roundfinger2547's blog

รูของผู้หญิง

ผู้หญิงก็มีรู! ไม่เฉพาะผู้ชายหรอกที่มีรูโหว่รอให้สินค้าทั้งหลายมาอุด ผู้หญิงขาวหมวยสวยอึ๋ม (และไม่อึ๋ม) ก็มีรูพรุนเต็มตัวไปหมดไม่แพ้กัน ดูเหมือนยิ่งอยากขาวอยากหมวยอยากสวยอยากอึ๋ม รูที่ว่าก็ยิ่งขยายขนาดกว้างขวางเข้าไปใหญ่ เพราะรูแห่งความงามนี่ถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม ยังงามได้อีกเรื่อยๆ สินค้าและบริการทั้งหลายก็รู้ดีถึงจุดอ่อนข้อนี้ของผู้หญิงจึงสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เสริมความงามกันบานตะไท ทุกเดือนจะมีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมใหม่มายั่วใจหญิงสาว (และแก่) ผู้หลงใหลความงาม รูขุมขนที่เคยเล็กอยู่แล้วก็จะเล็กลงไปอีก 0.000001 นาโนเมตร (คือทำให้เล็กกว่าครีมกระปุกเก่านิดหนึ่งก็เอา) ผมที่เคยเงาก็จะเงาหนักกว่าเดิม แก้มสีชมพูเลือดฝาดก็จะฝาดหนักเข้าไปอีก ผิวที่เคยขาวอยู่แล้วก็จะขาวกันอย่างกับเนื้อปลานึ่งยังไงยังงั้น นักวิจัยผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ขยันคิดส่วนผสมและเทคโนโลยีกันเหลือเกิน ราวกับการนำพามนุษย์โลกให้ไปถึงขีดสุดความสวยนั้นเป็นภารกิจหมายเลขหนึ่งของการเกิดมา เพราะความต้องการสวยของสาวๆ นั้นไม่มีที่สิ้นสุด การแข่งขันของผลิตภัณฑ์ด้านความงามจึงไม่มีวันสิ้นสุดเช่นกัน ฉันจะต้องสวยเกินมนุษย์มนาไปเรื่อยๆ ไม่มีเหนื่อยไม่ย่อท้อ โน่นไง โฆษกในจอทีวีเขายังประกาศใส่หูฉันอยู่ทุกวี่ทุกวันเลยว่า “ผู้หญิง อย่าหยุดสวย” ถ้าฉันหยุด ยัยแนน ยัยนุ้ย ยัยน้อยหน่า ก็แซงหน้าฉันไปหมดสิ!

รูของผู้ชาย

ผมเคยคิดลอบสังหารประธานาธิบดี นั่นเป็นหนึ่งในความคิดที่โง่ที่สุดในชีวิต สมัยนั้น (เมื่อประมาณเกือบยี่สิบปีที่แล้ว) ผมนั่งคุยเล่นกับเพื่อนว่าพวกเราจะต้องเติบโตขึ้นเป็นคนที่โลกจดจำ เราคุยกันไปมาแล้วสรุปกันว่า ถ้าเอาดีมันยากนัก หรือพยายามเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ เราจะหันไปเอาดีทางชั่วกันแทน จึงคิดกันต่อว่าวิธีทำชั่วแบบไหนที่จะถูกจดจำไปถึงรุ่นเหลน ข้อสรุปก็คือบรรทัดแรก โชคดีที่กระแสลมแห่งกาลเวลาหอบเอาความคิดชั่วๆ โง่ๆ นั้นลอยหายไป ทุกวันนี้ ผมเริ่มเข้าใจว่าการใช้ชีวิตสั้นๆ อย่างมีคุณค่ากับตัวเองและไม่ทำร้ายโลกใบนี้นั้นน่าพิสมัยและมีความสุขกว่าการพยายามสอดตัวเข้าไปอยู่ในหน้าบันทึกประวัติศาสตร์ และความคิดประเภทอยากทำเลวให้คนจดจำนั้นก็ควรจะหยุดไว้ในวัยที่ขนจั๊กกะแร้เพิ่งงอก!

รูแห่งความชั่วร้าย

ช่วงนี้มีโฆษณา ‘ดีๆ’ ออกมาหลายชิ้นด้วยกัน

โฆษณาดีๆ ที่ว่านั้น ไม่ได้วัดกันที่คุณภาพ เพราะไม่รู้จะวัดอย่างไรว่าโฆษณาชิ้นไหนดีหรือไม่ดี คงอยู่ที่จะวัดกันตามหลักเกณฑ์ของใคร ในแง่การผลิต การถ่ายทำ ในแง่ไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ หรือในแง่การตลาดที่ช่วยให้สินค้าขายของได้มากขึ้น ซึ่งก็คงแตกต่างกันไปตามมุมของแต่ละคน

แต่โฆษณาดีๆ ที่กำลังพูดถึงนี้คือโฆษณาที่พูดเรื่องดีๆ ให้กับคนดูทางบ้านฟัง แสดงความดีความงามให้คนทางบ้านได้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติ

เป็นโฆษณาที่พยายามเป็นคนดี และชักชวนให้คนอื่นมาดีไปด้วยกัน

รูแห่งความเครียด

เครียดไหมครับช่วงนี้?

เวลาเครียดคุณผู้อ่านทำอย่างไรให้หายเครียดครับ?

วิธีบรรเทาความเครียดโดยทั่วไปของคนเมืองในยุคสมัยนี้น่าจะเป็นการนำตัวเองไปอยู่ในแวดล้อมของสิ่งบันเทิงเริงรมย์ ไล่เรียงตั้งแต่วิทยุ, เครื่องเสียง, โทรทัศน์, ดีวีดี, โรงภาพยนตร์, สวนสนุก, สถานบันเทิง, ผับ, เทค, บาร์ รวมไปถึงคาเฟ่!

คาเฟ่ที่เรากำลังพูดถึงกันไม่ใช่ร้านกาแฟที่เปิดเพลงแจ๊สเบาๆ นั่งตักบราวน์นี่แกล้มกาแฟขมๆ เข้าปาก แต่หมายถึงคาเฟ่ที่มีอาเสี่ยอาเฮียมานั่งดูนักร้องน้องรักร้องเพลงอยู่บนเวทีแกล้มเบียร์โดยลืมเมียและความวุ่นวายต่างๆ นานาไว้ที่หน้าประตูคาเฟ่ ช่วงเวลาในสถานที่แห่งนั้นจึงมีแต่ความหรรษา และแน่นอนว่ามันจะหรรษาขึ้นไปอีกหลายเท่าเมื่อมี ‘ตลกคาเฟ่’

ตลกคาเฟ่ เป็นตลกแบบไทยๆ ที่ตลกได้ตลกดี ตลกโดยที่ไม่จำเป็นต้องคิดหลายตลบเหมือนตลกฝรั่ง ไม่ได้มายืนทอล์คโชว์เดี่ยวไมโครโฟนกันนิ่งๆ แต่ยังแสดง ร้อง รำ แต่งหน้าทาปาก เขียนคิ้วโก่งๆ ป้ายลิปสติกเลอะๆ ร่ายลิเก เคาะระนาด ตีฉิ่ง ตบฉาบ สารพัดสารพัน และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การเอาถาดตีกบาล!

หลายคนจึงเรียกตลกแบบนี้ว่า ตลกตีหัวเข้าบ้าน

คือตีหัวให้มึนๆ ฮาๆ แล้วก็เดินเข้าไปในบ้านได้อย่างสบายใจ

รูแห่งความต่ำต้อย

“สวัสดีท่านผู้อุปการะคุณที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีบารมี ผู้ซึ่งเป็นดั่งอภิสิทธิ์ชนเหนือระดับ ขอได้รับการต้องรับเข้าสู่การอ่านบทความที่จัดไว้สำหรับเอกสิทธิ์ชนมหาอมตะนิรันดร์กาลเช่นท่าน ทางผู้เขียนได้รับเกียรติอย่างยิ่งที่ดวงตาอันอู้ฟู่หรูหราดังอภิมหาทองคำส่องประกายแวววับของท่านทอดลงมายังตัวอักษรของผู้เขียน จึงขอกราบแนบเท้าสำหรับความกรุณาปรานีที่ท่านมีให้มา ณ โอกาสนี้”

เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร้ง เตรง เตร่ง...(ระนาดประโคม)

ครับ, แม้มันจะฟังดู ‘ลิเก’ ไปสักหน่อย แต่หากกำลังเผลอๆ เพลินๆ คุณผู้อ่านก็คงอดรู้สึกดีกับถ้อยคำหรูหราฟู่ฟ่าที่ยกมาเยินยอไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ได้แปลกอะไร เมื่อคนเดินดินอย่างเราๆ ถูกยกลอยให้เหนือจากพื้นเป็น ‘อภิสิทธิ์ชน’ จากระดับรากๆ โคนๆ หญ้า ก็ถูกยกให้ลอยขึ้นมาเป็น ‘เหนือระดับ’ แหม จะไม่ให้รู้สึกดี หัวใจพองโต ได้อย่างไร

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ความต้องการ ‘อยากขึ้นที่สูง’ ของมนุษย์เกิดขึ้นจากแรงโน้มถ่วงของโลกหรือไม่?

รูแห่งความเชื่องช้า

1

“ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” คงเป็นคำกล่าวที่โบราณเต็มที หากมัวแต่ทำอะไรชักช้าอยู่ในโลกยุคนี้เห็นทีว่าจะถูกพร้าเฉาะกบาลเสียมากกว่า

ในโลกที่ส่งจดหมายถึงกันในชั่วเวลาแค่หนึ่ง “เคาะนิ้ว” ใครมัวแต่มะงุมมะงาหราเงื้อง่าก็เห็นทีว่าจะต้องจ่ายค่าเชื่องช้าในราคาแพง

เพราะสำหรับโลกที่หมุนเร็วจี๋ทุกวันนี้นั้น คนช้า = คนแพ้

รูแห่งชีวิตจริง

1.

 “ผมว่ามันจริงไปหน่อย”

ความคิดเห็น (comment) ทำนองนี้มักจะถูกพ่นสู่อากาศเสมอ เมื่อครีเอทีฟนำเสนอสตอรี่บอร์ดที่ดำเนินเรื่องอยู่ภายใต้กรอบและขอบเขตของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน

ครอบครัวที่พ่อไม่กลับบ้านมากินข้าวกับเมียและลูก (อาจจะโฆษณารถไฟฟ้า ให้พ่อกลับมาบ้านได้เร็วขึ้น) หญิงสาวที่ต้องห้อยโหนจับราวรถเมล์เหงื่อฉ่ำจั๊กกะแร้ (อาจจะโฆษณาโรลออนแบบถนอมความแห้งใต้วงแขน) ชายหนุ่มที่ผิดหวังในความรักรุนแรงจนอยากเอามีดแทงหัวใจ (อาจจะโฆษณาครีมหน้าเด้งสำหรับชายหนุ่ม) ฯลฯ

ภาพความจริงเหล่านี้มีให้เห็นได้ในสังคมและบนหน้าหนังสือพิมพ์

แต่ย่อมหายากยิ่งในหนังโฆษณา

เพราะอะไร?

เพราะโฆษณาไม่ได้หากินอยู่กับ ‘ความจริง’

เปล่าเลย โฆษณาหากินอยู่กับ ‘ความฝัน’ ต่างหากล่ะ!

คาลิล ยิบราน: คิดได้ เขียนได้ แต่ใช่ว่าจะปฏิบัติได้

ผมเคยคิดว่า คาลิล ยิบราน เป็นคนที่มีความสุข หลังจากได้อ่านผลงานที่มองชีวิตได้ทะลุปรุโปร่งอย่าง ‘The Prophet’ หรือที่อาจารย์ ระวี ภาวิไล ตั้งชื่อเป็นไทยไว้ว่า ‘ปรัชญาชีวิต’ ของเขา ผมยังเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ‘ในหนึ่งชั่วชีวิตมนุษย์เรา จะมีคนที่มีโอกาสได้เข้าใจชีวิตถี่ถ้วนเช่นนี้สักกี่คนกัน?’ ‘ปรัชญาชีวิต’ เป็นเรื่องราวของ ‘อัลมุสตาฟา’ ผู้ซึ่งได้พำนักอยู่ในเมืองออร์ฟาลีสเป็นเวลาสิบสองปี เพื่อรอเรือซึ่งจะนำท่านกลับไปยังเกาะแห่งการเวียนเกิด เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากไป ชาวเมืองก็พากันห้อมล้อมและอ้อนวอนมิให้ท่านจากไป แต่เมื่อท่านยืนยันว่ามันถึงเวลาอันสมควรแล้ว ‘อัลมิตรา’ หญิงสาวชาวเมืองคนหนึ่งก็ได้ขอร้องท่านว่า “ขอท่านได้พูดแก่เรา และให้สัจธรรมแก่เรา”

รูแห่งความเหงา

1.

“เคยมั้ย เวลาเหงาๆ แต่ไม่รู้จะโทรหาใคร ทั้งที่มีเบอร์อยู่เต็มเครื่อง...”

เคยครับ!

นอกจากเคยเหงาแบบนั้นแล้ว ผมยังเคยได้รับโจทย์ให้คิดแคมเปญโฆษณาเกี่ยวกับ ‘มิตรภาพ’ หรือ ‘เพื่อน’ จากสินค้าถึงห้าชนิด (ต่างประเภทกัน) ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

นับว่า ‘ความเป็นเพื่อน’ นั้นฮ็อตมาก น่าหยิบเอามา ‘ขาย’ มาก!

ทำไมสินค้าทั้งหลายจึงอยากขาย ‘ความเป็นเพื่อน’ ?

มหาตมา คานธี: รักคนที่เขาเกลียดเราดีกว่า

ผมเคยคิดว่า ‘อหิงสา’ คือยี่ห้อยาหม่อง แต่หลังจากโตขึ้น รูหูพอจะได้ยินได้ฟังอะไรมากขึ้นบ้างตามอายุที่พูนพอก ผมมักจะสดับรับเสียงใส่รูหูทั้งสองเป็นคำคล้องจองติดกันราวกับฝาแฝดที่ยังไม่มีหมอมาผ่าให้แยกออกจากกัน สองคำนั้นคือคำว่า ‘อหิงสา-อโหสิ’ นิสัยไม่ค่อยดีอีกอย่างของผมคือ ไม่ค่อยยอมเปิดหาความหมายจากพจนานุกรมสักเท่าไหร่ แต่ชอบหาความหมายของคำที่ไม่เข้าใจตามหน้าหนังสือต่างๆ มากกว่า ข้อแย่คือ ช้า, แต่ข้อดีคือ มักจะเจออะไรนอกเหนือจากคำที่หาอยู่เป็นประจำ วันหนึ่งวันนั้น (ท่านผู้อ่านไม่ควรถามว่าวันไหน เพราะผมไม่ได้กะบันทึกไว้เป็นหลักฐานเอาไว้เล่าให้ลูกหลานฟัง ยิ่งสำหรับท่านผู้อ่านผมยิ่งไม่คิดจะบันทึกไว้เข้าไปใหญ่) ผมเกิดอยาก รู้จักคำว่า ‘อหิงสา’ ขึ้นมา แน่นอนว่า ไม่มีชายหนุ่มผู้ไหนที่ควรค่าแก่การโผเข้าใส่แล้วซบลงบนอกเท่ากับชายชาวอินเดีย หัวเหม่ง วางแว่นตากลมไว้บนจมูกงุ้มคนนี้...มหาตมา คานธี