คอลัมน์เก่า 02

หลังบ้านดาวดังฟุตบอลโลก เยอรมนี 2006 (1)

- พอล เฮง -
เทศกาลฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมนี จะเป็นการระเบิดเพลงเตะโดยนักฟุตบอลที่เก่งกาจสุดของโลก 32 ทีมที่ฝ่าฟันผ่านรอบสุดท้ายมาในแต่ละทวีป นักฟุตบอลที่ค้าแข้งอยู่ในทวีปยุโรป โดยเฉพาะใน 4 ลีกสูงสุดของโลกก็คือ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลาลีกา สเปน, เซเรอา อิตาลี และลีกเอิง ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นซูเปอร์สตาร์ดาวเตะของแต่ละทีมจะกลับไปรับใช้ชาติของตัวเอง สำหรับนักเตะที่มีชื่อเสียงและทำรายได้สูงสุดของโลกในปัจจุบัน ตั้งแต่อันดับ 1-20 เรียงลำดับกันไป จะมาระเบิดเพลงแข้งเพื่อเกียรติยศของมาตุภูมิและตัวเอง ไม่ว่า 1. โรนัลดินโญ่ (สโมสรบาร์เซโลน่า, บราซิล) 23 ล้านยูโร 2. เดวิด เบ๊คแฮม (รีล มาดริด, อังกฤษ) 18 ล้านยูโร 3. โรนัลโด (รีล มาดริด, บราซิล) 17.4 ล้านยูโร 4. เวย์น รูนีย์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อังกฤษ) 16.1 ล้านยูโร 5. คริสเตียน วิเอรี่ (โมนาโก, อิตาลี) 16 ล้านยูโร

รูนี่ย์กับโอกาสของอังกฤษ

- วิมุต วานิชเจริญธรรม -
อีกไม่กี่วัน ฟุตบอลโลกครั้งที่ 18 จะได้ฤกษ์ระเบิดแข้งขึ้นที่ประเทศเยอรมนีแล้ว แม้ว่าทีมชาติไทยจะไม่ได้ไปร่วมแข่งในการแข่งขันรอบสุดท้ายนี้ด้วย แต่นั่นมิใช่อุปสรรคที่จะทำให้คอบอลชาวไทยขาดอรรถรสในการร่วมชมมหกรรมกีฬาครั้งยิ่งใหญ่ (ที่เวียนมาให้ชมทางจอโทรทัศน์แบบไม่มีโฆษณาคั่นอีกครั้ง) หากจะพิจารณาถึงทีมในดวงใจของชาวไทยจากบรรดา 32 ทีมที่ได้เข้าร่วมแข่งในรอบสุดท้ายนี้ ทีมชาติอังกฤษนั้นจัดได้ว่าเป็นทีมในระดับ ต้นๆ เลยทีเดียว ด้วยเหตุที่นักเตะในทีมชาติ ชุดนี้มีความใกล้ชิดกับคอบอลชาวไทยในปัจจุบันอย่างแนบแน่น

โลกของสุมิเระใน Sputnik Sweetheart

“ไม่มีมนุษย์คนไหนเดินทางผ่านชีวิตไปได้โดยไม่เคยลิ้มลองประสบการณ์โดดเดี่ยว อาจถึงขั้นเดียวดายเบื่อเหงาในป่ารกร้าง เขาจะพบว่า ต้องพึ่งพาตนเองเพียงสถานเดียว ห้วงเวลาเช่นนั้นจะสอนให้เขารู้จักพลังแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในตัว” (หน้า 16) ข้อความของแจ็ก เครูแอ็ก ใน Lonesome Traveler ข้อความนี้ อาจเป็นคำอธิบายลักษณะเฉพาะของตัวละครในนวนิยายแทบทุกเรื่องของฮารูกิ มูราคามิ วังเวง โดดเดี่ยว ในบริบทของสังคมที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตถึงขีดสุด และผู้คนต่างมุ่งหวังครอบครองวัตถุเงินทองอย่างสังคมญี่ปุ่นยุคหลังสงคราม ยุคแห่งการฟื้นฟูที่เอ่อล้นไปด้วยผลผลิต เทคโนโลยีอันทันสมัย และชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย แต่สุดท้ายแล้ว การได้มากลับดูเหมือนไม่ต่างจากการสูญเสีย ผู้คนต่างน้อมคารวะให้แก่การก่อกำเนิด แต่พวกเขาก็แทบจะไม่รู้ตัวว่าพิธีเซ่นสังเวยก็เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน “ทำไมคนเราถึงได้เหงาขนาดนี้? คำอธิบายแท้จริงซ่อนอยู่ที่ไหน? คนบนโลกนับล้านคน ทุกผู้ทุกคนโหยหาใครสักคนที่จะมาปลอบประโลมใจให้คลายเหงา แต่ก็กระถดตัวหนี ปลีกตัวไปอยู่เดียวดาย ทำไม? เป็นไปได้หรือไม่ว่าโลกถูกส่งให้มาลอยดวงกลางอวกาศเวิ้งว้าง เพียงเพื่อให้เป็นที่พำนักของคนเหงา?” (หน้า 176)

ถึง แอนนี่ ดิลลาร์ด

ที่บ้าน 4 มีนาคม 2006 สวัสดีครับ แอนนี่ ดิลลาร์ด
ขออนุญาตให้ผมเรียกคุณว่าแอนนี่ได้ไหมครับ ไม่ใช่ว่าผมอยากแสดงตัวว่าสนิทชิดเชื้อกับคุณหรอกนะครับ แต่ผมถือวิสาสะโดยพลการเรียกคุณว่าแอนนี่มาหลายปีแล้ว ไม่ว่าคุณจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แอนนี่ครับ ครั้งแรกที่ผมเคยอ่านงานเขียนของคุณ คงเป็นเมื่อสิบห้าสิบหกปีก่อน ฟังดูนานเหลือเกินเมื่อคิดถึงชีวิตมนุษย์ แต่คงเป็นเวลาสั้นนิดเดียวใช่ไหมครับ-หากเทียบกับอายุของโลกเหมือนอย่างที่คุณชอบเทียบ นับแต่อ่านงานเขียนของคุณเรื่อง Pilgrim at Tinker Creek-เล่มที่ทำให้คุณได้รับรางวัลพูลิตเซอร์, ผมก็นับคุณไว้เป็นผู้หญิงในดวงใจคนหนึ่งเสมอมา

ความรู้ของความรักคือความไม่รู้

วิทยาเอามือเท้าคาง เขาชอบเท้าคางเวลาที่ต้องใช้ความคิด วิทยาจะยกมือกอดอกกระชับ แล้วเอามืออีกข้างรับน้ำหนักของคางและกะโหลกหัว ทำหน้าครุ่นคิดเคร่งเครียดอีกเล็กน้อย ดูราวกับ ‘The Thinker’ ประติมากรรมเอกของโลกอย่างไรอย่างนั้น เขามักคิดไปเองว่าการได้มีโอกาสเลียนแบบรูปปูนปั้นชื่อดังแม้เพียงเศษเสี้ยวนั้นจะช่วยขับดันความคิดเหล่านั้นให้พวยพุ่งจนอาจถึงขั้นทิ่มแทงตีแตกปริศนาต่างๆ ได้ แม้ในความเป็นจริงการกอดอกก็ไม่ได้ช่วยอันใด และไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการคิดออกแม้แต่น้อย

เขมือบขวาน : จาก "คอม" ถึง "คอร์ป"

เย็นอันระอุวันหนึ่งปลายเดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๙ ในรัชสมัย Rama IX ขณะกำลังเดินนับต้นมะขาม ม้านั่ง กับไม้ถูพื้นอยู่แถวๆ สนามหลวง ข้าพเจ้าก็ได้รับแจกใบปลิวแผ่นหนึ่งอย่างกระเหี้ยนกระหือรือจากชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งที่โฉบมาประชิดตัวในระยะเผาขน ภายใต้สถานการณ์อันไม่น่าไว้วางใจเช่นนี้ข้าพเจ้าย่อมไม่หาญกล้าปฏิเสธการยัดเยียดของสมนาคุณ และเอื้อมมือเปล่าไปจับใบปลิวไว้เพื่อไม่ให้มันปลิวไปแต่โดยดี ใบปลิวแผ่นนี้มีข้อความพาดหัวขนาดใหญ่ด้วยฟอนต์ตัวอักษรแบบไทยรัฐว่า "แก้ปัญหาชนบทแบบเจ้าขุนมูลนาย 'ทักษิณ' " ช่างเป็นประโยคพาดหัวที่ไม่น่าสนใจสักเท่าไหร่เลย ออกจะน่าเบื่อเอามากๆ! เมื่อกวาดตาดู เนื้อหาดักซุ่มโจมตีนายกรัฐมนตรีของชาวไทยในหน้าเดียวกัน ก็ไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้นเพิ่มขึ้นนัก ก่อนที่จะหย่อนใบปลิวอภินันทนาการใบนี้ทิ้งลงไปในถังขยะเพื่อไม่ให้บ้านเมืองสกปรก ข้าพเจ้าพลิกไปดูข้างในแผ่นปลิวที่พับทบเป็น ๒ หน้ากระดาษเพื่อเป็นการอำลา แต่แล้วการพลิกแผ่นครั้งนั้นกลับทำให้ความปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมืองของข้าพเจ้าพลิกผันไปอย่างถอนรากถอนโคน เพราะข้าพเจ้าเกิดสะดุดใจกับภาพภาพหนึ่งเป็นพิเศษจนนำไปสู่การเก็บทะนุถนอมใบปลิวแผ่นนี้ไว้แทนที่จะไล่ตะเพิดมันออกไปจากตัว

ความเห็นแก่ตัวในระดับโมเลกุล

หมายเหตุ: ขออนุญาตไม่แปลโคว้ทภาษาอังกฤษ เบส ออน แอสซัมชั่น ที่ว่า ผู้อ่าน open น่าจะอ่านภาษาอังกฤษกันออก ถ้าใครแปลไม่ออก ถือว่าเป็นความผิดของคุณเองที่ไม่มีตังซื้อดิกชันนารี ผู้เขียนไม่ขอรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น บทความนี้ได้ข้อมูลและแรงบันดาลใจจาก บทที่ 4 (genetic mutiny and gender) ของหนังสือ The Red Queen – Sex and the Evolution of Human Nature โดย Matt Ridley ............................................................................ ความเห็นแก่ตัวในระดับโมเลกุล “Let everyone sweep in front of his own door, and the whole world will be clean.” Johann Wolfgang Von Goethe 1749-1832, German Poet, Dramatist, Novelist ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย... ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็ก สามัคคีคือพลัง รวมกันเราอยู่แยกหมู่เราตาย คนๆ เดียวทำอะไรไม่ได้มาก แต่ถ้าหากหลายคนช่วยกัน คนละไม้คนละมือ ต่อให้เป็นธูปก้านใหญ่ที่สุดในโลก เราก็ทำได้มาแล้ว ความเจริญในสังคมที่เราเอ็นจอยอยู่ทุกวันนี้ล้วนเป็นผลผลิตมาจากการร่วมแรงสร้างทั้งนั้น ห้างก็สร้างขึ้นด้วยทีมเวิร์ค นาไร่ก็ทีมเวิร์ค การที่เรามีน้ำกิน มีไฟฟ้าใช้ มีถนนหนทาง มีเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ นั่นก็มาจากทีมเวิร์คทั้งสิ้น บางคนอาจจะบอก อ้าว แล้วอย่าง ภาพเขียน โมนาลิซ่า นั่นล่ะ คุณลีโอนาโด เค้าวาดของเค้าคนเดียวไม่ใช่เหรอ.. นั่นก็จริง แต่ลองนึกดูดีๆ ที่ดาวินชี่มีเวลาและมีแรงมานั่งเขียนรูปได้ ก็เพราะเขาไม่ต้องมัวไปนั่งปลูกข้าวกินเอง ไม่ต้องมัวไปล่าหมูป่า ไปตักน้ำจากลำธาร ขนาดสีกับพู่กันที่เขาใช้ เขาก็ไม่ได้เป็นคนผลิตมันขึ้นมาเอง

หนิง

สวัสดี หนิง หนิง ผมเสียใจ เรื่องระหว่างเราจบลง ผมรู้สึกเศร้ามาก ผมนอนไม่หลับ คืนนั้นผมแทบขยับขาไม่ออก ดูเหมือนว่าโลกทั้งใบหยุดเคลื่อนไหว คุณจากไปพร้อมกับน้ำตาใสๆที่ยังไม่ทันเหือดแห้งไปจากแก้มของคุณ ผมรู้สึกได้ในทันทีว่าจุกหน้าอก อาการมันแน่น อัดอั้น แม้น้ำตาจะไม่ไหลออกมา ณ เวลานั้น ผมแสร้งแสดงออกไปต่อหน้าคุณ ว่าเข้มแข็ง ไม่แยแส ไม่ยี่หร่า....คุณไม่รู้หรอกว่า นั่นเป็นการแสดงที่เยี่ยมยอดที่สุดในโลก เท่าที่ผมจะสวมวิญญาณพลิกบทบาทให้คุณได้ชม พอคุณเดินลับไป เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นเหรอ...โผละ เขื่อนแตก พลันน้ำตาหลายล้านลูกบาศก์เมตรพุ่งทะลักอาบแก้มทั้งสอง ไหลลงมาที่ปาก ผืนผิวหนังใบหน้าหนาแบบลูกผู้ชายก็ไม่อาจสามารถควบคุมอาการสั่นสะทกรุนแรง ในระดับ 9.5 ริกเตอร์ ปากบิด หูอื้อ มือชาแข็งกลายเป็นหินยุคพันปี หัวใจของผมมันหนักมากจนถอนออกจากขั้ว มันหลุดออกจากท่ออากาศ ลิ่วหล่นดิ่งลง วางแน่นิ่งอยู่ที่ตาตุ่ม ผมอยากบอกว่า ผมฝืนแสดงได้เก่งในช่วงแรก ผมยังไม่เชื่อหูตัวเอง ไม่อยากเชื่อว่าจะได้ยินประโยคที่คุณพูดออกมาว่า... เลิก

เขื่อน อาวุธนิวเคลียร์ นักเขียนแอคทิวิสต์ กับหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ของอรุณธตี รอย

"We have to support our small heroes. (Of these we have many. Many.) We have to fight specific wars in specific ways. Who knows, perhaps that's what the 21st century has in store for us. The dismantling of the Big. Big bombs, big dams, big ideologies, big contradictions, big countries, big wars, big heroes, big mistakes. Perhaps it will be the Century of the Small. Perhaps right now, this very minute, there's a small god up in heaven readying herself for us." Arundhati Roy
1 ในขณะที่ทั้งประเทศกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ทางการเมือง ความแตกแยกขัดแย้งกำลังลุกลามไปทั่ว และรอยยิ้มรวมถึงการประกาศตนว่ารักสงบไม่ใช่หลักประกันว่าคนในชาติจะมีความสามารถในการจัดการกับความขัดแย้งได้จริง ผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับกำลังเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่ต่างไปจากผู้คนอีกกว่าห้าสิบล้านคนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ของอินเดียในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา พ่อเฒ่าแม่เฒ่าในชุมชนต้นน้ำคงกำลังเฝ้ามองเหมืองฝายดั้งเดิมซึ่งเคยเป็นเครื่องมือบริหารจัดการน้ำของชุมชนมานับสิบนับร้อยปี ถูกรื้อทำลายย่อยยับหลังจากมีน้ำเอ่อท่วมพื้นที่เศรษฐกิจในเขตเมือง ชาวบ้านแถบภาคอีสานคงกำลังเฝ้ามองสวนป่ายูคาลิปตัสอันเขียวขจีสมชื่อโครงการอีสานเขียวด้วยความขมขื่น เพราะอาหารของทั้งคนและสัตว์ รวมถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมนั้นถูกทำลายย่อยยับไปหมดแล้วพร้อมกับผลงานของนักการเมืองบางคน ปัญหาทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเดินทางไปไกลกว่าคำถามที่ว่าเราจะยังมีนายกรัฐมนตรีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ต่อไปหรือไม่ และหากเราสามารถมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้จริง ใครจะกล้ารับประกันว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับโครงการของรัฐจะได้รับการแก้ไข การเดินขบวนขับไล่นายกรัฐมนตรีจึงไร้ความหมายสำหรับลุงมี ซึ่งที่ดินของบรรพบุรุษต้องจมอยู่ใต้น้ำ ไร้ความสำคัญสำหรับป้าบัว ที่ต้องถูกไล่ที่เพราะรัฐบาลอยากเพิ่มจำนวนอุทยานแห่งชาติ และไร้ประโยชน์สำหรับไอ้จุ้น ที่ต้องเตรียมบากหน้าเข้ากรุงเทพฯ เพราะที่นาของพ่อกลายเป็นของนายทุน

ส่วนน้อยของส่วนน้อย

เขามองข้าพเจ้าอย่างเหยียดๆ เมื่อข้าพเจ้าตอบเขาแหยๆ ว่า ข้าพเจ้าไม่รู้ข่าวเกี่ยวกับใครบางคนที่ไปนั่งกินอาหารที่ห้างหรูแล้วถูกลูกค้าโต๊ะอื่นๆ พากันประสานเสียงต้อนรับว่า “ออกไป! ออกไป!” เลย “เฮ้ย! นี่ตกข่าวขนาดนี้เชียวเหรอ อะไรวะ มัวแต่กินไอติมงี่เง่าบ้าๆ บอๆ อยู่ล่ะสิ! ถามจริงๆ เหอะ ติงต๊องรึเปล่า!” “อ้าว!” ข้าพเจ้ารำพึงในใจ รู้สึกเจ็บปวดที่เขามาด่าว่าไอติมเสียๆ หายๆ ส่วนที่มาด่าว่าข้าพเจ้าจนไม่มีชิ้นดี ข้าพเจ้าไม่ถือ—มันหนัก แต่ก็พยายามอธิบายให้เขาฟังว่า ข้าพเจ้าอ่าน-ดู-ฟังข่าวสถานการณ์การเมืองอันคุกรุ่นช่วงนี้อยู่บ้างเล็กน้อย ถ้าไม่ลืม แต่ไม่ได้ติดตามอย่างกระชั้นชิดอย่างเขา ผู้อัพเดตออนไลน์อินเทอร์เน็ตเข้าๆ ออกๆ เว็บไซต์เกือบยี่สิบสี่ชั่วโมง นอกเหนือจากอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์ และฟังวิทยุคลื่น FM 97.75 ที่ไม่ได้เกาะติดสถานการณ์แบบตุ๊กแกก็เพราะมันจะทำให้ข้าพเจ้าเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเกินไป ข้อมูล-ข่าวสาร-ข่าวลือ-ข่าวซุบซิบ-การโต้เถียงด่าทอแต่ละวันหลั่งล้นอลหม่านเกินไป ถ้าติดตามทุกสิ่งทุกอย่างตลอดเวลา ก็จะทำให้ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นที่มีความหมายและความจำเป็นกว่าเลย เช่น คิดว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี, เก็บข้าวของไม่ให้รกเกินไป, พาญาติผู้ใหญ่ไปกินข้าว, ให้อาหารสัตว์, นั่งเฉยๆ ฯลฯ