ด้วยกองเพลิงที่สุมทบทวี ยิ่งให้สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมือง ผู้คนในยุคสมัยเข้าใจความหมายของจริยธรรมว่าอย่างไร เหตุใดจริยธรรมจึงเสื่อมถอย ความกล้าหาญทางจริยธรรมที่แท้เป็นเช่นไร จะสร้างความกล้าหาญทางจริยธรรมให้เกิดแก่สังคมได้อย่างไร ฯลฯ
ครั้งนี้ โต๊ะกาแฟโอเพ่นได้รับเกียรติจากพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือที่รู้จักในนามท่าน ว. วชิรเมธี และสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ ที่อนุญาตให้นำปาฐกถาของท่าน ว. วชิรเมธีมาเผยแพร่ ในหัวข้อเรื่อง สังคมไทยกับการสร้างสรรค์ความกล้าหาญทางจริยธรรม เนื่องในงานเปิดประตูสวนโมกข์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๑ จัดโดยมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (www.bia.or.th)
ท่าน ว. วชิรเมธี ที่หลายคนรู้จักผ่านงานเขียนธรรมะเชิงประยุกต์ อาทิ “ธรรมะติดปีก” “ธรรมะหลับสบาย” “ธรรมะดับร้อน” ฯลฯ จะมาสนทนาธรรมด้วยภาษาง่ายๆ ให้นักเดินทางบนโลกออนไลน์เข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางด้านจริยธรรมที่เกิดแก่สังคมไทย ไม่ต้องเสียเวลาให้มากความ โต๊ะกาแฟโอเพ่นขอเชิญท่านผู้อ่านละเลียดสาระไปพร้อมกาแฟรสเดิม (กับแก้วใบใหม่ เวอร์ชั่น 1.5) ณ บัดนี้ ๑
เจริญพรผู้มีเกียรติทุกๆ ท่าน
เนื้อหาสาระที่จะพูดต่อจากนี้ไป ถ้าหากว่าไม่เหมาะไม่ควรยังไง ขออภัยด้วย เพราะเป็นเรื่องที่จะว่าไป ก็ใหญ่เกินตัวเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ก็จะพูดเท่าที่กำลังสติปัญญาของตัวเองจะเอื้ออำนวยให้ได้ ทำไมหัวข้อที่ว่าความกล้าหาญทางจริยธรรมจึงถือว่าเป็นหัวข้อที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ ก็เพราะว่าในเวลานี้สังคมไทยกำลังมีปัญหาเรื่องจริยธรรม ในหลายปีมานี้ เรียกว่าตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ เป็นต้นมาก็ว่าได้ สังคมไทยมีคำอยู่คำหนึ่งซึ่งโด่งดังเป็นที่ปรารถนาและก็พึงประสงค์ในทุกแวดวง นั่นก็คือคำว่า ‘ธรรมาภิบาล’ คำว่า ‘ธรรมาภิบาล’ นี้คืออะไร? คือ การบริหารจัดการที่ดี อันนี้เป็นคำใหม่ บริบทเดิมของ ‘ธรรมาภิบาล’ ก็คือ การบริหารจัดการที่ดีในเชิงธุรกิจ แต่เรามีคำที่เก่ากว่านั้น และน่าจะดีกว่าคำว่า ‘ธรรมาภิบาล’ ก็คือคำว่า ‘การบริหารราชการแผ่นดินโดยธรรม’ ที่น่าสังเกตก็คือ ทำไมในทศวรรษนี้เราเรียกร้องต้องการ ‘ธรรมาภิบาล’ ทำไมเราเรียกร้องต้องการ ‘การบริหารราชการแผ่นดินโดยธรรม’ ก็เพราะว่าเรากำลังขาดเนื้อในของการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งก็คือ “ธรรมะ” “ธรรมะในภาคปฏิบัติ” ก็คือ “จริยธรรม” คำถามต่อมาก็คือ แล้วธรรมะหรือจริยธรรม ทำไมไม่ถูกนำมาประพฤติปฏิบัติให้กลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักของคนไทยทั้งประเทศ นั่นก็เป็นเพราะเรายังขาดความกล้าหาญทางจริยธรรม ๒
ก่อนจะลงลึกในเนื้อหาสาระ อาตมาคงต้องขอนิยามก่อนว่า จริยธรรม นั้นคืออะไร? เพราะในเวลานี้ ความพร่ามัวเกี่ยวกับจริยธรรมมีเยอะมาก มีเยอะถึงขนาดว่าเดี๋ยวนี้เราทำผิดจริยธรรมแล้วเราไม่รู้สึกผิด ใครทำผิดจริยธรรมถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าตุลาการพิพากษาว่าผิดจริยธรรมถึงจะเป็นเรื่องใหญ่ นี่คือปัญหาของสังคมไทยที่ไม่สามารถแยกแยะผิดถูกดีชั่ว ถ้าเราคิดว่าจริยธรรมจะต้องได้รับการประทับตราจากตุลาการ โดยไม่คำนึงว่าจริยธรรมที่แท้ควรวางรากฐานอยู่ในมโนธรรมในใจของเรา บ้านนี้เมืองนี้ก็ได้สูญเสียมโนธรรมของประเทศชาติบ้านเมืองไปแล้วเรียบร้อย
คำถามก็คือ ถ้าตุลาการไม่มั่นในธรรม บทนิยามของจริยธรรมก็คงจะคลาดเคลื่อน น่าตกใจนะ ถ้าคนส่วนใหญ่สูญเสียความสามารถในการนิยามจริยธรรมบนพื้นฐานของมโนธรรม แล้วฝากให้ตุลาการเป็นผู้คุมกฎจริยธรรม หรือวางบรรทัดฐานจริยธรรมของประเทศชาติบ้านเมืองไว้กับคนเพียงกลุ่มเดียว อาตมภาพก็คิดว่าเมืองไทยไม่มีอนาคต เวลานี้เรามีปัญหาทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคม ทุกคนจะพูดตรงกันว่า รอให้กระบวนการยุติธรรม หรือศัพท์ร่วมสมัยก็คือ รอให้ “ตุลาการภิวัตน์” ชี้แนะ คำถามก็คือ แล้วกระบวนการอื่นๆ ไปไหนหมด กระบวนการอื่นๆ ไม่ทำงานแล้วหรืออย่างไร ถึงต้องไปรอฟังกระบวนการยุติธรรมเพียงกระบวนการเดียว สังคมที่สูญเสียความรู้สึกผิดถูกดีชั่ว ซึ่งเราเรียกว่า “มโนธรรม” อันเป็นรากฐานของจริยธรรม เป็นสังคมที่หมิ่นเหม่ต่อกลียุคเป็นอย่างมาก หรือบางทีคำว่า หมิ่นเหม่ อาจจะเป็นคำที่ฟังดูประนีประนอมเกินไป เพราะในความเป็นจริงมันเข้าสู่กลียุคเรียบร้อยแล้ว เพราะภาพรวมของจริยธรรมในใจคนไทยเริ่มพร่ามัว เราจึงต้องมานิยามกันใหม่ว่าอะไรคือจริยธรรมเช่นนั้นหรือ จริยธรรมตามตัวอักษรนั้น “ธรรม” หมายถึง หลักการ “จริย” คือ ข้อที่ควรประพฤติปฏิบัติ “จริยธรรม” ก็คือ หลักการอันควรประพฤติปฏิบัติ แล้วเราก็มาติดอยู่ในความหมายตามตัวอักษร เหมือนเรานิยามคำว่า ‘ลูกจ้าง’ ตามความหมายของกฎหมายแพ่ง (ผู้ฟังหัวเราะ) มันทำให้ประเทศของเราสะดุดตลอดเวลา เพราะอะไร เพราะมีอะไรก็ต้องนิยามกันตลอด ถ้านิยามไม่เป็น บ้านนี้เมืองนี้มันยุ่งหมดนะ เมื่อพูดถึงคำว่า ‘จริยธรรม’ เราจะปฏิสัมพันธ์ต่อคำคำนี้ในเชิงลบ เช่น ถ้าพูดเรื่องจริยธรรม นิมนต์พระไปพูด พูดให้ใครฟัง พูดให้เด็กที่มีปัญหา พูดในองค์กรที่กำลังขัดแย้งกัน พูดในการสัมมนาเรื่องธรรมาภิบาล อาตมภาพนี่เดินสายพูดเรื่องจริยธรรม แล้วสิ่งที่เราหยิบยกขึ้นมาพูดก็คือ ต้องมีการทำผิดกฎอะไรสักอย่างหนึ่งอยู่ในนั้น แล้วคนที่มาฟังโดยมากนั้นเป็นคนดี คนที่มีปัญหาทางจริยธรรมเรื่องอะไรจะมาให้พระเทศน์ (ผู้ฟังหัวเราะ) มันเป็นการปฏิสัมพันธ์ต่อจริยธรรมในเชิงลบมากเลย สอง เป็นเรื่องระดับพฤติกรรม คือจริยธรรมเป็นเรื่องของการแสดงออกว่าทำตามกฎอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำตามการประมวลจริยธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำตามจรรยาบรรณอย่างใดอย่างหนึ่ง ใครทำตามคนนั้นมีจริยธรรม เป็นเรื่องของความประพฤติซึ่งชั่งตวงวัดได้ จริยธรรมถูกวัดด้วยวิธีคิดแบบวัตถุนิยม คือต้องชั่งตวงวัด จริยธรรมได้กลายเป็นเรื่องรูปธรรมล้วนๆ สาม เป็นเรื่องของธรรมะ ดังนั้นมันจึงต้องมีเจ้าภาพเป็นพระและวัด รวมทั้งคนที่แก่วัดทั้งหลาย คนส่วนใหญ่ไม่ต้องสนใจจริยธรรมก็ได้ วันหนึ่งอาตมภาพได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์วิจารณ์บทความของอาตมภาพ ซึ่งพูดเรื่อง ‘ทศพิธราชธรรม’ เขาบอกว่า “พระอาจารย์เป็นพระอยู่ดีๆ ก็ดีแล้ว อย่าพูดเรื่องทศพิธราชธรรม เพราะมันเป็นเรื่องการเมือง การเมืองนะท่านอาจารย์ มันเป็นโซนสีเทา มันเป็น Gray Zone ไม่มีหรอกถูกผิดดีชั่ว” อาตมาก็เพิ่งรู้ว่าเขานิยามการเมืองกันอย่างนี้ มิน่าล่ะ เสียงแห่งมโนธรรมจึงกลายเป็นเสียงที่ไม่มีความหมาย และชุดความคิดแบบนี้เป็นชุดความคิดที่ปกแผ่ครอบงำตั้งแต่ชนชั้นนำของสังคมไทยลงไปจนถึงชนชั้นล่างระดับลูกเล็กเด็กแดงของเรา จริยธรรมกลายเป็นเรื่องรูปธรรม กลายเป็นเรื่องเชิงลบ กลายเป็นเรื่องปัจเจก และเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มเฉพาะบุคคลไป และถ้าเราปฏิสัมพันธ์กับจริยธรรมในเชิงลบนี้ ใครๆ ก็ไม่อยากมีจริยธรรม เพราะมีแล้วเด่นเกินไป หรือถ้าทำท่าจะมีจริยธรรม นั่นแสดงว่าทำอะไรผิดมาก่อน จึงต้องขวนขวายมีจริยธรรม ดังนั้นเราจึงควรกลับมารื้อฟื้นความหมายที่แท้จริงของจริยธรรม ความหมายที่แท้จริงของจริยธรรมคืออะไร? คือมาตรฐานในการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ หรือระเบียบวิธีที่จัดวางและ/หรือบัญญัติไว้ เพื่อให้คนได้รับโอกาสฝึกหัดพัฒนาตนเองให้ได้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ถ้านิยามให้สั้นที่สุด จริยธรรมคือแบบฝึกหัดการพัฒนาชีวิตให้ดีงาม เป็นคำกลางๆ เป็นคำที่ฟังแล้วรู้สึกสบายใจด้วยกันทุกฝ่าย ไม่เหมือนวันนี้ วันพรุ่งนี้ วันวานนี้ ที่จริยธรรมกลายเป็นเครื่องมือจับผิดฝ่ายตรงข้าม จริยธรรมแทนที่จะทำหน้าที่เป็นมรรควิธีหรือเป็นบันไดให้คนเดินไปสู่จุดหมาย จริยธรรมได้กลายเป็นไม้พลองฟาดหัวคู่ตรงข้าม และทุกฝ่ายก็อ้างจริยธรรมด้วยกันทั้งนั้น คุณก็มีจริยธรรม ฉันก็มีจริยธรรม สังคมไทยกำลังจะพินาศ เพราะว่าเอาจริยธรรมมาฟาดหัวกัน เป็นเช่นนี้เพราะว่าความเข้าใจเรื่องจริยธรรมของเราคลาดเคลื่อนไป ฉะนั้นตรงนี้เราจะต้องรื้อฟื้นกันก่อนว่า จริยธรรมหมายถึงระบบการจัดสรรโอกาสให้คนได้รับการพัฒนา เพื่อให้มีชีวิตที่ดีงามล้ำเลิศ หรือจริยธรรมก็คือสิกขาบท อันได้แก่ ข้อฝึก ข้อศึกษา เพื่อพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ จริยธรรมไม่ใช่บทลงโทษเลยแม้แต่น้อย พอเรานิยามอย่างนี้ได้สำเร็จ ก็ง่ายที่จะพูดในประเด็นต่อไป แต่ก่อนที่จะพูดในประเด็นต่อไป อยากจะพูดถึงขอบเขตของจริยธรรมเติมไว้นิดหน่อย ว่าจริยธรรมที่แท้ในทางพระพุทธศาสนา ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะเรื่องของรูปธรรม รากฐานอันกว้างขวางและครอบคลุมที่สุดในพระพุทธศาสนาก็คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ อริยมรรคมีองค์ ๘ ก็คือ ทางสายเดียวที่มีองค์ประกอบ ๘ ประการ ครอบคลุมในสามมิติ คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ‘ศีล’ เป็นเรื่องในระดับพฤติกรรมหรือสังคม ‘สมาธิ’ เป็นเรื่องในระดับมโนธรรมหรือค่านิยม ตลอดจนถึงกระบวนทัศน์ ‘ปัญญา’ ก็คือ ศักยภาพในการใช้เหตุผลของคน หรือความรู้ ความเข้าใจต่อโลกและชีวิตตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น จริยธรรมในความหมายที่แท้ครอบคลุมสามมิติ หนึ่ง มิติพฤติกรรม หรือ ศีล สอง มิติจิตใจ หรือ สมาธิ สาม มิติปัญญา หรือ ความเข้าใจต่อโลกและชีวิต เมื่อเราพูดถึงจริยธรรม นั่นก็คือ จริยธรรมที่เริ่มต้นตั้งแต่การมีวิธีคิดที่ถูกต้อง การมีโลกทัศน์ที่ถูกต้อง การมีค่านิยมที่ถูกต้อง การมีกระบวนทัศน์ที่ถูกต้อง เป็นจุดตั้งต้นของจริยธรรม การมีพฤติกรรมที่ดีงาม ถูกต้องสอดคล้องตามทำนองคลองธรรม คือมีศีลก็เป็นจริยธรรม การมีความรู้ความเข้าใจต่อโลกและชีวิตตามความเป็นจริง จนกระทั่งว่าครองตน ครองคน ครองงานให้สอดคล้องตามสัจธรรม ก็เป็นจริยธรรม มิติของจริยธรรมครอบคลุมในสามเรื่องสามระดับอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องตื้นๆ ที่เราเคยรู้ เคยเห็น เคยเข้าใจกันมา เพราะฉะนั้น ถ้าเราพูดว่า คนคนหนึ่งมีจริยธรรม นั่นหมายความว่า เขาเป็นคนที่มีระบบความคิดความเชื่อที่ดี มีพฤติกรรมทางสังคมคือศีลที่ดี และมีสติปัญญาคือ ความเข้าใจต่อโลกและชีวิตที่ดี คนมีจริยธรรมต้องมีสามดี และดีในสามมิติอย่างนี้ ไม่ใช่มีจริยธรรมที่หมายความว่า ไม่ทำอะไรผิดประมวลจริยธรรม ไม่ทำอะไรผิดจรรยาของวิชาชีพ ไม่ทำอะไรผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ทำอะไรผิดศีลห้า ไม่ใช่ เมื่อเราพูดถึงการมีจริยธรรม ควรจะเริ่มต้นตั้งแต่ การมีโลกทัศน์ที่ถูกต้อง การมีพฤติกรรมทางสังคม คือศีลที่ถูกต้อง การมีความเข้าใจต่อโลกและชีวิตที่ถูกต้อง อันนี้คือความหมายของจริยธรรมในมิติที่ครอบคลุมและกว้างขวาง และคนมีจริยธรรมก็ต้องมีตั้งแต่ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าครอบคลุมทุกระดับอย่างนี้ จริยธรรมจะไม่ใช่เรื่องผิวๆ เผินๆ เพราะเหตุที่เราเข้าใจเรื่องจริยธรรมในระดับเปลือกผิว นั่นจึงเป็นเหตุให้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือฉบับพุทธศักราช ๒๕๕๐ มีสภาพไม่แตกต่างจากประมวลจริยธรรม ทั้งๆ ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญควรจะกำกับ กำหนด เปิดโอกาส และวางแนวทางให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นและเป็นสุข ถ้าไปดูกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด มีลักษณะละม้ายใกล้เคียงกับประมวลจริยธรรม คือบอกว่าอันนี้ควรทำ อันนี้ไม่ควรทำ ความหมายระหว่างบรรทัดที่เราสามารถร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญให้เป็นอย่างนี้ขึ้นมาได้เพราะอะไร ลึกๆ สังคมไทยสั่งสมหมักหมมปัญหาในเชิงจริยธรรมเอาไว้ จนในที่สุดมันได้แสดงตัวออกมาปรากฏในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น ใครลองไปอ่านรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด จะเห็นว่ามีบุคลิกภาพแตกต่างจากรัฐธรรมนูญทุกประเภทในโลกนี้ นี่ก็แสดงว่าปัญหาเชิงจริยธรรมของประเทศชาติบ้านเมืองนั้น กินลึกเข้าไปถึงไขกระดูกของสังคมไทย ปัญหาก็คือเรากล้าพูดไหม ว่าเรามีปัญหาจริยธรรม บางครั้งเราก็ปลอบใจตัวเองว่า ประเทศไหนๆ ก็เป็นอย่างนี้ พูดให้ตัวเองรู้สึกดีเพื่อไปทำใหม่ พูดแล้วไม่ก่อให้เกิดการแก้ไข พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เรามองโลกในแง่ดีอย่างเดียว มองแง่ดีก็ได้ มองแง่ลบก็ได้ แต่รากฐานที่จริงต่อท่าทีในการมองโลกของพระพุทธศาสนาคือ มองตามความเป็นจริง เราไม่มีทางฟื้นฟูบูรณะประเทศชาติบ้านเมืองของเรา ด้วยการมองโลกในแง่ดี แล้วก็ประนีประนอมกันอยู่เพียงแค่ ถอยเถอะ อภัยเถอะ รอมชอมเถอะ การถอยเถิด อภัยเถิด รอมชอมเถิด โดยไม่มีการแก้ปัญหาขั้นรากฐาน นั้นไม่ต่างอะไรกับการเอาไม้ไปขีดลงบนน้ำ เมื่อยกไม้ขึ้นมา น้ำก็รวมกลับไปที่เดิม สันติสุขที่เราได้มา เป็นเพียงสัญญาพักรบชั่วคราว เพื่อจะรบใหม่เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะฟื้นฟูบูรณะสังคมไทยทั้งระบบก็คงต้องเริ่มต้น สอบสวนทวนความทุกเรื่องที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างจริงจัง และเห็นแก่ธรรมโดยไม่เห็นแก่คน สังคมไทยเป็นสังคมที่เห็นแก่คนแล้วไม่ค่อยเห็นแก่ธรรม เป็นสังคมที่กลัวที่สุดในเรื่องของการเสียหน้า เพื่อที่จะให้คนไม่กี่คนเสียหน้า เรายอมเสียประเทศก็ได้ เราทำกันถึงขนาดนี้ หลักที่ถูกที่ควรคือ เราจะต้องเห็นแก่ธรรม โดยที่ไม่เห็นแก่คน นี้คือหลักกว้างๆ เวลาเราจะปฏิสัมพันธ์กับจริยธรรม และนำเอาจริยธรรมมาใช้ในสังคมไทย ๓
ต่อไปก็ถามว่า ทำไมจริยธรรมจึงเสื่อมไปจากสังคมไทย? อันนี้เป็นคำถามที่สำคัญมากๆ การที่จริยธรรมเสื่อมไปจากสังคมไทย เราไม่สามารถอธิบายด้วยสูตรสำเร็จง่ายๆ แค่ว่า มีคนบวชพระน้อยลง คือมีคนพยายามอธิบายว่าเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว จำนวนพระไทยมีประมาณห้าแสนรูป ต่อมาลดเหลือสามแสนรูป งานวิจัยชิ้นล่าสุดบอกว่า มีพระไทยประมาณหนึ่งแสนห้าหมื่นรูป นี่คือดัชนีชี้วัดการลดลงของจริยธรรม อธิบายอย่างนี้นี่ลำบากมากเลยนะ เพราะอาตมภาพไปอเมริกา เขาก็ไม่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่เขาสร้างจริยธรรมมวลรวมประชาชาติได้เข้มข้นมาก เพราะฉะนั้นคำอธิบายที่ว่า ทำไมจริยธรรมจึงเสื่อมไปจากสังคมไทยต้องมีมิติที่ลึกซึ้งกว่านั้น เท่าที่เวลาจะอำนวย อาตมภาพจะลองอธิบายดู
หนี่ง โครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ และโลก ได้เปลี่ยนแปลงไป สังคมไทยในสมัยก่อน เราอยู่กันในสังคมเกษตรกรรม สังคมเกษตรกรรมก็คือสังคมที่ครอบครัวอยู่กันแบบครอบครัวขยาย ปู่ย่าตายายพ่อแม่ลูก ตกเย็นกินข้าวพร้อมกัน ในวงข้าวที่พ่อแม่ลูกปู่ย่าตายายได้กินข้าวพร้อมกัน ตรงนั้นเป็นเวทีถ่ายทอดศีลธรรมจริยธรรมที่ดีที่สุด ทีนี้พอสังคมไทยเปลี่ยนจากยุคเกษตรกรรมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ยุคอุตสาหกรรมกำลังแต่งตัวเข้าสู่ยุคไอที ยังไม่ทันไรเลยจะพาจะลากเข้าสู่ยุค 3G อีกแล้ว เพราะฉะนั้น เขาไทยในเวลานี้พันทางมากในสังคม เขาที่เป็นเกษตรกรรมก็มี ยุคอุตสาหกรรมก็มี ยุคข้อมูลข่าวสารก็มี ยุค 3G ก็มี เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุที่สภาพของโครงสร้างสังคมเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ ทำให้สถาบันครอบครัวฉีกขาดออกจากสถาบันวัด วัดฉีกขาดออกจากสถาบันทางสังคม สถาบันทางสังคมก็ฉีกขาดออกจากกันและกัน เพราะต้องไปเชื่อมกับโลก โดยวิธีนี้กระบวนทัศน์หลักของสังคม ไม่ใช่กระบวนทัศน์เดียวเดี่ยวๆ เหมือนสมัยสุโขทัย ในสมัยสุโขทัย ถ้าพระมหากษัตริย์บอกทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว คนเชื่อทั้งเมือง เดี๋ยวนี้ถ้าบอกว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มีเด็กส่งเอสเอ็มเอสมาเถียงว่า “ไม่จริงพระอาจารย์ ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” วันนี้มีศัพท์ใหม่อีกล่ะ ทำดีอัปรีย์กินหัว ทำชั่วมีคนปกป้อง (ผู้ฟังหัวเราะ) เห็นไหมว่าความเคลื่อนไหวอย่างเป็นพลวัตของโลก ของสังคม ทำให้คนไทยไม่ได้อยู่ในชุดความคิดชุดเดียวอีกต่อไป และเหตุดังนั้น ระบบความคิดความเชื่อของเราจึงพันทางและหลากหลาย ชุดความเชื่อในทางจริยธรรมที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ตอนนี้มันคละ มันสับสนปนเปกันไปหมด ฉะนั้นไม่ใช่แล้วที่หนึ่งคนมีหนึ่งความคิด หนึ่งคนมีหนึ่งความเชื่อ หนึ่งคนอาจจะร้อยความคิด หนึ่งคนอาจจะพันความเห็น คนเราเมื่อมีความขัดแย้งกันทางความคิด วิถีปฏิบัติก็เปลี่ยนแปลงไป นั่นทำให้บทนิยามเรื่องจริยธรรมของคนไทย เปลี่ยนแปลงและคลาดเคลื่อน สอง ค่านิยมของสังคมเปลี่ยน ค่านิยมของสังคมไทยแต่เดิมอิงอยู่กับพุทธคติ คิดอะไรไม่ออกถามพระ ขัดแย้งก็ไปหาพระ ลูกเกิดใหม่ก็ให้พระตั้งชื่อ ฝันไม่ดีก็ไปให้พระสะเดาะเคราะห์ เลิกกันก็ไปให้พระดูว่าคนที่คบใหม่ใช่ไหม ตัวจริงหรือตัวปลอม วันหนึ่งตายก็ให้พระไปสวด ค่านิยมของสังคมไทยในสมัยก่อน หลีกไม่พ้นวัด หลีกไม่พ้นวัง แต่ค่านิยมของสังคมทุกวันนี้ไม่ใช่แล้ว วัดอาจจะไม่ใช่ที่ผลิตชุดจริยธรรมให้กับสังคมที่มีพลังอีกต่อไป คำอธิบายพุทธศาสนาที่ลึกซึ้งอาจจะไม่เกิดจากปากพระอีกต่อไป แต่อาจเกิดจากปัญญาชนชาวพุทธที่อุทิศศึกษาพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งถึงแก่นก็เป็นได้ แรงบันดาลใจในทางธรรมและจริยธรรม ไม่จำเป็นต้องออกมาจากกรอบกำแพงวัด เพราะอะไร เพราะฐานของค่านิยมนั้นเปลี่ยนแปลงไปเรียบร้อยแล้ว โบสถ์วิหารสมัยใหม่ก็คือห้างสรรพสินค้า ศาสดาองค์ใหม่ก็คือเงินตรา สาวกก็คือสมาชิกบัตรพลาสติกทั้งหลาย ค่านิยมของสังคมยุคใหม่วางอยู่บนฐานคติที่ว่า “วัตถุนิยม” คือความสุขของคนซึ่งวัดกันที่ความสามารถการเสพบริโภควัตถุและบริการ หรือสินค้าและบริการ ใครเข้าถึงสินค้าและบริการมากที่สุดคนนั้นก็มีความพึงใจ มีความร่มเย็นเป็นสุขในชีวิตมาก และเมื่อดัชนีชี้วัดความสุขและความสำเร็จในชีวิตของคนวางอยู่ในระดับวัตถุ คนก็ขวนขวายอยากได้ใคร่มีแต่วัตถุ พอโลกทัศน์อย่างนี้ครอบงำลงไปในสังคมไทย ก็เป็นเหตุให้นิยามความดีและคนดีในสังคมไทยแกว่งหมด
คนดีคือใคร? สมัยก่อนตอบง่าย คนดีคนใจบุญ ใช่ไหม? สมัยนี้คนดีคือใคร? คนดีคือเอาอะไรก็ได้แล้วมาให้เราแล้วดีหมดนะ จะโกงที่โน่นไม่เป็นไร แต่ที่นี่เขาดีมาก เห็นไหม นิยามความดีและคนดีมันแกว่ง กำลังอินกับวัตถุ ทีนี้เมื่อเราวัดความดีและคนดีกันที่การมี การครอบครองวัตถุ ประชาชนพลเมืองทุกคนอยากได้ใคร่มีในเชิงวัตถุหมด พ่อแม่ทิ้งลูกเข้าสู่เมืองใหญ่ มาอยู่เมืองใหญ่แต่งงานกับคนในสำนักงาน ในออฟฟิศ กิ๊กกันมีลูกมีหลาน เสร็จแล้วไม่มีเวลาเลี้ยง ส่งไปให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายเลี้ยง อยากให้ลูกดี แต่ว่าไม่มีเวลาเลี้ยง คนเหล่านั้นเกิดขึ้นมาแล้วก็ไปเล่นเกม GTA แล้วก็ยิงใครก็ไม่รู้ พ่อแม่ก็ผลิตลูกเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้เลี้ยงลูก ปู่ย่าตายายก็ตามไม่ทันกิเลสของเด็กรุ่นใหม่ เขาอยากได้อะไรพ่อแม่ก็จัดให้ๆ นิยามของมนุษย์เลยผิดไปด้วย มนุษย์ก็คือสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยเงิน เห็นไหม พอวัตถุนิยมเข้ามาปั๊บ ค่านิยมต่างๆ ก็เปลี่ยน เป็นอะไรที่หล่อเลี้ยงวัตถุนิยม “บริโภคนิยม”
บริโภคนิยมก็คือ คนจะมีความสุขก็ต่อเมื่อเราได้รับการบริโภค บริโภคมากที่สุด ก็สุขมากที่สุด ทำยังไงคนจะบริโภคมากที่สุดเพื่อสุขมากที่สุด ก็ง่ายนิดเดียว ยั่วให้อยากและกระตุ้นให้ซื้อ พอยั่วให้อยากสำเร็จ ก็กระตุ้นให้ซื้อได้สำเร็จ แล้วทำยังไงจะยั่วให้อยากสำเร็จและก็กระตุ้นให้ซื้ออยู่ตลอดเวลา ก็ต้องมีทุนขนาดใหญ่ นั่นก็คือ “ทุนนิยม” ทำยังไงจะหล่อเลี้ยงทุนนิยมขนาดใหญ่ให้มีเม็ดเงิน สามารถจัดการบริหารอะไรต่างๆ ได้ดั่งใจเหมือนเนรมิต ก็ต้องเข้าสู่อำนาจ นั่นก็เกิด “อำนาจนิยม” เพราะฉะนั้น เมื่อค่านิยมของสังคมมันเปลี่ยน ไม่ได้อิงอยู่กับพุทธคติอีกต่อไป ปรัชญา หรือกระบวนทัศน์ หรือโลกทัศน์ของคนในสังคม มันก็เปลี่ยนหมด จะคิดจะพูดจะทำอะไรสมัยก่อนต้องถามพระ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องถามก็ได้ ไม่ต้องถามพระ ถามอะไร ถามนักวิชาการ ถามเอ็นจีโอ ถามกูเกิ้ล หรือไม่ก็ถามวิกิพีเดีย เขาตอบได้หมด เดี๋ยวนี้เด็กจะทำรายงานง่ายนิดเดียว ไปโพสไว้ในเว็บไซต์พันทิป เดี๋ยวก็ได้คำตอบ พุทธคติเริ่มห่างหายไปจากวิถีชีวิตของประชาชนคนไทย นั่นเป็นเหตุให้ค่านิยมหรือจริยธรรมนั้นเสื่อมถอยลงไปโดยลำดับ ต่อไป การเมืองเปลี่ยน การเมืองนั้นเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับคนทั่วทั้งโลก การเมืองของอเมริกากำหนดวิถีการเมืองของประเทศไทย วิถีการเมืองของประเทศไทยก็กำหนดวิถีการเมืองของอเมริกาได้ ในเวลานี้การเมืองเปลี่ยนจากประชาธิปไตยซึ่งหมายถึงประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ เป็น “ธนาธิปไตย” หรือ “ธนกิจการเมือง” พอการเมืองเอาเรื่องเงินเป็นใหญ่ ทำยังไงจึงจะได้เงินมาหล่อเลี้ยง ก็ต้องมีคอร์รัปชั่น พอนักการเมืองคอร์รัปชั่นมากๆ เข้า นักการเมืองจะไม่พูดคำว่าจริยธรรม เพราะพูดแล้วของอาจจะเข้าตัวได้ เมื่อไม่พูดเรื่องจริยธรรม พระที่เทศน์ให้คนมีสำนึกผิดถูกชั่วดี ก็ไม่ได้รับการนิมนต์ให้เทศน์บ่อยๆ ก่อนหลวงพ่อปัญญาฯ จะสิ้น ท่านปรารภว่า ท่านถูกนักการเมืองมากระซิบว่า ให้เทศน์เบาๆ หน่อย (ผู้ฟังหัวเราะ) หลวงพ่อปัญญาก็ตอบโต้กลับไปว่า “โยมไม่อยากให้อาตมาเทศน์ ให้อาตมาตายซะดีกว่า” เห็นไหมว่าพอการเมืองไม่ยึดมั่นในแก่นแกนของการเมือง เมื่อการเมืองได้เปลี่ยนตัวเองเป็นการเมืองของกลุ่มทุนที่เรียกว่า “ทุนธนาธิปไตย” เรียบร้อย นักการเมืองจำนวนมากก็ไม่ส่งเสริมให้คนมีศีลมีธรรม เพราะอะไร เพราะคนที่มีศีลมีธรรมก็รู้ทันนักการเมือง พอรู้ทันนักการเมือง ตัวเองก็จะทำกิจกรรมทางการเมืองไม่ราบรื่น ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อมีปรากฏการณ์การขายหุ้นของอดีตนายกรัฐมนตรี แล้วโฆษกของท่านออกมาแถลงข่าว นักข่าวถามว่า “ประเด็นจริยธรรมล่ะว่ายังไง” โฆษกของท่านจึงตอบว่า “วันนี้ผมไม่ได้มาตอบเรื่องจริยธรรม” เห็นไหมว่าการเมืองในระบอบธนาธิปไตยไม่พูดเรื่องจริยธรรม ถ้าชนชั้นนำระดับบริหารประเทศชาติบ้านเมืองไม่พูดเรื่องจริยธรรม ประชาชนที่ไหนจะอาจหาญลุกขึ้นมาพูด เพราะมันสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ขอโทษ แม้แต่พระ หลายปีมานี้ แม้แต่จะพูดจะเทศน์ ยังต้องเจียมปากเจียมคำ เทศน์แล้วต้องดูว่าสอดคล้องกับสภาพทิศทางลมทางการเมืองไหม ถ้าพระสูญเสียความสามารถในการที่จะเทศน์อย่างตรงไปตรงมา ความเป็นพระของท่านก็ลดไปแล้วครึ่งหนึ่ง นี่เป็นเรื่องน่าเศร้ามากที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะการเมืองไทยนั้นเปลี่ยน ประชาชนเปลี่ยน เสาหลักทางสังคมก็ต้องเปลี่ยนตาม สถาบันทางสงฆ์ถูกออกแบบมาให้เป็นดุลทางจริยธรรมดุลหนึ่งของโลก ของมนุษยชาติ รวมทั้งของสังคมไทย ถ้าสถาบันสงฆ์ถูกบั่นทอนให้มีความอ่อนแอจริยธรรม จนกระทั่งสูญเสียความสามารถในการที่จะแสดงสัจธรรม นั่นก็เป็นดัชนีชี้วัดได้เป็นอย่างดีว่า บ้านนั้นเมืองนั้น หลักธรรมจริยธรรมได้ล้มไปแล้ว หรือถึงไม่ล้ม ก็พูดได้เลยว่า บิดเบี้ยว สี่ การศึกษาเหินห่างจากจุดหมายที่แท้ จุดหมายที่แท้ของกระบวนการการศึกษาก็คือ สร้างคนให้เป็นคนโดยสมบูรณ์ แต่การศึกษาไทยในเวลานี้เป็นการศึกษาที่ไปบรรจบอยู่ที่ อัตตา หรือ Ego ตัวกูของกู สังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่ยกย่องส่งเสริมคนให้ติดอยู่ในตัวกูของกู ฉะนั้นคนจำนวนมากที่ทำมาหากินจนประสบความสำเร็จ มีชื่อมีเสียง เป็นผู้บริหารประเทศชาติบ้านเมือง พอลงจากอำนาจแล้วก็ไปเรียนหนังสือต่อ ทั้งๆ ที่มีปัญญาบริหารประเทศชาติบ้านเมืองได้ แต่ก็ยังอยากได้ปริญญา เพราะอะไร เพราะเมื่อมีปริญญา ก็หมายถึงการมีตัวตนในสังคม การศึกษาไปบรรจบกับการสนองกิเลสที่เรียกว่า ตัวกู และด้วยเหตุดังนี้ แม้แต่ในสถาบันการศึกษาชั้นนำของชาติ อย่างสถาบันวิทยาลัยป้องกันอาณาจักร (วปอ.) ก็ดี สถาบันพระปกเกล้าก็ดี อาจารย์หมอประเวศก็พูดไว้ชัดว่า หลายคนไปศึกษาที่สองสถาบันนี้เพื่อไว้พิมพ์นามบัตร รู้สึกว่าไม่ธรรมดากับชีวิต หรือว่ามีชีวิตที่ไม่ธรรมดา ฉันนะ วปอ. ฉันนะสถาบันพระปกเกล้า และเพราะปรัชญาทางการศึกษาเปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ จึงเกิดปรากฏการณ์นักศึกษาขายตัวแลกเกรด ครูบาอาจารย์คุกคามนักศึกษาด้วยเกรดที่ครูจะหยิบยื่นให้ เมื่อการศึกษาหลงลืมวัตถุประสงค์ที่แท้ของตน กิจการทางการศึกษาก็พลอยคลาดเคลื่อนตามไปด้วย นั่นก็คือ กลายเป็นพาณิชยศึกษาเกือบจะเต็มรูปแบบ หลักสูตรบางหลักสูตรก็มีคำโฆษณาแปลกๆ ว่า “จ่ายครบจบแน่” (ผู้ฟังหัวเราะ) คนดังถูกเชิญให้ไปเรียนตามสถาบันการศึกษาชั้นนำมากมาย เพื่อเอาไว้ทำแผ่นพับ ดึงลูกเล็กเด็กแดงให้มาเรียนหนังสือ ถ้าสถาบันทางการศึกษาไม่ใช่สถาบันผลิตปัญญาเพื่อประชาชาติอีกต่อไป ก็แล้วทำไมจริยธรรมของคนมันจะล่มสลายไม่ได้ มันจะอ่อนปวกเปียกลงมาไม่ได้ เพราะคนได้สูญเสียศักยภาพในการคิด ในการใช้ปัญญา ทั้งๆ ที่อยู่ในภาคที่เกี่ยวข้องกับปัญญามากที่สุด แต่เมื่อจบการศึกษาแล้ว รู้สึกว่าปัญญาจะหล่นหายไปตรงระหว่างทางนั่นเอง สภาวะอย่างนี้เป็นกันหมดทั้งการศึกษาของพระของโยม เป็นเรื่องที่น่าวิตกมาก ถ้าเรารักที่จะพูดความจริง ก็คงจะต้องพูดอย่างนี้ เพราะรากฐานของการสร้างความกล้าหาญทางจริยธรรมเริ่มตรงนี้ เริ่มที่คุณภาพคน และคุณภาพคนเริ่มที่การศึกษาของชาติ แล้วก็ประเด็นที่ห้า เหตุที่ทำให้จริยธรรมเสื่อมไปจากสังคมไทยก็คือ สถาบันสงฆ์หมดบทบาททางปัญญาและจริยธรรมลงไปโดยลำดับ การหมดบทบาททางปัญญา ทางสังคม และทางจริยธรรมลงไปโดยลำดับ ไม่ขึ้นอยู่กับว่า มีคนมาบวชน้อยลง แต่มันขึ้นอยู่กับว่า พระสงฆ์ในสถาบันสงฆ์เริ่มจับประเด็นไม่แม่น ว่าชีวิตพรหมจรรย์นั้นมีไว้เพื่อประการใด ท่านอาจารย์พระพุทธทาสเป็นบุคคลที่จับประเด็นเรื่องการศึกษาสูงชัดเจนที่สุด ท่านเขียนใน “ลิขิตถึงน้องชาย” ว่า “การศึกษาที่เจือด้วยยศศักดิ์ ทำให้เราก้าวพลาดไปก้าวหนึ่ง และการที่เราก้าวพลาดไปนั่นแหละ ทำให้เราโชคดี รู้ว่าจะก้าวต่อไปยังไง ไม่ให้พลาด” แล้วจากนั้นท่านจึงทิ้งการศึกษาในระบบ แล้วสร้างการศึกษาของท่านใหม่ขึ้นมาที่สวนโมกข์ พุมเรียง ที่ไชยา ท่านจับประเด็นแม่นว่า การศึกษาจะต้องไม่ไปบรรจบที่ยศศักดิ์อัครฐาน การศึกษาจะต้องไปบรรจบที่ตัวผู้ศึกษามีชีวิตมีแก่นมีสารมากขึ้น ๗๖ ปีมาแล้ว ที่ท่านเห็นความวิปริตผิดเพี้ยนของการศึกษาคณะสงฆ์ไทยและการศึกษาไทย ท่านวิพากษ์เอาไว้รุนแรงมาก มันไม่น่าเชื่อว่า มันเป็นการกู่ตะโกนกลางทะเลทราย เพราะในเวลานี้ไม่เพียงแต่พระและคฤหัสถ์เท่านั้น ที่มีค่านิยมทางการศึกษาผิดพลาดด้วยชุดความคิดชุดเดียวกัน คือศึกษาไปเพื่อมีอัตตาที่ใหญ่ขึ้น ไม่ได้ศึกษาไปเพื่อมีชีวิตที่ดีงามขึ้น เพราะฉะนั้น คณะสงฆ์กระแสหลักจับประเด็นเรื่องคุณค่าของชีวิตของสมณะผิด ดำรงชีวิตอยู่ด้วยคุณค่าหรือชุดความคิดชุดเดียวกันกับฆราวาสวิสัยทั้งหลาย คือเขามีอะไรก็มีอันนั้น เขาวัดเกณฑ์ความสำเร็จกันด้วยเกณฑ์ใดก็วัดด้วยเกณฑ์นั้น ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ปัญญาชนทั้งหลายเริ่มถอยห่างไปจากแวดวงของพระและวัด ถอยห่างไป ถอยห่างไป ถอยห่างไป จนกระทั่งในที่สุด ทิ้งพระและวัดเอาไว้ในกรอบกำแพงเล็กๆ เสมือนหลักเหลี่ยมในรูกลม ที่พอหลุดเข้าไปในหลักเหลี่ยมแล้ว รูกลมๆ จะดึงออกก็ไม่ได้ จะผลักลงต่อก็ไม่ได้ มันยักยึกติดกับ ก็ไม่รู้จะทำยังไงก็ทำจตุคามรามเทพขายให้รู้แล้วรู้รอดไป (ผู้ฟังหัวเราะ) นี่คือความจริงนะ ถ้าอยากจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ก็ต้องเริ่มต้นที่ความจริงอย่างนี้ มิเช่นนั้นแล้วสังคมไทยไม่มีทางไปข้างหน้า เพราะเราประนีประนอมกับความจริงมามากเกินพอแล้ว หมดเวลาที่จะเกรงว่าใครคนหนึ่งจะเสียหน้า ถ้าเราพูดความจริง อาตมาคิดว่าเวลานี้เราต้องพูดความจริง เพื่อไม่ให้ประเทศเสียหายไปมากกว่านี้ อาจมีคนสองสามคนรู้สึกแย่ แต่ถ้าประเทศดีขึ้น อาตมาก็คิดว่าเราก็ควรจะอุทิศตัวเอง เพื่อเป็นระฆังให้คนตีแล้วมีเสียงดัง ปลุกให้คนเขาตื่น ๔
ทำไมจริยธรรมจึงเสื่อมไปจากสังคมไทย อาตมภาพได้วิเคราะห์แล้ว ต่อไปไปดูเนื้อหาสาระของวันนี้คือ ความกล้าหาญทางจริยธรรมคืออะไร?
หนึ่ง ความรักความเป็นธรรม ความถูกต้อง และความจริง คือความกล้าหาญทางจริยธรรม สอง ความกล้าที่จะยืนทำในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม คือความกล้าหาญทางจริยธรรม สองนิยามนี้ เป็นคำนิยามในทางโลกิยวิสัย นิยามอย่างนี้นิยามง่าย เหมือนอย่างที่เช กูวารา พูดเอาไว้ ครั้งหนึ่งมีคนคนหนึ่งได้อ่านข่าวของเช กูวารา รู้สึกว่านามสกุลกูวารา เป็นนามสกุลเดียวกันกับเขา ก็เลยบอกว่า “คุณเชครับ นามสกุลของคุณเหมือนนามสกุลของผม สงสัยเราจะเป็นญาติกัน” เช กูวารา ตอบว่า “ถ้าคุณอยากเป็นญาติกับผม ไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะต้องนามสกุลเหมือนกันกับผม ขอแค่สักครั้ง ถ้าคุณเห็นความอยุติธรรมเกิดขึ้นที่ไหนในมุมโลก แล้วคุณรู้สึกรับไม่ได้ หัวใจคุณเต้นแรง ถ้าคุณรู้สึกอย่างนั้น คุณเป็นญาติผม” นี่คือความกล้าหาญทางจริยธรรมในทางโลก คือความรักความเป็นธรรม ต่อไป ความกล้าหาญทางจริยธรรมในเชิงปรมัตถ์ หรือในเชิงธรรมะ คืออะไร? ความกล้าหาญทางจริยธรรมในเชิงธรรมะ คือสิ่งที่เรียกกันว่า ”กรุณา” กรุณาคำนี้สำคัญมาก คือรักที่แท้ กรุณานั้นเป็นหนึ่งในพระคุณทั้งสามประการของพระพุทธองค์ พระพุทธองค์มีพระคุณทั้งสามประการก็คือ “ปัญญาคุณ” เป็นปัญญาที่หยั่งรู้ หยั่งเห็นสัจธรรมตามความเป็นจริง ความจริงจะเปิดเผยตัวมันเองได้แค่ไหน ปัญญาก็หยั่งถึงได้แค่นั้น นั้นคือปัญญาที่แท้ สอง “วิสุทธิ” ความมีมโนธรรมหรือสภาวะจิตอันบริสุทธิ์หลุดพ้นจากการเคลือบแฝงของกิเลสอย่างสิ้นเชิง และสามคือ “กรุณา” ความสงสารประดาสรรพชีพ สรรพสัตว์ทั่วทั้งสากลจักรวาล ซึ่งลอยคออยู่ในทะเลแห่งความทุกข์ และตกอยู่ในทวิลักษณะ ไปไหนไม่พ้นจากบัญญัติ ติดดีติดชั่ว ติดเธอติดฉัน ติดเขาติดเรา ติดสูงติดต่ำ ติดบวกติดลบ ติดอยู่ในสุข ติดอยู่ในทุกข์ คนที่ติดอยู่ในสองฝั่งของความจริงเช่นนี้ พระพุทธองค์มองเห็นแล้วก็ทรงรำพึงว่า “ตรัสรู้แล้วคราวนี้เห็นจะอยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องสอนสถานเดียว” และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ๔๕ พรรษาพระชนมาชีพ เสด็จพุทธดำเนินสอนธรรมะตลอดเวลา สอนธรรมะโดยที่ไม่มีอามิสสินจ้างรางวัลตอบแทน ลมหายใจของพระองค์เป็นเรื่องของการโปรดคนทั้งหมด จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายก็คำนึงถึงการโปรดคน พระพุทธองค์เสด็จพุทธดำเนินไปทุกหนทุกแห่ง พระพุทธองค์สอนคนด้วยแรงจูงใจใด ในเมื่อไม่ใช่เงิน ไม่ใช่เกียรติ ไม่ใช่ตัณหาทะยานอยาก แล้วอะไรคือแรงจูงใจให้ทรงงานหนักถึงขนาดนั้น ตราบสิ้นพระชนมาชีพ แรงจูงใจนี้คือ กรุณา หรือความรักที่เป็นสากลต่อสรรพสัตว์ทั่วทั้งโลก และกรุณาตัวนี้เอง ที่เป็นความกล้าหาญทางจริยธรรมที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา อาตมภาพขอเล่าถึงรากฐานของความกรุณาที่แท้จริงในพระพุทธศาสนาให้ฟังว่าเป็นยังไง มีชุดหนึ่งของพุทธประวัติ มีมหาโจรชื่อก้องคนหนึ่งก็คือ องคุลีมาล องคุลีมาลนั้นชื่อเดิมคือ อหิงสก แต่พอไปเรียนหนังสือแล้วด้วยความเป็นนักเรียนทุนที่เก่งมากๆ เพื่อนก็ริษยา ริษยามากๆ เพื่อนก็เลยใช้กระบวนการโฆษณาชวนเชื่อ กระตุ้นในอาจารย์เห็นผิดเป็นชอบ หาวิธีกำจัดองคุลีมาลพ้นไปจากสำนัก สุดท้ายอาจารย์ก็ได้กุศโลบายมาอย่างหนึ่ง ยุให้องคุลีมาลออกไปตัดนิ้วมือคน เพื่อมาบูชาครูวิชาสุดท้าย ถ้าได้นิ้วมือมาหนึ่งพันนิ้วมือ ก็ได้เรียนวิชาสุดท้ายที่เรียกว่ากฤษณะมนต์ได้ องคุลีมาลก็ออกไปฆ่าคน ฆ่าคนจนมีชื่อมีเสียงกระฉ่อนโลก จนกระทั่งวันหนึ่ง ซึ่งเป็นวันที่สาวกบารมีญาณขององคุลีมาลจะเต็มเปี่ยม วันนั้นฝ่ายรัฐ คือ พระเจ้าเกษมธิโกศล ตั้งหน่วยเฉพาะกิจขึ้นมาปราบโจรองคุลีมาลโดยเฉพาะ ยกกองทัพออกไป จะไปปราบองคุลีมาล เช้าตรู่วันนั้นเหมือนกัน แม่ขององคุลีมาลรีบกุลีกุจอออกจากบ้านตั้งแต่ตีสี่ เพื่อจะนำข่าวสารที่ว่า ฝ่ายรัฐกำลังจัดเตรียมหน่วยเฉพาะกิจมาปราบลูกของแม่ แม่ลืมตาย วิ่งเข้าป่าไปจะตรวจลูก เช้าตรู่วันนั้นเช่นกัน ตีสี่พระพุทธองค์ทอดพระเนตรผ่านข่ายคือพระญาณของพระองค์ มององคุลีมาลตกอยู่ในอันตราย สรงสนานพระวรกายเสร็จแล้ว ตรัสบอกอานนท์ว่า “อานนท์ วันนี้อยู่ที่วัด เราตถาคตจะไปคนเดียว” พระอานนท์จึงทูลถาม “ทำไมล่ะ พระพุทธเจ้าค่า” พระพุทธเจ้าตรัสแก่อานนท์ว่า “การไปครั้งนี้ไม่แน่ว่าจะได้กลับหรือไม่” กลุ่มเป้าหมายคือ สุดยอดอาชญากร องคุลีมาล นาทีเป็นนาทีตายกำลังเขม็งเกลียวเข้ามานั้นเอง คนสามกลุ่มพุ่งตรงไปที่เป้าหมายเดียวกัน ซึ่งก็คือ พระเจ้าเกษมธิโกศลที่ยาตราทัพจากเมืองเข้าป่า แม่ขององคุลีมาลกุลีกุจอจากเมืองเข้าป่า พระพุทธเจ้าเสด็จพุทธดำเนินจากกุฏิเข้าป่า พระเจ้าเกษมธิโกศลก็มีความกล้า กล้าที่จะไปฆ่าองคุลีมาล แต่ไม่ใช่ความกล้าหาญทางจริยธรรม เพราะลึกๆ ความกล้านั้นวางรากฐานอยู่บนความกลัว กลัวว่าจะสูญเสียอำนาจรัฐถ้าไม่ปราบองคุลีมาล เนื่องจากว่าประชาชนเขาก่อม็อบรออยู่แล้ว (ผู้ฟังหัวเราะ) ถึงขนาดยื่นฎีกาว่า ถ้าไม่ปราบองคุลีมาล พระองค์ก็ออกไปจากบัลลังก์ เพราะฉะนั้นที่ผลักดันให้มีความกล้า จริงๆ แล้วกลัว หรือถ้าจะสมมติเรียกว่าความกล้า ก็เป็นความกล้าเพราะอยากจะรักษาผลประโยชน์ คืออำนาจรัฐ แม่ขององคุลีมาลตรงแน่วมาบอกลูก ลืมตายก็เพราะกล้า แต่ก็ไม่ใช่กล้าทางจริยธรรม เพราะลึกๆ อยากจะปกป้องตัวกูของกู เนื่องจากองคุลีมาลคือลูกของฉันเอง รักในสายเลือด รักในอัตตาของตนเอง ไม่อยากให้ถูกทำลาย ลึกๆ ไม่ได้รักลูกด้วยซ้ำ รักอัตตา อยากจะปกป้องอัตตา ก็อยากจะไปเตือนลูก ก็เป็นความกล้าที่ทำให้ถึงกับลืมตาย แต่เป็นความกล้าที่วางรากฐานอยู่บนการพิทักษ์ผลประโยชน์ของตนเอง หรือเป็นความกล้าที่วางรากฐานอยู่บนการเห็นแก่ตัวเอง ส่วนพระพุทธองค์นั้น เสด็จพุทธจาริกออกไปด้วยอาการเร่งด่วน ไม่อยากให้คณะสงฆ์ติดตามแม้แต่คนเดียวเพราะอะไร ความกล้าของพระองค์นั้น เป็นความกล้าที่บริสุทธิ์แท้ๆ จริงๆ เหมือนหยาดฝนที่หล่นจากฟ้าลงมาชโลมโลก ความกล้าของพระองค์วางรากฐานอยู่บนกรุณา คือสงสารว่าสัตว์ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ถ้าเช้าวันนี้ไม่ได้ฟังธรรมจากพระองค์ ก็จะตายไปเปล่า อย่าให้เขาตายเปล่าเลย ไปสอนเขา เพราะคิดว่าไม่อยากให้เขาตายเปล่า เพราะคิดแต่ว่าอยากให้เขาซึมซับรับเอารสพระธรรมไปสู่สรวงดวงจิตวิญญาณให้กลายเป็นอริยบุคคลขึ้นมาใหม่ ตายก็ยอม นี้คือความกล้าหาญทางจริยธรรมในทางธรรมะ ความกล้าหาญทางจริยธรรมในทางธรรมะ จึงวางรากฐานอยู่บนคุณสมบัติสามประการ ปัญญาที่บริสุทธิ์ จิตที่บริสุทธิ์ ความรักแท้ที่บริสุทธิ์ เมื่อมีความรักแท้ที่บริสุทธิ์แล้ว ความกล้าหาญทางจริยธรรม หรือก็คือความกล้าที่จะทำเพื่อประชาชาติ เป็นความกล้าที่ไม่เรียกร้องการตอบแทน เป็นการให้ที่ไม่หวัง แม้แต่จะให้ใครรู้ว่าตัวเองได้เป็นผู้ให้ เป็นการให้ที่จบสมบูรณ์ในตัวเอง ฉะนั้น กรุณาธิคุณ หรือความสงสารเพื่อนมนุษย์ที่ยังลอยคออยู่ในทะเลทุกข์นั่นแหละ คือความกล้าหาญทางจริยธรรม ในทางธรรม ความกล้าหาญทางจริยธรรมทางธรรมลึกซึ้งถึงเพียงนี้ เราจะสร้างความกล้าหาญทางจริยธรรมที่ทำให้คนองอาจกล้าหาญที่จะทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อเพื่อนมนุษยชาติได้อย่างไร เดี๋ยวเราว่ากันในหัวข้อต่อไป ทีนี้กลับมาที่ความกล้าหาญทางจริยธรรมในทางโลกๆ บ้าง ความกล้าหาญทางจริยธรรมในทางโลกก็คือ ความรักความเป็นธรรม ลองดูตัวอย่างเช่นคุณสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งเป็นสื่อมวลชนที่เรียกร้องหาสิทธิและเสรีภาพของสื่อมาโดยตลอด คุณสุทธิชัยได้บุกเบิกสื่อที่เป็นต้นแบบของการทำข่าวมืออาชีพ และก็ทำให้คำว่า “ข่าว” ซึ่งปกติเป็นคำที่คนไม่ค่อยให้ความสนใจ กลายเป็นว่า ข่าวนั้นเป็นสิ่งที่คนบริโภคกันจนเป็นเรื่องเป็นราวมาจนทุกวันนี้ เช่น ช่วงที่คุณสุทธิชัยมาทำสถานีข่าวไอทีวี ช่วงนั้นมีคนได้รับอานิสงส์มาก และไอทีวีก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ประชาชนจะติดต่อปฏิสัมพันธ์ เพื่อแจ้งสิ่งที่ไม่ดีไม่งามในสังคม จนเกิดสำนวนขึ้นมาล้อเลียนว่า “ถ้าทำอะไรไม่เข้าท่า เดี๋ยวนี้ไม่ต้องฟ้องตำรวจ ฟ้องไอทีวียังง่ายกว่า” แต่กว่าที่สื่อจะได้เสรีภาพมาขนาดนี้ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อาตมภาพจะขอเล่าทวนนิดหนึ่งก็คือว่า มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คุณสุทธิชัยไปทำงานที่บางกอกโพสต์ เป็นแค่ผู้ช่วยบรรณาธิการ วันหนึ่งนักข่าวอาวุโสไปได้ข่าวมา ลูกชายอดีตนายกฯ ท่านหนึ่ง ไปพังศาลาริมทางและก็ไปปัสสาวะรด ดูเหมือนจะเป็นศาลาหน้าวัดด้วย นักข่าวรู้กันหมด แต่ไม่มีฉบับไหนกล้าลง คุณสุทธิชัยก็เชื่อมั่นว่า สื่อจะต้องมีเสรีภาพ ถ้าสื่อไม่มีเสรีภาพจะเป็นสื่อไปทำไม ก็เลยไปขอภาพและข่าวมาลง คุณลุงคนนั้นก็บอกว่า คุณคุยกับบรรณาธิการหรือยัง คุณสุทธิชัยก็บอกว่าไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมคุยให้ ก็เลยหายไปทำทีจะโทรศัพท์ จริงๆ ไม่ได้โทรฯ กลับออกมาบอก ลงได้ ท่านบอกให้ลง พอลงไปแล้วแกก็เตรียมรับว่า พรุ่งนี้มันจะเกิดอะไรขึ้นก็ยอม ขออย่างเดียว ขอให้พิสูจน์ได้ว่าสื่อมีเสรีภาพที่จะพูดความจริง พอรุ่งขึ้น มีบางกอกโพสต์ฉบับเดียวที่ลงข่าวนี้ ผลก็คือกลับตาลปัตร ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งมีมโนธรรมได้เรียกลูกชายมาตำหนิว่า เป็นถึงลูกนายกฯ ทำแบบนี้ได้ยังไง บรรณาธิการเดินมาหาคุณสุทธิชัยบอกว่า วันนี้มีข่าวดี ท่านนายกฯ เรียกลูกชายไปเตือน อ้อ แล้วผมก็จะบอกคุณด้วยว่า เมื่อคืนโทรศัพท์ที่บ้านผมไม่ได้เสียนะ (ผู้ฟังหัวเราะ) ปรามอยู่ในที ผมรู้นะว่าคุณทำอะไร แต่วันรุ่งขึ้นดียิ่งกว่านั้นก็คือว่า พลตรี มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนชมข่าวชิ้นนี้ แล้วตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา คำว่า สุทธิชัย หยุ่น กลายเป็นชื่อนักข่าวคุณภาพ เขาไม่ได้เปิดพื้นที่ให้เฉพาะบางกอกโพสต์ แต่เปิดพื้นที่ให้พี่น้องสื่อมวลชนทั้งประเทศ กล้าที่จะทำข่าวของบุคคลซึ่งเป็นอภิสิทธิ์ชนของสังคมด้วยมาตรฐานเดียวกันกับประชาชนคนไทยทั่วๆ ไป เพราะฉะนั้น นี่ก็คือความกล้าหาญทางจริยธรรมในทางโลก ๕
แต่คนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมอย่างนี้ก็ต้องระมัดระวัง เพราะอะไร มีข้อเสียด้วย ทุกครั้งที่เราลุกขึ้นมาหยัดยืนแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรม จริงอยู่ เราอาจจะก่อให้เกิดความเป็นธรรมตรงจุดนั้นตรงจุดนี้ แต่บางทีชีวิตของเราก็แขวนอยู่บนเส้นด้าย นับเป็นความทุกข์ชนิดหนึ่ง แต่นั่นเป็นความทุกข์ระดับเปลือกผิว ทุกข์ที่ลึกมากกว่านั้นของคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมในใจก็คือว่า เมื่อเราลุกขึ้นมาเรียกร้องความกล้าหาญทางจริยธรรม แล้วได้ความสำเร็จ ได้รับเสียงกู่รับ เมื่อเราตะโกนออกไป เราไม่ได้ทุกข์จากการที่เรากลายเป็นคนเด่นคนดังขึ้นมา เพราะเราเรียกร้องจริยธรรมให้สังคม และสังคมเห็นประเด็นในสิ่งที่เราเรียกร้อง แต่เราทุกข์เพราะอะไรรู้ไหม เราทุกข์เพราะว่าหลังจากนั้นต่อไป เราอาจจะเป็นโรคเสพติดจริยธรรม และเราก็จะทำตัวเป็นมโนธรรมคือเป็นศาลเตี้ย อันนั้นไม่ดี อันนี้ไม่ดี อันนั้นไม่ใช่ ที่ฉันว่าดีจึงดี ที่ฉันว่าใช่จึงใช่ เริ่มไม่ฟังใคร ต่อมาทำตัวเป็นไม้บรรทัด วัดมันทุกคนและทุกเรื่อง คนไหนและเรื่องไหนที่ไม่ตรงกับไม้บรรทัดของตัวเอง ผลักเขาไปอีกข้างหนึ่ง แล้วบอกว่าคนเหล่านั้นไม่ดี ไม่มีจริยธรรม เราจะกลายเป็นมโนธรรมของสังคมในลักษณะเผด็จการ ขณะเดียวกัน เราก็จะกลายเป็นบรรทัดของสังคมที่ไม่ยอมงอให้อะไรทั้งสิ้น เรามองโลกในลักษณะสถิต คือถ้าไม่ดีก็ชั่วล่ะ เราไม่ได้เว้นช่องว่างให้กับอิทัปปัจจยตา คือเหตุหลากหลาย ปัจจัยอเนก การที่คนคนหนึ่งจะมีพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นมีเหตุหลากหลายและมีปัจจัยอเนกอนันต์ เรามองโลกเป็นขาวกับดำ แล้วเราก็ได้เที่ยวเอาไม้บรรทัดจริยธรรมของเรา วัดใครเขาไปทั่ว จนชาวบ้านเดือดร้อน นี่ก็เป็นทุกข์ของคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม
แต่คนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมจะทุกข์มากที่สุด จากการที่วันหนึ่งเมื่อค้นพบว่า ตัวเองได้ทำหน้าที่เป็นผู้กล้าหาญทางจริยธรรมแล้วเสพติดความกล้าหาญทางจริยธรรม หรือเสพติดความเป็นฮีโร่ของตัวเอง แล้วสังคมไม่เห็นว่าตัวเองมีคุณค่าต่อบ้านนี้เมืองนี้ คุณจะเริ่มทุกข์ และคุณก็จะล่วงทวงบุญทวงคุณเอากับสังคมไทย ฉันอุทิศตนถึงขนาดนี้ ฉันทำดีถึงขนาดนี้ ฉันเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายขนาดนี้ ฉันมานอนแรมอยู่ตรงนี้กี่วันกี่คืนแล้วล่ะ (ผู้ฟังหัวเราะ) ฉันทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง ทำไมไม่มีใครเห็นคุณค่าฉันเลย ตกลงสังคมไทยมันไม่ดีแล้วใช่ไหม ต้องย้ายไปอยู่เมืองนอกเลย บ้านนี้เมืองนี้ไม่อยู่แล้ว เห็นไหม คนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมแล้วขาดสติสัมปชัญญะ มักจะทุกข์เพราะคิดว่าตัวเองคือ ต้นทาง หรือต้นทานของจริยธรรม แล้วใครไม่เอาด้วยกับตัวเอง คนนั้นเป็นคนฝ่ายอื่นที่ไม่ใช่ฝ่ายตัวเอง ง่ายมากที่จะผลักให้คนอื่นเป็นคนชั่วคนเลว หรือคนไร้จริยธรรม แล้วผูกขาดจริยธรรมไว้กับตนเองและกลุ่มของตัว ใครไม่ทำตามเราก็ทุกข์ ใครทำตามจริยธรรมของเราได้สำเร็จ เราก็สุข บางครั้งเผลอตัวคิดว่าฉันเป็นสถาบันบุคคล แล้วก็ได้เที่ยวเอาไม้บรรทัดไปวัดใครเขาไปทั่ว ทำประโยชน์มากมายให้กับประเทศชาติบ้านเมืองด้วยความกล้าหาญทางจริยธรรมเรียบร้อยแล้ว วันหนึ่งสังคมทำท่าจะลืม สื่อมวลชนเริ่มไม่สัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์เริ่มไม่พูดถึง ก็ทุกข์เพราะถูกมองไม่เห็นหัว อัตตาถูกประเมินค่าต่ำกว่าที่ตัวเองประเมินเอาไว้ กลายเป็นความทุกข์ที่หนักหนาสาหัสของคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม เพราะฉะนั้น คนที่จะมีความกล้าหาญของทางจริยธรรม จะขาดคุณสมบัติคือความเข้าใจโลกและชีวิตไม่ได้ เพราะถ้าคุณไม่เข้าใจโลกและชีวิต ไม่รู้จักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา วันหนึ่งคุณจะกลายเป็นคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมที่แข็งกร้าว และที่หนักกว่านั้น อาจจะกลายเป็นผู้นำทางการเมืองที่ทำให้บ้านเมืองไม่มีจริยธรรม เพราะอะไร เพราะคุณผูกขาดความมีจริยธรรม และเชื่อมั่นว่าจริยธรรมของฉันนั้นถูกที่สุด มนุษย์เรานั้น เพราะเชื่อมั่นว่าจริยธรรมของฉันถูกที่สุด ทำร้ายใครก็ได้ในโลกนี้ เพราะถือว่าเขาเป็นฝ่ายหรือข้างตรงข้าม ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามก็คือ อธรรม ฉันคือธรรมะ เพราะฉะนั้นพฤติกรรมที่ฉันเลือกทำทั้งหมดมันถูกต้อง นี่คืออันตรายของคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ซึ่งจะต้องเรียนรู้เอาไว้ให้เท่าทัน มิเช่นนั้น คนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม จะกลายเป็นผู้ที่ประทุษร้ายต่อจริยธรรมของสังคม ๖
แต่ถ้าผู้ที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมมีการศึกษาเรียนรู้ธรรมะควบคู่กันไป แทนที่เขาจะทำตัวเป็นมโนธรรม เป็นไม้บรรทัดของสังคม เขาจะปรับใหม่ เขาจะเป็นมโนธรรมของสังคม คือเขาจะเป็นเสียงแห่งสติของสังคม มีหน้าที่คอยติงและคอยเตือน ไม่ใช่ตำหนิ และเขาจะไม่ใช่ไม้บรรทัดของสังคม แต่เขาจะเป็นเข็มทิศที่เที่ยงธรรมของสังคม วางตนเป็นแบบอย่างให้สังคมเห็นว่า ธรรมคืออย่างนี้ อธรรมคืออย่างนี้ เหมือนที่กุหลาบ สายประดิษฐ์ เขียนเอาไว้ว่า “ก่อนพายุก็ดี ขณะที่พายุกำลังโหมกระหน่ำก็ดี หลังพายุก็ดี เราอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่ต้น และเราไม่ได้ไปไหน เราอยู่ตรงนั้นมาโดยตลอด”
นั่นคือ เขาจะทำตัวเป็นเข็มทิศทางจริยธรรม ไม่หนักไปในทางคุกคามคนอื่นให้สมาทานจริยธรรมของตนเองเพียงฝ่ายเดียว โดยวิธีของเขาก็เป็นจริยธรรมที่ทุกฝ่ายก็รับได้ ไม่ใช่จริยธรรมที่มาพร้อมกับความกลัว นอกจากนั้นเขาก็จะเป็นไฟส่องทาง เขาจะไม่เดือดดาล ไม่คุกคาม ไม่คลั่งแค้น ถ้าความกล้าหาญทางจริยธรรมของตนเองไม่ได้รับการตอบรับ หรือไม่ได้รับการตอบสนอง แต่เขาจะหยัดยืนทำแต่สิ่งที่ดีๆ ต่อไป เหมือนคนรุ่นครูบาอาจารย์ของเราทั้งหลาย อย่างกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือศรีบูรพา อย่างอิศรา อมันตกุล หรืออย่างท่านเสนีย์ เสาวพงศ์ ท่านเหล่านี้มีความกล้าหาญทางจริยธรรมสูงมาก เมื่อท่านเลือกแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมในเชิงรูปธรรมตรงๆ แล้วไม่ได้ผลอะไร ท่านถอยมาห่างๆ แล้วทำตัวเป็นไฟส่องทาง นั่นก็คือผลิตความคิด ชุดความรู้ ชุดภูมิปัญญา ผ่านเรื่องสั้น ผ่านวรรณกรรม ผ่านบทความดีๆ หว่านโปรยลงไปในสังคม ถ้ามีคนเห็น หน่ออ่อนของความกล้าหาญของทางจริยธรรมก็เกิดขึ้นตรงนั้นแล้ว ฉะนั้น ถึงแม้เราจะมีความกล้าหาญทางจริยธรรมอยู่ก็ตาม แต่เราจะต้องไม่ลืมว่ามันมีกับดักของความกล้าหาญทางจริยธรรมอยู่ ถ้าเรารู้ไม่เท่าทัน คนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมนั่นเอง คือตัวป่วนของสังคม นี่เป็นเรื่องที่จะต้องระมัดระวัง และต้องตระหนักรู้ร่วมกัน แต่ถ้าคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมไม่หลงตัวเอง อ่อนน้อมถ่อมตน น้อมโสตลงสดับธรรมะ มีการเรียนรู้ตลอดเส้นทางของการเรียกร้องความเป็นธรรมให้สังคม เขาจะกลายเป็นบุคคลที่กลายเป็นคนสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะของประเทศชาติบ้านเมือง บางครั้งจะเป็นสัญลักษณ์จริยธรรมของชาวโลกเช่นมหาตมะคานธีด้วยซ้ำไป มหาตมะคานธี เป็นบุคคลที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมเพราะอะไร เพราะว่าเขาถือไม้บรรทัด นั่นก็คือ เขาถือสัจจะก็คือพระเจ้า พระเจ้าก็คือสัจจะ แต่ขณะเดียวกันเขาถือธรรมะด้วย มหาตมะคานธีมีธรรมะด้วย ในขณะที่ได้นำเสนอธรรมะเพื่อเป็นไฟส่องทางให้กับคนอื่นนั้น ตัวตนของมหาตมะคานธีนั้นเล็กที่สุด เพราะฉะนั้น คนที่จะมีความกล้าหาญทางจริยธรรมและกำลังอยู่ในช่วงที่พยายามนำเสนอความกล้าหาญทางจริยธรรมของตัวเอง จะต้องมีมิติของธรรมะเข้ามาเป็นส่วนผสมด้วยเสมอไป มิเช่นนั้นจะออกอาการยกหูชูหาง ฟาดงวงฟาดงา แล้วนานๆ ไปก็หลงลืม คิดว่าตัวเองเป็นสถาบันบุคคลได้เช่นเดียวกัน เร็วๆ นี้ลูกศิษย์ของอาตมภาพคนหนึ่ง ย้ายจากภาคเอกชนไปอยู่รัฐวิสาหกิจ ไปเป็นเบอร์สามขององค์กร ลูกศิษย์คนนี้จบโรงเรียนชั้นนำของประเทศไทยที่มีการเรียนการสอนที่ดีมาก ทั้งโรงเรียนและก็ทั้งพ่อแม่ทั้งตระกูล ถือว่าการผิดจริยธรรมเป็นเรื่องใหญ่ พ่อแม่จะสอนเสมอว่า ขายอะไรก็ได้นะลูก แต่ลูกอย่าขายศักดิ์ศรีของความเป็นคน วันหนึ่งพอมาลูกศิษย์คนนี้เป็นเบอร์สามขององค์กร เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ก็มีตัวแทนของบริษัทเอกชนเอาของขวัญมาให้ นาฬิกาเรือนหนึ่งที่ตัวแทนของบริษัทเอกชนเอามาให้นั้น ซื้อรถญี่ปุ่นดีๆ ได้หนึ่งคัน แกเห็นแล้วก็ตกใจบอกว่า “พี่ หนูรับไม่ได้” ตัวแทนของบริษัทก็บอกว่า “คุณรับไปเถอะ เราเอาให้คุณในเทศกาลปีใหม่เฉยๆ ไม่ได้ขอให้ทำอะไรเลย ให้เฉยๆ ไม่มีสินจ้างรางวัล ไม่มีข้อเรียกร้อง ปีใหม่ก็ให้ของขวัญละคะ” ผู้หญิงคนนั้นก็บอก “ไม่ๆ รับไม่ได้ ดิฉันไม่เคยทำอย่างนี้มาก่อน” ยืดเยื้อต่อล้อต่อถียงกันอยู่ครึ่งชั่วโมง ในที่สุดตัวแทนของบริษัทเอกชนก็บอกว่า “คุณๆ รับไปเถอะค่ะ ผู้ใหญ่ที่นี่รับกันทุกคน และรับกันทุกปี” ผู้หญิงคนนี้ถึงกับร้องไห้กับเหตุการณ์นี้ คือเธอรู้สึกสังเวชตัวเองว่า จะทนเป็นคนดีท่ามกลางคนแวดล้อมที่ไม่มีจริยธรรมได้อีกนานแค่ไหนกัน อาตมภาพคิดว่า เรื่องจริงอย่างนี้พอจะอธิบายได้ว่าทำไมจริยธรรมในสังคมไทยจึงเสื่อมโทรมไปโดยลำดับ และทำไมคนกล้าทำดีจึงเริ่มจะอยู่ลำบาก เพราะฉะนั้น การที่เราจะสร้างสมจริยธรรมหรือความกล้าหาญทางจริยธรรมลงไปในสังคมไทย อาตมาคิดว่าทุกภาคส่วนจะต้องตระหนักรู้ร่วมกัน ถ้าตระหนักรู้ร่วมกันแล้วเราค่อยๆ ร่วมกันขับเคลื่อนร่วมกันเหมือนวันนี้ ที่เรามีงานที่ประเสริฐเหลือเกิน เพราะว่ามีองค์กรมากมายมหาศาลมาจับมือกัน มาก่อเกิดกิจกรรมที่ดีๆ ในทางปัญญาขึ้น ฉะนั้น กล่าวอย่างสั้นที่สุด ความกล้าหาญทางจริยธรรมคืออะไร? คือเราจะต้องเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเรียนรู้ของสังคมไทยทั้งระบบ ให้เป็นสังคมที่ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ ใฝ่ความจริง และใฝ่ธรรมให้ได้ ถ้าเราเปลี่ยนได้ สังคมไทยทั้งระบบก็เปลี่ยนพร้อมๆ กัน แต่ถ้าเราเปลี่ยนไม่ได้ สังคมไทยไม่มีทางเปลี่ยน เพราะพระพุทธองค์ตรัสว่า “จิตเต นนีย ติ โลโก” โลกหมุนไปก็เพราะความคิด อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการที่หนึ่งก็คือ สัมมาทิฐิ ซึ่งว่าด้วยการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ฉะนั้น ถ้าเราอยากจะปรับเปลี่ยนสังคมไทยในระดับที่ลึกซึ้งที่สุด จะต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของบ้านนี้เมืองนี้ทั้งระบบ ซึ่งวิธีที่ทำได้ง่ายที่สุดก็คือ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ของคนไทยทั้งสังคม เพราะวิธีนี้เท่านั้นที่สามารถทำได้เลย
ส่วนในทางธรรมะ การสร้างความกล้าหาญทางจริยธรรมที่ดีที่สุดก็คือ การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จนจิตนั้นวิมุตติหลุดพ้นมีปัญญาที่หยั่งเห็นความจริง และมีสภาพจิตใจที่บริสุทธิ์ผุดผ่องจากตัณหา มานะ ทิฐิ พร้อมกันนั้นก็มีความรักที่แท้ก็คือ กรุณา มีชีวิตเพื่อที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั่วทั้งโลก โดยไม่เรียกร้องการตอบแทน ฉะนั้นนี้คือวิธีการสร้างสรรค์ความกล้าหาญทางจริยธรรมทั้งสองวิธี
๗
อาตมภาพก็ขอฝากเอาไว้ด้วยว่า ความกล้าหาญทางจริยธรรมนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทยในเวลานี้ พอๆ กับที่จริยธรรมเป็นสิ่งจำเป็น หากเราปรารถนาที่จะสถาปนาให้สังคมไทยมีความร่มเย็นเป็นสุข เราจะต้องไม่มัวแต่ออกแบบการเมืองใหม่เท่านั้น สิ่งที่เราจะต้องร่วมกันออกแบบก็คือ ร่วมกันออกแบบวัฒนธรรม ในการสร้างความกล้าหาญทางจริยธรรมให้กับคนของเรา กล่าวอย่างสั้นที่สุด การสร้างคนให้มีคุณภาพ นั่นแหละคือหัวใจของการสร้างสรรค์ความกล้าหาญทางจริยธรรม
ฉะนั้นในท้ายที่สุดนี้ อาตมภาพก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ปาฐกถาเรื่อง “ความกล้าหาญทางจริยธรรม” ในวันนี้ คงจะเป็นอีกข้อคิดหนึ่ง คงจะเป็นอีกสิ่งละอันพันละน้อย ที่นำมาเติมเต็มลงไป แม้ไม่มากมายอะไร หากจะเป็นเพียงจุดประกายเล็กๆ ก็คงจะเป็นประโยชน์หาน้อยไม่ สำหรับกิจกรรมการเปิดหอจดหมายเหตุพุทธทาสในวันนี้ ด้วยอานุภาพของคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ จงอำนวยอวยชัยให้คณะกรรมการหอจดหมายเหตุทุกท่าน ทุกคน ตลอดจนถึงแขกผู้เกียรติ และสื่อมวลชนทุกท่าน มีความร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน ทุกท่าน ทุกคน ด้วยเทอญ

