paojao's blog

จดหมายผิดดาว

‘สวัสดีชาวโลก

เรายินดีที่ได้รู้จักพวกคุณมาตลอด

ห้าพันสามร้อยแปดสิบแปดปีสามสิบสองวันห้าชั่วโมงเจ็ดนาทีสี่สิบห้าวินาที...

และเราคงไม่ได้พบกันอีก ดังนั้น...ลาก่อน’

เดินทางระหว่างยกทรง

“เธอรู้ไหมว่า ระยะทางที่ใกล้ที่สุดระหว่างจุด A ไปจุด B คือทางไหน” เธอถามผมพลางหยิบดินสอวาดวงกลมสองวงลงบนกระดาษ ผมชะโงกมองกระดาษแผ่นนั้น วงกลมทั้งสองวงมีตัวอักษร A และ B เขียนกำกับเอาไว้ ผมเงยหน้ามองเธออีกทีและพบว่าใบหน้ากลมรีเป็นรูปไข่ของเธอเหมือนวงกลมแต่รีสองวงบนกระดาษแผ่นนั้นอยู่เหมือนกัน “จะไปยากอะไร” ผมตอบด้วยเสียงหัวเราะ พลางแย่งดินสอมาจากมือของเธอมา แล้วจึงลากเส้นตรงจากจุด A ไปยังจุด B “ก็นี่ไง ใกล้ที่สุด” เธอหันมามองผมและมองอย่างนั้นอีกชั่วอึดใจใหญ่ๆ ผมสังเกตได้ว่าสายตาที่เธอมองผมนั้นแปลกออกไปจากทุกที มันเป็นสายตาที่ทำให้ผมอึดอัดจนคล้ายจะหายใจไม่ออก “เธอแน่ใจเหรอ” เธอถามผมอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเธอกลับมาฉายแววแห่งความขี้เล่นและซุกซนเป็นปกติ แววตาแบบนี้แหละที่ทำให้สมองของผมไม่ทำงาน อืม...อันที่จริงต้องบอกว่าสมองที่อยู่ในกะโหลกเท่านั้นหยุดทำงาน แต่สมองที่อยู่ในอวัยวะที่ใช้ระบุเพศของผมต่างหากที่เป็นฝ่ายทำงานแทน และมันก็กำลังทำงานอย่างหนักจนรูปร่างอวบอิ่มบวมเป่งได้ที่

ที่ที่เรา-เท่าที่รู้

1 นาฬิกาบอกเวลาสองทุ่ม เธอมองดูเข็มยาวที่กำลังวางตัวเป็นมุมป้านกับเข็มสั้นบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเรือนเล็กยี่ห้อดังในอดีต นาฬิกาที่เธอผ่านตาบ่อยๆ จากรายการโทรทัศน์ยอดนิยมตอนยังเป็นเด็ก ปัจจุบันนาฬิกายี่ห้อนี้เลิกผลิตไปนานแล้ว แต่เธอก็พบนาฬิกายี่ห้อนี้เข้าโดยบังเอิญในร้านขายของเก่า ความทรงจำในวัยเยาว์หวนคืน เสียงจากพิธีกรของรายการในวันวานดังขึ้นในโสต “ท่านจะได้รับนาฬิกาคาเรลล่าสำหรับสุภาพบุรุษหนึ่งเรือนและสุภาพสตรีอีกหนึ่งเรือน” แม้ไม่ใช่คนที่ชอบพกพาเวลาไปไหนมาไหน แต่ด้วยอดใจไม่ไหวสุดท้ายเธอจึงควักเงินอย่างง่ายดายเพื่อซื้อนาฬิกาของสุภาพบุรุษหนึ่งเรือนและของสุภาพสตรีอีกหนึ่งเรือน นาฬิกาสำหรับสุภาพบุรุษเป็นของเขา ลมเย็นพัดหอบใหญ่มาปะทะตัวเธอ ลมที่พัดพาความเย็นมาจากปากอ่าวทะเล เบื้องหน้าของเธอคือแม่น้ำสายใหญ่-แม่น้ำสายหลักของเมืองที่ไหลลงสู่ทะเลในอีกไม่กี่สิบกิโลเมตรถัดจากที่ที่เธอยืน เธอขยับเสื้อคลุมให้กระชับรับมือกับสายลมแรงริมแม่น้ำที่ซึ่งเงาดวงจันทร์เต้นไหวเป็นคลื่นริ้วเบื้องหน้า และนาฬิกายังคงเดินไป

ทำไมฝนต้องตกที่เราตลอด

น้ำฝนหยดจากรูรั่วบนหลังคาไหลผ่านกระเบื้องลงมาเป็นทาง มันนำพาคราบผงฝุ่นร่วงไหลมาตามแนวรอยฝ้า สุดท้ายจึงรวมกันเป็นมวลใหญ่หยดแหมะลงกบาลกลางกระหม่อมของรอย มันเป็นอีกวันที่ฝนตก รอยเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เขานั่งชันเข่าคุดคู้ให้หัวเข่าทั้งสองข้างอยู่ใกล้กับใบหน้าจนนึกอยากจะใช้น้ำตาเช็ดเมื่อไหร่ก็ทำได้โดยง่าย สายฝนด้านนอกยังคงร่วงหล่นเป็นระเบียบและอยู่ในอาณาบริเวณที่กำหนดไว้โดยท้องฟ้า รวมทั้งอีกหนึ่งหยดที่ทะลุฝ้าลงมาบนหัวและกำลังไหลทิ้งตัวผ่านเนินหน้าผากของเขา รอยใช้มือปาดหยดน้ำนั้นออกไปด้วยความรำคาญใจ นับวันปริมาณความรำคาญสายฝนของเขาเริ่มเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ มันเริ่มต้นเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว ขณะที่รอยกำลังเดินออกไปซื้อหนังสือพิมพ์และบุหรี่ ระหว่างเดินกลับบ้านเขาดึงมวนบุหรี่ออกมาสูบให้สาสมกับที่อดพ่นควันมาทั้งคืน ขณะที่รอยจุดไฟแช็กเตรียมยกขึ้นจ่อวัตถุทรงมวนที่ห่อหุ้มยาเส้น พลันที่เสียง ‘แช็ก!!’ ของไฟแช็กทำงานพร้อมเปลวไฟที่พุ่งวาบสว่างออกมา เสียงฝนห่าใหญ่ก็ดัง ‘ซู่!!’ ขึ้นมาพร้อมกับเม็ดน้ำนับพันนับหมื่นเม็ดที่ร่วงหล่นลงดับไฟเสียดื้อๆ อย่างนั้น

บันทึกของนักฟังความเศร้า

๑๙ ตุลาคม ร้านบะหมี่ราเม็น, สยามสแควร์ ไม่ได้กินบะหมี่ร้านนี้มานานแล้ว แวะมาแถวนี้ทั้งทีก็เลยนัดเธอที่นี่จะได้กินให้หายอยากเสียทีด้วย บะหมี่ราเม็นในน้ำซุปกระดูกหมูของร้านนี้ยังคงไว้ใจได้ในความอร่อย เราสั่งพิเศษเพิ่มเส้นเหนียวนุ่ม ส่วนเธอไม่กินอะไร เราเลยสั่งน้ำเปล่าให้เธอ เราบอกเธอว่าถ้าไม่ถือสาอะไรกับคนที่กำลังสาวเส้นบะหมี่ดัง ซู่ดด...ซู่ดด....ล่ะก็ ให้เริ่มธุระของเธอมาได้เลย แต่ถึงจะกินบะหมี่ไปด้วยแต่เราก็บอกตัวเองเสมอว่าธุระของเธอสำคัญเสมอและอย่าเพลิดเพลินกับอาหารตรงหน้าเกินไปนัก (แหม...ทำยากชะมัด) เธอนั่งนิ่งสักพัก ก่อนจะจ้องหน้าเรา เรายิ้มสบายๆ เพื่อให้เธอได้รู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง