อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล: ประเทศไทยก็เป็นแบบนี้?

“สวัสดีครับ ขอบคุณมากๆ ครับที่มา แล้วก็ดีใจที่สุดเลยที่เห็นคนเยอะแยะโดยเฉพาะนักศึกษา อยากจะบอกข่าวที่ไม่ค่อยดีก่อน ข่าวร้ายคือโปรเจกเตอร์ 35 มม. มีปัญหา เลยต้องฉายด้วยวิดีโอ แต่ข่าวดีคือเราไม่ cancel (ยิ้ม) เพราะมีคนจองที่นั่งเต็มหมดทั้งสามรอบ ถ้า cancel ผมคงโดนกระทืบ ถือเป็นข่าวดีสำหรับตัวเอง (หัวเราะ) ยังไงก็ตาม ผมพยายามมากที่จะ set up โปรเจกเตอร์ แล้วก็เครื่องเสียงขึ้นมาทดแทนเท่าที่เราจะทำได้ภายในระยะเวลาไม่กี่วัน “ต้องขอบคุณคุณปิแอร์ คุณเจอราดีน และสมาคมฝรั่งเศส ที่ช่วย set up ทุกอย่างอย่างราบรื่น ฤทธิ์ที่ช่วย set เสียง พี่เหมียวที่ช่วย set เสียง dolby ลำโพงที่เราเห็น ติดตั้งใหม่หมดเลยนะครับ คุณภาพใกล้เคียงหรือดีกว่าโรงหนังด้วยซ้ำ “เหตุผลที่เราจะฉายวิดีโอนี้คือ ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้คงไม่มีโอกาสได้ฉายที่เมืองไทยอีกแล้ว ปีหน้าอาจออกเป็นดีวีดีให้ดูที่บ้าน แต่การที่เราได้มานั่งดูด้วยกันที่นี่ มันดีกว่าที่แต่ละคนจะไปดูจอเล็กๆ ที่บ้านของตัวเอง ที่สำคัญ มันเป็นการแสดงจุดยืนว่า ไม่ว่าทางเบื้องบน ทางรัฐบาล จะมีกฎ มีอะไร คนทำหนัง คนดู ก็ต้องหาทางออกจนได้ ถ้าฉายที่นี่ไม่ได้เราก็พยายามฉายที่อื่นจนได้

เพราะฉะนั้นผมขอบคุณมากๆ ที่มาแสดงจุดยืนร่วมกัน “อีกอย่างที่อยากจะพูดนิดหนึ่งคือหนังเรื่อง ‘แสงศตวรรษ’ เป็นหนังที่ผมทำให้พ่อแม่ ธีมหลักเกี่ยวกับความรัก และความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นจากความรักและการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่มีเรื่องราวโลดโผนเหมือนหนังทั่วไป แต่จะคล้ายไดอารี่บันทึกความทรงจำเกี่ยวกับคุณพ่อคุณแม่ คือคุณพ่อของผมเสียแล้ว ตอนที่ผมทำเรื่อง ‘สัตว์ประหลาด’ ผมเลยอยากทำหนังเรื่องนี้เป็นของขวัญให้กับเขา ไม่ว่าเรื่องที่ผมปนเปชีวิตเขากับชีวิตของตัวเอง คนที่ผมชอบ แล้วก็สถาปัตยกรรม อยากให้ปล่อยตัวสบายๆ เหมือนดูหนังเรื่องอื่น ปล่อยให้หนังพาไปด้วยภาพและเสียง และหวังว่าจะได้อะไรกลับไป ขอบคุณอีกครั้งครับ และช่วยอุดหนุนหนังไทยทั่วไปด้วยนะครับ” (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล พูดก่อนฉายภาพยนตร์เรื่อง ‘แสงศตวรรษ’ รอบพิเศษ ที่สมาคมฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550)

เรื่อง: นราวุธ ไชยชมภู ภาพ: รัชมณ วีระสุวัฒน์ ผู้ช่วยช่างภาพ: สารัตน์ น้อยคล้าย

บ่ายธรรมดาๆ วันหนึ่ง กลางเดือนพฤษภาคม เรายืนอยู่ที่หน้าสำนักงาน Kick The Machine ซึ่งเป็นทั้งที่ทำงานและบ้านของเจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เราเอื้อมมือกดกริ่ง พลางมองลอดประตูเข้าไป แต่ก็ไม่เห็นวี่แววของผู้คน พบเพียงบรรยากาศเงียบๆ เหงาๆ และกิ่งไม้ที่โยกไหวเบาๆ ตามแรงลม วันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมาก็คงเป็นวันที่แสนจะธรรมดาของหลายคน แต่สำหรับบางคนแล้ว นี่เป็นวันแห่งความสุขที่พวกเขาตั้งหน้าตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อ เนื่องจากภาพยนตร์เรื่อง ‘แสงศตวรรษ’ จะเข้าฉายเป็นวันแรก โดยจะฉายแบบจำกัดเพียง 2 โรง ‘แสงศตวรรษ’ เป็นภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องที่ 5 ของอภิชาติพงศ์ ที่นอกจากจะได้แข่งขันในเทศกาลเมืองเวนิส และไปฉายตามเทศกาลสำคัญต่างๆ มากกว่า 10 เทศกาลทั่วโลกแล้ว เมื่อเมษายนที่ผ่านมา หนังเรื่องนี้ก็เพิ่งคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเอเชียโดวิลล์ ประเทศฝรั่งเศส และรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยม จาก Asian Film Awards ประเทศฮ่องกง แต่กำหนด การฉายหนังเรื่องนี้ไม่เป็นไปตามที่ประชาสัมพันธ์ไว้ เมื่อ ‘แสงศตวรรษ’ ไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการเซ็นเซอร์ โดยคณะกรรมการฯ มีเงื่อนไขให้ฉายหนังเรื่องนี้ได้ก็ต่อเมื่อต้องตัดฉากสำคัญ 4 ฉาก ได้แก่ ฉากหมอยืนจูบกับแฟนสาว จนอวัยวะเพศที่อยู่ใต้กางเกงแข็งตัว ฉากหมอดื่มสุรา ฉากพระดีดกีตาร์ และฉากพระเล่นเครื่องร่อน อภิชาติพงศ์ตัดสินใจไม่ตัดฉากใดๆ ใน ‘แสงศตวรรษ’ โดยให้เหตุผลไว้ในประกาศยกเลิกการฉายหนังเรื่องนี้ว่า “ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่ง ผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขา พวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผม ตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆ ของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป” ต่อมา ทีมงานได้ติดต่อขอรับฟิล์มภาพยนตร์คืน โดยทำจดหมายแจ้งแก่กองเซ็นเซอร์ว่าจะยุติการยื่นขอฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ และยืนยันว่าจะไม่อุทธรณ์อีก แต่คณะกรรมการฯ กลับไม่ยอมคืนฟิล์มในสภาพเดิม โดยจะมอบให้ก็ต่อเมื่อได้ตัดฉากที่มีปัญหาออกเสียก่อน เพราะหากคืนฟิล์มในสภาพสมบูรณ์ ทีมงานอาจถือโอกาสตัดเอง และยื่นอุทธรณ์อีกครั้ง ทำให้คณะกรรมการฯ มีความผิดในการปฏิบัติงานทันที หลังจากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องนี้ระยะหนึ่ง อภิชาติพงศ์ นิตยสารไบโอสโคป มูลนิธิหนังไทย สมาคมผู้กำกับฯ และพันธมิตรก็เห็นพ้องว่าจะไม่จำกัดขอบเขตการเรียกร้องและต่อสู้ไว้แค่ประเด็น ‘แสงศตวรรษ’ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการเรียกร้องให้สังคมตั้งคำถามและขบคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับกฎหมายเซ็นเซอร์ของไทย เพื่อคนทำหนังรุ่นต่อไปจะได้ไม่ต้องเผชิญปัญหานี้ และผู้ชมชาวไทยจะได้มีอิสระในการเลือกที่แท้จริง หลายนาทีผ่านไป เราเอื้อมมือกดกริ่งอีกครั้ง สักพักประตูก็เปิดออกโดยอัตโนมัติ จากนั้นอภิชาติพงศ์ก็เดินมาหา พร้อมกับพาเราเข้าไปในตัวบ้าน ที่เราเคยมาเยือนแล้วครั้งหนึ่งเมื่อสองปีก่อน ผู้กำกับฯ วัย 37 ปี เดินไปเปิดไฟ แสงสว่างสาดไล่ความอึมครึม ห้องทำงานของเขาดูเหมือนจะไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก แต่บรรยากาศของห้องนี้ในวันนี้กลับแตกต่างเหลือเกินจากเมื่อ 2 ปีก่อน คงเพราะตอนนั้นที่นี่คึกคักครึกครื้นด้วยผู้คนมากมาย ความที่อยู่ในช่วงประชาสัมพันธ์เทศกาลหนังทดลอง และคัดเลือกนักแสดงเพื่อเล่นภาพยนตร์เรื่อง ‘Intimacy’ ซึ่งภายหลังเปลี่ยนเป็น ‘Syndromes and a Century’ หรือ ‘แสงศตวรรษ’ ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างโดยคนไทย ถ่ายทำในประเทศไทย นักแสดงก็เป็นคนไทย บทสนทนาในแต่ละฉากแต่ละตอนก็พูดภาษาไทย แต่คนไทยกลับไม่มีสิทธิ์ได้ดู นี่หมายความว่าอย่างไร? ระหว่างพูดคุยกัน อภิชาติพงศ์ใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าเรา แต่เราในที่นี้อาจไม่ได้หมายถึงเพียงตัวเขา นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเขา แต่เป็นเรื่องของ ‘เรา’ เราทุกคนล้วนถูกข่มขืนจากกฎหมายเซ็นเซอร์ที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2473 ก่อนประเทศไทยจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเสียอีก นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของหนังเรื่องหนึ่งที่ถูกเซ็นเซอร์ แต่เป็นเรื่องของคนไทยทั้งประเทศที่ถูกปิดหูและปิดตา (ไม่แน่ อาจถูกปิดจมูกด้วย จนหายใจไม่ออกไปหลายคนแล้วก็ได้) นี่ไม่ใช่แค่เรื่องในวงการภาพยนตร์ แต่แท้จริงแล้วมันข้องเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมไทย และนี่คือบทสัมภาษณ์ของผู้กำกับภาพยนตร์ไทยคนหนึ่ง ที่ภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่งของเขาไม่ได้เข้าฉายในประเทศไทย ......................

ทำไมคุณถึงไม่ยอมให้หนังของตัวเองถูกเซ็นเซอร์

เรื่องอะไร (หัวเราะ) แล้วทำไมต้องมาตัดหนังเราด้วย

ถ้ายอมให้ตัด 4 ฉาก หนังก็ได้ฉายแล้ว

มันเป็นหนังของเรานะ เราไม่อยากเอาคำว่าศิลปะมาอ้าง ไม่ใช่ศิลปะก็ได้ เป็นงานอะไรก็ได้ กองเซ็นเซอร์ไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้ ยังไงก็ตาม เขามีกฎหมายที่ save ass ตัวเอง เพราะฉะนั้นเราจึงต้องไปแก้ที่กฎหมายเพื่อให้คนข้างบนเข้าใจ นี่ไม่ใช่เพื่อตัวเรา แต่เพื่อหลานของคุณในอนาคต จะได้ไม่โง่ ตามคนอื่นไม่ทัน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘แสงศตวรรษ’ เพราะถ้าเป็นแค่เรื่องของหนังเรา เราอยู่เฉยๆ ก็ได้

คุณคิดอย่างไรที่หนึ่งในคณะกรรมการเซ็นเซอร์ออกมาให้ข่าวว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีเรื่องการตลาดมาเกี่ยวข้อง

ฉาย 2 โรง ประมาณ 2 อาทิตย์ มันไม่ได้เงินเท่าไหร่หรอก อาจขาดทุนด้วยซ้ำ ค่าพิมพ์ฟิล์ม ค่าอะไรต่ออะไร แล้วมันไม่ใช่เรื่องที่เราจะโปรโมตหนังด้วยวิธีปัญญาอ่อนแบบนี้ ดังนั้นเราเลยไม่ฉายหนังเรื่องนี้แล้ว ที่สำคัญกองเซ็นเซอร์ไม่มีสิทธิ์พูดแบบนี้ เพราะยังอยู่ในหน้าที่ ถ้าพูดในฐานะคนคนหนึ่งก็อีกเรื่อง แต่ในเมื่อคุณได้เงินจากการทำงานตรงนี้ แล้วยังออกมาพูดแบบนี้อีก ต้องบอกว่างานที่เหมาะกับคนแบบนี้คือการถูส้วม และมีอีกหลายคนที่ต้องไปถูส้วม สงสารประเทศชาติที่มีคนแบบนี้เป็นตาแทนประชาชน ใจหนึ่งเราก็อยากอธิบายให้เขาฟัง อยากส่งหนังสือธรรมะไปให้ด้วยซ้ำ ตอนนี้กำลังหาที่อยู่ ความกลัวของเขาจะได้ลดลงบ้าง จะได้เปิดกว้างมากขึ้น จะได้เข้าใจว่า ชีวิตคนน่ะ ไม่ได้อยู่ที่เงินอย่างเดียว

เพราะอะไรกองเซ็นเซอร์ถึงไม่มีสิทธิ์ตัดหนังของคุณ

เขามีสิทธิ์ เพราะกฎหมายให้สิทธิ์เขา แต่ที่เรากำลังต่อสู้ และพยายามแย้งคือกฎหมายมันงี่เง่า มันไม่สอดคล้องกับประ- ชาธิปไตย เราจะฟ้องศาลปกครองก็ได้ เพียงแต่ช่วงนี้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เราเลยพยายามแก้ พ.ร.บ.นรกให้ได้ก่อน ซึ่งเท่าที่รู้ พ.ร.บ.นี้จะจำกัดเสรีภาพของคนทำหนังมากกว่าเดิมอีก มึงอยากได้เรตติ้งใช่ไหม กูให้เรตติ้ง แต่กูจะเซ็นเซอร์ด้วย เพราะเดี๋ยวกลุ่มผู้ปกครอง กลุ่มโน้นกลุ่มนี้จะไม่พอใจ เราเสียใจว่าคนพวกนี้มานั่งตำแหน่งเหล่านี้ได้ยังไง มีความรู้ความคิดแค่นี้ ไม่อยากให้คน exercise การอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตยหรือยังไง ซึ่งเราก็รู้อยู่ว่าวิสัยทัศน์ของคนหลายคนมันน่าเศร้า แค่พูดถึงก็ไม่น่าจะเสียเวลาเอ่ยถึงเขาแล้ว แต่ พ.ร.บ.นี้จะไปทางนั้น ซึ่งมันน่ากลัวที่สุด หลานโง่แน่ๆ

ถึงวันนี้ได้ฟิล์มคืนหรือยัง

ยัง แต่เราก็เฉยๆ เพราะมองในแง่ดีว่ามันเป็นโอกาสที่จะได้รณรงค์ให้ผู้คนเข้าใจว่า คนทำหนังกับคนดูถูกกระทำจากระบบเซ็นเซอร์ของบ้านเรายังไงบ้าง เพราะก่อนหน้านี้เราก็ไม่เข้าใจ แต่พอเจอแบบนี้ปุ๊บก็มีโอกาสได้พูดคุยกับคนอื่นๆ ซึ่งหลายๆ คนบอกว่า ผมก็โดนเหมือนกัน มันทำให้เห็นภาพกว้างของสังคม ไม่ใช่เราคนเดียวที่ถูกกระทำ และเราก็มีสิทธิ์พูดว่าหยุดได้แล้ว (เขาหยุดนิดหนึ่ง) ก็ต้องพยายามให้ความรู้ประชาชนและรัฐบาลด้วยซ้ำว่าภาพยนตร์คืออะไร ต้องให้การศึกษากันใหม่ ซึ่งมันเชื่อมโยงไปถึงเรื่องเสรีภาพ และเรื่องอื่นๆ ปี 2007 แล้ว มันตลกที่เราต้องมาทำแบบนี้อีก มันเหมือนอเมริกาเมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว เป็นรัฐที่ต้องเฝ้าระวัง ระวังสงครามเย็น หรืออะไรก็ตามที่รัฐกลัว

แล้วคุณคิดว่าตอนนี้รัฐกำลังกลัวอะไร

(หยุดคิดครู่หนึ่ง) รัฐกลัวคนฉลาดไง เด็กไทยโคตรโง่บรม เราไปสอนหนังสือหลายประเทศ วัยรุ่นยุโรปมีความคิดสร้างสรรค์เยอะมาก กล้าคิดต่าง ไม่ได้อยู่ด้วยความกลัว หรืออยู่ด้วยความรู้สึกว่าสิ่งนี้ผิด สิ่งนี้ถูก ขณะที่เด็กไทยโง่แตก เพราะถูก spoil ตั้งแต่เด็ก ถูกพ่อแม่ป้อน ถูกกีดกัน ผู้ใหญ่ในบ้านเราควรจะโดนด่าบ้าง ไม่อย่างนั้นจะดักดานไปเรื่อยๆ อย่างหนังโดนแบน บางคนบอกว่าดีแล้ว เด็กจะได้ไม่ต้องดู นี่คือความคิดของคนที่ไม่เข้าใจประชาธิปไตย ไม่เข้าใจเสรีภาพ เพราะถูกกดมาตลอด จนเขา operate ไปทางนั้น คุณไม่อยากดูก็ไม่ต้องดู แล้วก็ไม่ต้องให้ลูกดูด้วย หัดดูแลลูกตัวเองบ้าง คือเราก็ต้องมีสิทธิ์ทำ มีสิทธิ์พูดเรื่องของเรา มันน่าจับพ่อแม่ไปตีก้น จะเอาแต่พึ่งรัฐไม่ได้ เพราะรัฐจะยิ่งได้ใจ เดี๋ยวรัฐดูให้เอง แล้วก็กีดกันทุกอย่าง เราว่าเปลี่ยนเป็นเผด็จการดีกว่า ไม่ต้องกระแดะเรียกประชาธิปไตย ชีวิตคนไทยมีแค่นี้เหรอวะ รักชาติ รักอะไร แล้วทำอะไรให้ชาติบ้าง มีแต่ย่ำยี ปิดหูปิดตาเด็ก โดยอ้างศีลธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าก็คือคน ไม่ใช่พระเจ้า (เน้นเสียง) คำสอนต่างๆ ก็มาจากสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้เรียนรู้ ได้ลองผิดลองถูก ได้วิเคราะห์ นี่คือความงามของพุทธศาสนา แต่พวกนี้กลับเอากฎของศาสนามาครอบ ซึ่งมันตรงข้ามกับคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำ เขาไม่ได้ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นคนแล้ว อย่างเราทำหนังเกี่ยวกับพระ ซึ่งพระในมุมมองของเราก็คือคนคนหนึ่ง เขาอาจทำผิดวินัยสงฆ์ คนดูก็จะได้วิเคราะห์ว่าเพราะอะไรเขาถึงทำแบบนี้ แล้วมันคืออะไร ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ก็โฆษณาชวนเชื่อทั้งประเทศเลยแล้วกัน

เหมือนยุคฮิตเลอร์

ใช่ๆ ตั้งกรมภาพยนตร์เพื่อเผยแพร่ศาสนา เพื่อศีลธรรมอันดีงาม เพื่อกลุ่มวิชาชีพแพทย์ แล้วก็ทำแต่หนังโฆษณาชวนเชื่อให้องค์กรตัวเอง อย่างเวียดนามจะมีลำโพงติดอยู่ตามเมืองเต็มไปหมด ทุกวันจะมีประกาศว่าสังคมได้ดีจากรัฐบาลยังไงบ้าง สลับกับการเปิดเพลงให้คนรักชาติ เฮ้ย exotic ดี แต่ถ้าอยู่สักเดือนอาจอ้วกได้ สังคมไทยก็เดินมาทางนี้แล้ว ถ้าจินตนาการว่ามีลำโพงติดทั่วเมืองก็ไม่ประหลาดใจแล้ว ทำไมไม่เปลี่ยนเป็นเผด็จการเลยล่ะ

ถึงกับต้องเปลี่ยนระบอบการปกครองประเทศเลยหรือ

เปลี่ยนไปเลย (เน้นเสียง) จะได้ไม่ต้องมาเถียงอีก จะได้ยอมรับ ไม่อย่างนั้นเราจะไม่เข้าใจ เพราะถ้าบอกว่านี่เป็นประชาธิปไตย มันก็เป็นประชาธิปไตยแค่ชื่อ ซึ่งทำให้ประชาชนไม่รู้สิทธิ์ของตัวเอง คนรุ่นใหม่โดนปิดหูปิดตาตลอด แล้วที่น่ากลัวคือมีหลายคนที่สมยอม โดยเฉพาะผู้ปกครองทั้งหลาย เราทั้งสงสารทั้งเสียใจ เพราะเรารักประเทศไทย คนไม่กี่คนกำลังข่มขืนประเทศ โดยเอาคำว่าศีลธรรมมาบังหน้า ...เราอาจผิดก็ได้ แต่มันต้องมีเวทีให้สู้กัน อย่างเรื่องหนัง ก็ให้โอกาสหนังได้ฉาย ถ้ากรมศาสนาเดือดร้อนก็ประท้วงสิ ต้องให้ทุกคนได้เรียนรู้การใช้สิทธิ์ของการอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตย พอกรมศาสนาประท้วง เราก็ชี้แจง ไม่ใช่ว่าต้องตัด ไม่อย่างนั้นไม่ให้ฉาย อยู่ด้วยความกลัว กลัวอะไรไม่รู้ กลัวว่าตัวเองจะไม่ได้ทำงานเหรอ หรือกลัวกรมศาสนาจะว่าเอา เพราะมันไม่มีระบบเรตติ้งไง ห่วยตั้งแต่เรื่องนี้แล้ว กองเซ็นเซอร์เลยต้องทำตามหน้าที่ ซึ่งก็ save ass ตัวเองไป น่าสงสารว่ะ คนทำงานที่ต้อง save ass ตัวเอง ซึ่งมีเยอะมากในประเทศไทย แทบทุกหน่วยราชการ

ขณะที่หนังหลายๆ เรื่องยอมโดนตัดเพื่อให้ได้ออกฉาย ทำไมคุณถึงไม่ยอม

จริงๆ แล้ว เรื่องเซ็นเซอร์เป็นเรื่องที่หนังสตูดิโอถูกกระทำ จากนั้นก็ต้องเจรจากัน เราพยายามบอกว่าไม่ต้องเจรจาก็ได้ แต่เราต้องสู้ ซึ่งมันอาจยากในมุมมองของเขา เพราะลงทุน 20-30 ล้าน แล้วตลาดของเขาคือเมืองไทย เพราะฉะนั้นยังไงก็ต้องทำให้หนังออกฉายให้ได้ จะตัดก็ต้องยอม มันไม่ใช่ความรักอีกแล้ว แต่ทำเพื่อไม่ให้เงินก้อนยักษ์ไหลลงน้ำ ซึ่งมันก็น่าเห็นใจ แต่สำหรับเราแล้ว เฮ้ย ไม่ฉายก็ได้ ฉายไปก็ขาดทุน ไม่รู้จะฉายทำไม แล้วเราก็อยากบอกคนที่ทำหนังสตูดิโอว่า คุณไม่ต้องทนก็ได้

ทนถูกข่มขืนรอบแล้วรอบเล่า

แน่นอน พอเกิดเรื่องนี้ หลายๆ คนก็เข้ามาบอกว่า กูก็ทรมานเหมือนกัน แต่หนังสตูดิโอก็มีหลายวิธีที่ช่วยให้หนังผ่าน ซึ่งเราพูดลงบทสัมภาษณ์ไม่ได้ เดี๋ยวโดนฟ้อง อาจใช้ระบบหยวนๆ อะลุ้มอล่วยกันไป เส้นสาย อิทธิพล หรืออะไรวุ่นวายไปหมด คนทำหนังเหล่านี้บอกว่ามันเป็นแบบนี้ตั้งนานแล้ว เขาก็รู้สึกดีที่มีการเคลื่อนไหวนี้ขึ้นมา แต่บางคนก็บอกว่า ท่านมุ้ย (หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) ก็เคยโดน แล้วทำไมคุณถึงโดนไม่ได้ ซึ่งเรารู้สึกว่า เฮ้ย ท่านมุ้ยโดนตบหน้าสิบที แล้วจะมาตบหน้าเราแค่ทีหนึ่ง เราก็ไม่ยอม ทำไมต้องเทียบกับคนอื่น ต้องถามกลับด้วยว่า ทำไมคุณต้องตบ คุณเป็นใคร คุณต้องรับใช้ประชาชนไม่ใช่หรือ เพราะประชาชนเสียภาษีให้คุณนะ ถ้าเราจะต่อสู้เพื่ออนาคตประเทศไทย พวกนี้ไม่ผิด เพราะเขาก็ถูกข่มขืนจากระบบเหมือนกัน เนื่องจากกฎหมายมีมาตั้งแต่ปี 2473 ก่อนประชาธิปไตยอีกนะ แต่เป็นเพราะความขี้เกียจ หรืออะไรก็ตาม ก็เลยใช้มาเรื่อยๆ ตำรวจก็ต้อง save ass ตัวเอง แล้วยิ่งมีเรื่องการใช้อิทธิพลของหนังสตูดิโอมาผสมด้วย เลยยิ่งกลายเป็นความน่าเกลียดของสังคมไทย ต้องหน้าไหว้หลังหลอก ซึ่งคำคำนี้สะท้อนความเป็นไปในประเทศนี้ได้โคตรชัด ต้องหลอก เพราะกลัวความผิด กลัวเจ้านายด่า

นอกจากคนทำถูกข่มขืนแล้วคนดูถูกข่มขืนยังไงบ้าง

โอ๊ย ชัดเจน เราทำหนังทุกเรื่อง เราไม่เคยดูถูกคนดู ถึงเราจะบอกว่าไม่ได้ทำหนังให้ใคร แต่เราไม่ได้ดูถูกใคร แล้วพวกนี้ก็มาตบหน้าคนดู สูบบุหรี่ต้องทำโมเสก มีคอร์รัปชั่นในหนังไม่ได้ พระเล่นกีตาร์ไม่ได้ นี่มันข่มขืนทางสายตา และที่มากกว่านั้นคือข่มขืนทางความคิด คิดว่าเราอายุเท่าไหร่วะ ถึงให้ดูสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เราเพิ่งกลับจากการไปฟังท่านติช นัท ฮันห์ เทศน์ที่ฮานอย ก่อนเทศน์ก็มีพระเล่นกีตาร์ ร้องเพลง กีตาร์โปร่งเหมือน ‘แสงศตวรรษ’ ด้วย โอ๊ย อยากให้พวกนั้นมาดูจัง เล่นแล้วไฟกิเลสไม่ลุกท่วมตัวหรอก คนดูก็ร้องตาม นี่คือความงามของชีวิต นี่คือสิ่งที่เราอยากนำเสนอ ต้องจับพวกนี้มาให้การศึกษาใหม่

ทำไมผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเราถึงมองว่าหนังบางเรื่องเป็นยาพิษ

ความรู้และวิสัยทัศน์ต่อโลกน้อย มันน่ากลัวที่ผู้นำไม่เชื่อมโยงกับโลกหลายๆ คนบอกว่าอย่าเอามาตรฐานตะวันตกมาใส่กรอบเมืองไทย เราก็ไม่ต้องอยู่กับเขาแล้วกัน ก็สร้างรั้วรอบประเทศแล้วกัน เขาไปถึงไหนกันแล้ว คือเวลาที่จะเพิ่มพูนความรู้ให้ตัวเอง เราต้องรู้ว่าข้างนอกเป็นยังไง ฮอลลีวู้ดเป็นยังไง เราจะได้มีอาวุธ รู้ว่ากลยุทธ์ของเขาคืออะไร วัฒนธรรมของเขาเป็นแบบไหน เพื่อเราจะได้สร้างวัฒนธรรมของตัวเอง ถ้าหาคำตอบได้ง่ายๆ ว่าทำยังไงให้พวกไม่กี่คนนี้เปิดวิสัยทัศน์ได้ ประเทศไทยคงเจริญไปนานแล้ว เพราะบ้านเรามีดีหลายอย่าง พุทธศาสนาก็ดี สถาบันกษัตริย์ก็ดี แต่ดันมาเสียที่คนพวกนี้ ความดีถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของคนไม่กี่คน ความหน้าไหว้หลังหลอก ความไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเห็นแก่ตัว บางคนใส่เสื้อเหลือง ขับรถที่ติดธงเรารักในหลวง แต่ขับรถชั่วฉิบหาย (หัวเราะ) มันมีอะไรที่หลอกๆ กันอยู่ แค่เอาภาพลักษณ์มาแปะ คุณติดธงชาติทั่วบ้าน แล้วคุณทำอะไรอีก ไม่คิดถึงอนาคต ไม่มองการณ์ไกล มองแค่บันไดขั้นเดียว

ม่มองว่าบันไดกำลังพาเราไปไหน

ใช่

แล้วคุณว่ามันจะพาไปไหน

ลงเหวน่ะสิ

ปัญหาหนึ่งของระบบเซ็นเซอร์บ้านเราคือมันหามาตรฐานไม่ได้ แล้วระบบเรตติ้งที่พวกคุณกำลังเรียกร้องมีมาตรฐานไหม

ไม่มีอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็เป็นบันไดอีกขั้น เขาจะไม่มีสิทธิ์ตัดหนังของใครแล้ว เขาต้องตบเราด้วยเรตติ้ง ถ้าเป็นหนังที่แรงมากๆ สมมติเรื่องเซ็กซ์ ก็ตบด้วยเรต x แล้วถ้าโรงไม่เล่นด้วย หนังก็ไม่มีที่ฉาย แบบนี้รับได้ คือไม่มีสิทธิ์สั่งตัดหรือยึดหนัง พอได้ x ปุ๊บ อาจฉายที่หอศิลป์ หรือที่อื่นที่ไม่เข้าข่ายการค้า โดยกำหนดว่าห้ามอายุต่ำกว่า 18 ปีดู ระบบนี้ดีกว่าแน่นอน แต่หนังเรื่องไหนจะได้เรตไหน มาตรฐานมีน้อยอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็ดูเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น สตูดิโออาจตั้งใจทำหนังเพื่อให้ได้เรตที่คนดูได้หลายกลุ่ม แต่พอไม่ได้ เขาก็ต้องตัดเพื่อให้ได้เรตที่คิดไว้ มันก็เป็นเรื่องของเขา แต่ถ้าหนังที่อื้อฉาวขึ้นมาอย่าง ‘แสงศตวรรษ’ ก็ต้องประท้วงให้สังคมรับรู้ว่าเรตที่ได้ไม่เหมาะสมยังไง ต้องได้ exercise การอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ exercise อำนาจ ไม่ใช่ exercise ว่าฉันสามารถชี้นิ้วสั่งได้ว่าแบบนี้ถูกแบบนี้ผิด เราไม่ได้หมายถึงแค่ศิลปะ แต่ทุกอย่าง งานทั่วไปนี่แหละ ต้องมีพื้นที่ให้ทั้งคนทำ คนดู ทีนี้ก็อยู่ที่คนดูแล้วว่าจะ exercise สิทธิ์ของตัวเองขนาดไหนทุกวันนี้คนไทย exercise สิทธิ์ของตัวเองมากน้อยแค่ไหน ค่อนข้างสมยอม อย่างเรื่องทีวี เพื่อนเราบอกว่าทำไมทีวีไทยนรกขนาดนี้ ถ้าเป็นประเทศเขา คนประท้วงแล้ว อาจประท้วงทางอินเตอร์เน็ต หรือประท้วงในรูปแบบอื่นๆ แต่บ้านเราค่อนข้างเงียบเหงา ป้อนอะไรให้ก็เอา จนถึงจุดที่ชินชา ถ้าตัวละครไม่ตบกัน ชักไม่พอใจ นี่ยกตัวอย่างแค่เรื่องสื่อภาพเคลื่อน ไหว ยังมีอีกหลายอย่าง ไม่ว่าการขับรถ การใช้ชีวิตยามว่าง เรากลัวเหลือเกินที่จะกลายเป็นคนที่ไม่คิด ไม่วิเคราะห์ กลายเป็นวันไหนไม่ได้เข้าห้างแล้วมือสั่น เพราะไม่ได้จ่ายเงิน การอยู่ในประเทศนี้ทำให้กลัวตัวเองว่าจะเป็นแบบนั้นมากเหมือนกัน บางคนบอกว่าสังคมไทยยังไม่พร้อมกับระบบเรตติ้ง เพราะบางเรตต้องมีผู้ใหญ่ช่วยแนะนำ แต่เด็กกับผู้ใหญ่บ้านเราไม่คุยกันหรอก คุณคิดว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยจะใช้ระบบเรตติ้งหรือยัง จริงๆ แล้วนี่เป็นกลไกทางสังคมอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้ใหญ่หันมาสนใจเด็กมากขึ้น แต่ถึงผู้ใหญ่จะไม่สนใจก็ตาม อย่างน้อยหน้าโรงก็ต้องโชว์บัตรประชาชนก่อนถึงจะดูหนังได้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องหน้าไหว้หลังหลอก ไม่ต้องอ้อม เราเถียงกันเหลือเกินว่าระบบนี้เป็นของฝรั่ง มันไม่เหมาะกับสังคมไทย แต่ขณะเดียวกัน เราก็อยากเป็นเกาหลีและฮอลลีวู้ดเหลือเกิน ก็ลองทำดูสิ นี่เป็นข้ออ้างมากกว่า เพราะคนมันขี้เกียจเปลี่ยนกฎหมาย เป็นสังคมที่ wait and see เฮ้ย เดี๋ยวรอดูก่อน แล้วก็ลืม แล้วก็เปลี่ยนรัฐบาล ถึงลากกันมาได้ 70 กว่าปี ระยะเวลาของความขี้เกียจเท่ากับช่วงอายุของคนคนหนึ่งเลย คิดดูแล้วกัน คุณกินเงินเดือนของประเทศแล้ว คุณก็ควรจะทำหน่อย ลองร่างดูว่าเป็นยังไง ถ้าจะใช้ระบบเรตติ้ง มันไม่ตายหรอก (หัวเราะ) พอกฎหมายเป็นแบบนี้ คนเซ็นเซอร์ก็ต้องเบลอไปตามจุด ในส่วนลึกๆ ของความรู้สึกก็คงมีตัวเล็กๆ ทุบหัวอยู่ เฮ้ย โง่ฉิบหายที่ทำแบบนี้ แต่เขาก็ต้องทำ ไอ้ตัวเล็กๆ ก็บอกว่า มีเมียมีลูกต้องเลี้ยงดู ได้เงินเดือนก็ทำไปแล้วกัน คือมันน่าสงสารกันทั้งประเทศ

ต้องแก้ที่ระบบใหญ่ ทุกอย่างถึงจะดีขึ้นได้

ใช่ ระบบใหญ่มีหนอนไม่กี่ตัวหรอก แต่บอกชื่อไม่ได้ (ยิ้ม) มันเกิดจากความ paranoid ของคนไม่กี่คน ที่เอาศีลธรรมอันดีงามของประเทศมาอ้าง

แล้วข้ออ้างแบบนี้ฟังขึ้นไหม

ขึ้นไม่ขึ้น ก็อยู่ที่คนในประเทศว่าสมยอมแค่ไหน ถ้าไม่ยอม ก็มา exercise กัน รู้แต่ว่ามีแต่คนบ่น รู้สึกไหมว่าตอนนี้ถึงเบลอ แต่เราก็ยอมรับแล้ว เฮ้ย ประเทศไทยก็เป็นแบบนี้

พอชินชา ก็ไม่คิดจะตั้งคำถามว่าทำไมต้องทำภาพเบลอ แล้วไม่เบลอได้ไหม

ใช่ ทำให้คนคิดหลายตลบ คิดอ้อมไปอ้อมมา

ถ้าไม่อยากอ้อมก็ต้องสู้ ตอนนี้สู้แบบไหนได้บ้าง

ทำได้มากที่สุดคือให้ความรู้ตัวเอง เรากำลังพยายามเรียนรู้ขั้นตอนการร่างกฎหมาย แล้วก็มีสัมมนาวิชาการ ฟังคนโน้นคนนี้ แม้แต่การฟังเสียงของตัวแทนผู้ปกครอง และกลุ่มตัวแทนต่างๆ คือพวกกระทรวงวัฒนธรรม ด้านหนึ่งก็พยายามปิดหูปิดตา เพราะเขาไม่รู้ว่าคนอื่นในโลกกำลังทำอะไรกัน แต่เราคิดว่าเราต้องเรียนรู้ว่าเขากำลัง คิดอะไร เรียนรู้จากสมาคมผู้ปกครอง กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ซึ่งเท่าที่ได้คุยก็มีหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์ และเห็นด้วยกับการจัดเรตติ้ง แม้แต่ตัวแทนจากสมาคมผู้ปกครอง แต่เสียงของเขาก็หายไปกับพวกยกร่างกฤษฎีกาไม่กี่คน ซึ่งทำให้เห็นระบบแบบไทยๆ มากขึ้นว่าการที่เขาอ้างว่ากลุ่มนี้ๆ เห็นด้วยกับร่างกฎหมายนี้ มันไม่จริงเสมอไป เป็นแค่ความคิดของคนไม่กี่กลุ่ม

ความพยายามหนึ่งในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ คือต้องการผลักดันให้ภาพยนตร์ได้รับการระบุว่าเป็นสื่อในรัฐธรรมนูญ ถ้าผลักดันสำเร็จจะส่งผลยังไงบ้าง

พอเป็นสื่อปุ๊บ ก็จะมีกฎหมายคุ้ม ครองสื่อ เราจะมีอิสระมากขึ้น ไม่มีองค์กรมาควบคุม และสามารถไปสู้กันทางกฎหมายได้ น่าเสียดายที่ พ.ร.บ.สวรรค์ (หัวเราะ) ซึ่งเคยร่างไว้ก่อนหน้านี้ถูกเขี่ยทิ้งไปแล้ว ถ้าผ่านก็จะมีการสร้างศูนย์ภาพยนตร์ มีห้องสมุด มีห้องสมุดภาพเคลื่อนไหว มีซีนีมาเทค มีฉายหนัง มีเสวนา เป็นสวนสาธารณะของความรู้ ไม่ต้องเข้าจุฬาฯ ก็เรียนรู้เกี่ยวกับหนังได้พ.ร.บ.ดีขนาดนี้ ทำไมถึงไม่ผ่าน การเมือง เป็นร่างที่ทำกับคุณวีรศักดิ์ โค้วสุรัตน์ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม สมัยที่แล้ว พอเปลี่ยนรัฐบาล เขาก็เปลี่ยน ทั้งๆ ที่มันเป็นร่างที่ดี บ้านเราก็เป็นแบบนี้มาตลอด

ความพยายามผลักดันให้หนังได้รับการระบุว่าเป็นสื่อ พอจะเห็นทางสำเร็จแค่ไหน

ไม่รู้ บอกไม่ได้จริงๆ (ยิ้ม) การเมืองไทยรถไฟเหาะมาก เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง พูดยาก save ass กันตลอดเวลา เฮ้ย ใครจะอยู่ ใครจะไป นายกฯคนนี้ไปแล้ว ใครจะมาแทน ผกผันไปเรื่อยๆ แล้วมันน่าเศร้าไหม แค่คนไม่กี่คน แต่มีผลกับคนทั้งประเทศ ซึ่งเราก็ต้องสู้ สู้เท่าที่ทำได้คนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในวงการนี้จะมีส่วนร่วมในการต่อสู้ครั้งนี้ได้ยังไงบ้าง ที่ทำได้ตอนนี้คือช่วยกันลงชื่อและแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ (www.peti tiononline.com/nocut/petition.html) แล้วก็หาความรู้ให้ตัวเอง จะมีข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ตามเว็บไซต์ ไม่ว่า www.thaiindie. com, www.thaifilm.com หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์หลายๆ ฉบับก็จะลงว่ามีเสวนาที่ไหน ซึ่งในการจัดกิจกรรมแต่ละครั้ง เรารู้สึกว่ามีคนเข้าร่วมเยอะขึ้นเรื่อยๆ

จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งของเสรีภาพในสังคมไทย ถ้ามีเสรีภาพอย่างแท้จริง คุณคิดว่ามันจะส่งผลต่อบ้านเมืองเรายังไง

ผู้คนจะได้วิเคราะห์มากขึ้น ซึ่งน่าจะดีต่อพุทธศาสนาด้วย ดีต่อหนังด้วย เพราะหนังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นตัวเปิดโลก เราบรรลุหลายๆ เรื่องเลยตอนดูหนัง แล้วหนังเป็นสื่อที่มีอิทธิพลกับคนไทยอย่างมาก คนส่วนใหญ่เสียเงินกับการดูหนังเยอะพอสมควร หากเทียบกับประเทศอื่น เพราะมันไม่มีพิพิธภัณฑ์ ไม่ค่อยมีอะไรให้ดู ซึ่งหนังไทยทุกวันนี้ก็ไม่ช่วยให้คนได้คิดสักเท่าไหร่ แต่เราอยากนำเสนอความบันเทิงอีกแบบ ซึ่งอาจไม่ใช่ความบันเทิงแบบหัวเราะก๊าก แล้วรัฐก็ไม่ต้องคิดแทนคนในประเทศเลยว่าอายุสมอง 4 ขวบ เดี๋ยวป้องกันให้ เพราะเด็กไม่กี่ขวบ หรือนักศึกษา ก็วิเคราะห์ด้วยตัวเองได้แล้ว ตอนทำ petition บนเว็บไซต์ ไม่กี่อาทิตย์มีคนลงชื่อสามสี่พันคน ตอนนี้เกือบหกพันคนแล้ว ที่น่าซึ้งก็คือกว่าครึ่งเป็นคนไทย เป็นนักศึกษาซึ่งบอกว่าดูแลตัวเองได้แล้ว ไม่ต้องมาปิดหูปิดตา โดยเฉพาะเรื่องเบลอ มันถึงจุด enough is enough แล้ว มันตลกที่เด็กต้องเป็นฝ่ายบอกผู้ใหญ่ว่า หนูวิเคราะห์เองได้นะคะ ทำยังไงให้ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายมี understanding and compassion ความเข้าใจสำคัญที่สุด ส่วน compassion คือความเมตตา ความสงสาร ความเอื้อเฟื้อ ถ้าผู้บริหารมี 2 อย่างนี้อยู่ในวิญญาณก็พอแล้ว แต่จะทำได้หรือเปล่า (ยิ้ม) มันมักถูกกลบด้วยสองคำคือ greed and fear หรือความโลภ และความกลัว

เท่าที่คุณเคยเดินทางไปหลายๆ ประเทศ สถานการณ์ด้านการเซ็นเซอร์ในประเทศอื่นๆ เป็นยังไง

คนละปีแสง (หัวเราะ) ทั้งๆ ที่เราพูดนักหนาว่าอยากจะเป็นเหมือนเกาหลี แต่สิ่งที่เราทำกลับตรงข้ามกับสิ่งที่ควรทำด้วยซ้ำ ถ้าจะเทียบกับประเทศอื่นจริงๆ ก็ศึกษาเรตติ้งสิ ศึกษาของหลายๆ ประเทศ ประเทศที่เจริญก้าวหน้าทางสมองและสังคมก็มีเยอะ ทำไมไม่เรียนรู้จากประเทศเหล่านี้ แต่กลับทำอะไรก็ไม่รู้ เหมือนจะรู้แต่ไม่รู้ คนที่พยายามศึกษาก็มี พ.ร.บ.สวรรค์ถึงเกิดได้ แต่ก็สะดุดตามเคย โดนอำนาจมืด

ถ้า พ.ร.บ.นรกผ่านออกไป คาดว่าจะทำให้เกิดอะไรขึ้น

คนจะลี้ภัยเยอะ เพราะที่เป็นอยู่นี้ก็แย่พอแล้ว ถ้าพูดถึงหนังสตูดิโอ ปีที่ผ่านมาสหมงคลฟิล์มก็ขาดทุนเยอะ ไม่มีทางดิ้นแล้ว ทำหนังได้ไม่กี่แนว และกลุ่มเป้าหมายคือคนใช้แรงงานเท่านั้น ซึ่งมันทำให้ระบบตาย นิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหว คนทำงานจะเซ็งมากๆ เหมือนตอนที่ฮ่องกงเปลี่ยนการปกครอง ช่วงนั้นคนลี้ภัยเยอะมาก เพราะกลัวโดนจำกัดเสรีภาพ พูดจริงๆ ตอนนี้เรากำลังมองหาประเทศที่จะย้ายไปอยู่ (ยิ้ม) หาประเทศที่ดีในแง่ที่ทำให้เกิดแรงผลักในการทำงาน ทั้งเรื่องความอุบาทว์และความงาม เพราะความอุบาทว์ในเมืองไทยชักจะเยอะกว่าความงามแล้ว นอกจากรัฐจะไม่สนับสนุน รัฐยังมาข่มเหงอีก แล้วเราไม่ได้โดนคนเดียว คนที่ทำอาชีพอื่นๆ ก็โดน ทำให้กลไกสะดุด คนเชื่อในงานน้อยลง เชื่อในสิ่งที่ทำน้อยลง อย่างเวลาคิดเกี่ยวกับหนังเรื่องใหม่ ตอนนี้เราต้องคิดอีกตลบว่า เฮ้ย ถ้าทำหนังเสร็จแล้ว กฎหมายยังไม่เปลี่ยน มันจะผ่านไหม แล้วถ้ากฎหมายใหม่มาพร้อม พ.ร.บ.นรกนี้ สคริปต์ที่เรากำลังเขียนต้องส่งให้พวกนี้ดูหรือเปล่า ทำให้คนทำงานสะดุด ไม่สะดุดอย่างเดียว แต่ปิดกั้นความคิดด้วย เฮ้ย อย่าเขียนดีกว่า เดี๋ยวไม่ผ่าน อย่ามีฉากเซ็กซ์เลย เดินเล่นก็พอแล้ว

พอเกิดภาวะแบบนี้ คุณทำยังไง

เราพยายามไม่คิด เราจะทำอย่างที่ตัวเองอยากทำเลย ถ้าคิดมากก็เหมือนเราสมยอมให้ระบบ เราเลยต้องทบทวนจุดยืนของตัวเองว่าเราทำหนังเพื่ออะไร ทำหนังเพื่อใคร ต้องย้อนไปถามตัวเองถึงความคิดเริ่มแรก แทนที่จะไปคิดตอนปลายมากกว่า แต่เราพยายามมองในแง่ดีว่า อย่างน้อย ‘แสงศตวรรษ’ ก็จุดประกายให้ลุยเรื่องนี้อย่างจริงจัง หลังจากปัญหาหมักหมมมานานแล้ว มันจะถูกดับ หรืออะไรก็เรื่องของมัน อย่างน้อยตอนที่แสงยังไม่มอด เราก็ได้ทำแล้ว เขากำลังพยายามเอาน้ำมาดับไฟ แต่เราไม่ยอม เราพยายามจุดใหม่ เราอยากจะให้แต่ละคนเข้าใจสิทธิ์ของตัวเองว่า ตัวเองมีสิทธิ์พูด มีสิทธิ์ทำอะไรบางอย่าง หรือบางกฎหมายที่เราไม่เห็นด้วย เราก็มีสิทธิ์ประท้วง อย่างน้อยก็ประท้วงในเว็บไซต์ ซึ่งทำได้ง่ายมาก หลายอย่างมันส่งผลกระทบต่อทุกคน แต่หลายคนไม่รู้ เพราะเขาก็ได้ทำงานที่ดี เสาร์-อาทิตย์ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่ลึกๆ แล้วหลายๆ อย่าง มันกระทบกับชีวิตของเขาด้วย ไม่มีหนังไทยดู ก็ไปเช่าดีวีดีเถื่อนมาดู แต่เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อความคิดของผู้คนแบบไหน ส่งผลต่ออนาคตยังไง ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศแค่ไหน นอกจากเขาแล้ว มันยังส่งผลต่อลูกหลานของเขาด้วย อยากให้ exercise สิทธิ์ของตัวเองมากกว่านี้ หลายๆ ครั้งที่มีคนพูดออกไปโดยธรรมชาติว่าเมืองไทยก็เป็นแบบนี้ คนไทยก็อย่างนี้แหละ จนคำพูดเหล่านี้กลายเป็นศัพท์ไปแล้ว ศัพท์ที่หมายความว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่ามันอยู่ในเมืองไทย เปลี่ยนเป็นแบบนั้นไม่ได้หรอก เมืองไทยก็ต้องเป็นแบบนี้ ซึ่งแสดงว่าเมืองไทยโคตรอุบาทว์ คนไม่มีความภูมิใจในชาติ ผู้คนถึงพูดแบบนี้ได้ อาจพูดเพราะหมดหวังแล้ว แต่บางการกระทำกลับบอกว่ารักชาติเหลือเกิน ยืนเคารพเพลงชาติเสียเวลาชีวิตตั้งเท่าไหร่ แล้วมันช่วยอะไรชาติบ้าง

เพราะสุดท้ายก็จะบอกว่า เมืองไทยก็เป็นแบบนี้

ใช่ คนไทยก็เป็นแบบนี้ หนังไทยก็เป็นแบบนี้ แล้วพอได้ยินว่าหนังไทย ทุกคนก็ร้องยี้กันหมดแล้วก็มีชีวิตอยู่กันไปแบบนี้ต่อไปใช่ เราอยากจะเห็นวันที่คนไม่พูดประโยคนี้อีกแล้ว มันจะเป็นไปได้ไหม คนอ่านช่วยตอบด้วยนะครับ (หัวเราะ) ...................... อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และปริญญาโทวิจิตรศิลป์ สาขาภาพยนตร์ จากสถาบันศิลปะชิคาโก เขาเปิดบริษัท Kick the Machine และเริ่มต้นผลิตภาพยนตร์และวิดีโอตั้งแต่ปี 2533 โดยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตภาพยนตร์ไม่กี่คนในประเทศไทยที่ทำงานนอกระบบสตูดิโอ ภาพยนตร์เรื่อง สุดเสน่หา (Blissfully Yours) ได้รับรางวัล Un Certain Regard จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 2545 และภาพยนตร์เรื่อง สัตว์ประหลาด! (Tropical Malady) ได้รับรางวัล Jury Prize จากเทศกาลเดียวกัน ในปี 2547

ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ Icon นิตยสาร IMAGE ปีที่ 20 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2550 สัมภาษณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 ติดตามการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยภาพยนตร์ไทยสู่เสรีภาพได้ที่http://www.kickthemachine.com/FreeThai/FreeThaiCinema.html