นราวุธ ไชยชมภู เรื่อง ชนานันต์ โชติรุ่งโรจน์ ภาพ
“สิทธิเป็นของ”
พลันสิ้นเสียงตะโกนของตัวเอง มือข้างหนึ่งของเขาก็ชูขึ้นกลางอากาศ นิ้วทั้งห้าคว้ากุมไมโครโฟนให้หันออกไปหาแฟนเพลง
ดนตรีอื้ออึงกระหึ่มก้อง แสงสลัวกระจัดกระจายทั่วบริเวณ ควันสีเทาลอยคว้างจากที่ไหนสักแห่ง บุหรี่มวนนั้นคงกำลังเผาไหม้ตัวเองช้าๆ และทำลายปอดของคนที่ควักมันขึ้นมาสูบ ความเหม็นหืนของควันทึมเทาพัดโชยผสานกับกลิ่นเหงื่อแฉะชื้นของผู้คนที่กำลังเคลื่อนไหวอวัยวะไปตามจังหวะเพลง
คนหนุ่มสาวเบียดเสียดเยียดยัดกันอยู่ในคอนเสิร์ต ‘ไฮเนเก้น แฟต คอนเน็กชั่น’ ซึ่งจัดขึ้นที่บาร์แห่งหนึ่ง บนถนนข้าวสาร
วินาทีนั้น, แทบทุกรูหูต่างได้ยินเสียงของเขา--ตุล ไวฑูรเกียรติ
ตุลเป็นหนึ่งในสมาชิกของ อพาร์ตเมนต์คุณป้า วงดนตรีอิสระที่ทำเพลงด้วยความซื่อสัตย์กับตัวเอง เวลานี้มวลเสียงของพวกเขากำลังแพร่สะพัดความนิยมออกไปไกลขึ้นทุกขณะ
นอกจากร้องนำ ตุลยังทำหน้าที่เขียนเนื้อเพลงทั้งหมด บทกวีเคล้าเสียงดนตรีที่เขาแต่งไม่เพียงพูดถึงความรัก แต่ยังวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง ปรัชญา ศาสนา เซ็กซ์ และวงการดนตรีที่ตัวเองสังกัดอย่างตรงไปตรงมา
นอกจากทำเพลงโฆษณาและเป็นดีเจ ตุลยังร่วมทำกิจกรรมกับ We Think ซึ่งเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวหลากอาชีพที่รวมตัวกันเพื่อเคลื่อนไหวด้านศิลปวัฒนธรรม ด้วยความเชื่อมั่นว่ามันคือพลังสำคัญที่จะผลักดันให้สังคมไทยน่าอยู่ขึ้น สำหรับคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย ตุลเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของพวกเขา
ขณะที่ผู้ใหญ่หลายคนกล่าวหาว่าเด็กสมัยนี้ไม่สนใจสังคม และทำตัวไร้สาระ ตุลกลับยืนยันหนักแน่นว่าวัยรุ่นสนใจสังคม และไม่ไร้สาระ
แต่--เยาวชนไทยกำลังถูกจองจำ
อะไรคือกำแพงที่กักขังมนุษย์หนุ่มสาวยุคนี้
แล้วจะข้ามกำแพงนั้นเพื่อออกไปสู่โลกกว้างได้อย่างไร
“สิทธิเป็นของ” ตุลถามคนดูอีกครั้ง
แล้วแทบทุกคนก็ตะโกนขึ้นพร้อมกันว่า “เรา”
มา--เรามาปีนป่ายกำแพงนั้นพร้อมกัน
คุณคิดอย่างไรกับคนหนุ่มสาวยุคนี้
เริ่มจากตัวเองก่อน ผมเองก็ถือว่าเป็นคนยุคนี้เหมือนกัน ผมมองว่าค่านิยมดั้งเดิมที่พ่อแม่พร่ำสอนได้กลายเป็นทัศนคติที่คนยุคนี้มองข้าม เช่น มีงานประจำ มีครอบครัว มีความมั่นคง เราจะเชื่อว่าตัวเองสามารถเลือกชีวิตที่อยากเป็นได้ แล้วชีวิตที่อยากเป็นก็คือการผสมผสานระหว่างงานกับการพักผ่อนเข้าด้วยกัน คนสมัยก่อนไม่คิดแบบนี้ ไม่เข้าใจว่าการทำในสิ่งที่ตัวเองรักคืออะไร แต่จะทำในสิ่งที่คิดว่าตัวเองทำได้ดีที่สุด ถนัดที่สุด และมีประโยชน์ เก็บเกี่ยวผลตอบแทนในรูปของความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้เยอะ ต้องเลี้ยงตัวเองได้ ต้องเลี้ยงครอบครัวได้ ขณะที่คนหนุ่มสาวยุคนี้ หรือยุคเด็กแนว ให้ความสำคัญกับงานและการพักผ่อนหย่อนใจ อย่างละ 50% จะกำหนดตารางเวลาในชีวิตเอง เลือกทำงานอิสระมากขึ้น การสร้างฐานะครอบครัว สร้างความมั่นคงกลายเป็นเรื่องรอง ค่านิยมการใช้ชีวิตไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว แม้ว่าการให้ความสำคัญกับเงินมีทุกยุคทุกสมัย คนรุ่นเราก็อยากได้เงิน แต่ไม่ใช่แค่นั้น เราอยากสนุกกับงานด้วย
เด็กแนวที่คุณพูดถึง หมายถึงเด็กแนวไหน
ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่ม แต่มันกำลังฮิต หลายๆคนจะเรียกคนที่แต่งตัวดูเป็นเด็กอินดี้ว่าเด็กแนว พอนึกถึง ผมก็เห็นภาพว่าต้องประมาณไหน เป็นคนที่ให้เวลากับตัวเองเยอะหน่อย หนังที่ดูก็ไม่ใช่หนังบล็อกบัสเตอร์ ฮิตถล่มทลาย (หัวเราะ)
สมัยก่อนเคยมีเด็กแนวไหม
เคยมี ตอนผมอายุ 17-18 มีเด็กอัลเตอร์ ช่วงนั้นเพลงอัลเทอร์เนทีฟเฟื่องฟู เด็กอัลเตอร์ก็ไม่ต่างจากเด็กแนวยุคนี้คือชอบฟังเพลงแปลกๆ แต่ตอนนั้นยังไม่มีหนังสั้นกับหนังสือทำมือ เพราะฉะนั้นคำจำกัดความเลยชัดเจนกว่า เด็กอัลเตอร์คือเด็กที่แปลกกว่าชาวบ้าน และชอบฟังเพลงอัลเทอร์เนทีฟ
ก่อนหน้านั้นมีเด็กฮาร์ท เล่นโรลเลอร์สเก็ต เที่ยวพาเลซ ใส่กางเกงยีนส์ ฟังเพลงรอยัลสไปรท์ เห็นใจบ้างสิ พี่เด็กมีปัญหา และไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ เด็กฮาร์ทลำบากกว่าเด็กรุ่นนี้ ถึงเด็กแนวจะคิดไม่เหมือนพ่อแม่ แต่พ่อแม่สมัยนี้ก็ไม่ค่อยบังคับลูกเท่าไหร่ ถ้าใครเป็นเด็กฮาร์ทจะถูกมองว่าเป็นเด็กมีปัญหา แค่อยากเล่นดนตรีก็โดนมองว่าเป็นเด็กมีปัญหาแล้ว แค่ไว้ผมยาวก็โดนมองว่าเป็นเด็กมีปัญหาแล้ว
เด็กแนวยุคแรกลำบากกว่ายุคนี้เยอะ อย่างน้อยถ้าไว้ผมยาว พ่อแม่ก็ไม่ด่าเท่าสมัยก่อน ดังนั้น เด็กแนวยุคนี้ต้องขอบคุณเด็กฮาร์ทที่สร้างปัญหามาก่อน จนส่งผลให้ยุคนี้สามารถไว้ผมทรงอะไรก็ได้ จริงๆแล้ว มันเป็นคำจำกัดความที่เปลี่ยนคำมาเรื่อยๆ อีกสามปีก็ต้องมีเด็กอื่น (หัวเราะ)
อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวยุคนี้
การยอมรับจากคนรุ่นเดียวกัน จริงๆ แล้วทุกคนก็ต้องการการยอมรับจากสังคม เพียงแต่สังคมยุคก่อนยอมรับคนจากอะไรบ้าง ต้องเป็นข้าราชการ ทำงานสุจริต มีหน้ามีตาในสังคม แต่สมัยนี้เป็นนักร้องเท่กว่าเป็นทหาร คนยุคนี้เริ่มยอมรับอย่างอื่นได้มากขึ้น เช่น คนแต่งตัวหล่อ คนหน้าตาดี หรือคนที่ไม่มีเงิน แต่เท่เว้ย เขาไม่มีเงินไม่ใช่เพราะจน แต่เขาติสต์ ค่านิยมในการยอมรับคนคนหนึ่งเปลี่ยนไป ไม่จำเป็นต้องใส่สูทผูกไทด์ก็ได้ วัยรุ่นเลยพยายามสร้างการยอมรับด้วยวิธีต่างๆ บางคนตั้งใจเรียนให้เก่ง บางคนก็พยายามทำหมดทุกอย่าง อย่างผมก็เป็นคนหนึ่งที่พยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อให้คนอื่นยอมรับ ซึ่งสิ่งที่ผมทำอยู่คือสิ่งที่ผมรัก
เนื่องจากสังคมเปลี่ยนไป ผิวเปลือกภายนอกเลยเปลี่ยนตาม แต่แก่นแท้ของคนหนุ่มสาวทุกยุคสมัยไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าวัยรุ่นยุคไหนก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
ผู้ใหญ่มักบอกว่าเด็กสมัยนี้ไร้สาระ คุณคิดว่าจริงไหม
ไม่จริงครับ (ตอบทันที) ผู้ใหญ่ที่พูดแบบนั้นคือผู้ใหญ่ที่ไร้สาระเสียเอง เมื่อไหร่ที่คุณพูดว่าเด็กสมัยนี้แปลว่าคุณไม่ควรอยู่ในโลกนี้ เพราะโลกนี้เป็นโลกของสมัยนี้ ดังนั้น คุณก็ไปอยู่สมัยอื่นก่อนแล้วกัน (หัวเราะ)
จริงๆ แล้วผู้ใหญ่กลัวเด็ก คนที่พูดแบบนี้คือคนที่กลัวการเปลี่ยนแปลง เมื่อไหร่ที่เราเริ่มพูดว่าเด็กสมัยนี้แปลว่าเราแก่แล้ว คำว่าเด็กสมัยนี้มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว สมัยพ่อ ปู่ก็ต้องพูด เด็กสมัยนี้เป็นแบบนั้นแบบนี้ หรือรุ่นทวดก็ต้องพูดเหมือนกัน คำว่าเด็กสมัยนี้ถูกพูดโดยคนที่ไม่ยอมรับว่าโลกเปลี่ยน แต่โลกก็ต้องเปลี่ยน เด็กสมัยนี้เลยใช้ชีวิตไม่เหมือนเด็กสมัยผม แต่แก่นแท้ไม่ต่างกัน เด็กทุกคนต่างพยายามหาทางออกให้ตัวเอง ต่างพยายามเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เพียงแต่สังคมรอบข้างเปลี่ยนไป อย่างรุ่นพ่อไม่มีทีวี รุ่นเราเกิดมามีทีวี ทีวีก็คงส่งผลอะไรบางอย่างกับเรา รุ่นต่อไป มีทั้งทีวี นิตยสาร อินเทอร์เน็ต พวกเขาก็จะสร้างการยอมรับในแบบที่เชื่อว่ามันดีที่สุด แล้วอีกสามสิบปีข้างหน้า เด็กสมัยนี้ก็จะพูดว่าเด็กสมัยนี้ไร้สาระนะ เป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ
แล้วที่ผู้ใหญ่บอกว่าเด็กสมัยนี้ไม่สนใจสังคมล่ะ
เด็กสมัยนี้สนใจสังคม แต่ไม่ใช่สังคมแบบที่ผู้ใหญ่คิด วัยรุ่นรู้ว่าโทรศัพท์มือถือมีรุ่นอะไรบ้าง โหลดริงโทนได้ที่ไหน ตอนนี้เพลงอะไรฮิต นี่คือสังคมของวัยรุ่น แล้วผู้ใหญ่ที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนไม่มีเวลาพักผ่อนล่ะ บางทีเด็กอาจรู้เรื่องรอบๆตัวมากกว่าผู้ใหญ่แบบนี้ก็ได้ เพียงแต่วัยรุ่นก็สนใจสังคมของวัยรุ่น หลายคนชอบคิดว่าสังคมต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง ถึงบอกว่าเด็กสมัยนี้ไม่สนใจสังคม จริงๆ แล้วการรู้ว่าบริษัทไหนผลิตริงโทน ศิลปินคนไหนออกเทปชุดใหม่แล้ว ก็เป็นเรื่องของสังคมเหมือนกัน
พอมองไปที่รัฐบาล รัฐบาลก็ไม่ได้มองความบันเทิงต่างๆหรือศิลปะว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและสังคม ขณะที่คนทำงานศิลปะมองว่าทุกอย่างเป็นส่วนหนึ่งของสังคมทั้งสิ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่พาดหัวตามหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้น
ผมดูทีวีก็เห็นว่าเด็กสมัยนี้สนใจสังคม กล้าแสดงออก กล้าแสดงจุดยืน มีเด็กเก่งๆ เยอะ นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ก็เป็นเด็กมัธยมฯ แต่คนส่วนใหญ่ไม่โฟกัสไปที่ตรงนั้น เราโฟกัสแต่เด็กที่สยามสแควร์ หรือเด็กที่หารายได้พิเศษแถวโรงแรมสยาม
บางทีการที่เด็กไม่ค่อยสนใจเรื่องที่ผู้ใหญ่สนใจ อาจดีกว่าก็ได้ รอให้เขาพร้อมแล้วค่อยมาสนใจก็ได้ เดี๋ยวจะเป๋ซะก่อน
ในเพลง ‘อพาร์ตเมนต์คุณป้า’ คุณเขียนว่า เพื่อเยาวชนจะได้ก้าวพ้นจากการจองจำ สิ่งที่กำลังจองจำเยาวชนคืออะไร
ค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตแพงขึ้น ขณะที่รายได้เท่าเดิม ถ้าเทียบตอนผมเด็กๆ กับตอนนี้ ในครอบครัวที่มีฐานะใกล้เคียงกันก็คงได้ค่าขนมต่างกันไม่มาก แต่รายจ่ายในชีวิตเปลี่ยนไปแล้ว อะไรที่สมัยก่อนมี สมัยนี้ก็มี เช่น อาหาร เสื้อผ้า เพลง ตอนเด็กๆ ผมก็กินข้าว ขนม แล้วซื้อเทป เสื้อผ้า หนังสือ 4-5 อย่างแค่นี้ แต่วัยรุ่นสมัยนี้ ข้าวก็ต้องกิน เพลงก็ต้องฟัง เสื้อผ้าก็ต้องใส่ แล้วยังมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมาอีกคือค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าชั่วโมงอินเทอร์เน็ต สังคมได้เพิ่มความจำเป็นตรงนี้ให้เด็ก นี่คือความลำบากที่เด็กยุคนี้เผชิญ วัยรุ่นจึงต้องพยายามหาเงินมาซับพอร์ตการใช้ชีวิตของตัวเอง มันเครียดเหมือนกันที่ต้องมีนั่นมีนี่ ต้องแต่งตัว ต้องเรียนพิเศษ เพื่อให้ประสบความสำเร็จ
อีกสาเหตุที่ทำให้เด็กยุคนี้มีความเครียดสูงคือการมีแฟนเร็ว ยุคผมยังไม่ขนาดนี้ แอบชอบเฉยๆ แต่ไม่กล้าบอก ความเครียดเลยน้อยกว่า พอมีแฟนเร็วก็ทะเลาะกัน พอบัตรเติมเงินหมด โทร.หาแฟนไม่ได้ แฟนก็งอนอีก สมัยก่อนใช้โทรศัพท์บ้านคุยกัน แต่พ่อแม่ด่า เลยไม่ค่อยได้โทร.บ่อย สังคมเปลี่ยนไป ความเครียดเพิ่มขึ้น
ทำไมวัยรุ่นถึงมีแฟนเร็วขึ้น
ผมไม่คิดว่าเด็กมีฮอร์โมนเงี่ยนเพิ่มขึ้น แต่เพราะโทรศัพท์มือถือ มือถือทำให้จีบกันได้ โดยพ่อแม่ไม่รู้ ความจริงอยากจีบกันตั้งแต่มัธยมแล้ว เพราะความรักของเด็กมีตั้งนานแล้ว ตอนเด็กๆ ผมอยากจีบผู้หญิง แต่ไม่กล้าโทร.หา กลัวพ่อแม่รับสายก่อน ฉิบหาย ถ้าพ่อแม่รับสาย ผมวางหูเลย ตอนนี้ไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ผู้หญิงรับสายเอง ชวนเอง แล้วก็นัดเจอกัน มันง่ายมาก แล้วสมัยก่อน ถ้าไปสายก็พลาดเลย เดี๋ยวนี้มาสายโทร.บอกได้ว่ารอเราแป๊บหนึ่งนะ แถมยังส่งข้อความหวานๆให้กันได้อีก พอมีแฟนก็เริ่มมีกิ๊ก ส่งข้อความหาแฟนได้ก็ส่งหากิ๊กได้ พอมีมือถือก็โทร.เช็คว่าแฟนอยู่ตรงไหนในกรุงเทพฯ สับรางได้อีก หนำซ้ำมือถือยังทำให้คนผิดใจกันง่ายขึ้นด้วย ทำไมเธอไม่โทร.มา ทำไมโทร.หาแล้วไม่รับ ทำไมต้องปิดมือถือ (หัวเราะ) สุดท้ายก็เลิกกันเร็วขึ้น
มันมีผลกับชีวิตมาก ถ้าต้องเรียนหนังสืออยู่ แล้วกำลังจะสอบเคมี แฟนส่งข้อความมาด่า งอน ทำไมเธอไม่รักฉันอย่างนั้นอย่างนี้ เครียด สมัยผมยังไม่เจอความเครียดแบบนี้หรอก มีแต่ความเครียดแบบ กูจะสอบผ่านหรือเปล่าวะ
พอเป็นแบบนี้ คุณคิดว่าควรจะทำอย่างไร
ต้องปล่อย อย่างโทรศัพท์มือถือ ถ้าจะไม่ใช้เลยก็ลำบาก อีกสิบปีข้างหน้า เทคโนโลยีอาจส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เปลี่ยนไปมากกว่านี้ก็ได้
ถ้าอย่างนั้น ควรจะแก้ไขปัญหาด้วยวิธีไหน
บางคนเอาเวลาไปคิดเรื่องความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวมากเกินไป คงเพราะอยากให้ใครสักคนยอมรับด้วย ผมมองว่าสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินในความรู้สึกของวัยรุ่นยุคนี้คือการยอมรับจากคนรอบข้าง ไม่ใช่คนรวยที่สุดเท่ที่สุดแล้ว ปัจจุบันเป็นยุคของการโหยหาการยอมรับ การมีแฟนช่วยสร้างความมั่นใจระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็มีคนยอมรับ สุดท้ายวัยรุ่นก็เสาะแสวงหาการยอมรับ
ผมคิดว่าเราควรจะมีความสุขได้ด้วยตัวเอง ตรงนี้ยาก ผมยังทำไม่ได้ การมีความสุขง่ายๆ ด้วยตัวเอง มันน่าจะเป็นไปได้ แต่เอาเข้าจริง มีน้อยคนที่ทำได้ ซึ่งถ้าใครทำได้ถือว่าโชคดี เด็กบางคนไม่มีแฟน ก็พยายามใช้ความเป็นเด็กให้เต็มที่ เรียนหนังสือ หากิจกรรมทำ แล้วรอมีแฟน ตอนอายุเยอะขึ้น คนแบบนี้ก็ยังมี ถือว่าเป็นโชค โชคดีมากๆ
ถึงขนาดโชคดีมากเลยหรือ
ใช่ เพราะเด็กควรจะเป็นเด็กนานๆ ไม่ควรโต แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าเด็กพยายามไขว่คว้าหาการยอมรับ จนทำให้โตเร็วเกินไป พอเป็นเด็กแล้วไม่ได้รับการยอมรับ เธอยังไม่โตเหรอ แล้วคนก็ชอบพูดว่า เมื่อไหร่จะรู้จักโต เมื่อไหร่จะมีความรับผิดชอบ เมื่อไหร่จะเป็นผู้ใหญ่ อย่าทำตัวเหมือนเด็กๆ สิ (เน้นเสียง)
อายุ 15-17 ปี ก็ควรทำตัวให้เป็นเด็ก นั่งเล่นรถ บรืนๆ หรือเอากีตาร์โฟมมาโซโล่ มันไม่ผิด มันควรจะเป็นแบบนั้น เพราะในอนาคตคุณจะไม่มีสิทธิ์ทำตัวแบบนั้นอีกแล้ว นี่เป็นเหตุผลที่บางคนเลือกทำงานด้านบันเทิง หรือเลือกเล่นดนตรี หรือทำตัวเป็นเด็กแนว เพราะมันเป็นข้ออ้างหนึ่งที่เราจะได้เป็นเด็กตลอดเวลา อย่างผมเป็นนักดนตรี ขึ้นไปทำบ้าอะไรไม่รู้บนเวที ก็เหมือนผมกำลังทำตัวเป็นเด็ก หรือการทำทรงผมพังก์ๆ แต่งตัวประหลาดๆ ทำสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ ลึกๆ แล้วก็คือการโหยหาความเป็นเด็ก
พอโลกเปลี่ยนไป ความเป็นเด็กก็น้อยลง เห็นชัดเลยว่าเด็กไม่อยากเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ก็ไม่อยากให้เด็กทำตัวเป็นเด็ก แล้วผู้ใหญ่ก็มาโทษเด็กว่าเปลี่ยนไป ทำไมต้องรีบมีแฟน อ้าว ถ้าอย่างนั้นผู้ใหญ่ก็ต้องสอนว่า อย่าทำตัวเป็นผู้ใหญ่สิเธอ ทำตัวเหลวไหลไร้สาระบ้างก็ได้ เพราะถ้าจะมีแฟนต้องใช้ความรับผิดชอบพอสมควรนะ อย่างน้อยต้องโทร.หาตรงเวลา ผู้ใหญ่พยายามจะสร้างความรับผิดชอบให้เด็กเหมือนผู้ใหญ่มากขึ้นทุกวัน ดังนั้นความเป็นผู้ใหญ่ อย่างมีเซ็กซ์ก่อนแต่งก็ตามมา นี่เป็นผลพลอยได้
เดี๋ยวนี้คนเป็นเด็กจริงๆ ไม่กี่ปีเอง แต่ก่อนความเป็นเด็กมีจนถึงจบมหา’ลัย เดี๋ยวนี้นักศึกษาเป็นผู้ใหญ่แล้ว หารายได้พิเศษเองแล้ว ตอนนี้ความเป็นเด็กอาจลดลงเหลือ 18 ปี ต่อไปถ้าอยู่ที่ 5 ปีล่ะ มันต้องเกิดขึ้น ถ้าทุก 100 ปี ความเป็นเด็กลดลง 2 ปี ต่อไปความเป็นเด็กไม่เหลือเดือนหนึ่งเหรอ เกิด ตั้งไข่ เดินได้ พอสามขวบก็เอากันแล้ว สักวันหนึ่ง มนุษย์อาจวิวัฒนาการกลายเป็นแบบนี้ สมัยโบราณก็เป็นแบบนี้นะ ก่อนจะมีคำว่าวัฒนธรรม อายุ 14-15 ปี โดนจับแต่งงาน ก็มีอะไรกันแล้ว ต่อมาเวลาแต่งงานเริ่มยืดออกไป ขณะเดียวกันก็หดกลับ โดยไม่มีความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมมาเกี่ยวข้องด้วย มีเซ็กซ์เพียวๆ โดยไม่มีการแต่งงาน ตอนนี้คนกลับไปมีเซ็กซ์เร็วเหมือนสมัยก่อน ความเป็นเด็กน้อยลงทุกวัน
ผมรู้สึกว่าเด็กมัธยมเดี๋ยวนี้อายุเท่าๆ ผมเลย ไม่คิดว่าเขาแก่ แต่มองว่าเก่งมากด้วย ไม่เคยรู้สึกว่าเขาเป็นเด็กสมัยนี้ (เน้นเสียง)
คุณคิดว่าวัยรุ่นยุคนี้กล้าเป็นตัวของตัวเองแค่ไหน
อาจจะไม่ต้องใช้ความกล้า เพราะทุกคนเป็นตัวของตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่จะมีกี่คนที่กล้าเปิดเผยว่าจริงๆแล้วตัวเองเป็นอย่างไร ใครๆ ก็เป็นตัวของตัวเอง โดยไม่ต้องใช้ความพยายามเลย แต่หลายคนอาจจะกลัวคนอื่นไม่ยอมรับ ทุกคนไม่ชอบโดนปฏิเสธ บางคนกลัวถูกปฏิเสธจนต้องปิดบังบางอย่างไว้ แล้วก็ไม่มีความสุข ชอบอะไรจริงๆ ก็พูดไม่ได้ อึดอัด
ทุกวันนี้คนเริ่มกล้าบอกว่าตัวเองต้องการอะไรมากขึ้นแล้ว สมัยก่อนบ้านเมืองคงมีอิสระน้อยกว่านี้ ถึงปัจุบันคนจะมีอิสระมากขึ้น แต่บ้านเราก็ยังมีอะไรที่น่าหงุดหงิดเยอะ
อะไรบ้างที่ทำให้คุณหงุดหงิด
ผมเจอคำขวัญหนึ่งของวันเด็ก รักชาติ รักการเรียน รักพ่อแม่ อนาคตดีแน่นอน มีคำว่าแน่นอน (เน้นเสียง) ถ้ามันไม่แน่นอนใครหรือองค์กรไหนจะรับผิดชอบ ผมเลยเขียนเพลงชื่อ ‘ทำ’ คล้ายคำสอนของเซน เราทำไม่ใช่เพราะจุดหมาย แต่ทำเพราะชอบตอนที่ทำ ผมไม่ชอบคนที่พูดว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เพราะมันไม่จริง บางครั้งการให้กำลังใจก็อันตรายมากๆ สู้เขา สู้ต่อไป เพราะต้องดูก่อนว่าตัวเองทำได้หรือเปล่า เราควรทำสิ่งที่ทำได้ แล้วมีความสุขที่จะทำ แต่ความสำเร็จ อาจจะไม่มาก็ได้ เมื่อไหร่ที่คนคิดว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แล้วมันไม่สำเร็จ ก็ต้องเสียใจ ไหนบอกว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นไง จริงๆแล้วมันไม่ใช่ ความสำเร็จอาจมาหรือไม่มาก็ได้
ผมได้แนวคิดนี้มาจากนักลงทุนชื่อวอเรน บัฟเฟ็ต เขาพูดว่า ถ้าคุณประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องพยายามหรอก นี่เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนของเขา ตอนนี้ผมกำลังศึกษาชีวิตของเขา วอเรน บัฟเฟ็ตเป็นนักลงทุนที่ไม่ได้ลงทุนเพื่อเงิน แต่ลงทุนเพราะรักการลงทุน เหมือนเล่นดนตรี เพราะรักดนตรี หรือทำงานศิลปะเพราะรักศิลปะ เขาใช้ชีวิตสมถะมาก ทั้งๆที่เป็นเศรษฐีอันดับสองของอเมริกา รองจากบิลล์ เกตต์ คนไทยหลายคนยังใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยกว่าเขาอีก เขาไม่ได้ต้องการเงิน เงินทองมีความหมายในชีวิตเขาน้อยมาก เพราะเป็นคนไม่ใช้เงินเยอะ สิ่งที่มีความหมายในชีวิตของเขาคือการลงทุน วอเรน บัฟเฟ็ตรู้ตั้งแต่เด็กๆแล้วว่าตัวเองต้องเป็นนักลงทุนอาชีพ และเชื่อว่าจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จได้ เพราะเขาประสบความสำเร็จตั้งแต่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นนักลงทุนแล้ว เขาไม่เคยดูราคาหุ้นรายวัน รายปี ปล่อยให้มันเป็นไป หลังจากตัดสินใจซื้อ เขาก็จะถือมันไปเรื่อยๆ เขาบอกว่าตลอดชีวิตการทำงาน แทบไม่ต้องใช้พยายาม
นี่เป็นความคิดที่ขัดแย้งกับความเชื่อทั่วๆ ไป
ใช่ ถ้าคุณทำแล้วมีความสุขในสิ่งที่ทำ คุณก็ประสบความสำเร็จแล้ว โดยที่คุณไม่ต้องพยายาม อย่าพยายามทำอะไร ถ้าเมื่อไหร่ที่พยายาม นั่นแสดงว่าคุณไม่ถนัดที่จะทำสิ่งนั้นจริงๆ การทำงานที่มีความสุข คือทำในสิ่งที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้พยายาม แค่ทำไปอย่างนั้น แต่มันดี เหมือนพระ ถ้าพยายามนั่งสมาธิ ก็คงไม่เกิดสมาธิ แต่ถ้านั่งโดยไม่พยายาม สมาธิจะเกิด
การไม่พยายามไม่ได้หมายความว่าไม่ทำ ต้องทำด้วย แต่ทำโดยไม่พยายาม มันจะสบายใจ ซึ่งนี่คือความสำเร็จที่ได้รับ หลายคนหลงทางเสียเวลา เพราะคำว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น อย่างเพื่อนบางคนที่ตะบี้ตะบันจีบผู้หญิง ตื้ออยู่นั่น จนผมต้องเตือนว่ามึงไม่ต้องจีบแล้ว เขาไม่ชอบมึงเว้ย ถ้าเขาจะชอบ มึงทำตัวเหี้ย เขายังชอบมึงเลย เขาจะตามหามึงถึงหน้าบ้านเลย นี่คือความจริงในความคิดผม คนที่ทำสำเร็จ ไม่ใช่เพราะพยายาม เพียงแต่ทำสิ่งที่ถนัด แล้วทำไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดว่าฉันจะพยายามทำ ตอนนี้การลงทุนกลายเป็นสิ่งที่ผมชอบรองจากดนตรี
การลงทุนน่าสนใจอย่างไร
มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ดี นักลงทุนที่ดีก็คล้ายๆนักบวชนะ เพราะไม่ใช่แค่ลงทุนปีเดียว แต่เริ่มตั้งแต่ตอนนี้จนถึงตาย นี่คือปรัชญาของการลงทุน ต้องทำไปเรื่อยๆ ระบบที่เราใช้จริงๆมากที่สุดในชีวิตคือระบบทุนนิยม มันเป็นระบบที่สังคมเชื่อจริงๆ นี่หว่า ถึงแม้จะไม่ดี แต่โลกเป็นแบบนี้แล้ว ตอนนี้ทุนนิยมป๊อบปูลาร์กว่าศาสนาคริสต์หรือพุทธอีก เราอยู่เมืองไทย ก็ต้องอยู่ภายใต้ทุนนิยมแน่นอน คุณต้องทำงานหาเงิน แล้วทำให้เงินงอกเงย ถ้าเงินของคุณงอกเงย โดยที่คุณไม่ต้องทำงาน คุณจะมีเวลาไปทำอย่างอื่นที่คุณชอบมาก
ที่ผ่านมา ผมได้ลองลงทุนเอง ทำให้รู้ว่าตัวเองยังมีความโลภเยอะ มีความกลัวเยอะ และคนคนหนึ่งมีความเห็นแก่ตัวเยอะมาก รู้เลย เปรี้ยง ระเบิดลง ความรู้สึกแรกไม่ใช่ความสงสาร ฉิบหาย หุ้นตก ไอ้เหี้ย ทำไมผมถึงคิดแบบนี้ เมื่อก่อนเคยคิดว่าตัวเองห่วงสังคม เอาเข้าจริงๆ ก็ห่วงตัวเองมาก
วอเรน บัฟเฟ็ต ไม่เคยกังวลในเรื่องเหล่านี้ เมื่อไหร่ที่เกิดสงคราม เขาจะไม่ตื่นตระหนก เพราะเขามองว่าการลงทุนนั้นทำตลอดชีวิต ถ้าหุ้นตกวันนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะไม่คิดจะขายหุ้นทิ้งอยู่แล้ว
การลงทุนเป็นการฝึกตัวเองว่าทำอย่างไรถึงจะไม่โลภ บางคนโลภมาก ไปเล่นหุ้นเก็งกำไร สุดท้ายเดี้ยง เพราะมีคนปั่น ส่วนคนไม่โลภ เล่นหุ้นตัวเล็กๆ หวังเงินปันผลปลายปี ได้เงินปันผลมาใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ดีกว่าอัตราดอกเบี้ยก็พอแล้ว แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ผมได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้ว การลงทุนเป็นการสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าอัตราดอกเบี้ย ตอนแก่จะได้มีเงิน ไม่เดือดร้อน
นักเล่นหุ้นกับนักลงทุนเหมือนกันไหม
ไม่เหมือน นักเล่นหุ้นคือคุณซื้อๆ ขายๆ หวังกำไรระยะสั้น แต่นักลงทุนจะลงทุนตลอดไป เป็นการฝึกฝนที่ใช้เวลานาน แล้วต้องทำไปเรื่อยๆ จริงๆ แล้วก็ไม่ต่างจากการเล่นดนตรีเลย เงินค่ามาสเตอร์อัลบั้มแรกของอพาร์ตเมนต์คุณป้า เราก็นำไปซื้อหุ้นบริษัทเล็กๆ ต่อไปจะเก็บมาใช้เป็นเงินกองกลางของวง เอามาทำมิวสิควิดีโอ ทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ของเราได้
พยายามอยู่ในระบบทุนนิยมอย่างเท่าทัน
ใช่ ทำอย่างไรทุนนิยมถึงจะไม่ทำลายเราได้ แล้วเราก็ไม่ต้องเบียดเบียนคนอื่นมาก โอกาสของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน ความสามารถในการแข่งขันของแต่ละคนก็มีไม่เท่ากัน ในฐานะที่ผมชอบดนตรีแบบนี้ ผมก็ฝันว่าถ้าการลงทุนสามารถเลี้ยงชีวิตผมได้แล้ว ผมก็ไม่ต้องทำเพลงโฆษณาอีกต่อไป จะได้เอาเวลามาทำดนตรีอย่างเดียว ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้ไหม ก็ตั้งความหวังไว้
นักลงทุนหลายๆ คนก็ลงทุนจนไม่ต้องทำอย่างอื่นแล้ว พ่อแม่ของเพื่อนหลายคนก็เป็นแบบนั้น ทุกวันนี้ทำสวน เลี้ยงนก ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ จะเป็นคนที่มีความสุขมาก มีเวลาได้อยู่กับลูกหลาน แล้วจะไม่แก่ ผมสังเกตว่าคนที่มีอิสรภาพทางการเงิน จะเป็นคนที่ไม่แก่ และมีมุมมองคล้ายวัยรุ่นมากๆ

