filmvirus's blog

ศิลปวิถีของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี

จากบทร้อยกรอง สู่หนังทดลอง โดย ‘กัลปพฤกษ์’ kalapapruek@hotmail.com บทบาทแรกของ ‘สุชาติ สวัสดิ์ศรี’ ที่ผู้เขียนมีโอกาสได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนาม ก็คือ ตำแหน่ง บรรณาธิการ ‘เครางาม’ แห่งนิตยสารเรื่องสั้นสุดอัศจรรย์ของประเทศไทย ‘ช่อการะเกด’ นิตยสารที่มีส่วนในการผลักดันนักเขียนระดับแถวหน้าของชาติหลากหลายราย ซึ่งภายหลังก็ได้กลายเป็นนักเขียน S.E.A. Write กันไปหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น วินทร์ เลียววาริณ / วิมล ไทรนิ่มนวล / เดือนวาด พิมวนา / กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ / เรวัติ พันธุ์พิพัฒน์ หรือแม้แต่ ประชาคม ลุนาชัย ก็ล้วนแล้วแต่มีผลงาน ’ผ่านเกิด’ ในนิตยสาร ‘ช่อการะเกด’ กันมาแล้วทั้งสิ้น

Top 10 ARTVIRUS (2006)

อันดับของชอบประจำปี 2549 (ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นของดีเสมอไป)
หนัง, หนังสือ, ละคร, งานแสดงศิลปะ, และอีกจิปาถะ
ก่อนอื่นต้องขออภัยทีมงานและผู้อ่านในความล่าช้า เนื่องจากใช้เวลารวบรวมยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

โปรแกรมฉายที่ช่อง 7 สี และฉายเร็ว ๆ นี้ (ที่อื่น)

โดย สำนักข่าวฟิล์มไวรัส filmvirus@yahoo.com สวัสดีปีใหม่ชาว open และ ผู้อ่าน ARTVRUS (มีด้วยหรือ) ขออำนวยพรทุกท่านที่นำตัวเองผ่านเข้าปีหมูระเบิดได้ตลอดรอดฝั่ง ใครที่ปีนี้ฝันอยากได้หมูหนุ่มหล่อ ขอให้ได้หมูตี๋หล่อเท่ ใครอยากได้หมูสาว ขอให้ได้หมวยหมูตาคม ใครอยากกินหมูหัน ขอให้รอตรุษจีน ใครชอบอ่านเรื่องหนังขอให้ติดตามงานของหมูไบโอสโคป ส่วนใครที่ไม่ใช่หมู แต่อยากเป็นหมู ขอให้เป็นหมูทองคำ ระวังอย่าโดนพ่อค้าหน้างกเชือดเลือดซิบๆ ร่ำ ๆ อยากกินรำ เอ๊ย ปลดนักข่าวจอมขี้เกียจของ ARTVIRUS ปิดคอลัมน์ให้รู้แล้วรู้รอด แต่พอเห็นเรื่องดี ๆ อยากโฆษณาให้สักหน่อย อดไม่ได้ขอต่ออายุคอลัมน์ โม้อีกสักพัก ฉบับหน้าอ่าน Top Ten ปี 2006 ถึงจะมาช้าไปสักนิด แต่ก็ยังดีกว่าไม่มาเน้อ

GRIZZLY MAN: อุดมการณ์ วิถี และความเขลา

- อุทิศ เหมะมูล -
ต้องบอกกล่าวกันไว้ตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่าภาพยนตร์สารคดีเรื่อง GRIZZLY MAN นี้ เป็นหนังยอดเยี่ยมท้ายปีที่นักดูหนังทั้งหลายไม่ควรพลาดชม ประการแรกสุด นี่คือหนังของผู้กำกับผู้ยิ่งใหญ่ชาวเยอรมัน Werner Herzog ซึ่งช่วงหลังๆ มานี้กำลังรื่นรมย์กับงานภาพยนตร์เชิงสารคดีที่ไล่ตามติดภาวะสุดขอบของมนุษย์ ซึ่งพยายามท้าทายข้อจำกัดของตัวเอง (อันเป็นประเด็นที่จับใจผู้กำกับเสมอมา) ก่อนที่เราอาจได้ดูหนังเรื่องใหม่ของเขา (หากมีโอกาส) RESCUE DAWN ซึ่งได้คริสเตียน เบล แสดงนำและยังถ่ายทำในประเทศไทยอีกด้วย ประการที่สอง หนังสารคดีเรื่อง GRIZZLY MAN นี้ เป็นหนังสารคดีแยบยลคมคายชั้นเยี่ยม โดยใช้ลักษณะเชิงวิพากษ์ในการสำรวจลึกพฤติกรรม หลักการ วิธีคิด และมิติต่างๆ ที่เปิดเผยให้เห็น ‘ตัวตน’ ของทิโมธี เทรดเวลล์ ในลักษณะ ‘สองทางขนาน’ ที่ซับซ้อนและย้อนแย้งกันเอง

คู่สัมพัทธ์ คู่วินาศ

- สนธยา ทรัพย์เย็น -
“เคยมีชายคนหนึ่งที่ต้องใจกับการจ้องมองเจ้าตัวซาลาแมนเดอร์เอามากๆ และแล้ววันหนึ่งเขาก็ได้กลายเป็นเจ้าซาลาแมนเดอร์ตัวนั้นที่เคยถูกเขาจ้องมอง” ฆูลิโอ คอร์ตาซาร์
ใครบ้างที่ยังจำปฏิกิริยาขณะตัวเองส่องกระจกครั้งแรกในชีวิตได้ มันจะประกอบไปด้วยรายละเอียดแบบไหน จะเป็นเหมือนกับยามที่สัตว์มองเห็นตัวมันเองหรือเปล่า คนป่าห่างความเจริญจะสะดุ้งเมื่อแรกเห็นคนจิ๋วในกล่องเหลี่ยมนามโทรทัศน์หรือไม่ เรามองภาพสะท้อนตัวของเราเองด้วยความรู้สึกเช่นใดบ้าง คุ้นเคยรักใคร่ ภูมิใจหลงใหล ผิดหวังตั้งแง่ หรือมองเมินผ่าน คำถามเหล่านั้นชวนสนเท่ห์อยู่เอาการ แต่คงป่วยการตอบให้ชัด พอๆ กับข้อสันนิษฐานที่ว่า กระจกนั้นก่อเกิดมาจากความบังเอิญ หรือความจงใจประดิษฐ์ของมนุษย์ โลกรับรู้กันดีว่าเจ้ากระจกสร้างประโยชน์ในทางศิลปะมากมาย ทั้งในด้านการซ้อมเต้นรำ การดูแลตัวเองของนักแสดง การออกแบบผลิตภัณฑ์ การปรับใช้ในส่วนประกอบอาคาร หรือจัดวางสื่อทัศนศิลป์แบบต่างๆ โดยเฉพาะในการวาดภาพบุคคลชนิดภาพเหมือนของตัวศิลปิน (self-portrait) ซึ่งขาดไม่ได้เลยที่จำเป็นต้องพึ่งกระจกเป็นปัจจัยหลัก ความคุ้นเคยระหว่างคนกับกระจกในการจ้องตอบเงาตัวเองนั้นเริ่มต้นมายาวนานจนลืมไปสิ้น ที่หลงเหลืออยู่คือภาพสายตา ใบหน้าเจืออารมณ์นานัปการที่ยังคงเป็นปริศนาให้ผู้ชมงานศิลปะจนถึงทุกวันนี้ จากอดีตโพ้นสมัย ไม่ว่าจะเป็นภาพเหมือนศิลปินแนวสมจริงแบบ ลีโอนาร์โด ดา วินชี่, มิเคลันเจโล่, เรมบรันต์ เรื่อยโลดโผนจาก อิมเพรส – เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์, คิวบิสม์, เซอร์เรียลลิสม์ จนถึงปัจจุบัน ดวงเนตรที่จ้องตอบเราผู้ชมภาพไม่เคยยืนยันสิ่งใดเป็นรูปธรรมเลย นอกจากความจริงประการหนึ่ง นั่นคือ มันมีบางสิ่งที่ชวนคุ้นเคยและแปลกแยกในภาวะการเห็นตัวเองย้อนมอง มันเป็นสิ่งที่เหนือเกินคำพูดอธิบาย และมักจะจบลงด้วยคำถามที่ซับซ้อนเกินคำตอบ ก็ท่าน เรมบรันต์ กับท่าน แวนโก๊ะห์ (ฟอง ค๊อก) เขาครุ่นคิดอันใดอยู่หรือไร เหงาเศร้า ทุกข์ขัด ประการใดฤๅ จึงสบเนตรข้าน้อยเยี่ยงนั้น

พักโฆษณา

- คนหลังยาว -
สดุดีให้โรงหนังเครือ Apex เชียร์หนังน่าดูที่สุด 2 เรื่องที่เข้าฉายในเครือเอเพ็กซ์ เรื่องแรก Lemming ฉายมาแล้ว 1 สัปดาห์ ส่วนเรื่องที่สอง Grizzly Man ฉายพฤหัส 23 พ.ย. นี้ ทั้งสองเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรเหมือนกันเลย นอกจากมีชื่อเรื่องที่มาจากชื่อสัตว์เหมือนกัน Lemming เป็นชื่อพันธุ์หนูที่มีเชื้อสายมาจากสแกนดิเนเวีย แต่มาโผล่ในฝรั่งเศสได้อย่างน่าแปลกใจ (คำเฉลยอยู่ท้ายเรื่อง) คนทำหนัง Dominik Moll ถนัดทำหนังแนวระทึกขวัญจิตวิทยาน่าตื่นเต้น การปรากฏกายของหนูเล็มมิ่งมาในลักษณะของปรากฏการณ์คุกคามทางจิตวิทยา เทียบเคียงกับปัญหาสัมพันธ์ระหว่างคู่สามีภรรรยาสองคู่ ดูเรื่องนี้เหมือนได้ดูหนังอาชญากรรมสกุลผัวเมียหมางใจ ของ Claude Chabrol (โดยเฉพาะเรื่อง Innocent with Dirty Hands หรือ La Femme Infidele) ควบกับ Persona หรือ Hour of the Wolf หนังแยกจิตหลอนสลับร่างสลับผัวของ Ingmar Bergman

บันทึกของคนไร้แก่นสาร

- คนไร้แก่นสาร -
ละครเวที เม้าท์ (Mouth) 16 พฤศจิกายน 2549 6 โมงเย็น นิกร แซ่ตั้ง และคณะละคร 8 x 8 กลับมาอีกครั้ง และเขาไม่ลืมที่จะนำข้อสังเกตการณ์ในชีวิตประจำวันมาผูกบทให้สนุกสนานและชวนคิดเช่นเดิม นี่ล่ะคือข้อพิสูจน์อีกครั้งว่า ละครดีไม่จำเป็นต้องเน้นเรื่องราว พึ่งดาราทีวี แสงสี ฉาก และไฟรกรัง แค่มีนักแสดงที่ขยันขันแข็งและเอาการเอางานก็เฉียบขาดแล้ว แถมกลุ่มนักแสดงคณะนี้ซึ่งคราวนี้ยกมาชุดใหญ่ ยังเป็นภาพสะท้อนของหลายชีวิตในสังคมที่ทำคนดูนั่งร้อนหนาวร้อนตัว สมฝีมือคณะ 8 x 8 ที่เคยนำ พระเจ้าเซ็ง และละครชั้นดีอีกหลายเรื่องมาให้ทึ่งอึ้งกันมาตลอดเป็นเวลานานหลายปี อย่าพลาด! ยังเหลืออีกรอบหนึ่งวันพฤหัสที่ 23 พฤศจิกายน 2549 เวลา 18.00 น. ณ ศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพฯ ใกล้หัวลำโพง พิเศษสุดชมฟรีอีกเช่นเคย หาที่ไหนได้อีก!

ชาร์ลี แชปลิน: สุภาพบุรุษพเนจร

- จิตรลดา อุดมประเสริฐกุล - Fancy_joy@hotmail.com
ครั้งหนึ่งชาร์ลี แชปลินเคยกล่าวไว้ว่า “วันใดที่คุณไม่หัวเราะ วันนั้นเป็นวันที่สูญเปล่า” และดูเหมือนว่าตัวของเขาเองจะมุ่งมั่นกับปณิธานในการสร้างเสียงหัวเราะให้แก่คนนับล้านตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาได้ออกฉายในปี 1915 จนกระทั่งถึงในยุคปัจจุบัน คนส่วนใหญ่จะจดจำชาร์ลี แชปลินได้ในบทตัวละครสุภาพบุรุษจรจัดไร้นามที่หรือที่รู้จักกันดีว่า “คนพเนจร” (The Tramp) ซึ่งมักปรากฏตัวในลักษณะคนจรจัดสวมเสื้อนอกคับตัว กางเกงหลวมๆ หมวกทรงสูง รองเท้าคู่ใหญ่ที่ทำให้เดินอย่างเก้งก้าง ถือไม้เท้าซึ่งทำจากไม้ไผ่ และไว้หนวดทรงขนแปรงสีฟัน แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่านอกจากการเป็นนักแสดงตลกแล้ว เขายังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการสร้างสรรค์งานตลกคลาสสิคแต่ละเรื่อง ทั้งเป็นผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง คนเขียนบท คนตัดต่อ หรือแม้แต่ประพันธ์เพลงประกอบเองด้วย หลายปีก่อนดิฉันได้เคยดูงานของชาร์ลี แชปลินมาบ้างโดยเฉพาะเรื่องที่เป็นที่รู้จักกันดีเช่น City Lights (1931), Modern Times (1936) และ The Great Dictator (1940) แต่ก็ไม่เคยได้ใส่ใจในหนังของเขามากเพราะเพียงคิดว่ามันเป็นแค่หนังตลกเงียบขาวดำธรรมดาที่ดูแล้วก็จบกัน จนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เองที่ดิฉันได้หยิบเอาหนังเอาหนังของชาร์ลี แชปลินเรื่อง The Kid (1921) มาดู ก็เกิดความรู้สึกดีๆ ที่ไม่ได้รู้สึกมานานแล้วกับการดูหนัง นั่นก็คือ “อึ้ง ทึ่ง ขำ” (ไม่มีเสียวนะคะ) เพราะรู้สึกว่าชาร์ลี แชปลินเก่งมากที่สามารถทำหนังในการผสมผสานปัญหาสังคมกับเรื่องตลกเข้าด้วยกันอย่างลงตัวเช่นนี้ ดิฉันค่อนข้างตกใจที่อยู่ๆ ตัวเองก็น้ำตาไหลอย่างไม่รู้ตัวกับฉากซึ้งในหนัง ทั้งๆ ที่ไม่ถึงห้านาทีก่อนหน้านี้ก็เพิ่งจะหัวเราะท้องแข็งกับท่าทางเซ่อๆ ซื่อๆ ของหนุ่มพเนจร (The Tramp) อยู่ เมื่อดูหนังจบจึงได้มาอ่านประวัติของชาร์ลี แชปลิน ทำให้ได้เรียนรู้ความสามารถหลากหลายของอัจฉริยะชาวอังกฤษผู้นี้ วันนี้ดิฉันจะขอเอาชีวิตบางส่วนของราชาตลกผู้นี้ที่คิดว่าน่าสนใจมาเล่าให้ฟังสลับกับการแนะนำหนังทั้งสามเรื่องที่ดิฉันเพิ่งได้ดูคือเรื่อง The Kid ที่กล่าวไปแล้ว รวมทั้ง The Gold Rush (1925) และ Limelight (1952)

มหกรรมเปียโนโซนาต้าทั้งสามสิบสองของ BEETHOVEN (ภาคแรก)

‘กัลปพฤกษ์’ kalapapruek@hotmail.com

คงจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก กับมหกรรมการแสดงเดี่ยวเปียโนโซนาต้าทั้งสามสิบสองบทของคีตกวีเอก Ludwig van Beethoven ครั้งแรกในเมืองไทยเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550 โดยฝีมือของนักเปียโนชั้นแนวหน้าทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่พำนักอยู่ในประเทศไทยกว่า 45 ชีวิต ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ลากยาวไปจนถึง 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 แบ่งออกเป็น 14 คอนเสิร์ตย่อย จัดกันเดือนละหนึ่งครั้ง โดยมีนักเปียโนหลากรุ่นหลายวัยสลับสับเปลี่ยนกันมาบรรเลงบทเพลงโซนาต้าของ Beethoven ไล่กันตั้งแต่หมายเลข 1 ไปจนถึงหมายเลข 32 อย่างไม่มีการกระโดดข้ามกันเลยไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใด บทเพลงโซนาต้า (Sonata) หรือบทบรรเลงขนาดใหญ่สำหรับเครื่องดนตรีเดี่ยวซึ่ง Beethoven ประพันธ์ไว้สำหรับเปียโนนั้น ถือได้ว่าเป็นกลุ่มบทประพันธ์ที่สำคัญมากที่สุดอีกชุดหนึ่งในแวดวงวรรณคดีดนตรีสำหรับเดี่ยวเปียโน ด้วยมันเป็นเสมือนเวทีการทดลองเทคนิคและลีลาการประพันธ์ใหม่ ๆ ในแบบฉบับของ Beethoven อันจะไปปรากฏต่อไปในผลงานขนาดใหญ่ประเภท Symphony และ Concerto บทประพันธ์เปียโนโซนาต้าของ Beethoven จึงเป็นงานที่พัฒนาไปจากรูปแบบการประพันธ์ในลักษณะของสมัย Classics ดังในงานของ Franz Joseph Haydn หรือ Wolfgang Amadeus Mozart ไปแสนไกล โดยมีการใส่อารมณ์ความรู้สึกลงไปในดนตรีกันอย่างเข้มข้นรุนแรง แสดงลีลาการประสานเสียงด้วยเทคนิคแปลกใหม่กันอย่างวิจิตรพิสดาร พลิกผันตำแหน่งโครงสร้างการวางท่อนกระบวนกันอย่างอิสระท้าทาย ให้อารมณ์ความรู้สึกที่แปลกประหลาดจนไม่รู้จะเขียนวาดกันด้วยถ้อยคำใด