คอลัมน์เก่า 01

เรื่องแต่งบ้างจริงบ้าง: ร้านหนังสือ ห้างสรรพสินค้า ซีเอสอาร์ และโลกร้อน

- ปิ่น ปรเมศวร์ -
ต้นเดือนมีนาคม ผมต้องกล่าวอำลากับร้านหนังสือร้านโปรดที่ใช้บริการมาหลายปี ร้านหนังสือร้านนี้อยู่ในห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน แม้จะเป็นร้านขึ้นห้าง แต่อารมณ์ของคนขายและคนซื้อกลับรู้สึกเหมือนอยู่หน้าปากซอย เพราะพนักงานในร้านเป็นมิตรกับคนอ่านอย่างจริงใจ และสนิทสนมคุ้นเคยกับลูกค้าประจำแทบทุกคน เสน่ห์ของร้านอยู่ที่คนขายรู้จักหนังสือ อ่านหนังสือ และรักหนังสือ เรามักเห็นภาพพนักงานขายแนะนำหนังสือให้ลูกค้าอยู่เนืองๆ เป็นคำแนะนำแบบ 'อ่านจริง-ชอบจริง' ซึ่งไม่ค่อยได้พบเห็นกันบ่อยนักในร้านหนังสือส่วนใหญ่และขนาดใหญ่ ซึ่งคนขายเป็นเพียงผู้ประกอบสัมมาอาชีวะ หาได้มีจิตวิญญาณแบบผู้คนบนถนนหนังสือแต่อย่างใด

พระเจ้าที่แท้???

ก่อนหน้าที่เครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐ ชื่อว่า ”อีโนล่า เกย์” และ ”บ๊อกซ์ คาร์” จะบินขึ้นสู่น่านฟ้าเมืองฮิโรชิมา และนางาซากิในประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำเอาระเบิดนิวเคลียร์ ๒ ลูกที่เรียกขานกันว่า ”ลิตเติลบอย” และ ”แฟตแมน”ไปทิ้งใส่ชาวญี่ปุ่นในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้น…ว่ากันว่าอนุศาสนาจารย์ประจำกองทัพอเมริกันได้สวดขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้าให้กับนักบินทั้ง ๒ ลำตามข้อความที่มีการบันทึกเอาไว้ดังนี้ว่า… “ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงมหิทธานุภาพ…พระบิดาผู้ทรงไว้ซึ่งมหากรุณา ข้าฯ ขอสวดอ้อนวอนต่อพระองค์ ขอพระบิดาโปรดเมตตาประทานพรแก่พวกเขา ผู้ซึ่งจะโผผินสู่ท้องนภาในค่ำคืนนี้ โปรดคุ้มครองพวกเขาผู้ซึ่งจะมุ่งไปเสี่ยงภัยเบื้องหน้า…ในความมืดของสรวงสวรรค์แห่งพระองค์ ขอได้โปรดนำทางพวกเขา คุ้มครองร่างกายและจิตใจ นำพวกเขากลับมาสู่เรา…โปรดประทานกำลังกายกำลังใจให้พวกเขาในช่วงเวลาข้างหน้านี้ และโปรดประทานรางวัลให้กับความยากลำบากของภารกิจที่พวกเขาจะต้องเผชิญ เหนืออื่นใด…ข้าแต่พระบิดา ขอพระองค์โปรดประทานสันติภาพให้แก่โลก…ขอให้ข้าพระองค์และบรรดาเขาทั้งหลาย ได้ก้าวต่อไปในความศรัทธาและเชื่อมั่น…ว่ามีพระองค์อยู่เคียงข้าง ทั้งบัดนี้…และตลอดไป…อาเมน…”

ความกลมกลืนที่ก้าวหน้าและถดถอย

“อีริค ฟรอมม์” นักจิตวิทยาแนวมนุษย์นิยมชาวเยอรมัน…ได้เคยพยายามอธิบายถึงความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ที่มีต่อ "ศาสนา” หรือต่อสิ่งที่เรียกกันว่า "พระเจ้า” เอาไว้อย่างน่าสนใจไม่น้อย คือเขาได้ตั้งสมมุติฐานในทางจิตวิทยาเอาไว้ทำนองว่า นับตั้งแต่มนุษย์คนแรกได้ปรากฏตัวขึ้นมาบนโลก…ไม่ว่ามนุษย์ผู้นั้นจะเป็น เผ่าพันธุ์ หรือเพศใดก็แล้วแต่ เมื่อเกิดและเติบโตขึ้นมาจนสามารถตระหนักได้ว่า ”ตัวตนของตน” ได้อุบัติขึ้นมาแล้วบนโลกใบนี้…มนุษย์ผู้นั้นจะถูกจู่โจมด้วยอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างทั้งในระดับจิตสำนึกหรือลึกลงไปถึงจิตใต้สำนึก… เช่นความรู้สึกถึงความแปลกแยก โดดเดี่ยว ความรู้สึกถึงความไม่มั่นคง-ปลอดภัย ความไร้พลัง ระหว่างตัวตนของตนกับสรรพสิ่งต่างๆที่แวดล้อมอยู่รายรอบ…??? ??? ??? ความพยายามที่จะเอาชนะความรู้สึกเหล่านี้ให้ได้ทั้งในระดับจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก ด้วยการค้นหาคำตอบคำอธิบายใดๆ ก็ตาม ที่สามารถทำให้ตัวตนของตนเกิดความรู้สึกที่เรียกว่า ”ความกลมกลืน” ในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและกับสภาพแวดล้อมรอบข้าง เกิดความรู้สึกมั่นคง-ปลอดภัย ไม่โดดเดี่ยว เกิดพลังในการดำเนินชีวิตต่อไป จึงทำให้สิ่งที่เรียกว่า ”ศาสนา” หรือ ”พระเจ้า” อุบัติขึ้นมาในความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์นับตั้งแต่อดีตกาลมาจนตราบเท่าทุกวันนี้…!!!

พระเจ้า… กับโลกที่ไม่มีวันเหมือนเดิม

หลังจากเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ค.ศ. ๒๐๐๑ ได้ผ่านพ้นไป…โลกก็ได้เริ่มแสดงความเปลี่ยนแปลงให้เห็นเป็นขั้นๆ จากความรู้สึกของผู้คนที่เคยแสดงความยินดีปรีดา เมื่อมองเห็นกำแพงเบอร์ลินอันเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของ ”สงครามเย็น” ได้ถูกทำลายลงไป ความสนุกสนานของการบริโภคที่แผ่ซ่านไปทั่วโลกเพราะการหันมาทุ่มเทพัฒนาพลังการผลิตและการตลาด อันทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยสรุปเอาไว้ว่า…นับแต่นี้ความขัดแย้งต่างๆ ในโลกก็จะเหลืออยู่แต่เพียงแค่ ”สงครามทางการค้า” เท่านั้น… งบประมาณทางทหารของหลายต่อหลายประเทศถูกลดลง พร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของหลายต่อหลายประเทศจากสังคมนิยมมาเป็นทุนนิยมอย่างเป็นระลอก จนโลกทั้งโลกกลายเป็นโลกทุนนิยมอย่างทั่วถึงกันไปทั้งหมด…ฯลฯ แต่สภาวการณ์ที่ดูคล้ายกับจะเกิดสันติภาพขึ้นมาในโลกซึ่งกำลังจะเป็นโลกๆ เดียว…มันกลับดำรงอยู่ในช่วงระยะเวลาที่สั้นเอามากๆ !!! เพราะทันทีที่ ”สงครามกับการก่อการร้าย” ปรากฏตัวขึ้นมา…โลกที่ใครต่อใครเคยตั้งความหวังว่ามันจะค่อยๆ พัฒนาไปสู่ความมีสันติภาพ การแลกเปลี่ยนสินค้า วัฒนธรรม โดยที่พรมแดน สีผิว เผ่าพันธุ์ ฯลฯ จะไม่เป็นอุปสรรคใดๆ อีกต่อไปแล้ว…ก็เกิดอาการพลิกกลับแบบหน้ามือเป็นหลังมือ…กลายเป็นโลกที่ไม่เหมือนเดิม หรือไม่ได้เป็นไปตามความหวังอย่างที่เคยคาดๆ กันเอาไว้อีกแล้ว…

สงครามที่ไม่มีพรมแดน???

หลังจากเกิดเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมด้วยการใช้เครื่องบินพลเรือนพุ่งชนตึกอาคารเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์ในสหรัฐเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ค.ศ. ๒๐๐๑ นาย ”แกร์ฮาร์ด ชโรเดอร์” นายกรัฐมนตรีเยอรมันในขณะนั้น ได้เปล่งคำพูดที่เหมือนกับคำพยากรณ์ถึงอนาคตเอาไว้ว่า…”นับจากนี้…โลกจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป…” และดูเหมือนว่า…คำพูดสั้นๆ ในประโยคที่ว่านี้ จะกินความกว้างขวางครอบคลุมแนวโน้มความเป็นไปของโลกนับตั้งแต่วันนั้นมาจนตราบเท่าทุกวันนี้…รวมไปถึงแนวโน้มในอนาคตข้างหน้าอีกด้วย…. เหตุการณ์ ๑๑ กันยายน…ได้จุดชนวนแห่งไฟสงครามระดับโลกขึ้นมาใหม่ หลังจากที่บรรยากาศความตึงเครียดจากสงครามเย็นเพิ่งจะเริ่มยุติลงไปหมาดๆ สงครามระดับโลกในคราวนี้ค่อนข้างจะแตกต่างออกไปจากสงครามระดับโลกที่เกิดขึ้นมาแล้ว ๓ ครั้ง คือสงครามโลกครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ และสงครามเย็น…ก็ตรงที่ว่ามันไม่สามารถแยกฝ่ายให้เห็นกันได้ชัดเจน ไม่ใช่สงครามระหว่างฝ่ายพันธมิตรกับฝ่ายอักษะ ไม่ใช่สงครามระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์กับฝ่ายโลกเสรี…ถึงแม้นจะมีความพยายามสร้างคำจำกัดความของคำว่า ”ฝ่ายผู้ก่อการร้าย” เอาไว้ต่างๆ นาๆ แต่ท้ายที่สุดแล้ว…มันก็ยังเป็นอะไรที่ก่อให้เกิดความมึนงง เบลอๆ เต็มไปด้วยภาพอันขมุกขมัว ลึกลับซับซ้อน และปมปริศนาของ ”การก่อการร้าย” หรือ ”ขบวนการก่อการร้าย” ที่ยังไม่อาจแยกแยะหน้าตาออกมาให้ชัดเจนแม้กระทั่งตราบเท่าทุกวันนี้…

โอซามา บินลาเดน และการเปิดฉากสงครามก่อการร้าย

ในบรรดาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวอิสลาม…นอกเหนือไปจากสุเหร่าศักดิ์สิทธิ์หรือ "โดมแห่งศิลา” อันเป็นที่ฝังร่างของบุคคลสำคัญๆ ในศาสนาอิสลามจำนวนมากมาย และถูกสร้างขึ้นมาซ้อนทับ "วิหารพระเจ้า” ของชาวยิวมานานนับเป็นพันๆ ปีในพื้นที่ที่เรียกกันว่า "เวลลิ่ง วอลล์” ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงเยรูซาเล็มแล้ว ก็ยังมีศาสนสถานที่สำคัญอีก ๒ แห่งที่ถือเป็นจุดศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของชาวอิสลามนั่นก็คือ มหานคร "เมกกะ” (มักกะฮ์) ซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหารอันเป็นที่ประดิษฐานของหินศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกกันว่า "อัล-กะอ์บะห์” หรือเป็นสถานที่ที่มุสลิมทั่วโลกต่างก็ต้องพยายามหาทางไปแสวงบุญยังสถานที่แห่งนี้ให้ได้ซักครั้งในชีวิต ในฐานะผู้ที่ยอมรับความเป็นอิสลามกันในแต่ละราย อีกสถานที่หนึ่งก็คือนคร "เมดินา” อันเป็นสถานที่ที่พระศาสดาโมฮัมหมัดได้อพยพหลบหนีผู้ปองร้ายจากนครเมกกะไปปักหลักตั้งมั่นวางรากฐานศาสนาอิสลามขึ้นมาได้อย่างมั่นคง จนถือเป็นจุดเริ่มต้นของ "ศักราชฮิจเราะห์” นับตั้งแต่นั้นมา…. พื้นที่อันเป็นที่ตั้งของศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ ๒ แห่งที่ว่านี้…เผอิญได้ตกอยู่ภายใต้การครอบครองผู้นำชาวอาหรับเผ่า ”อานิซาห์” รายหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า ”อับดุล อาซิซ อิบน์ อับดุล ราห์มาน อัล-ซาอุด” ตั้งแต่ในช่วงปี ค.ศ.๑๙๐๒ ผู้ซึ่งในเวลาต่อมาได้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์ และแปรสภาพพื้นที่เหล่านี้ให้กลายเป็น ”ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย” ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ ”อัล-ซาอุด” มาจนตราบเท่าทุกวันนี้…. ในช่วงประมาณสงครามโลกครั้งที่ ๑ ขณะที่กษัตริย์อับดุล อาซิซ มีพระราชประสงค์ที่จะปรับปรุงบูรณะพระราชวัง รวมทั้งทำการปฏิสังขรณ์วิหารศักดิ์สิทธิ์ในมหานครเมกกะ ว่ากันว่า…พระองค์ได้พบกับช่างก่อสร้างชาวมุสลิมนิกายซุนหนี่ ผู้ยากจนรายหนึ่ง ที่อพยพมาจากตอนใต้ของเมืองเยเมน เข้ามาอาศัยอยู่ในซาอุดิอาระเบีย แต่มีฝีไม้ลายมือในการก่อสร้างเป็นที่เลื่องลือ… ช่างก่อสร้างรายนี้มีชื่อเรียกกันว่า ”ชีค โมฮัมหมัด บิน ลาเดน”

พระเจ้าของชาวยิว และพระเจ้าของชาวอิสลาม

จะเป็นเพราะ "พระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า” หรือจะเป็นด้วยเหตุอันใดก็แล้วแต่… ที่ทำให้ศาสดาโมฮัมหมัดและศาสนาอิสลามอุบัติขึ้นมาในดินแดนตะวันออกกลางในช่วงปี ค.ศ. ๖๒๒ และภายใต้ความเชื่อ-ความศรัทธาที่พัฒนาเติบโต แผ่ขยายกลายมาเป็น "จักรวรรดิอิสลาม” ตั้งมั่นอยู่ในดินแดนแถบนี้เมื่อประมาณ ๑,๔๐๐ ปีที่แล้ว มันทำให้แผ่นดินและผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้… ได้กลายมาเป็นเสมือนตัวละครตัวหลักที่ถูกมอบบทบาทและหน้าที่ที่สำคัญๆ ไม่น้อย ในหน้าประวัติศาสตร์โลกและประวัติศาสตร์มนุษยชาตินับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา…. แม้นว่าการขยายตัวของจักรวรรดิอิสลามนั้น มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการแพร่กระจายความเชื่อทางศาสนาไปพร้อมๆ กับดาบและเลือดของคนต่างศาสนา ซึ่งก็มีส่วนจริงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย… แต่หลายต่อหลายครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ บทบาทของจักรวรรดิอิสลามในดินแดนตะวันออกกลาง ก็เคยมีสภาพเป็นเสมือนที่พักพิง ที่หลบภัย และเป็นโล่ป้องกันให้กับใครต่อใครทั้งในแง่การเมือง เศรษฐกิจ รวมทั้งผู้ที่ประสบความทุกข์ยากอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางความเชื่อหรือความแตกต่างทางศาสนามาไม่น้อยเช่นกัน… ในยุคที่ "จักรวรรดิโรมัน” ได้กลายเป็นอาณาจักรของชาวคริสต์ และผู้มีอำนาจในศาสนจักรคริสเตียนระยะนั้นแสดงความรังเกียจ ชิงชัง ต่อชาวคริสต์ด้วยกันเอง ที่เพียงแต่มีความคิด-ความเชื่อแตกต่างไปจากรายละเอียดที่ตัวเองยึดมั่น-ถือมั่นกันมาแต่เดิม จนถึงกับมีการกดดัน ไล่ล่า ทำลายชาวคริสต์บางกลุ่ม อย่างเช่นชาวคริสต์ที่ถูกเรียกขานกันว่าคริสเตียนนิกาย "แอเรียน” และคริสเตียนนิกาย "เนสเทอเรียน” อย่างหนักหนาสาหัส บรรดาชาวคริสต์เหล่านี้ก็ได้อาศัยจักรวรรดิอิสลามนั่นเอง เป็นพื้นที่พักพิงหลบภัย…

เลือกตั้ง 23 ธันวา ฤๅมีค่า เพียงเอา-ไม่เอาทักษิณ?

เท่าที่ผมติดตามและวิเคราะห์แนวนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองแล้ว ในภาพรวมไม่แตกต่างกันมากส่วนใหญ่สะท้อนวิธีคิดและความเข้าใจต่อปัญหาไม่แตกต่างกัน จนอาจทำให้ปัญหาของประเทศไม่ถูกแก้ไขในระดับรากเหง้าหรือต้นเหตุแห่งปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหา ความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ การปฏิรูปการศึกษา การจัดสวัสดิการให้กับประชาชน การบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจของประเทศ ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่ากรอบนโยบายพรรคการเมืองส่วนใหญ่ล้าหลังและไม่ตอบสนองต่อบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยเฉพาะการทำให้หลักการสำคัญเกิดผลในระดับปฏิบัติที่เป็นจริงและรองรับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อาทิเช่น

ละครโครเล็ก Crescent Moon Space เสนอ ละคร 2 เรื่อง 2 รูปแบบ ในเทศกาลละครกรุงเทพ 2007

Crescent Moon Space proudly presents 2 plays in Bangkok Theatre Festival 2007 69 Theatre Group presents ละครเรื่อง ติดกับ จากบทประพันธ์ Blackbird ของ David Harrower (Best New Play – Olivier Awards 2007) Blackbird by David Harrower (Thai Version / Translated by Jusmin Bager and Monthakarn Suwanthap) Directed by Sasithorn Panichanok

สงครามครั้งสุดท้าย???

ไม่เพียงแต่ผลประโยชน์รายได้จาก "น้ำมัน” ที่บรรดาบรรษัทน้ำมันยักษ์ๆ อย่าง "เอ็กซอน-โมบิล” หรือ "รอยัล ดัทช์ เชลล์” ฯลฯ จะตักตวงจากบ่อน้ำมันในตะวันออกกลาง จนทำให้รายได้ของแต่ละบรรษัทมีมูลค่าในระดับปีละนับแสนๆ ล้านดอลลาร์ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว… ทรัพยากรชนิดนี้ที่เผอิญมันได้ถูกพระเจ้าประทานไว้ให้ในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือในโลกอิสลามอย่างมากมายเป็นพิเศษ ยังได้กลายเป็นทรัพยากรที่สามารถใช้เป็นตัวบังคับขับเคลื่อนทิศทางความเป็นไปของโลกได้มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ…!!! การที่พื้นฐานระบบเศรษฐกิจของแทบทุกประเทศในโลกปัจจุบัน ต่างก็ต้องขึ้นอยู่กับการขึ้น-ลงของระดับราคาของทรัพยากรชนิดนี้ ในขณะที่นับวันปริมาณของทรัพยากรชนิดนี้กลับมีจำนวนลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะพิจารณาจากผลการศึกษาขององค์กรทางด้านพลังงานระดับโลกอย่าง ASPO หรือผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานในแต่ละรายอย่างเช่น ดร."เอ็ม.คิง ฮับเบิร์ต” ที่ได้ระบุถึงภาวะการผลิตน้ำมันในแหล่งต่างของโลกซึ่งล้วนแล้วแต่ได้ก้าวพ้น "จุดสูงสุด” ของการผลิตไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่กระบวนการค้นคว้าหาพลังงานทดแทนยังไม่สามารถพัฒนาขึ้นมาตอบสนองความขาดแคลนดังกล่าวได้… ภายใต้สภาพเช่นนี้นี่เองที่ทำให้การเข้าครอบครองมีอำนาจเหนือแหล่งทรัพยากรชนิดนี้ ก็ไม่ต่างอะไรไปจากการเข้าไปควบคุมศูนย์ยุทธศาสตร์ของโลก หรือเข้าไปควบคุมคันบังคับให้ทิศทางโลกเป็นไปในลักษณะใดก็ได้…