้องรอนานหน่อย โดยเฉพาะเราเป็นองค์กรใหม่ ตรงนี้ต้องเท้าความหน่อย คุณอภิรักษ์ช่วยให้ กทม. ควักกระเป๋าสร้างตึกหอศิลป์ฯแห่งนี้ขึ้นมา มูลค่า 500 กว่าล้านบาท นอกจากนี้ ท่านเห็นว่าการทำงานเรื่องของศิลปวัฒนธรรม ถ้าใช้ระบบราชการจะไม่คล่องตัว เลยตั้งมูลนิธิแยกออกมาให้ด้วย เพราะฉะนั้น ทางหลักการดีมาก เช่น เงินที่โอนมาที่มูลนิธิ ถ้าทำงานแล้วเกิดรายได้ ก็ไม่ต้องคืนให้ กทม. และถ้าใช้ไม่หมด ก็ไม่ต้องกลับไปที่ระบบราชการ ถือว่าเป็นเงื่อนไขที่ให้เรามากพอสมควร แต่พอมาถึงหลักเกณฑ์ก็ติดขัดเพราะอุบัติเหตุทางการเมืองต่างๆ

แล้วที่ผ่านมาทำงานมาได้ยังไงทั้งที่ไม่มีเงิน
เก่งไหมล่ะ (หัวเราะ)
ความจริงคือ ยังติดหนี้เขาไว้ อย่างงาน ยิ้มสยาม ติดหนี้ไว้ 10 กว่าล้าน ส่วน กรุงเทพฯ 226 เกิดขึ้นมาด้วยความร่วมมือของเครือข่าย แต่ก็ยังไม่มีการจ่ายเงิน อีกประมาณ 5-6 ล้านบาท ทุกคนก็ต้องกัดฟันสู้ทนกันไป นอกจากนี้ ยังมีงานรายละเอียดอื่นๆ เช่น ประตูที่สั่งทำพิเศษ หรือกรณีสกายไลท์บนชั้น 8 ทำให้แสงแดดส่องลงมาเปรี้ยงๆ เราก็ต้องสั่งทำผ้าใบมาบังแดด ซึ่งก็ติดหนี้เขาไว้ก่อน ตอนนี้ผ่านไป 4 เดือนเพิ่งได้เงินค่าผ้าใบมา คือพอจะได้มาบ้าง แต่ช้ามาก เพราะฉะนั้น มันเลยเข้าสู่ระบบเดิม คือต้องเอาออร์แกไนเซอร์เข้ามาช่วย เพื่อให้เขาควักกระเป๋าไปก่อนแล้วเราตามไปจ่ายทีหลัง แต่ทุกคนก็กลัวระบบนี้ เพราะตั้งแต่เรารณรงค์เรื่องหอศิลป์ฯกันมา ศิลปินควักเงินกันไปหลายคน มาถึงตอนนี้ยังไม่มีใครได้คืนเลย
เหล่านี้ทำให้บางทีผมก็ไม่กล้าชวนใครมาทำอะไรเหมือนกัน แต่ถึงที่สุด เราต้องมาดูว่าหลักการของเราคืออะไร พวกเราช่วยกันรณรงค์มาเป็นสิบปี พอมีพื้นที่ขึ้นมา เราก็ต้องมาช่วยกันใช้ อย่างตอนนี้มีหลายๆ คนเข้ามาคุยว่าอยากทำให้พื้นที่ตรงนี้เกิดขึ้น มีความตื่นตัวของคนเหล่านี้เสนอเข้ามา เพื่อจะนำเสนอว่าศิลปะแขนงต่างๆ มีใครหรือมีอะไรน่าสนใจบ้าง ส่วนเรื่องของนิทรรศการ เราอาจจะช้าหน่อย แต่ก็เริ่มมีแผนแล้วว่าปีหน้าจะทำอะไร ซึ่งตั้งใจว่าจะทำเรื่องของการรู้จักตัวเอง เพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เรารู้จักตัวเองดีกว่าให้รัฐมาบอกว่าเราเป็นใคร นอกจากนี้ ยังเป็นสิ่งที่นำไปประยุกต์กับเรื่องอื่นๆ ได้ด้วย เช่น การรู้จักประเทศไทยท่ามกลางประเทศเพื่อนบ้าน หรืออย่างเรื่องการนิยามตัวเองว่าเป็นคนรุ่นใหม่ เราก็ต้องมาศึกษาว่าคนรุ่นใหม่เป็นยังไง คนรุ่นเก่าเป็นยังไง ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่เราทำร่วมกับมูลนิธิเสถียรโกเศศ-นาคะประทีป
เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าเราเริ่มมีการทำงานร่วมกับองค์กรอื่นๆ ส่วนงานนิทรรศการหลักเราก็เริ่มมีกรอบ ตรงจุดนี้ ภัณฑารักษ์ (Curator) มีความสำคัญ เพราะเวลาเราทำงานศิลปะ ไม่ว่าจะแขนงไหน เราต้องอาศัยหลักของการภัณฑารักษ์ในการนำเสนอหรือสกัดเนื้อหาออกมาและอธิบายให้คนเข้าใจ



คนนอกที่อยากเข้ามาทำงานร่วมกับหอศิลป์ฯต้องทำยังไง มีเงื่อนไขอะไรบ้าง
เรามีกรรมการบริหาร มีรักษาการผู้อำนวยการหอศิลป์ฯ ซึ่งคงไม่สามารถประชุมกันได้ถี่นัก เพราะฉะนั้น เวลาใครมาเสนออะไร กว่าจะได้รับการอนุมัติอาจใช้เวลานานหน่อย ความจริง หอศิลป์แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นวาระของศิลปะ อีกส่วนเป็นวาระของสังคม ชุมชน และการพาณิชย์ อย่างการพาณิชย์ เราอาจต้องตั้งกรรมการขึ้นมาอีกชุด เพราะหอศิลป์ฯเริ่มดำเนินการแล้ว ยิ่งสภาวะเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ จะมานั่งรอ 3 อาทิตย์ประชุมทีคงไม่ไหว อย่างน้อยต้องมอบหน้าที่ให้ผู้อำนวยการดูแล แล้วผู้อำนวยการก็ตั้งกรรมการขึ้นมา เพราะฉะนั้น ผมคิดว่ามันยังเปิดกว้างได้อีกพอสมควร กระบวนการน่าจะรวดเร็วขึ้น เพราะฉะนั้น ใครอยากทำอะไร ก็ลองเสนอเข้ามาได้เลย

ต้องเข้ามาคุยกับใคร
คุยกับผมก็ได้ ถ้าอันไหนผมตัดสินใจให้ได้ ผมก็ตัดสินใจให้เลย แต่ถ้าไม่ได้ ผมก็ต้องส่งไปให้กรรมการดู ซึ่งส่วนใหญ่กรรมการจะห่วงในเรื่องของคุณภาพ ซึ่งเรื่องคุณภาพก็เป็นประสบการณ์ที่เราต้องเรียนรู้กันอีกว่า คุณภาพหมายถึงอะไร งานแบบไหนที่เรียกว่ามีคุณภาพ

แล้วงานแบบไหนที่หอศิลป์ฯอยากเห็นเป็นพิเศษ
ต้องย้อนกลับไปที่คำถามว่า เรามีหอศิลป์ฯทำไม การที่เราให้รัฐเป็นเจ้าภาพก็เพราะเห็นว่าเอกชนทำเองคงไม่ไหว ตั้ง 500 กว่าล้านบาท ใครจะมีเงิน คนที่มีเขาก็อาจจะไปสนใจรถเมอร์เซเดส เบนซ์กับแหวนเพชรมากกว่า ทีนี้ การที่ กทม. ซึ่งปกติรณรงค์แต่เรื่องขยะ เอาเรื่องศิลปะขึ้นมาทำ ก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะเท่าที่ผ่านมา รัฐแทบจะไม่ได้สนับสนุนงานด้านนี้เลย ถึงตอนนี้ เมื่อเขาหันมาสนับสนุน ก็มาถึงคำถามที่ว่า ศิลปะคืออะไร เราเป็นประเทศโบราณก็จริงหากแต่ก็ต้องการเกิดใหม่เป็นสังคมที่คนมีการศึกษา เพราะฉะนั้น การสื่อความหมายเรื่องของชีวิต เรื่องความเป็นอยู่ เรื่องความคิดความอ่าน เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งมันผ่านมาทางสิ่งที่แวดล้อมเราอยู่ เช่น ภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วรรณกรรม และดนตรี สิ่งเหล่านี้เป็นคุณค่าสื่อกลางที่ทำให้ชีวิตเรามีความหมาย
ทีนี้ ถ้าศิลปะทำให้ชีวิตเรามีความหมายก็ต้องมีการส่งเสริม เราเองต้องการให้หอศิลป์ฯแห่งนี้เป็นพื้นที่ในการสร้างสิ่งเหล่านั้นให้แก่สังคม เรื่องเหล่านี้ต่างชาติเริ่มมีมาตั้งแต่ 500 ปีก่อน อย่างอังกฤษก็มีเชคเสปียร์ คนพากันไปดูละคร ถึงปัจจุบันมีเล่นกันเป็นร้อยรอบ หลายร้อยโปรดักชั่น แต่เขาก็ยังเล่นเชคเสปียร์ได้ ของเรากว่าจะเริ่มเขียนนวนิยายก็สมัยคุณปู่ เรามีนวนิยายกี่เรื่อง มีงานศิลปะบนผืนผ้าใบนี่กี่ชิ้น เพราะฉะนั้น ที่นี่น่าจะเป็นที่สร้างภูมิปัญญาขึ้นมาสำหรับคนสมัยนี้ ซึ่งเราต้องทำให้มันพอกพูนขึ้นไป เรามีเวลาสร้างอีกเป็นร้อยปี ปัญหาคือ บางทีเราชอบไปเอาของฝรั่งมา ไปลอกเขา ซึ่งมันไม่ได้ประโยชน์เท่าไหร่ เราควรมาช่วยกันสร้างเนื้อหาของเราขึ้นมาเอง มันจะได้มีความหมาย นอกจากนี้ สมัยก่อน คนทำพอทำเสร็จก็ดูกันเอง แต่เราบอกว่าคนทั่วไปควรได้ดูด้วย เพราะมันจะเป็นงานวัฒนธรรมไม่ได้เลยถ้าทำเพื่อคนส่วนน้อย เราต้องการให้ศิลปะอยู่ในครรลองของสังคม นั่นคือเหตุผลที่เราตั้งอยู่ตรงนี้ ตรงใจกลางเมือง
 

ทีนี้ กลับมาสู่คำถามที่ว่า เราอยากได้อะไร เราอยากได้คนที่มาสร้างผลงานศิลปะในหลายๆ แขนง ไม่ใช่แค่ทัศนศิลป์ เพราะวัฒนธรรมต้องเจริญไปด้วยกัน และอันที่จริง ศิลปะไทยไม่ค่อยแบ่งแยก เราจับกลุ่มกันอยู่ เช่น ศิลปินอยู่ใกล้ชิดกับนักดนตรี คนทำงานทัศนศิลป์ที่เขียนกลอนก็มี มันรวมกันอยู่ในหลายระดับ ทำให้ในเชิงเนื้อหา มันเวิร์ค ส่วนในเรื่องของการรณรงค์เพื่อให้ได้พื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรม ถ้าเรารวมกลุ่มกันก็จะทำอะไรได้มากขึ้น เพราะฉะนั้น เราจึงพยายามสร้างเครือข่ายทางวัฒนธรรมขึ้น
ต้องยอมรับว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องสร้างงานศิลปะแต่ละแขนงขึ้นมา ศิลปะมีหลายระดับ ไม่ใช่ทัศนศิลป์อย่างเดียว ที่นี่ เรามีห้องประชุมที่สามารถจุคนได้จำนวนมาก มีห้องเอนกประสงค์ชั้นล่าง มีโรงละครบนชั้น 5 และห้องสตูดิโออีกห้องที่ยังไม่ได้ทำขึ้นมา ในอนาคตจะมีร้านอาหารและร้านค้า นิทรรศการก็สามารถมีได้พร้อมๆ กันเป็น 10 นิทรรศการเพราะมีห้องอีกเต็มไปหมด เพราะฉะนั้น คนที่มาที่นี่จะได้ดูหลายอย่าง ทั้งนิทรรศการ ทั้งละคร ทั้งกินข้าว ทั้งซื้อของ เรามองว่าทุกอย่างไม่แปลกแยก สามารถอยู่รวมกันได้
อีกแนวคิดหนึ่งคือ ไหนๆ ที่นี่ก็มีศิลปะหลายสาขาอยู่แล้ว ทั้งทัศนศิลป์ การแสดง และดนตรี เรื่องของ “อยาตนะ” หรือการทำให้ผู้คนได้เสพผ่านทางประสาทสัมผัสทุกส่วน เป็นเรื่องที่น่าสนใจ นั่นคือเราสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่มีพร้อม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อาจมีนวดแผนไทยด้วยก็ได้ ซึ่งผมเชื่อว่าฝรั่งคงไม่มีนวดแน่ๆ ในขณะที่ของไทยมีได้ ไม่แปลกอะไร เพราะฉะนั้น ถึงที่สุดแล้ว ผมอยากให้ศิลปินแขนงต่างๆ มองว่าที่นี่เป็นพื้นที่ที่สามารถจะลุกขึ้นมาทำอะไรได้ เพราะที่นี่มีขึ้นเพื่อให้คนได้เข้ามาทำงาน ในขณะเดียวกัน เราเองก็ต้องพยายามเตรียมความพร้อมต่างๆ ซึ่งงบประมาณ แม้จะน้อยแต่ก็พอมีอยู่บ้าง ก็ต้องช่วยๆ กันไป อาจจะมีการสร้างเครือข่ายศิลปิน เครือข่ายเพื่อศิลปะ เครือข่ายอาสาสมัคร เครือข่ายผู้อุปถัมภ์ รวมถึงเครือข่ายของสื่อที่เราต้องไปชวนเขามาดูมาวิจารณ์งานศิลปะ ค่อยๆ ทำให้ครบวงจร เพราะสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการเกิดของศิลปะแขนงต่างๆ
เพราะฉะนั้น ถ้าใครอยากทำอะไร ก็เข้ามาดู เข้ามามาคุยกัน อย่างน้อยเรามีพื้นที่ ผมเองไม่มีสิทธิจะอนุมัติงบให้ใคร แต่เรามี 33 ร้าน มีลานข้างหน้า มีห้องสำหรับงานแต่งงาน เราคงพอจะหาทุนเข้ามาช่วยในการทำให้หอศิลป์ฯ ดำเนินงานไปได้ ซึ่งถ้าเราทำดีๆ ผมคิดว่าค่าใช้จ่ายหลักๆ เช่น ค่า รปภ. ช่างเทคนิค คนทำความสะอาด ไฟฟ้า คนงาน เราอาจจะดูแลครอบคลุมได้หมด ที่เหลือก็ต้องไปหามาหรือเป็นการสนับสนุนจาก กทม. เราต้องมีการวางแผน 1 ปี 3 ปี 5 ปี และพิสูจน์ว่าเราจะแกร่งกล้าสามารถไปหาเงินมาได้แค่ไหน ผมมองว่าที่ตอนนี้กระบวนการล่าช้ายาวนานเพราะเราเพิ่งเริ่มต้น
 

ถ้ากทม. อยากให้ประชาชนพลเมืองได้สิ่งที่ดี อย่างน้อยเขาก็ต้องเอาเงินใส่เข้ามา ต้องไม่ลืมว่า กทม. มี 400 โรงเรียนอยู่ในมือ ส่วนเราก็พร้อมจะทำงาน ทำโครงการนำร่องทั้งหลาย ว่าจะเปิดวัฒนธรรมให้กับเด็กๆ ยังไง เพื่อทำให้เขาคิดเป็น ให้มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในภายหน้า สิ่งเหล่านี้วัดค่าเป็นตัวเลขไม่ได้ แต่มันมีค่ากับทั้งสังคมและเศรษฐกิจ จุดยืนของเราคือการทำวาระของศิลปะก็จริง แต่ยังมีรายละเอียดอีกมากที่เราสามารถทำได้ และไม่ใช่ว่ามีเราคนเดียวที่อยากทำ แต่เรามีเครือข่ายทั้งหลายที่เห็นดีด้วยและอยากลุกขึ้นมาทำ ยิ่งปัจจุบัน วาระศิลปะสำคัญมากเพราะวาระบันเทิงแซงหน้าไปเยอะ ถ้าเรารู้ศิลปะเสียหน่อย เราจะมีวิจารณญาณ ไม่ถูกชักจูงไปง่ายๆ

เด็กรุ่นใหม่ๆ ที่จบด้านศิลปะมา เป็นไปได้ไหมที่จะเดินเข้ามาสมัครงานที่นี่
ผมคิดว่ามีเยอะมากเลยที่เข้ามาแล้วชื่นชม เด็กรุ่นใหม่ๆ และผู้ใหญ่ที่เคยได้ไปสัมผัสบรรยากาศหอศิลป์ฯ ในเมืองนอกจะชื่นชมว่ามีที่แบบนี้ในเมืองไทยสักที แม้จะเป็นเพียงแค่การเข้ามาสัมผัสบรรยากาศ ความจริงสมัยที่ผมเริ่มทำงานที่หอศิลป์ พีระศรี ตอนนั้นอายุยังไม่ถึง 30 ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น หากใครทำได้ ทำเป็น อยากมีส่วนร่วม เราจะยินดีอย่างมาก ซึ่งตอนนี้ก็มีหลายคนเข้ามาคุยมาปรึกษาว่าจะทำอะไรกันได้บ้าง เพราะฉะนั้น หากคิดว่าทำได้ เข้ามาเลย เรามีช่องทางตรงไหนบ้างยังไม่รู้ แต่ถ้ามีคนมาเยอะ เราก็สามารถแนะนำต่อไปได้ มันอาจใช้เวลาสักนิด แต่การจะทำให้มันยั่งยืน เราต้องมารวมกลุ่มกัน มาทำงานด้วยกัน

ดูเหมือนตอนนี้ฮาร์ดแวร์ของเราใหญ่โต เราเรียกร้องหอศิลป์ฯมาได้ แต่เมื่อมองในภาพรวมของสังคม ซอฟต์แวร์หรือคนของเรา รวมทั้งงานศิลปะที่เรามี มันเพียงพอที่จะใส่ในหอศิลป์ฯได้มากน้อยแค่ไหน
คำถามนี้ไม่สามารถตอบได้ตรงๆ ที่จริงบ้านเรามีงานศิลปะเยอะมากแต่ขาดคนนำเสนอ เราต้องการสิ่งที่เรียกว่า ภัณฑารักษ์ทางวัฒนธรรม ต้องการคนที่จะผูกเรื่องราวและนำเสนอออกไป เพราะไม่อย่างนั้นเราก็จะทำแยกๆ กัน เพราะฉะนั้น หากถามว่างานศิลปะมีพอไหม ปริมาณนี่พอแน่นอน คุณภาพอาจไม่ต้องพูดถึง เพราะบอกยาก บางทีคุณภาพก็ไม่สำคัญเท่าเนื้อหา หรือคุณภาพในการสร้างเนื้อหาอาจจะสำคัญกว่า นอกจากนี้ ผมคิดว่างานศิลปะมีหลายระดับ คนที่เป็นศิลปินชั้นยอดมีความชำนาญกับนักศึกษาที่เพิ่งจบปริญญาตรีมา จะเทียบกันยังไง แต่โดยส่วนตัวแล้วผมชอบดูงานของนักศึกษา เพราะมีความเชื่อว่าเนื้อหาสำคัญมากกว่า อย่างงาน 2 งานที่เราทำมา จะเห็นว่ามีการว่าจ้างให้ศิลปินสร้างงานขึ้นมาใหม่ ซึ่งที่จริงนั่นเป็นงานหลักของหอศิลป์ คือการสร้างเนื้อหา
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องความเป็นไทย เราถูกบีบอยู่ในความเชื่อแบบเดิมตั้งแต่สมัยการสร้างชาติ คือรัฐเป็นผู้บอกว่าความเป็นไทยคืออะไร ทั้งที่ความจริงประเทศไทยมีกลุ่มคนอยู่ประมาณร้อยกว่าเชื้อชาติ แต่เรากลับถูกบอกว่าทั้งหมดคือไทย ผมไม่ปฏิเสธว่าการสร้างชาติมีประโยชน์ แต่เราก็ต้องเคลื่อนต่อไป การรักชาติสร้างชาติในปัจจุบันคือการสร้างปัจเจกบุคคลให้มีความสามารถ มีความคิด และคนเหล่านี้ก็จะไปสร้างส่วนอื่นๆ ต่อ เช่นทางเศรษฐกิจ เราก็หวังพึ่งคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ จะได้มีอะไรแปลกใหม่ ไม่ต้องตามก้นคนอื่น
เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเราต้องสร้างทรัพยากรทางบุคคลขึ้นมา ต้องปลูกฝังให้คนรู้จักตัวเองมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ไม่อย่างนั้นจะถูกจูงจมูกกันหมด ซึ่งในแง่นี้ หอศิลป์สามารถทำได้เพราะมีทำหน้าที่สร้างซอฟต์แวร์ สร้างโจทย์ในการดำเนินชีวิต ไม่ใช่สร้างตึกรามบ้านช่องให้มากขึ้นหรือสร้างเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน การจะพัฒนาอย่างยั่งยืน ผมเชื่อว่าอยู่ที่ซอฟต์แวร์ของเรามากกว่า