โดย ‘กัลปพฤกษ์’ kalapapruek@hotmail.com
บทบาทแรกของ ‘สุชาติ สวัสดิ์ศรี’ ที่ผู้เขียนมีโอกาสได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนาม ก็คือ ตำแหน่ง บรรณาธิการ ‘เครางาม’ แห่งนิตยสารเรื่องสั้นสุดอัศจรรย์ของประเทศไทย ‘ช่อการะเกด’ นิตยสารที่มีส่วนในการผลักดันนักเขียนระดับแถวหน้าของชาติหลากหลายราย ซึ่งภายหลังก็ได้กลายเป็นนักเขียน S.E.A. Write กันไปหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น วินทร์ เลียววาริณ / วิมล ไทรนิ่มนวล / เดือนวาด พิมวนา / กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ / เรวัติ พันธุ์พิพัฒน์ หรือแม้แต่ ประชาคม ลุนาชัย ก็ล้วนแล้วแต่มีผลงาน ’ผ่านเกิด’ ในนิตยสาร ‘ช่อการะเกด’ กันมาแล้วทั้งสิ้น 


ครั้งหนึ่งชาร์ลี แชปลินเคยกล่าวไว้ว่า “วันใดที่คุณไม่หัวเราะ วันนั้นเป็นวันที่สูญเปล่า” และดูเหมือนว่าตัวของเขาเองจะมุ่งมั่นกับปณิธานในการสร้างเสียงหัวเราะให้แก่คนนับล้านตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาได้ออกฉายในปี 1915 จนกระทั่งถึงในยุคปัจจุบัน คนส่วนใหญ่จะจดจำชาร์ลี แชปลินได้ในบทตัวละครสุภาพบุรุษจรจัดไร้นามที่หรือที่รู้จักกันดีว่า “คนพเนจร” (The Tramp) ซึ่งมักปรากฏตัวในลักษณะคนจรจัดสวมเสื้อนอกคับตัว กางเกงหลวมๆ หมวกทรงสูง รองเท้าคู่ใหญ่ที่ทำให้เดินอย่างเก้งก้าง ถือไม้เท้าซึ่งทำจากไม้ไผ่ และไว้หนวดทรงขนแปรงสีฟัน แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่านอกจากการเป็นนักแสดงตลกแล้ว เขายังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการสร้างสรรค์งานตลกคลาสสิคแต่ละเรื่อง ทั้งเป็นผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง คนเขียนบท คนตัดต่อ หรือแม้แต่ประพันธ์เพลงประกอบเองด้วย
หลายปีก่อนดิฉันได้เคยดูงานของชาร์ลี แชปลินมาบ้างโดยเฉพาะเรื่องที่เป็นที่รู้จักกันดีเช่น City Lights (1931), Modern Times (1936) และ The Great Dictator (1940) แต่ก็ไม่เคยได้ใส่ใจในหนังของเขามากเพราะเพียงคิดว่ามันเป็นแค่หนังตลกเงียบขาวดำธรรมดาที่ดูแล้วก็จบกัน จนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เองที่ดิฉันได้หยิบเอาหนังเอาหนังของชาร์ลี แชปลินเรื่อง The Kid (1921) มาดู ก็เกิดความรู้สึกดีๆ ที่ไม่ได้รู้สึกมานานแล้วกับการดูหนัง นั่นก็คือ “อึ้ง ทึ่ง ขำ” (ไม่มีเสียวนะคะ) เพราะรู้สึกว่าชาร์ลี แชปลินเก่งมากที่สามารถทำหนังในการผสมผสานปัญหาสังคมกับเรื่องตลกเข้าด้วยกันอย่างลงตัวเช่นนี้ ดิฉันค่อนข้างตกใจที่อยู่ๆ ตัวเองก็น้ำตาไหลอย่างไม่รู้ตัวกับฉากซึ้งในหนัง ทั้งๆ ที่ไม่ถึงห้านาทีก่อนหน้านี้ก็เพิ่งจะหัวเราะท้องแข็งกับท่าทางเซ่อๆ ซื่อๆ ของหนุ่มพเนจร (The Tramp) อยู่ เมื่อดูหนังจบจึงได้มาอ่านประวัติของชาร์ลี แชปลิน ทำให้ได้เรียนรู้ความสามารถหลากหลายของอัจฉริยะชาวอังกฤษผู้นี้ วันนี้ดิฉันจะขอเอาชีวิตบางส่วนของราชาตลกผู้นี้ที่คิดว่าน่าสนใจมาเล่าให้ฟังสลับกับการแนะนำหนังทั้งสามเรื่องที่ดิฉันเพิ่งได้ดูคือเรื่อง The Kid ที่กล่าวไปแล้ว รวมทั้ง The Gold Rush (1925) และ Limelight (1952)
