การเงินปฏิวัติ / ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์
Thu, 26/04/2007 - 18:20 — สฤณี อาชวานันทกุล
ในโลกยุคประชาธิปไตยเบ่งบานในปัจจุบัน พรรคที่ได้เป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยล้วนต้อง ‘หาเสียง’ จากประชาชนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะได้รับเลือกตั้งไปแล้วก็ตาม เพราะหากรัฐบาลได้คะแนนนิยมไม่ดี โอกาสที่จะแพ้การเลือกตั้งครั้งหน้าก็มีสูง และถ้าคะแนนนิยมตกต่ำมากๆ ก็อาจถูกประชาชนที่เหลืออดจนรอการเลือกตั้งรอบใหม่ไม่ไหว ออกมาเดินขบวนขับไล่บนท้องถนน ดังที่เราเห็นจนชินในหลายๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย
แม้ว่าการเดินขบวนอย่างสันติจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรือผิดปกติแต่อย่างใด เพราะเป็นการใช้สิทธิในการแสดงออกของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลก็คงรู้สึกรำคาญ หรืออย่างน้อยก็ ‘เสียหน้า’ ไม่น้อย ที่เห็นประชาชนมาเดินขบวนประท้วง ยิ่งถ้าหากผู้ร่วมประท้วงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นหลักหมื่นหรือแสน ก็มีพลังพอที่จะกดดันรัฐบาลได้อย่างจริงจัง
ยังไม่นับกลไก ‘ประชาธิปไตยทางตรง’ ที่พูดถึงในคอลัมน์นี้ตอนที่แล้ว ที่ประชาชนในหลายๆ ประเทศกำลังใช้ในการสอดส่องดูแลรัฐบาลและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายต่างๆ
ในเมื่อประชาชนมีศักยภาพขนาดนี้ และในยุคที่กระแสโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่เอื้ออำนวยให้สื่อต่างๆ มีอำนาจและอิทธิพลสูงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยทุกรัฐบาลย่อมต้องการใช้สื่อเป็นช่องทางในการ ‘โน้มน้าว’ ประชาชน ให้คล้อยตามความคิดหรือนโยบายที่ตนดำเนินอยู่
Thu, 12/04/2007 - 13:17 — สฤณี อาชวานันทกุล
คอลัมน์นี้ตอนที่แล้วเสนอว่า ประโยชน์จากการผสมปนเประหว่างวัฒนธรรมอาจเป็นประโยชน์สูงสุดของกระแสโลกาภิวัตน์ เนื่องจากจะช่วยทลายกำแพงอคติระหว่างคนต่างชาติพันธุ์ ศาสนา อุดมการณ์ และความเชื่อ อันจะนำไปสู่ความเข้าใจระหว่างกัน และเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ ให้กับคนส่วนน้อยในสังคมที่เคยถูกกีดกันไม่ให้มีปากเสียงหรือแม้แต่ยอมรับว่ามีตัวตน
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ โดยมากไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ เพราะพื้นที่ทางการเมืองดั้งเดิมในแต่ละประเทศมักถูกควบคุมโดยกลุ่ม ‘อำนาจทางการเมือง’ ไม่กี่กลุ่ม ที่ต้องการรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจตัวเองเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหาทางขยับขยายพรมแดนของผลประโยชน์นั้นให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ
สถานการณ์เช่นนี้เห็นได้ชัดเจนในประเทศไทย ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ได้เสนอในปาฐกถาป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 10 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2550 ภายใต้หัวข้อ "จารีตรัฐธรรมนูญไทยกับสันติประชาธรรม" ว่า จารีตการเขียนรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาของไทยสะท้อนการแย่งชิงและจัดสรรอำนาจระหว่างกลุ่มอำนาจใหญ่ๆ ในสังคมไทย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตย (นักการเมืองข้าราชการ) กลุ่มพลังยียาธิปไตย (นักการเมืองอาชีพ) และกลุ่มพลังประชาธิปไตย
Fri, 23/03/2007 - 14:36 — สฤณี อาชวานันทกุล
ในบรรดาข้อดีและข้อเสียของกระแสโลกาภิวัตน์ที่ทุกคนกำลังล่องอยู่อย่างทุลักทุเลนี้ หากตั้งคำถามว่า อะไรคือประโยชน์สูงสุดของโลกาภิวัตน์ คำตอบคงแตกต่างกันไปตามอาชีพ อายุ ฐานะ ค่านิยม ทัศนคติ หรือลักษณะส่วนตัวอื่นๆ ของคนตอบ
มารุ โคจิโร่ หนุ่มนักการเงินชาวญี่ปุ่นที่ทำงานในมหานครนิวยอร์กอาจตอบว่า ประโยชน์สูงสุดของโลกาภิวัตน์คือความรู้และความสะดวกสบายที่อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีอื่นๆ มอบให้
แต่ในประเทศไทย ลุงยอด ชาวนาจังหวัดอุบลฯ บอกว่า ลุงไม่สนใจว่าโลกาภิวัตน์คืออะไร รู้แต่ว่าเดี๋ยวนี้ทำนาลำบากกว่าแต่ก่อน อากาศร้อนอบอ้าวขึ้น ฝนฟ้าก็ตกน้อยลงและตกช้าลงเรื่อยๆ
จะมีกี่คนที่ตอบว่า ประโยชน์สูงสุดของโลกาภิวัตน์คือการผสมปนเปของวัฒนธรรมต่างๆ ที่กระแสโลกาภิวัตน์พัดพามาปะทะสังสรรค์กัน ?
Thu, 08/03/2007 - 11:15 — สฤณี อาชวานันทกุล
ปัจจุบัน "คนต่างแดน" ซึ่งหมายถึงผู้พำนักอยู่นอกประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแรงงานต่างด้าวผู้ตัดสินใจย้ายถิ่นฐาน หรือผู้ลี้ภัยที่จำใจออกนอกประเทศตัวเองเพื่อหลบหนีภัยการเมือง ภัยสงคราม หรือภัยธรรมชาติ มีจำนวนกว่า 175 ล้านคนทั่วโลก
ถ้าคนต่างแดนทั้งหมดนี้มาอยู่ด้วยกัน ประเทศของพวกเขาจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของโลกเลยทีเดียว
แต่ก่อนที่จะพูดถึงพลังเปลี่ยนโลกของคนต่างแดน ขอขมวดประเด็นหลักจากสารคดีเรื่อง "The People Paradox" ที่เล่าให้ทุกท่านฟังตอนที่แล้วให้จบก่อน
มนุษย์ใช้เวลากว่า 2.5 ล้านปีนับจากบรรพบุรุษคนแรกอุบัติขึ้นในโลก ในการสืบพันธุ์และขยายเผ่าพันธุ์จนประชากรโลกแตะระดับ 1,000 ล้านคน ณ ปี ค.ศ.1800 ซึ่งเป็นยุคที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมกำลังก่อตัวขึ้นพอดี
Wed, 31/01/2007 - 15:49 — สฤณี อาชวานันทกุล
หนึ่งใน "ประเด็นร้อน" ที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง และคงจะไม่เลือนหายไปจากวงสนทนาในประเทศไทยง่ายๆ คือข่าวที่กิจการดาวเทียมและผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ที่สุดในประเทศซึ่งครอบครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ตกเป็นของต่างชาติในเดือนมกราคม 2549 เมื่อครอบครัวชินวัตรขายหุ้นในบมจ. ชิน คอร์ปอเรชั่น ("ชินคอร์ป") ให้กับกองทุนเทมาเส็กของรัฐบาลสิงคโปร์
ลำพังสามัญสำนึกก็เพียงพอที่จะทำให้เราคิดว่า กิจการดาวเทียมเป็นหนึ่งใน "ธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศ" และแทบทุกประเทศในโลกยุคโลกาภิวัตน์ก็มีมุมมองไม่ต่างกัน แต่ในประเทศไทย ธุรกิจดาวเทียมกลับไม่อยู่ในบัญชีสองแนบท้าย พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ("พ.ร.บ. ต่างด้าว") ซึ่งมีรายชื่อธุรกิจเกี่ยวกับความมั่นคงที่ผู้ประกอบการต่างด้าวต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก่อน ทำให้น่าคิดว่า การยกเว้นดาวเทียมจากบัญชีแนบท้ายนี้เป็นผลจากการ "วิ่งเต้น" ของบริษัทโทรคมนาคมรายใดรายหนึ่งหรือเปล่า
Wed, 03/01/2007 - 09:55 — สฤณี อาชวานันทกุล
วันที่หุ้นดิ่งเหวเป็นประวัติการณ์ถึง 108 จุด คือ 19 ธันวาคม 2549 กลายเป็น "อังคารทมิฬ" ที่ยากจะลืมเลือนสำหรับตลาดหุ้นไทย และจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนไปอีกนาน ไม่ว่าไทยหรือเทศ ซึ่งก็หมายความว่าจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนเพื่อขยายกิจการของบริษัทต่างๆ ด้วย เพราะตลาดหุ้นเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญของภาคธุรกิจ
แน่นอน คงไม่มีนักลงทุนคนไหนไม่ขาดทุน (ผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งใน "แมงเม่า" ที่ขาดทุนไปไม่น้อย แต่ก็กัดฟันลุยไฟเข้าไปซื้อหุ้นราคาถูกด้วยเหมือนกัน) แต่ในภาวะที่นักการเงินและนักลงทุนแทบทุกสถาบันออกมาโจมตีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่ามาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์ที่ออกมานั้น "แรงเกินไป" (ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้เขียนเห็นด้วย) เราไม่ควรยอมให้เสียงโจมตีเหล่านั้นดังกลบข้อเท็จจริงที่ว่า ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่แข็งขึ้นกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2549 สูงกว่าสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคนั้น เป็นการแข็งค่าอย่าง "ผิดปกติ" ซึ่งสะท้อนให้เห็นพฤติกรรม "เก็งกำไรค่าเงิน" เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ได้ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านถึงขนาดนั้น ปัญหาการเก็งกำไรค่าเงินบาททำให้ภาคส่งออกของไทยต้องประสบความยากลำบากอย่างยิ่ง
Thu, 07/12/2006 - 23:57 — สฤณี อาชวานันทกุล
หลังจากที่ปรากฏการณ์โลกร้อน (global warming) ได้กลายเป็นศัพท์คุ้นหูสาธารณชนทั่วโลกตั้งแต่ประมาณปี 2520 เป็นต้นมา ปัจจุบันโลกร้อนก็เริ่มเป็นที่ยอมรับในวงกว้างว่าเป็นหนึ่งในปัญหาเร่งด่วนที่สุดของโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตคนทั้งโลก
สาเหตุหลักของโลกร้อนคือการสะสมของก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas) โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ (ร้อยละ 72 ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด) และมีเทน (ร้อยละ 18) ในชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งกักแสงอาทิตย์ไว้ ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกสูงขึ้น การสะสมของก๊าซเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผลพวงจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น โรงไฟฟ้าพลังถ่านหิน รถยนต์ และการตัดไม้ทำลายป่า (เพราะเมื่อไม่มีต้นไม้ช่วยกักคาร์บอนเอาไว้จากกระบวนการสังเคราะห์แสง คาร์บอนก็ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในชั้นบรรยากาศกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์) โลกร้อนส่งผลให้ภาวะอากาศแปรปรวนมากขึ้น เกิดพายุหมุนและน้ำท่วมถี่ขึ้นและรุนแรงกว่าเดิม โรคระบาดแพร่กระจายรวดเร็วขึ้น ผลผลิตจากหยาดเหงื่อแรงงานของเกษตรกรลดลงจากปัญหาฝนแล้งและอากาศร้อน คนตายมากขึ้นจากคลื่นความร้อน (heat wave) ฯลฯ
Fri, 10/11/2006 - 09:56 — สฤณี อาชวานันทกุล
ยิ่งโลกาภิวัตน์ทำให้โลกแบนลงเท่าไหร่ โอกาสในการแสวงหาความรู้ของมนุษย์ก็ดูเหมือนจะเปิดกว้างมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
แต่ความหลากหลายและปริมาณของข้อมูล ที่อินเตอร์เน็ตทำให้เราทุกคน (ที่มีฐานะดีพอที่จะเข้าอินเตอร์เน็ต) กลายเป็นพหูสูตได้โดยไม่ต้องลุกจากเก้าอี้นั้น ไม่ได้ทำให้เรา "ฉลาด" กว่าเดิมโดยอัตโนมัติ
ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่าโลกร้อนขึ้นปีละกี่องศา โรงงานทั่วโลกปล่อยมลพิษปีละกี่ล้านตัน และกฎหมายสิ่งแวดล้อมในประเทศต่างๆ เขียนว่าอย่างไร ไม่อาจช่วยให้โลกเย็นลงได้ หากไม่มีใครสามารถประมวล วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นออกมาเป็น "ความรู้" เกี่ยวกับโลกร้อน
เพราะ "ข้อมูล" ไม่ใช่ "ความรู้" เป็นเพียง "วัตถุดิบ" ของความรู้เท่านั้น
Wed, 11/10/2006 - 10:10 — สฤณี อาชวานันทกุล
หลังจากหายหน้าหายตาไปหลายตอน มารุ โคจิโร่ หนุ่มญี่ปุ่นผู้ทำงานในมหานครนิวยอร์ค และลุงยอด ชาวนาในจังหวัดอุบลราชธานี ก็แวะเวียนมาเยี่ยมคอลัมน์นี้อีกครั้ง
วันนี้โคจิโร่กำลังเดินซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้าน เลือกไม่ถูกว่าอยากซื้อข้าวยี่ห้ออเมริกัน หรือข้าวหอมมะลิจากไทยดี
แม้ข้าวจากอเมริกาจะถูกกว่า แต่โคจิโร่ก็อยากซื้อข้าวไทย เพราะได้ยินว่าอร่อยกว่า
แต่เพราะโคจิโร่ติดตามปัญหาของการเจรจา WTO มานาน เขาก็เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า เกษตรกรรายย่อยที่อยู่ไกลสุดลูกโซ่การผลิต (ซึ่งลุงยอดเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น) ถูกพ่อค้าคนกลางเอารัดเอาเปรียบขนาดไหน ก่อนจะมาเป็นข้าวถุงนี้?
หากข้าวถุงนั้นมีตรา "Fairtrade Label" แปะอยู่ โคจิโร่คงซื้อได้อย่างสบายใจ
เพราะ Fairtrade Label เป็นวิธีมอบ "อำนาจ" ให้กับคนธรรมดาอย่างเราๆ ในการช่วยแก้ไขความไม่เป็นธรรมของเงื่อนไขการค้าโลกที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของประเทศมหาอำนาจ ในฐานะ "ผู้บริโภค" คนหนึ่งในระบบเศรษฐกิจ
Wed, 06/09/2006 - 13:51 — สฤณี อาชวานันทกุล
หลังจากที่ถูกฝ่ายต่อต้านติดตามประท้วงอย่างไม่ลดละ ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนก็เจรจาต่อรองแบบไม่ยอมลดราวาศอกมานานหลายปี ในที่สุดการเจรจาเปิดการค้าเสรีรอบโดฮา (Doha round) ขององค์กรการค้าโลก (WTO) ก็ปิดฉากลงด้วยการถูกประกาศ "เลื่อนอย่างไม่มีกำหนด" เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2549
ย้อนกลับไปเมื่อการเจรจารอบโดฮาเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2544 เป้าหมายหลักของการเจรจารอบนี้คือการช่วยเหลือผู้ยากไร้ในโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร โดยรณรงค์ให้รัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วยกเลิกเงินอุดหนุน (subsidies) ในภาคเกษตรของตน เนื่องจากนักเศรษฐศาสตร์ทุกสำนักเห็นพ้องต้องกันถึงประโยชน์ของการค้าเสรี (แม้นักคิดฝ่ายซ้ายอาจเสริมว่า การค้าเสรีนั้นต้อง "เป็นธรรม" ด้วย) จึงไม่มีใครปฏิเสธว่า เงินอุดหนุนและภาษีนำเข้าทุกประเภทเป็นการ "บิดเบือน" กลไกตลาด ทำให้การค้าระหว่างประเทศไม่เสรีอย่างแท้จริง ผู้บริโภครายได้น้อยในประเทศพัฒนาแล้วต้องซื้ออาหารหลายประเภทในราคาสูงเกินจริง และที่แย่ที่สุดคือ มาตรการบิดเบือนเหล่านี้เท่ากับเป็นการกดขี่เกษตรกรผู้ยากไร้ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในโลก ไม่ให้มีวันลืมตาอ้าปากได้