sorgorvor's blog

เมื่อการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาถึงคราวล้างไพ่

เอกสารข่าวฉบับที่ 23 (ธันวาคม 2551)

- สิทธิกร นิพภยะ -


Country of Origin Labeling: สลากบอกแหล่งกำเนิดสินค้า

เอกสารข่าวฉบับที่ 24 (ธันวาคม 2551)

- สมคิด พุทธศรี -


สินค้าอ่อนไหว (Sensitive Products)

เอกสารข่าวฉบับที่ 22 (พฤศจิกายน 2551)
– อิสร์กุล อุณหเกตุ -

 

การเมืองเรื่องกล่อง (Box Shifting)

เอกสารข่าวฉบับที่ 21 (พฤศจิกายน 2551)
– สุนทร ตันมันทอง -

 

อินโดนีเซียกับเส้นทางข้อตกลงการค้าเสรี

เอกสารข่าวฉบับที่ 20 (ตุลาคม 2551)

- สมคิด พุทธศรี -

 

2008 Farm Act ขัดต่อกฎกติกาของ WTO หรือไม่?

เอกสารข่าวฉบับที่ 19 (ตุลาคม 2551)
– สุนทร ตันมันทอง -

 

ฟิลิปปินส์กับเส้นทางการทำข้อตกลงการค้าเสรี

เอกสารข่าวฉบับที่ 18 (กันยายน 2551) - สมคิด พุทธศรี -
คำถามพื้นฐานทางนโยบายที่ว่า "ฟิลิปปินส์ควรวิ่งบนเส้นทางข้อตกลงการค้าเสรีหรือไม่" เพิ่งปรากฏในสังคมเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในรอบห้าปีที่ผ่านมา และกลายเป็นวาระทางเศรษฐกิจได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหน่วยงานของรัฐ ภาคประชาสังคมและชุมชนวิชาการ กลุ่มชนชั้นนำและนักผลิตนโยบายใช้เวลามานานนักในการตอบคำถามข้างต้น ฟิลิปปินส์ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีทวิภาคีกับญี่ปุ่น ภายใต้ชื่อ Japan - Philippines Economic Partnership Agreement ในปี 2549 การลงนามครั้งนี้นัยหนึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า นับแต่นี้ไปฟิลิปปินส์จักอยู่บนเส้นทางของกระบวนการไล่กวดการทำข้อตกลงการค้าเสรี อาจกล่าวได้ว่า กระบวนการหาคำตอบที่รวดเร็วของฟิลิปปินส์เป็นผลมาจาการปะทะสังสรรค์กันระหว่างความจำเป็นในการธำรงไว้ซึ่งความสามารถในการแข่งขันของประเทศกับสถานการณ์สังคมเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

ประเทศกำลังพัฒนาจะได้ประโยชน์จากการเจรจารอบโดฮาได้อย่างไร?

เอกสารข่าวฉบับที่ 17 (กันยายน 2551) - วิโรจน์ สุขพิศาล -
การเจรจาการค้าเสรีระดับพหุภาคีขององค์การการค้าโลกรอบปัจจุบัน ประเทศสมาชิกต่างมีฉันทามติให้การเจรจารอบนี้เป็น "รอบแห่งการพัฒนา" หัวใจสำคัญของการเจรจาในรอบนี้คือ การสร้างประโยชน์และเอื้อต่อการพัฒนาในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งการเจรจารอบก่อนหน้ามิได้พูดถึงประเด็นนี้มากนัก ดังนั้น การเจรจาหรือความตกลงใดๆในการประชุมรอบนี้จึงต้องเน้นไปที่ผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนาเป็นสำคัญ การส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมโดยเฉพาะสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นนับเป็นกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้น การเจรจาการค้าควรผลักดันให้มีการยกเลิกการอุดหนุนสินค้าเหล่านี้โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว ควรผลักดันให้ยกเลิกการจำกัดการนำเข้า และลดภาษีการนำเข้าซึ่งเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงตลาดของประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งควรมีการขยาย duty-free และ quota-free ในการเข้าสู่ตลาดสำหรับสินค้าส่งออกของประเทศพัฒนาน้อยที่สุดและให้ครอบคลุมในทุกสินค้าส่งออก นอกจากนั้นกลุ่มประเทศพัฒนาอื่นๆ ควรขยายข้อตกลงนี้เพื่อให้ประเทศประเทศพัฒนาน้อยที่สุดได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าในการเข้าสู่ตลาดของประเทศกำลังพัฒนาด้วย อย่างไรก็ตาม อาจมีความตกลงบางข้อที่ส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ดังนั้น ความตกลงของการเจรจาจักต้องยึดถือความเป็นธรรมเป็นที่ตั้ง ความตกลงต้องไม่สร้างผลประโยชน์แก่ประเทศร่ำรวยบางประเทศ แต่จักต้องสร้างประโยชน์หรือส่วนแบ่งสูงสุดจากการเจรจาแก่ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย

ข้อพิพาทว่าด้วยกุ้งไทย-สหรัฐอเมริกา: ‘จบ’ จริงหรือ?

เอกสารข่าวฉบับที่ 16 (สิงหาคม 2551) - สมคิด พุทธศรี -
กรณีพิพาทกุ้งระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาเป็นปัญหายืดเยื้อ โดยเริ่มต้นจากการที่สหภาพยุโรปกีดกันกุ้งนำเข้าจากประเทศต่างๆในเอเชีย ที่ใช้ยาปฏิชีวนะที่มีสารchloramphenicol และสารดังกล่าวหลงเหลืออยู่ในตัวกุ้ง เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อุตสาหกรรมกุ้งแบบ ‘ข้ามซีกโลก’ เมื่อกุ้งที่ไม่สามารถส่งเข้าไปยังยุโรปได้ถูกส่งไปสหรัฐอเมริกาแทน ทั้งนี้เพราะสหรัฐอเมริกามิได้กำหนดระดับขั้นต่ำของสารตกค้างที่เป็นอันตรายเอาไว้ ปริมาณกุ้งในสหรัฐอเมริกาจึงล้นตลาดและราคากุ้งตกต่ำลงอย่างมาก กลุ่มผู้ผลิตกุ้งในรัฐทางใต้ของสหรัฐอเมริกาจึงรวมตัวกันภายใต้ชื่อ ‘กลุ่มพันธมิตรกุ้งภาคใต้’ (Southern Shrimp Alliance: SSA) เพื่อกดดันให้รัฐบาลอเมริกันไต่สวนและฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากประเทศผู้ส่งออกกุ้ง ซึ่งมีไทยรวมอยู่ด้วย การกดดันประสบผลสำเร็จเมื่อ กระทรวงพาณิชย์และคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกาประกาศรับฟ้องและเปิดการไต่สวนข้อหาการทุ่มตลาดสินค้ากุ้งจากทั้ง 6 ประเทศเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2547 การไต่สวนได้ข้อสรุปว่า มีการขายกุ้งแช่แข็งและกุ้งบรรจุกระป๋องต่ำกว่าราคาต้นทุนที่แท้จริง โดยกุ้งนำเข้าจากไทยมีส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดอยู่ในช่วงระหว่างร้อยละ 5.56 ถึง 10.52(i) ผลที่ตามมาก็คือ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกาเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti Dumping Duty) ตามส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดจากผู้ส่งออกไทยและอื่นๆอีก 5 ประเทศ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 เป็นต้นมา พร้อมทั้งกำหนดให้ผู้นำเข้าที่ถูกเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดต้องวางพันธบัตรเงินสดต่อเนื่อง (Continuous Bond: C-Bond) ในอัตราร้อยละ 100 ของมูลค่าการนำเข้าตลอดทั้งปีคูณด้วยอัตราอากรทุ่มตลาดทุกครั้งที่มีการส่งสินค้าเข้าสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดย้อนหลังของศุลกากรสหรัฐอเมริกา ทว่า ‘ความยุ่งยาก’ บังเกิดขึ้น เมื่อในความเป็นจริง ผู้ส่งออกกลับต้องเป็นผู้แบกรับภาระการวางพันธบัตรเงินสดต่อเนื่องแทน เพราะผู้นำเข้าสหรัฐฯส่วนใหญ่ไม่สามารถแบกรับภาระดังกล่าวได้

ฤาโดฮาไม่มีโค้งสุดท้าย?

เอกสารข่าวฉบับที่ 15 (สิงหาคม 2551) - อิสร์กุล อุณหเกตุ -
ปลายเดือนกรกฎาคม 2547 ประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกพร้อมใจกัน ‘ฝ่าทางตัน’ การเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮา (Doha Round) ได้เป็นผลสำเร็จหลังบรรลุกรอบความตกลงที่รู้จักกันในชื่อ July Package 2004 และสร้างความหวังว่า การเจรจารอบโดฮาอาจได้ข้อสรุปในไม่ช้า อย่างไรก็ตาม 4 ปีต่อมา การเจรจายังคงดำเนินต้องต่อไปและมิอาจหาข้อสรุปได้ ซ้ำร้ายความมุ่งหวังที่จะฝ่าทางตันครั้งใหม่ต้องจบลง เมื่อประเทศสมาชิกมิสามารถตกลงกรอบการเจรจา July Package 2008 ร่วมกันได้ การเจรจารอบโดฮาที่ดำเนินมายาวนานเกือบ 7 ปีนับแต่เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายปี 2544 มีทีท่าว่า กำลังจะเข้าสู่โค้งสุดท้าย เมื่อนาย Carwford Falconer ประธานคณะเจรจาสินค้าเกษตรและนาย Don Stephenson ประธานคณะเจรจาการเข้าถึงตลาดของสินค้าที่มิใช่สินค้าเกษตรจัดทำโครงร่างข้อเสนอฉบับแก้ไข (Revised Modalities) ซึ่งเป็นการสรุปจุดยืนในการเจรจาล่าสุดของประเทศสมาชิกนับตั้งแต่การเจรจาในช่วงเดือนกันยายน 2550 แล้วเสร็จและเผยแพร่ต่อประเทศสมาชิกเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 ทำให้แผนการประชุมย่อยระดับรัฐมนตรี (Mini-Ministerial Conference) เพื่อการตัดสินใจระดับรัฐมนตรีขั้นสุดท้ายก่อนการดำเนินการเจรจาขั้นต่อไปสามารถเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 อย่างไรก็ตาม การประชุมย่อยระดับรัฐมนตรีดังกล่าวกลายสภาพเป็นการประชุมขนาดย่อยลงไปยิ่งกว่าเดิม เมื่อการเจรจาเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นระหว่างประเทศสมาชิกเพียง 7 ประเทศ หรือรู้จักกันในชื่อ กลุ่ม G-7 อันประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป อินเดีย บราซิล จีน ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น โดยมีนาย Pascal Lamy ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลกเป็นผู้ดำเนินการเจรจา แนวทางการเจรจาดังกล่าวสร้างความสับสนงุนงงให้กับรัฐมนตรีการค้าจากกว่า 40 ประเทศที่เหลือ และทำได้เพียงนั่งรอคอยผลการเจรจาจากกลุ่ม G-7 และผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก