บุกคนสำคัญ

คาลิล ยิบราน: คิดได้ เขียนได้ แต่ใช่ว่าจะปฏิบัติได้

ผมเคยคิดว่า คาลิล ยิบราน เป็นคนที่มีความสุข หลังจากได้อ่านผลงานที่มองชีวิตได้ทะลุปรุโปร่งอย่าง ‘The Prophet’ หรือที่อาจารย์ ระวี ภาวิไล ตั้งชื่อเป็นไทยไว้ว่า ‘ปรัชญาชีวิต’ ของเขา ผมยังเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ‘ในหนึ่งชั่วชีวิตมนุษย์เรา จะมีคนที่มีโอกาสได้เข้าใจชีวิตถี่ถ้วนเช่นนี้สักกี่คนกัน?’ ‘ปรัชญาชีวิต’ เป็นเรื่องราวของ ‘อัลมุสตาฟา’ ผู้ซึ่งได้พำนักอยู่ในเมืองออร์ฟาลีสเป็นเวลาสิบสองปี เพื่อรอเรือซึ่งจะนำท่านกลับไปยังเกาะแห่งการเวียนเกิด เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากไป ชาวเมืองก็พากันห้อมล้อมและอ้อนวอนมิให้ท่านจากไป แต่เมื่อท่านยืนยันว่ามันถึงเวลาอันสมควรแล้ว ‘อัลมิตรา’ หญิงสาวชาวเมืองคนหนึ่งก็ได้ขอร้องท่านว่า “ขอท่านได้พูดแก่เรา และให้สัจธรรมแก่เรา”

มหาตมา คานธี: รักคนที่เขาเกลียดเราดีกว่า

ผมเคยคิดว่า ‘อหิงสา’ คือยี่ห้อยาหม่อง แต่หลังจากโตขึ้น รูหูพอจะได้ยินได้ฟังอะไรมากขึ้นบ้างตามอายุที่พูนพอก ผมมักจะสดับรับเสียงใส่รูหูทั้งสองเป็นคำคล้องจองติดกันราวกับฝาแฝดที่ยังไม่มีหมอมาผ่าให้แยกออกจากกัน สองคำนั้นคือคำว่า ‘อหิงสา-อโหสิ’ นิสัยไม่ค่อยดีอีกอย่างของผมคือ ไม่ค่อยยอมเปิดหาความหมายจากพจนานุกรมสักเท่าไหร่ แต่ชอบหาความหมายของคำที่ไม่เข้าใจตามหน้าหนังสือต่างๆ มากกว่า ข้อแย่คือ ช้า, แต่ข้อดีคือ มักจะเจออะไรนอกเหนือจากคำที่หาอยู่เป็นประจำ วันหนึ่งวันนั้น (ท่านผู้อ่านไม่ควรถามว่าวันไหน เพราะผมไม่ได้กะบันทึกไว้เป็นหลักฐานเอาไว้เล่าให้ลูกหลานฟัง ยิ่งสำหรับท่านผู้อ่านผมยิ่งไม่คิดจะบันทึกไว้เข้าไปใหญ่) ผมเกิดอยาก รู้จักคำว่า ‘อหิงสา’ ขึ้นมา แน่นอนว่า ไม่มีชายหนุ่มผู้ไหนที่ควรค่าแก่การโผเข้าใส่แล้วซบลงบนอกเท่ากับชายชาวอินเดีย หัวเหม่ง วางแว่นตากลมไว้บนจมูกงุ้มคนนี้...มหาตมา คานธี

เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์: เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?

ผมกำลังมองหา ‘จุดสมดุลของชีวิต’ ใต้เตียงก็แล้ว บนหิ้งก็แล้ว ในตู้กับข้าวก็แล้ว ในห้องเก็บของก็แล้ว ใต้ฝาชักโครกก็แล้ว ก็ยังไม่เจอสักที หรือมันไม่ได้อยู่แถวนี้? อ่ะ ลองตะโกนเรียกดูสักที เผื่อบางทีมันอาจยอมออกมา “จุดสมดุลเอ้ย! อยู่ไหนออกมานี่เร้ว” – ไม่สำเร็จแฮะ มันไม่ยอมเสด็จออกมา ไม่นานมานี้ ผู้ชายหน้าเหี่ยวๆ หัวหงอกๆ ผมหยิกๆ คนหนึ่งบอกกับผมว่า เขามีชีวิตอยู่ได้ด้วยกิเลสสามอย่าง คือ แรงปรารถนาแห่งความรัก การแสวงหาความรู้ และความเวทนาอันเหลือจะทนได้ต่อความทุกข์ยากของมวลมนุษย์ ผมเกากบาลสามแกรกเอาแค่พอรังแค่ไม่ร่วง ก่อนกรองออกมาเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆ ว่า หนึ่ง คือ ความรัก สอง คือ ความรู้ และ สาม คือ ความเสียสละ (เพื่อผู้อื่น) หากยังไม่บอกชื่อของเขา ณ บรรทัดนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอไปถึงบรรทัดไหน แถ่น แทน แท้น!! ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ “เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์”!!!

ท่านโอโช: เราอาจไม่ต้องทำอะไร ในวันที่ไม่มีอะไรทำ

คืนนี้ไม่ปกตินัก คืนวันศุกร์ของผมโดยปกติไม่สงัดสงบเงียบถึงเพียงนี้ ราตรีแห่งศุกร์มักยาวกว่าราตรีอื่น และแน่นอน, มันมักเป็นค่ำคืนที่อึกทึกตึกตักยึกยักนักเชียว แต่คืนนี้ ผมกำลังนั่งจ้องหน้าปราชญ์เครายาวชาวอินเดีย ผู้มีนามโตว่า ‘โอโช’ อยู่ ความเงียบดันหลังให้ผมไปอุ้มท่านลงมาจากหิ้ง หลังจากทิ้งท่านไว้บนนั้นนานพอที่ผงฝุ่นจะประทินผิวท่านให้กลายเป็นสีเทาอ่อนๆ ท่านเริ่มด้วยบทสนทนาเดิมๆ ที่เคยพ่นกรอกรูหูของผมมาแล้วเมื่อสองปีก่อน แต่น่าแปลกที่เนื้อหาในคำพูดเหล่านั้น ไม่มีเศษซากเหลือติดอยู่ในขดสมองน้อยหยักของผมเลย – แม้แต่น้อย “ท่านต้องจดจำสองคำนี้ให้ดี การกระทำ (Action) กับ กิจกรรม (Activity) คำสองคำนี้ มีความหมายอยู่ในมุมตรงกันข้าม” ผมย่นคิ้ว หลิ่วตา ทำท่าสงสัย