filmvirus's blog

งานฉลอง 13 ปี ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ขยายวันแสดงงานถึง 12 กุมภาพันธ์ 2552

งานจัดให้ชมฟรีที่หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ถัดจากห้างมาบุญครอง เดินข้ามไฟแดงไปนิดเดียว ประตูทางเข้าก่อนป้ายรถเมล์แรก ตรงข้ามอุเทนถวาย)

มูอัลลัฟ (The Convert)

หมายเหตุ : เดิมบทบันทึกชิ้นนี้ Ninamori เขียนค้างไว้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ก่อนไปปฏิบัติงานรักษาการเป็นเวลานานที่ปัตตานี และเนื่องในโอกาสที่หนังสารคดี มูอัลลัฟ (The Convert) จะจัดฉายอีกครั้งที่เทศกาลภาพยนตร์ Bangkok International Film Festival 2008 ทาง ARTVIRUS จึงขอนำมาลงให้ผู้สนใจได้ไปติดตามชม ตามรอบฉายของเว็บไซต์บางกอกฟิล์ม: http://bangkokfilm.org/
มูอัลลัฟ (The Convert) กำกับโดย ภาณุ อารี, ก้อง ฤดี, กวีนิพนธ์ เกตุประสิทธิ์ เขียนโดย Ninamori บล็อก นิมิตวิกาล : http://twilightvirus.blogspot.com/2008/09/convert.html
เมื่อไม่นานมานี้ที่ร้านอาหารอิสลาม มีเด็กผู้หญิงใส่ชุดเนตรนารีคนหนึ่ง เธอนับถือศาสนาพุทธ และเป็นลูกค้าประจำของร้าน เธอตะโกนบอกพ่อ ซึ่งเปิดร้านขายส้มตำไก่ย่างใกล้ๆ กัน เธอเห็นว่าร้านของพ่อไม่ค่อยมีลูกค้า แต่ร้านอิสลามมีคนเข้าร้านเยอะ เธอจึงบอกกับพ่อว่า “โตขึ้นหนูจะเปิดร้านอาหารอิสลาม” เธอเข้าใจว่าเพียงแค่เขียนป้ายว่า “ร้านอาหารอิสลาม” ก็สามารถเปิดร้านได้แล้ว แต่เธอไม่ได้เข้าใจความหมายอย่างแท้จริงที่ว่าคนขายก็ต้องเป็นมุสลิมด้วย อาหารและเครื่องปรุงที่ใช้ก็ต้องสะอาดถูกหลักอนามัย ทุกขั้นตอนตั้งแต่การเลือกอาหาร การล้างทำความสะอาด ตลอดจน การปรุงอาหาร ล้วนมีขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามหลักศาสนาทั้งสิ้น ฉันว่ามันยากจริง ๆ ที่คนศาสนาอื่นจะเข้าใจคนศาสนาอิสลามได้แม้แต่น้อย แต่อย่างน้อยฉันก็ดีใจ ถ้าคนที่ต่างศาสนากันคนไหน ไม่หมดความพยายามที่จะเข้าใจกันและกันของพวกเขาไปเสียก่อน อย่างที่ได้เห็นจากหนังสารคดีเรื่องหนึ่ง “มูอัลลัฟ” คือหนังเรื่องที่ว่า หนังเรื่องนี้มันกำเนิดจากการที่ 3 หนุ่มอิสลามอยากรู้ว่าเพื่อนของเขาที่เป็นสาวไทยพุทธจะปรับตัวยังไง เมื่อได้มารักและแต่งงานกับผู้ชายอิสลาม มันเป็นชีวิตคนธรรมดาเรียบ ๆ ง่าย ๆ ที่ไม่น่าจะประหลาดหรือดูสนุก แต่มันก็น่าแปลกที่ชีวิตเรียบง่ายแบบนี้นี่แหละที่น่าสนใจเอามาก ๆ ซึ่งที่จริงเราควรจะได้ดู หรือทำความรู้จักกันมาตั้งนานแล้ว แต่น่าเสียดายว่าไม่มีรายการทีวีช่องไหนสนใจไปบันทึกมา

BookVirus บันทึกเรื่องนิยายและการ์ตูน ตอน 3

The Brief History of the Dead คนตายที่มีชีวิตหลังความทรงจำ - สนธยา ทรัพย์เย็น -
The Brief History of the Dead Written by Kevin Brockmeier ดินแดนหลังความตายมีหน้าตาเป็นเมืองใหญ่ที่ไม่มีเขตแดน ที่นั่นโลกยังคงหมุนไปไม่ต่างจากโลกของคนปกติ ทุกคนทำงานและใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ เหมือนเมื่อตอนที่ยังมีชีวิต มีทั้งร้านกาแฟ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น คนทำความสะอาดถนน คนจรจัด บริษัท และร้านรวงนานาชนิด เป็นภาพคุ้นตาที่เราพบเห็นเช่นเดียวกับทุกเมืองในโลก พวกเขาจะอาศัยที่นั่นจนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องผ่านต่อไปสู่ดินแดนใหม่ ตราบเท่าที่ยังคงมีใครสักคนบนโลกยังมีความทรงจำถึงพวกเขาอยู่ คนตายแล้วก็จะมีตัวตนสืบไปในเมืองนั้น แต่เมื่อใดที่ญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงคนสุดท้ายตกตายตามไป ภาพชีวิตทั้งหมดของคนที่เคยคงอยู่ก็จะจากหายไปดังธาตุอากาศ

ที่มาของชื่อ TOOTSIE ก่อนจะเป็นหนังสือและโปรแกรมหนังชุด Queer Cinema

โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’ kalapapruek@hotmail.com
TOOTSIE เป็นชื่อของภาพยนตร์ตลกโรแมนติกระดับเข้าชิงรางวัลออสการ์ของผู้กำกับ Sydney Pollack ซึ่งเพิ่งจะลาจากโลกนี้ไปด้วยโรคมะเร็งเมื่อกลางปี 2008 ภาพยนตร์ที่ออกฉายเมื่อปี 1982 เรื่องนี้นับเป็นการรับบทบาทการแสดงที่โดดเด่นและน่าประทับใจมากที่สุดบทหนึ่งของนักแสดงชายระดับแถวหน้าของวงการอย่าง Dustin Hoffman เลยทีเดียว Dustin Hoffman รับบทบาทเป็น Michael Dorsey นักแสดงหนุ่มผู้ตกอับที่ไม่มีผู้กำกับละครรายไหนยอมให้เขาได้รับเล่นบทใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นบทเล็กบทน้อยเพียงไหนก็ตาม เมื่อเริ่มหมดสิ้นหนทาง Michael จึงตัดสินใจลุกขึ้นปลอมตัวเองเป็นผู้หญิงแล้วไปสมัครคัดเลือกนักแสดงโดยใช้ชื่อ Dorothy Michaels เพื่อรับบทบาทเป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสของโรงพยาบาลในละครโทรทัศน์ที่ออกอากาศตอนกลางวันเรื่อง Southwest General Hospital จนกระทั่งได้บท! Michael ในร่างของ Dorothy จึงต้องใช้ความสามารถทางการแสดงในการ ‘เล่นละคร’ ตบตาทั้งคนดูและทีมงานในกองถ่ายโดยไม่มีใครระแคะระคายเลยว่า Dorothy มิใช่หญิงแท้! เหตุการณ์เริ่มวุ่นวายมากขึ้นเมื่อละครเรื่องนี้เกิดดังเป็นพลุแตกจากบทหญิงเหล็กผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ชายหน้าไหนของ Dorothy ที่ Michael แสดงออกมาได้อย่างเยี่ยมยอดนั่นเอง ซึ่งก็ทำให้ Dorothy กลายเป็นวีรสตรีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในสื่อโทรทัศน์และตามหน้านิตยสารต่าง ๆ ในชั่วเวลาข้ามคืน ด้วยฐานะของหญิงเก่งยุคใหม่ท่ามกลางกาลสมัยแห่งการลุกขึ้นเรียกร้องความเท่าเทียมของอิสตรี Michael เริ่มรู้สึกหนักใจเมื่อความดังของละครทำให้เขาได้รับข้อเสนอให้ต่อสัญญาเพื่อรับบทบาทนี้ไปอีกหนึ่งปี แถมเขายังไปแอบมีใจให้กับ Julie Nichols (แสดงโดย Jessica Lange) แม่ลูกอ่อนที่รับบทบาทเป็นนางพยาบาลในละครเรื่องเดียวกัน อีกทั้งยังถูกนักแสดงชายวัยทองผู้บ้ากามและบิดาบังเกิดเกล้าของ Julie มายื่นแหวนขอแต่งงานกับเขาอีกด้วย! Michael จะหาทางออกต่อสถานการณ์นี้อย่างไร คงต้องขอเชิญชวนให้ได้หาโอกาสติดตามกันจากหนังตลกชั้นดีมากมีรสนิยมเรื่องนี้

[ศิลปะแห่งความว่าง ]

‘กัลปพฤกษ์’ kalapapruek@hotmail.com
ในเมื่อนิยามความหมายดั้งเดิมของคำว่า ‘ศิลปะ’ ได้กำหนดไว้ว่ามันคือสิ่งสร้างสรรค์อันเป็นผลงานของมนุษย์ที่ใช้สื่อสารอารมณ์ความรู้สึกภายใน แต่หากว่าผลงาน ‘ศิลปะ’ ของศิลปินรายใดกลับกลายเป็นความว่างเปล่าปราศจากสารัตถะหรือความหมายใด ๆ มันจะยังเป็นงาน ‘ศิลปะ’ อยู่อีกไหม? คำถามเชิงปรัชญาศิลปะนี้ได้กลายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในวงการ เมื่อศิลปินอเมริกันนามอุโฆษอย่าง Robert Rauschenberg ได้เปิดการแสดงผลงานทัศนศิลป์นามว่า The White Paintings ณ Black Mountain College รัฐ North Carolina เมื่อปี ค.ศ. 1951 และได้สร้างกระแสแปลกใหม่ให้กับวงการศิลปะในทันที ผลงานชุด The White Paintings นี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการแสดงผืนผ้าใบที่ฉาบทาด้วยสีขาว โดยมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นแถบริ้วหรือรูปทรงต่าง ๆ โดยปราศจากรูปร่างหรือสีสันอื่นใดอีกเลย ผืนผ้าใบสีขาวอันว่างเปล่านั้นสร้างความฉงนสนเท่ห์ในความไม่มีอะไรให้แก่ผู้เข้าชมการแสดงในครั้งนั้นเป็นอย่างมาก แนวคิดอันแปลกใหม่นี้ Robert Rauschenberg ได้พัฒนามาจากศิลปะในกลุ่ม Abstract Expressionism ที่ปล่อยให้ศิลปินเอาสีมาสาดละเลงกันตามอำเภอใจโดยไม่ต้องนำพารูปร่างหรือรูปทรงใด ๆ กันอีก แต่ใน The White Paintings นี้ Robert Rauschenberg ได้ก้าวไปอีกหนึ่งขั้นด้วยการหันหลังให้กับองค์ประกอบเชิงศิลปะของชิ้นงานแทบทั้งมวลจนเหลือเพียง concept หลักของการเป็น The White Paintings ที่ Robert Rauschenberg ตั้งใจเพียงเท่านั้น การลดทอนองค์ประกอบของ Robert Rauschenberg ในงานชิ้นนี้ถือเป็นรากฐานของศิลปะในกลุ่ม Minimalism ซึ่งจะได้รับความนิยมในเวลาต่อมา

เกียรติยศสูงสุดอีกครั้งของศิลปินไทย

รายงานโดย สำนักข่าวฟิล์มไวรัส http://www.dkfilmhouse.blogspot.com/
เครื่องอิสริยาภรณ์สำหรับคนทำหนังไทยระดับโลก

โลกศิลปะของ ดอนกิโฆเต้แห่งลามันช่า

‘กัลปพฤกษ์’ kalapapruek@hotmail.com
หมายเหตุ บทความนี้เป็นฉบับตัดทอนของบทความขนาดยาว ‘บันทึกรอยเท้า ดอนกิโฆเต้แห่งลามันช่า ในอาณาศิลปะ’ ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร ‘ช่อการะเกด’ ฉบับที่ 45 กรกฎาคม-กันยายน 2551 ชมภาพประกอบและโปรแกรมภาพยนตร์ชุด Don Quixote ของ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ได้ที่: http://dkfilmhouse.blogspot.com/2008/06/blog-post_17.html
โลกนี้อาจมีงานวรรณกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับอมตะประดับวงการอยู่มากมายหลายร้อยชิ้น แต่ผลงานที่ยิ่งใหญ่ทรงพลังจนสามารถส่งอิทธิพลไม่เพียงเฉพาะในแวดวงวรรณกรรมด้วยกันเอง หากยังล่วงข้ามเขตแดนไปจุดประกายดาลใจให้กับศิลปินในสาขาอื่น ๆ ได้อย่างหลากหลายคงจะมีอยู่ไม่มากมายนัก และหนังสืออย่าง “ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน” ซึ่งประพันธ์โดยนักประพันธ์สัญชาติสเปน มิเกล เด เซร์บันเตส (Miguel de Cervantes) ย่อมเป็นหนึ่งในงานวรรณกรรฒที่ต้องถูกจัดให้อยู่ในผลงานกลุ่มหลังนี้อย่างแน่แท้ นับตั้งแต่ผลงานเรื่อง “ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน” ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อปีคริสตศักราช 1605 หนังสือเล่มนี้ก็ได้รับความนิยมในหมู่ผู้อ่านเป็นอย่างสูง มีการตีพิมพ์ซ้ำแถมยังได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากมายหลายสำนวน จนกลายเป็นงานที่สร้างชื่อเสียงให้ มิเกล เด เซร์บันเตส เป็นที่รู้จักในฐานะนักเขียนแถวหน้าแห่งวงการวรรณกรรมระดับสากล ความสำเร็จของหนังสือเล่มนี้สามารถพิสูจน์ได้จากอิทธิพลจากเรื่องราวของมันที่มีต่อศิลปินผู้สร้างงานในศิลปะแขนงต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรม คีตนิพนธ์ นาฏยลีลา มาจนถึงศิลปะแขนงน้องใหม่อย่างภาพยนตร์ ก็ยังคงมีการสร้างกันออกมาอย่างไม่ขาดสายแม้ในปัจจุบัน จนกลายเป็นว่า ชื่อของ ‘ดอนกิโฆเต้’ ซึ่งจะต้องมีปรากฏอยู่ในผลงานสร้างสรรค์ทุกแขนงศิลป์นั้น อาจทำให้ผู้ที่ไม่รู้ที่มาที่ไปเกิดความไขว้เขวได้ว่า ชื่อตัวละครที่เคยผ่านหูผ่านตานามนี้นั้น มันมีต้นกำเนิดมาจากศิลปะแขนงใดกันแน่?

ไพสิฐ พันธ์พฤกษชาติ : สัตว์วิบากแห่งทุ่งฝันกำมะลอ

- filmsick -
เราอาจรู้จัก ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติในฐานะชาติ คนทำเสียงที่เคยร่วมงานทั้งกับ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล -ตั้งแต่ครั้งที่ยังทำหนังสั้น ไปจนถึงทำหนังยาวเรื่องแรกอย่าง’ดอกฟ้าในมือมาร’ ไล่เรื่อยไปจนถึง’สุดเสน่หา’ (กระทั่งเคยปรากฏตัวผ่านทางเสียงสนทนาของเขากับอภิชาติพงศ์ใน ‘เกาะกายสิทธิ์’ หนังสั้นที่ถ่ายทำขึ้นในขณะที่เขาทั้งคู่และทีมงานเดินทางไปเกาะปันหยีเพื่อถ่ายทำ ดอกฟ้าในมือมาร ) ไปจนถึงคงเดช จาตุรันต์รัศมี นอกจากเป็นช่างเสียง ไพสิฐ ยังเป็นคนทำหนังสั้น (หรืองานวีดีโอตามที่เจ้าตัวเรียก) ที่มีลีลาและวิธีการน่าสนใจอย่างถึงที่สุดคนหนึ่ง งานของไพสิฐอบอวลไปด้วยภาพแห่งความจริงที่ถูกคว้าจับมาวางบนจอโดยปราศจากการปรุงแต่ง บ่อยครั้งมันประกอบขึ้นจากวีดีโอถ่ายเล่น ภาพแอบถ่ายระยะไกล ภาพที่เพียงวาดกล้องผ่าน และหากเป็นภาพที่จงใจ กล้องของไพสิฐ มักซอกซอนไปในเศษซากอาคารรกร้าง กองขยะ ดงน้ำครำ ตลาดสด สุสานรถ ภาพเจนตาที่ไม่น่ามอง รอยสกปรก ฝ้าคราบของคูน้ำ ทั้งหมดทั้งมวลถูกคว้าจับมาใส่ความหมายใหม่ โดยมิพักจำต้องสร้างเรื่องเล่ามารองรับ ไม่ต้องแต่งฉากประดิษฐ์ประดอย เขาอาจให้นักแสดงเพียงหนึ่งหรือสองคน เดินเข้าไปในสถานที่จริง แล้ว ตอบรับกับเหตุการณ์อย่างง่ายดาย เพราะส่วนสำคัญทั้งหมดในหนังของไพสิฐเกิดขึ้นจากสถานภาพของจินตนาการทั้งสิ้น ในหนังของไพสิฐ ภาพสามัญถูกขยับฐานไปเป็นภาพที่เล่าเรื่องผ่านทางจินตนาการที่คนดูจำต้องเติมเข้ามาเอง โดยมีลายแทงเพียงชิ้นเดียวคือชื่อของหนังแต่ละเรื่อง ภายใต้ชื่อที่น่าตื่นเต้นและนี่คือบรรดาหนังสั้นและยาวจำนวนหนึ่ง ที่พอจะเล่าขาน เสียงเล่าส่วนบุคคลของเขาได้อย่างน่าทึ่ง

BookVirus บันทึกเรื่องนิยายและการ์ตูน ตอน 2

- สนธยา ทรัพย์เย็น -
ไหมอีสาน The Silk Project แต่งโดย Geraldine Halls, พิมพ์ภาษาอังกฤษครั้งแรกปี 1965 แปลเป็นภาษาไทยโดย รัตนา สำนักพิมพ์ศึกษิตสยาม 2511
ไหมอีสาน ธุรการแบบไทย ๆ (ที่ไม่ใช่ธุระของชาติอื่น) “พวกเธอควรจะต้องหัดระแวงสงสัยในของขวัญที่เรานำมามอบให้ ต้องหัดระแวงผม ระแวงพวกฝรั่งทุกคนที่อยู่ที่นี่ พวกเรามีงานที่จะต้องทำ และคนที่ทำงานวุ่น ๆ ทุกคนมักจะเป็นโรคเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือโรคจำใจทำ” หลายปีก่อน เดินไปร้านหนังสือท่าช้างใกล้ท่าเรือ เจอนิยายแปลเล่มนี้ พลิกอ่านข้างในเห็นเขียนเกี่ยวกับคนไทยและเมืองไทยด้วยมุมมองฝรั่ง ลองซื้อไปอ่านดูแล้วแน่ใจว่าเลือกไม่ผิด เรื่องก็ง่าย ๆ ว่าด้วยกลุ่มฝรั่งหลายเผ่าพันธุ์ที่ถูกสหประชาชาติส่งมาพัฒนาชนบทในเมืองไทย โดยในเรื่องสมมติเป็นแดนบ้านนอกชื่อ ‘ถนัดนคร’ ว่ากันว่าอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ฯ สักเท่าไร แต่เส้นทางรถไฟก็ยังเข้าไปไม่ถึงตัวเมือง ต้องนั่งเรือข้ามฟากไปอีกที ที่นั่นและอำเภอใกล้เคียงเปิดเป็นโรงเรียนสอนการพัฒนาชนบท รวมทั้งมีโครงการส่งเสริมทำผ้าไหมด้วย