OCTOBER: The Big Issue
วันอังคารที่ 6 กันยายน 2548 อาวุธที่ทรงพลานุภาพที่สุดชนิดหนึ่งของสังคมไทยถูกหยิบมาใช้อีกครั้ง เมื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดการสัมมนาเรื่อง “พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์” ขึ้น แต่เดิม นอกจาก ประมวล รุจนเสรี สมาชิกระบบบัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักไทย แก้วสรร อติโพธิ สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร และ สนธิ ลิ้มทองกุล แห่งหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ แล้ว มีการประกาศว่า ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา จะเป็นผู้เดินทางมากล่าวเปิดงาน และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมอภิปราย
ชื่อของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ทำให้รายการนี้เพิ่มความร้อนแรงขึ้นกว่าการอภิปรายทางวิชาการปกติ เพราะนอกจากเวลาจะผ่านไปเกือบ 90 วัน โดยยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง วิสุทธิ์ มนตริวัต เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ตามที่ สุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภา นำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว ในวันนั้น รายชื่อโยกย้ายนายทหารประจำปีที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ก็ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯลงมาอีกเช่นกัน
ระยะเวลาที่ทอดนานกว่าประเพณีปกติ ทำให้เกิดการตีความถกเถียงอย่างกว้างขวาง
รายการนี้จึงถูกจับตาว่าน่าจะเป็นการส่งสัญญาณโดยตรง
ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา หลังเริ่มส่ง จดหมายจากกัลยาณมิตรถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ หนังสือพิมพ์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นกัลยาณมิตรแนบแน่นของรัฐบาล ประเด็นของการวิจารณ์รัฐบาลของ ผู้จัดการ ค่อยๆ เคลื่อนจากเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น คัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ มาสู่เรื่องอ่อนไหวของสังคมไทยอย่างพระราชอำนาจ สอดรับกับการเผยแพร่หนังสือ พระราชอำนาจ ของ ประมวล รุจนเสรี ซึ่งวางแผงใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่ เสนาะ เทียนทอง ออกมาดับเครื่องชนหัวหน้าพรรคไทยรักไทยกลางสภาผู้แทนราษฎร จนเป็นข่าวฮือฮาอยู่พักใหญ่
ยิ่งเมื่อหนังสือ พระราชอำนาจ ของ ประมวล รุจนเสรี ได้รับกระแสพระราชดำรัสแสดงความชื่นชม ผ่าน ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา พระราชอำนาจจึงกลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงขึ้นมาในทันที
อ่านต่อ »
ยุทธศาสตร์ใหม่อินเดีย
- ดร.มันโมหัน ซิงห์ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอินเดีย -
ท่านประธานสภา
ท่านรองประธานสภา
ท่านสมาชิกสภา
ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีผู้ทรงเกียรติทุกท่าน
เป็นเกียรติอย่างสูงที่ผมได้รับเชิญให้มาปราศรัยต่อรัฐสภาสหรัฐอเมริกา ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณสำหรับคำเชิญ วันนี้ผมมาพร้อมกับคำทักทายและความปรารถนาดีของชาวอินเดียทุกคน
อินเดียและสหรัฐอเมริกามีอะไรหลายอย่างที่เหมือนกันในแง่ที่สำคัญยิ่งต่อประเทศเราทั้งสอง ท่านเป็นประเทศประชาธิปไตยที่เก่าแก่ที่สุด ในขณะที่เราเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุด การที่ประเทศเราทั้งสองต่างก็ยึดมั่นในคุณธรรมและกระบวนการในระบอบประชาธิปไตยนั้น ก่อให้เกิดความผูกพันที่อยู่เหนือความแตกต่างใดๆ เราชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์และความอุตสาหะของชาวอเมริกัน สถาบันการศึกษาชั้นเลิศ ความเสรีของระบบเศรษฐกิจ และการอุปถัมภ์ความหลากหลายทางเชื้อชาติและภาษา จุดเด่นเหล่านี้ดึงดูดหนุ่มสาวหัวกะทิจากอินเดีย สานเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างประเทศที่อยู่เหนือระยะทางและความแตกต่างทั้งมวล นอกเหนือจากคุณธรรมที่เรามีร่วมกันในฐานะประเทศประชาธิปไตยแล้ว มุมมองของเราต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลกกำลังเดินทางมาบรรจบกัน นำให้เราเข้าใกล้กันมากกว่าที่แล้วมาในอดีต
อ่านต่อ »
คนไทย
- ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ -
ความคิดของเราเกี่ยวกับชาติไทย ผมคิดว่ามาจากคำ 3 คำ ที่ทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับความเป็นชาติของพวกเราคนไทยอย่างมากทีเดียว
คำแรกคือ ‘เชื้อชาติ’ ซึ่งฝรั่งเรียกว่า race ขอให้สังเกตคำว่าเชื้อชาติ ความคิดที่อยู่เบื้องหลังคำนี้เป็นเรื่องทางชีววิทยา เป็นคุณสมบัติบางอย่างในทางชีววิทยาที่มีติดตัวคนโดยตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลง และแน่นอนว่า นักชีววิทยาในโลกนี้ค้นให้ตายก็ไม่พบ เพราะเป็นสิ่งที่คนสมมติขึ้นเท่านั้นเอง
ความคิดที่ว่า ไม่ว่าคนเชื้อชาตินั้นๆ จะอพยพไปอยู่ที่ไหน หรือผสมกันกับคนเชื้อชาติอื่นๆ มากขนาดไหนก็ตาม ก็จะยังมีเม็ดเชื้อชาติซ่อนอยู่ในตัว ซึ่งเป็นคุณลักษณะในทางชีววิทยาที่จะไม่ถูกกระทบและไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด เป็นการสร้างแนวความคิดที่ผิด เป็น misconception ของฝรั่งเพื่อจะผลักดันชาตินิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปตะวันออก ซึ่งสมัยหนึ่งเคยเป็นดินแดนหรือเป็นอาณานิคมของออสเตรีย-ฮังการีบ้าง ของตุรกีบ้าง
คนในยุโรปตะวันออกเหล่านั้น พอมาถึงศตวรรษที่ 19 ก็รู้สึกว่าตัวแตกต่างจากผู้ปกครองของตนเอง พูดภาษาก็ไม่เหมือนกัน วัฒนธรรมก็ไม่เหมือนกัน รวมทั้งคิดว่ามีเม็ดวิเศษที่เรียกว่าเชื้อชาติฝังอยู่ในตัว แตกต่างจากชาวอื่นๆ ที่เป็นผู้ปกครองตนเอง ก็ผลักดันเคลื่อนไหวความคิดเรื่องชาตินิยมในยุโรปตะวันออก ซึ่งยุโรปตะวันตกที่เป็นคนเริ่มต้นคิดในเรื่องเชื้อชาติ ก็รับเอาสิ่งเหล่านี้มาเผยแพร่ทั้งโลก
อ่านต่อ »
บทเรียนของภาคประชาชน จากเม็กซิโกสู่ไทย
หลังเม็กซิโกตัดสินใจเซ็นสัญญาเข้าร่วมเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือนาฟต้าเมื่อทศวรรษก่อน ผลกระทบอย่างใหญ่หลวงตกอยู่กับภาคเกษตร ชาวนาสูญเสียที่ดินทำกิน ทำให้ต้องอพยพเข้ามาหางานทำในเมืองหลวง กลุ่มทุนข้ามชาติขนาดใหญ่เข้าครอบงำเศรษฐกิจเม็กซิโกจนคนพื้นเมืองหมดทางถอย
เมื่อถอยไม่ได้จึงจำเป็นต้องจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับรัฐเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตนเอง กลุ่มซาปาติสต้าถือกำเนิดขึ้นด้วยเหตุผลดังกล่าว และยืนหยัดต่อสู้กับรัฐบาลกลางที่ส่งกำลังทหารเข้าปราบปรามแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ
สังคมไทยควรเรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ของเม็กซิโกบ้าง
นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา หนึ่งในสมาชิกวุฒิสภาคุณภาพ ซึ่งยืนหยัดทำงานเพื่อประชาชนมาโดยตลอด จะมาบอกเล่าเรื่องราวจากการไปดูงานในประเทศเม็กซิโก
อ่านต่อ »
“การดื้อแพ่ง” ของคนตัวเล็ก: บทเรียนที่กลุ่มทุนใหญ่ไม่ควรมองข้าม
2 ตุลาคม 2546 ถือเป็นวันที่สั่นสะเทือนชีวิตของสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้เวลากว่า 10 ปี เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของสื่อ จนนำพาเธอไปพบกับเหตุการณ์ความขัดแย้งมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการชนกับกองทัพกรณีไม่คืนคลื่นความถี่ จนทหารโวยวายไม่พอใจ หรือการโต้ตอบกับนายใหญ่แห่งอาณาจักรสื่อแกรมมี่ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม กรณีความขัดแย้งในการคัดเลือกคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.)
ทว่าความหนักหนาเหล่านั้นก็ดูเบาหวิวทันตาเมื่อเธอได้รับหมายศาลที่ระบุว่าบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ฟ้องเธอในข้อหาหมิ่นประมาทตาม พรบ.การพิมพ์และประมวลกฎหมายอาญา จากการที่เธอให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ถึงผลประโยชน์ทับซ้อนในเชิงธุรกิจของนายกรัฐมนตรีกับกลุ่มชินคอร์ป จนทำให้บริษัทมีผลกำไรในอัตราที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว และเตือนให้สังคมจับตาธุรกิจสัญญาณดาวเทียมที่บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าเดียวที่ได้รับสัมปทานดาวเทียมทั้งหมดในประเทศไทย
กระนั้น เธอก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ เนื่องจากใจหนึ่งก็ไม่คาดคิดว่าศาลจะรับฟ้อง อีกด้านหนึ่งก็ด้วยกำลังใจจากคนรอบข้างและองค์กรต่างประเทศที่ให้ความสนใจกรณีของเธออย่างมาก เช่น The Asian Human Rights Commission (AHRC) ที่ได้ทำหนังสือเรียกร้องให้องค์กรเอกชนทั้งในและต่างประเทศร่วมกันเคลื่อนไหวคัดค้านคดีนี้ และขอให้ทำหนังสือถึงบริษัทชินคอร์ปฯ เรียกร้องให้ถอนฟ้อง
การณ์กลับไม่เป็นดังที่คาดคิด ศาลอาญาประทับรับฟ้องคดีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2547 และโดยที่ไม่มีเวลาพักเยียวยาสภาพจิตใจจากคดีแรก คลื่นระลอกที่สองก็ซัดเข้ามาหลังจากนั้นอีกหนึ่งเดือนถัดมา วันที่ 12 กรกฎาคม 2547 เธอได้รับหมายศาลฟ้องร้องซ้ำในคดีทางแพ่ง เรียกร้องค่าเสียหาย 400 ล้านบาทร่วมกับหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ ซึ่งเป็นจำเลยร่วม
ในวันนั้น ความอ่อนแอทั้งหลายที่ถูกกักเก็บไว้ไหลบ่าท่วมวิญญาณของเธอ พร้อมกับการตัดสินครั้งสำคัญที่รอเธออยู่ว่า เธอจะสู้ภายใต้วิญญาณที่บอบช้ำ หรือจะเจรจาเพื่อยุติเรื่องราวทั้งหมด แม้มันจะขัดแย้งกับความเชื่อที่เธอยึดถือมาตลอดก็ตาม
6 กันยายน 2547 เธอขอประกันตัวเพื่อสู้คดีในชั้นศาลต่อไป และไม่เปิดโอกาสให้มีการเจรจาเพื่อยอมความใดๆ ทั้งสิ้น เธอตัดสินใจสู้คดีเพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงจุดยืนในความเชื่อเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น พร้อมกับรณรงค์เรื่องคดีของเธอให้สังคมในวงกว้างได้รับรู้โดยหวังว่าสังคมจะได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องสิทธิเสรีภาพไปพร้อมๆ กับการต่อสู้ของเธอ โดยการต่อสู้ครั้งนี้ได้รับการโอบอุ้มจากผู้ใหญ่หลายท่านและองค์กรพัฒนาเอกชนมากมาย จนนำไปสู่การจัดงาน “สานใจคนกล้า” เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2548 เพื่อระดมทุนในการสู้คดี และเป็นการส่งสัญญาณว่าเธอไม่ได้โดดเดี่ยวบนเส้นทางที่เธอเลือก
มาวันนี้ สุภิญญาปลีกตัวจากความวุ่นวายในการตระเตรียมสู้คดีนั่งคุยกับเรา ในฐานะผู้หญิงที่มีเลือดเนื้อและมีความฝันไม่ต่างจากหญิงสาววัยสามสิบต้นๆ ทั่วไป บทสัมภาษณ์ต่อจากนี้เปิดเผยถึงการต่อสู้บนสังเวียนกับบริษัททุนยักษ์ใหญ่ ซึ่งภายใต้เสียงเชียร์ที่ดังกึกก้องจากคนรอบข้างนั้น เธอกลับค้นพบว่าความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่ทุนยักษ์ใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า ทว่าคือความกลัวภายในใจเธอนั่นเอง
อ่านต่อ »
|
|
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)



