ช่วงนี้มีโฆษณา ‘ดีๆ’ ออกมาหลายชิ้นด้วยกัน
โฆษณาดีๆ ที่ว่านั้น ไม่ได้วัดกันที่คุณภาพ เพราะไม่รู้จะวัดอย่างไรว่าโฆษณาชิ้นไหนดีหรือไม่ดี คงอยู่ที่จะวัดกันตามหลักเกณฑ์ของใคร ในแง่การผลิต การถ่ายทำ ในแง่ไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ หรือในแง่การตลาดที่ช่วยให้สินค้าขายของได้มากขึ้น ซึ่งก็คงแตกต่างกันไปตามมุมของแต่ละคน
แต่โฆษณาดีๆ ที่กำลังพูดถึงนี้คือโฆษณาที่พูดเรื่องดีๆ ให้กับคนดูทางบ้านฟัง แสดงความดีความงามให้คนทางบ้านได้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติ
เป็นโฆษณาที่พยายามเป็นคนดี และชักชวนให้คนอื่นมาดีไปด้วยกัน
เครียดไหมครับช่วงนี้?
เวลาเครียดคุณผู้อ่านทำอย่างไรให้หายเครียดครับ?
วิธีบรรเทาความเครียดโดยทั่วไปของคนเมืองในยุคสมัยนี้น่าจะเป็นการนำตัวเองไปอยู่ในแวดล้อมของสิ่งบันเทิงเริงรมย์ ไล่เรียงตั้งแต่วิทยุ, เครื่องเสียง, โทรทัศน์, ดีวีดี, โรงภาพยนตร์, สวนสนุก, สถานบันเทิง, ผับ, เทค, บาร์ รวมไปถึงคาเฟ่!
คาเฟ่ที่เรากำลังพูดถึงกันไม่ใช่ร้านกาแฟที่เปิดเพลงแจ๊สเบาๆ นั่งตักบราวน์นี่แกล้มกาแฟขมๆ เข้าปาก แต่หมายถึงคาเฟ่ที่มีอาเสี่ยอาเฮียมานั่งดูนักร้องน้องรักร้องเพลงอยู่บนเวทีแกล้มเบียร์โดยลืมเมียและความวุ่นวายต่างๆ นานาไว้ที่หน้าประตูคาเฟ่ ช่วงเวลาในสถานที่แห่งนั้นจึงมีแต่ความหรรษา และแน่นอนว่ามันจะหรรษาขึ้นไปอีกหลายเท่าเมื่อมี ‘ตลกคาเฟ่’
ตลกคาเฟ่ เป็นตลกแบบไทยๆ ที่ตลกได้ตลกดี ตลกโดยที่ไม่จำเป็นต้องคิดหลายตลบเหมือนตลกฝรั่ง ไม่ได้มายืนทอล์คโชว์เดี่ยวไมโครโฟนกันนิ่งๆ แต่ยังแสดง ร้อง รำ แต่งหน้าทาปาก เขียนคิ้วโก่งๆ ป้ายลิปสติกเลอะๆ ร่ายลิเก เคาะระนาด ตีฉิ่ง ตบฉาบ สารพัดสารพัน และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การเอาถาดตีกบาล!
หลายคนจึงเรียกตลกแบบนี้ว่า ตลกตีหัวเข้าบ้าน
คือตีหัวให้มึนๆ ฮาๆ แล้วก็เดินเข้าไปในบ้านได้อย่างสบายใจ
“สวัสดีท่านผู้อุปการะคุณที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีบารมี ผู้ซึ่งเป็นดั่งอภิสิทธิ์ชนเหนือระดับ ขอได้รับการต้องรับเข้าสู่การอ่านบทความที่จัดไว้สำหรับเอกสิทธิ์ชนมหาอมตะนิรันดร์กาลเช่นท่าน ทางผู้เขียนได้รับเกียรติอย่างยิ่งที่ดวงตาอันอู้ฟู่หรูหราดังอภิมหาทองคำส่องประกายแวววับของท่านทอดลงมายังตัวอักษรของผู้เขียน จึงขอกราบแนบเท้าสำหรับความกรุณาปรานีที่ท่านมีให้มา ณ โอกาสนี้”
เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร้ง เตรง เตร่ง...(ระนาดประโคม)
ครับ, แม้มันจะฟังดู ‘ลิเก’ ไปสักหน่อย แต่หากกำลังเผลอๆ เพลินๆ คุณผู้อ่านก็คงอดรู้สึกดีกับถ้อยคำหรูหราฟู่ฟ่าที่ยกมาเยินยอไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ได้แปลกอะไร เมื่อคนเดินดินอย่างเราๆ ถูกยกลอยให้เหนือจากพื้นเป็น ‘อภิสิทธิ์ชน’ จากระดับรากๆ โคนๆ หญ้า ก็ถูกยกให้ลอยขึ้นมาเป็น ‘เหนือระดับ’ แหม จะไม่ให้รู้สึกดี หัวใจพองโต ได้อย่างไร
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ความต้องการ ‘อยากขึ้นที่สูง’ ของมนุษย์เกิดขึ้นจากแรงโน้มถ่วงของโลกหรือไม่?
1
“ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” คงเป็นคำกล่าวที่โบราณเต็มที หากมัวแต่ทำอะไรชักช้าอยู่ในโลกยุคนี้เห็นทีว่าจะถูกพร้าเฉาะกบาลเสียมากกว่า
ในโลกที่ส่งจดหมายถึงกันในชั่วเวลาแค่หนึ่ง “เคาะนิ้ว” ใครมัวแต่มะงุมมะงาหราเงื้อง่าก็เห็นทีว่าจะต้องจ่ายค่าเชื่องช้าในราคาแพง
เพราะสำหรับโลกที่หมุนเร็วจี๋ทุกวันนี้นั้น คนช้า = คนแพ้
1.
“ผมว่ามันจริงไปหน่อย”
ความคิดเห็น (comment) ทำนองนี้มักจะถูกพ่นสู่อากาศเสมอ เมื่อครีเอทีฟนำเสนอสตอรี่บอร์ดที่ดำเนินเรื่องอยู่ภายใต้กรอบและขอบเขตของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน
ครอบครัวที่พ่อไม่กลับบ้านมากินข้าวกับเมียและลูก (อาจจะโฆษณารถไฟฟ้า ให้พ่อกลับมาบ้านได้เร็วขึ้น) หญิงสาวที่ต้องห้อยโหนจับราวรถเมล์เหงื่อฉ่ำจั๊กกะแร้ (อาจจะโฆษณาโรลออนแบบถนอมความแห้งใต้วงแขน) ชายหนุ่มที่ผิดหวังในความรักรุนแรงจนอยากเอามีดแทงหัวใจ (อาจจะโฆษณาครีมหน้าเด้งสำหรับชายหนุ่ม) ฯลฯ
ภาพความจริงเหล่านี้มีให้เห็นได้ในสังคมและบนหน้าหนังสือพิมพ์
แต่ย่อมหายากยิ่งในหนังโฆษณา
เพราะอะไร?
เพราะโฆษณาไม่ได้หากินอยู่กับ ‘ความจริง’
เปล่าเลย โฆษณาหากินอยู่กับ ‘ความฝัน’ ต่างหากล่ะ!
1.
“เคยมั้ย เวลาเหงาๆ แต่ไม่รู้จะโทรหาใคร ทั้งที่มีเบอร์อยู่เต็มเครื่อง...”
เคยครับ!
นอกจากเคยเหงาแบบนั้นแล้ว ผมยังเคยได้รับโจทย์ให้คิดแคมเปญโฆษณาเกี่ยวกับ ‘มิตรภาพ’ หรือ ‘เพื่อน’ จากสินค้าถึงห้าชนิด (ต่างประเภทกัน) ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน
นับว่า ‘ความเป็นเพื่อน’ นั้นฮ็อตมาก น่าหยิบเอามา ‘ขาย’ มาก!
ทำไมสินค้าทั้งหลายจึงอยากขาย ‘ความเป็นเพื่อน’ ?