sketkaroonkul's blog

Robert Doisneau: "One should take a photo only when one feels full of love for one's follow-man."

Robert Doisneau, 1982 by Henri Cartier-Bresson
ปารีสเป็นเมืองโรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตั้งแต่เมื่อไหร่ และใครเป็นคนบอก ผมไม่อาจทราบได้ แม้ว่าความจริงแล้วปารีสเป็นเมืองที่สกปรกเมืองหนึ่ง ทางเท้าเต็มไปด้วยอึหมา ตามถนน ตรอก ซอกซอย เหม็นฉี่ฉุนจนอยากจะวิ่งหนีไปไกลๆ คนขับรถมารยาททราม ชอบบีบแตร หรือไม่ก็จอดรถถามทางอย่างไม่เกรงใจใคร ในเมโทรเต็มไปด้วยคนจรจัดขี้เมา แต่แม้ว่าสภาพความเป็นจริงจะเป็นอย่างนั้น ผมก็เห็นด้วยว่าปารีสเป็นเมืองที่สวยและโรแมนติกเหมือนใครบางคนว่าเอาไว้ อาจเป็นเพราะในอีกด้านหนึ่ง ชาวปารีเซียงชอบแสดงความรู้สึกอย่างเปิดเผย พวกเขาถกเถียงกัน แสดงความรักต่อกันในที่สาธารณะอย่างไม่ปิดบัง อาจเป็นเพราะสถาปัตยกรรมของเมืองที่เก่าแก่มีมนต์ขลัง อาจเป็นเพราะศิลปะที่อบอวลอยู่ในบรรยากาศ หรืออาจเป็นเพราะความละเมียดละไมของวัฒนธรรม กล่าวสำหรับศิลปะภาพถ่าย สิ่งหนึ่งที่ตกค้างในความทรงจำของผม และแสดงตัวขึ้นมาเสมอๆ เมื่อนึกถึงปารีส ความโรแมนติก และความถวิลหาอดีต (nostalgia) คือภาพถ่ายขาวดำจำนวนหนึ่งของช่างภาพชื่อ โรแบร์ต ดัวส์โน (Robert Doisneau, 1912-1994) โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพถ่ายซีรีย์ Kisses (1950) ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Life ภาพหนึ่งในซีรีย์นี้ชื่อ Le Baiser de l'Hôtel de Ville เป็นภาพที่โด่งดังที่สุดของเขา และอาจเป็นภาพถ่ายที่ทำให้ปารีสกลายเป็นเมืองหลวงของความโรแมนติก

Raymond Depardon ช่างภาพผู้สำรวจเศษเสี้ยวความเป็นจริงในชีวิตธรรมดาสามัญ

ผมรู้จักงานของเรย์มงด์ เดอปาร์ดง (Raymond Depardon, 1942-ปัจจุบัน) ครั้งแรกในโรงภาพยนตร์ ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ มันเป็นภาพยนตร์ขาวดำ ถ่ายทำในทะเลทรายซาฮารา ที่ว่าด้วยเรื่องชาวเบดูอินในแอฟริกาเหนือ การเล่าเรื่องของเดอปาร์ดงเรียบง่าย ช้า เนิบนาบ ทิ้งเฟรมนิ่งนาน ปราศจากบทสนทนา และถ้าจำไม่ผิด หนังยาวร้อยกว่านาทีเรื่องนี้ไม่มีเพลงประกอบ เราได้ยินเพียงเสียงหวีดหวิวของลมทะเลทราย ทำให้ผมหลับไปหลายรอบ แต่ทุกครั้งที่ลืมตาตื่นและมองไปที่จอภาพยนตร์ ผมรู้สึกถึงความงามและความทุรกันดารไปพร้อมๆ กัน ผมคิดว่า Un homme sans l'occident เป็นภาพยนตร์ขาวดำที่สวยงามมากเรื่องหนึ่ง นอกจากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์แล้ว เดอปาร์ดงยังเป็นช่างภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ และมีผลงานเป็นที่ยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส บนชั้นวางในร้านหนังสือมีผลงานของเขาเรียงรายกันอยู่เต็มไปหมด บางเล่มหนาห้าร้อยกว่าหน้าจนยืนเปิดอ่านไม่ไหวเพราะหนักมาก ไปจนถึงพ๊อคเก็ตบุ๊คขนาดไม่กี่สิบหน้า แต่เราจะจำกัดความให้เดอปาร์ดงเป็นช่างภาพแนวไหนคงยากน่าดู จะบอกว่าเขาเป็นสารพัดช่างภาพก็คงไม่ผิดนัก เพราะเขาเป็นตั้งแต่ช่างภาพปาปารัสซีในวัยหนุ่มที่ไล่ตามถ่ายรูปดารานางแบบ ในเวลาต่อมาเขาก้าวไปสู่การเป็นช่างภาพข่าวที่เดินทางไปทั่วโลก และมีผลงานเป็นปกมากทีสุดในช่วงทศวรรษที่ 50-60 ในช่วงนี้เขาบอกว่าเขาล่าภาพเหมือนกับฉลามล่าเหยื่อ ต่อมาเขาเป็นช่างภาพกีฬาเพื่อไปถ่ายภาพในกีฬาโอลิมปิกสามครั้ง โตเกียว 1964, เม็กซิโก 1968, มิวนิค 1972

Werner Bischof กวีแห่งการถ่ายภาพวารสาร

ผมได้เห็นงานของแวร์แนร์ บิสชอฟ (Werner Bischof) ก็เพราะเพื่อนช่างภาพคนหนึ่งแนะนำ และให้ยืมหนังสือภาพของบิสชอฟกลับมาบ้าน เพื่อนคนนี้บอกว่าแล้วผมจะชอบงานของช่างภาพสวิสคนนี้ แม้ว่าหนังสือที่เพื่อนให้ยืมมาจะมีบทความเกี่ยวกับประวัติและผลงานของบิสชอฟอยู่ด้วย แต่ผมอ่านภาษาฝรั่งเศสไม่ออกในตอนนั้น ได้แต่ชื่นชมผลงานของเขาว่ามันเต็มไปด้วยอารมณ์ ซึ่งแม้ว่าเหตุการณ์ที่บิสชอฟไปถ่ายจะเกี่ยวกับความทุกข์ยากจากสงครามและความยากจน แต่ภาพถ่ายของเขาแสดงให้เราเห็นความหวัง ภาพถ่ายของบิสชอฟไม่ได้รุนแรง ปลุกเร้า ด้วยภาพสงครามและซากศพ ทว่าอ่อนโยนและลุ่มลึก แวร์เเนร์ บิสชอฟ เป็นเหมือนกวีของการถ่ายภาพวารสารที่พรรณาถึงความทุกข์ยากแร้นแค้นของผู้คนในโลกที่สามด้วยภาพถ่าย เขาเริ่มออกสำรวจความยากแค้นของชาวยุโรปเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยตระเวนไปทั่วฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน และยุโรปตะวันออก หลังจากนั้นชะตากรรมก็ผลักดันให้เขาเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปเก็บเอาเรื่องราวในเอเชีย และนำภาพถ่ายที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าและความงามกลับมาให้คนในอีกซีกโลกหนึ่งได้เห็น เขาบันทึกภาพการขาดแคลนอาหารในอินเดีย ญี่ปุ่นหลังสงคราม และสงครามเกาหลี เราไม่ได้เห็นภาพโหดร้ายของสงคราม แต่เราเห็นสิ่งที่สงครามทิ้งไว้ให้ ความยากแค้นและความทุกข์

Photojournalism (2)--Henri Cartier-Bresson

ผมรู้สึกดีทุกครั้งเมื่อเห็นคนแก่คล้องกล้องไว้ที่คอ แล้วเห็นแกหยิบกล้องขึ้นมาเล็งหามุมที่ชอบ ค่อยๆ ปรับโฟกัส วัดแสง รอจังหวะให้มือนิ่งอีกหน่อยแล้วกดชัตเตอร์ เมื่อบันทึกภาพเสร็จ แกเดินไปสองสามก้าวแล้วย้อนกลับมาใหม่เล็งที่ซับเจ็กต์อันเดิม แต่เปลี่ยนมุมนิดหน่อยเพราะพบว่ามุมนี้ก็สวยดีเหมือนกัน จะปล่อยเลยไปก็เสียดาย เมื่อเห็นคนชราใช้เวลาในการถ่ายภาพเพราะมันเป็นความรื่นรมย์แบบหนึ่ง ผมก็หวังว่าในเวลาที่แก่ตัวลงผมจะยังคงมีแรงบันดาลใจอยู่เสมอที่จะถ่ายภาพ แต่มีช่างภาพเจอร์นอลลิสต์ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งผู้เป็นต้นแบบและเป็นผู้จุดประกายให้กับช่างภาพเจอร์นอลลิสต์ทั่วโลกให้เดินไปบนเส้นทางนี้ เขาเลิกถ่ายภาพในช่วงที่เขาก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดในฐานะช่างภาพ เขาวางกล้องและไม่แตะมันอีกเลยเมื่อเขาอายุได้ 62 ปี เพื่อหันไปจับดินสอถ่านอันเป็นความรักแรกตั้งแต่ตอนเป็นเด็กที่มีต่อการวาดรูป อองรี กาติเยร์-เบรสซง (Henri Cartier-Bresson—HCB, 1908-2004) ช่างภาพชาวฝรั่งเศส เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางที่มีอันจะกิน เขาได้รับการศึกษาอย่างดีในวัยเด็ก จึงมีชีวิตค่อนข้างสุขสบาย พ่อของเขาชอบสเกตซ์ภาพเมื่อมีเวลาว่างจากการทำงาน และลุงผู้ชอบการวาดภาพสีน้ำมันเป็นชีวิตจิตใจ HCB ในวัยเยาว์จึงซึมซับศิลปะแขนงนี้ไว้ในใจ ตอนเริ่มเป็นหนุ่ม เขาเข้าสู่แวดวงศิลปะโดยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคิวบิสม์และเซอร์เรียลลิสต์ตามลำดับ แต่ในที่สุด เขาได้เลือกการถ่ายภาพเป็นเครื่องมือในการแสดงออกวิธีและมุมมองต่อการมองโลกของเขา แต่การเข้าไปคลุกคลีอยู่กับศิลปินในช่วงเวลานี้เป็นเสมือนหนึ่งการวางรากฐานของศิลปะให้กับการถ่ายภาพที่ HCB เอาจริงเอาจังในเวลาต่อมา

Photojournalism (1)

โฟโต้เจอร์นัลรีสม์ (photojournalism) อย่างแรกที่สุดคือการรายงาน การเป็นพยาน ต่อความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และการตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ด้วยภาพ หากจะใช้คำว่าภาพถ่ายเชิงข่าวสารคดีก็ดูจะไม่พอเหมาะพอดีนัก ผมยังหาคำไทยที่เหมาะสมไม่ได้จึงอยากจะใช้คำทับศัพท์สลับกับคำที่คิดได้ไปก่อน ในยุโรป ภาพถ่ายแนวนี้เริ่มพัฒนามาอย่างมากในช่วงปี 1930-1950 ในบรรยากาศที่การเมืองของโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านโดยเฉพาะเมื่อเกิดสงคราม นิตยสารภาพข่าวที่ได้รับการกล่าวถึงบ่อยๆ และยกให้เป็นต้นแบบเห็นเป็น Life และ Paris Match ในช่วงเวลาเดียวกันเอเจนซีช่างภาพอย่าง magnum ก็เกิดขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ ในช่วงครึ่งศตวรรษที่แล้วดูเหมือนว่าช่างภาพเจอร์นัลรีสท์ได้เข้าไปมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงทาง ประวัติศาสตร์ของโลกไม่น้อย แต่เมื่อการเกิดขึ้นของสถานีข่าวโทรทัศน์ CNN ในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียรอบแรก photojournalism ก็ถึงจุดตกต่ำและต้องส่งหน้าที่การเป็นสื่อกลาง ของการรายงานข่าวไปให้สื่อโทรทัศน์ ต่อมาในช่วงปี 90 เมื่ออินเตอร์เน็ตและกล้องดิจิตอลเข้ามามีส่วนในชีวิตสมัยใหม่ สื่ออินเตอร์เน็ตกลายเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงการรายงานข่าวที่ตัวเองพบเห็นก็กลายเป็นสิ่งที่ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น ตัวอย่างเช่นเมื่อเกิดวินาศกรรม 11 กันยายน หรือสึนามิในเอเชียปลายปี 2005 ภาพของช่างภาพสมัครเล่นที่บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาอย่างฉับพลันได้รับการตีพิมพ์มากขึ้น

นโยบายใช้แล้วทิ้งของฝรั่งเศส

ยังไม่ทันที่กฎหมายเกี่ยวกับคนเข้าเมืองฉบับใหม่จะผ่านสภา เพื่อนที่เรียนด้วยกันคนหนึ่งก็ถูกปฏิเสธต่อวีซ่านักเรียนให้ และเธอต้องเดินทางออกนอกประเทศฝรั่งเศสภายใน 15 วัน แทนที่จะเป็น 30 วัน แม้ว่าอาจารย์หลายท่านจะช่วยกันเขียนใบรับรองความประพฤติของเธอเพื่อยืนยันในการมาเรียนสม่ำเสมอและความขยันขันแข็งของเธอ แต่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองยืนยันคำพิจารณาเดิม น่าเศร้าที่เธอต้องกลับประเทศไทยเพื่อไปทำวีซ่าใหม่เพื่อกลับมาเรียนโดยไม่รู้ชะตากรรมว่าจะผ่านหรือไม่ สองเดือนผ่านไปเธอพยายามยื่นเอกสารใหม่ที่กรุงเทพ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ในกงสุลฝรั่งเศสที่ประเทศไทยจะพยายามช่วยเหลือ แต่เธอถูกปฏิเสธอีกครั้ง เมื่อกงสุลฝรั่งเศสในประเทศไทยต้องประสานงาน และสอบถามความเห็นจากหน่วยงานราชการที่ปารีส ความจริงแล้วมันอาจเป็นความผิดของเธอครึ่งหนึ่งที่ไม่ตั้งใจเรียน โดยใช้เวลาในช่วงภาคเรียนที่แล้วทำงานในร้านอาหารเพื่อเก็บเงินจ่ายค่าเล่าเรียนโดยไม่ได้แวะไปที่คณะเลย แต่ก็น่าเห็นใจว่าเธอไม่ได้โอกาสแก้ตัวครั้งที่สอง และเหตุผลในการปฏิเสธการต่อวีซ่าจากกรมตรวจคนเข้าเมืองก็ไม่ชัดเจน จนถึงวันนี้เธอยังไม่ได้มีโอกาสกลับมาปารีสเพื่อเก็บข้าวของและจัดการเอกสารสำคัญ เพื่อนบางคนบอกว่าอาจเป็นเพราะเธอตอบคำถามที่กงสุลได้ไม่รัดกุมพอ

นักปีนเขาผู้สาบสูญ Jean-Christophe Lafaille

บนความสูงระหว่าง 7,500 - 8,000 เมตร ในฤดูหนาวบนเทือกเขาหิมาลัย นักปีนเขาชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งกำลังพยายามไต่ขึ้นไปสู่ยอดเขามากาลู (Makalu) สูง 8463 เมตรโดยไม่มีเครื่องช่วยหายใจ เครื่องมือไต่เขา ทีมผู้ช่วย หรือผู้นำทางชาวเผ่าเชอปา เขาเดินฝ่าความหนาวเย็นบนชั้นบรรยากาศที่เบาบางด้วยออกซิเจน และความขาวโพลนของหิมะอย่างโดดเดี่ยว มันเป็นความปรารถนาของมนุษย์ตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ต้องการพิสูจน์ศักยภาพของร่างกายและจิตใจของตนโดยพาตัวเองเข้าไปสู่ความท้าทายของธรรมชาติโดยใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน ตั้งแต่เช้าวันอังคารที่ 24 มกราคม 2006 ฌอง-คริสทอฟ ลาฟัยย์ (Jean-Christophe Lafaille, JCL) ออกเดินจากเบสแคมป์ที่ความสูง 5,300 เมตรเพื่อมุ่งสู่ยอดเขา Makalu ในเย็นวันเดียวกันเขาติดต่อภรรยาของเขาที่เมืองชาโมนิค (Chamonix) ประเทศฝรั่งเศสที่เฝ้าติดตามการผจญภัยครั้งนี้ด้วยโทรศัพท์ผ่่านดาวเทียม เพื่อบอกว่าเขามาถึงระดับ 6,000 เมตร เย็นวันต่อมาเขาไต่ถึงระดับ 6,900 เมตร กาเทีย ลาฟัยย์ (Katia Lafaille) เขียนถึงสามีของเธอผ่าน website ว่า JCL กำลังมุ่งหน้าสู่ยอดเขา ด้วยสมรรถภาพร่างกายที่ฝึกซ้อมมาตลอดและจิตใจที่ดีเยี่ยม ทุกอย่างเป็นไปตามแผน แต่มันก็ยากที่จะคาดคะเนว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามคงไม่ยากเกินไปนักสำหรับJCLที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศ และถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดีเขาจะบรรลุถึงยอดเขาภายใน 5-6 วัน แต่หลังจากการติดต่อเย็นวันพฤหัสวันที่เขามาถึงระดับความสูงที่ 7,600 เมตร เธอก็ไม่ได้รับการติดต่อจากเขาอีกเลย

La crise banlieue et La Haine

มาธีเออร์ คาซโซวิทซ์ (Mathieu Kassovitz) ผู้กำกับภาพยนตร์และนักแสดงชาวฝรั่งเศส นักแสดงหนุ่มผู้สามารถคนนี้โด่งดังนอกประเทศฝรั่งเศสจากความสำเร็จของหนังคอมมีดี้เรื่อง Le fabuleux destin d'Amélie Poulain (2000) คู่กับ Audrey Tautou สองปีต่อมาเขาแสดงเป็นนักบวชในหนังเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยทหารนาซีช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเรื่อง Amen (2002) ล่าสุดเขาร่วมงานกับ Steven Spielberg โดยแสดงเป็นนักผลิดระเบิดชาวยิวให้กับหน่วยมุสสาดเพื่อล่าสังหารผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์ในเรื่อง Munich (2006) แต่นักแสดงหนุ่มผู้มีความสามารถพอๆ กับบุคลิกคนนี้ทำงานหลากหลายทั้งภาพยนตร์ดรามา และคอมมิดี้ อีกทั้งยังทำงานหลังกล้องอย่างต่อเนื่องทั้งภาพยนตร์สั้น ภาพยนตร์ขนาดยาว และภาพยนตร์โฆษณา เมื่อปีที่แล้วเขากำกับหนังโฆษณารณรงค์เรื่องการใช้รถไฟสาธารณะ โดยพูดถึงความสำคัญของการใช้ปุ่มฉุกเฉินเพื่อหยุดขบวนรถเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ตามข้อมูลแล้วผู้โดยสารมักใช้อย่างผิดกาลเทศะจนทำให้การเดินทางโดยรวมเกิดปัญหาบ่อยครั้ง แต่หลังจากที่หนังโฆษณาไดโนเสาร์ทำร้ายรถไฟอย่างขำๆของเขาฉายตามโรงภาพยนตร์ ปัญหาดังกล่าวก็ลดลงไปครึ่งต่อครึ่ง