Date
Columnists
แนวทางที่รัฐบาลชุดนี้ใช้ในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบไปสู่ประชาชน จากข่าวสารที่ผมติดตามกลไกในการแก้ปัญหาดังกล่าว น่าจะประกอบไปด้วยการโอนหนี้นอกระบบเข้ามาสู่ในระบบ จะทำให้ภาระดอกเบี้ยของ ลูกหนี้ลดลงเป็นจำนวนมาก และการออก "บัตรลดหนี้ วินัยดีมีวงเงิน" มาให้กับลูกหนี้ เพื่อช่วยสร้างวินัยทางการเงิน นอกจากนั้นยังมีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งระบบการเงินระดับราก หญ้า (micro finances) ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน
ประเทศไทยของเราได้รับข่าวดีมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ในการแถลงข่าวรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับเดือนกรกฎาคมของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับเพิ่มตัวเลข คาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP ประเทศไทยปี 2553 เป็นระดับ 6.5-7.5 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ปรับลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปลงเล็กน้อย ไปอยู่ที่ระดับ 2.5-3.8 เปอร์เซ็นต์ จากการชะลอตัวลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นปฐมและมาตรการของรัฐบาลในการลดค่าครองชีพและตรึงราคาสินค้าในตลาด
การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างน่าอิจฉาของประเทศจีนในช่วงราวหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับการเกิดขึ้นของวิกฤตสถาบันการเงินในประเทศสหรัฐอเมริกาได้จุดกระแสในการตั้งคำถามต่อชุดนโยบายเศรษฐกิจในลักษณะเสรีนิยมขึ้นอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก
ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผมได้เห็นข่าวที่น่าสนใจมากอยู่ชิ้นหนึ่งในแวดวงการเงิน นั่นคือคุณ Angela Merkel ที่ดำรงตำแหน่ง Chancellor ของประเทศเยอรมนี (ซึ่งน่าจะเทียบได้กับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของบ้านเรา) ได้ประกาศห้ามไม่ให้มีการทำธุรกรรมประเภท naked short selling ในตัวพันธบัตรรัฐบาลทั้งหมดที่ออกเป็นเงินสกุลยูโร รวมไปถึงตราสารอนุพันธ์บางชนิดที่เกี่ยวข้องกับพันธบัตรกลุ่มดังกล่าว และหุ้นสามัญของสถาบันการเงินที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกในประเทศเยอรมนีอีกด้วย
ผมเป็นคนหนึ่งครับที่เห็นด้วยกับแนวความคิดที่ว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายที่ยังคงดำเนินอยู่ในกรุงเทพมหานครในปัจจุบันเป็นเครื่องสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางด้านความคิดระหว่างกลุ่มชนในประเทศไทย และการแก้ปัญหาความวุ่นวายในครั้งนี้อย่างยั่งยืนไม่สามารถจะอาศัยเพียงแค่กำลังของทหาร ตำรวจ หรือหน่วยงานด้านความมั่นคงต่าง ๆ เพียงอย่างเดียวได้
ถ้านับกันคร่าว ๆ แล้ว ในช่วงสิ้นเดือนเมษายนของปีนี้ก็ถือได้ว่าประเทศไทยของเราได้ดำเนินนโยบายการเงินภายใต้นโยบายกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อมาเป็นเวลาครบ 10 ปีแล้วครับ โดยเราได้เริ่มต้นใช้นโยบายกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ว่านี้กันมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมของปี พ.ศ. 2543 ในบทความนี้ผมจะขอทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับการใช้นโยบายกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของบ้านเรากันสักครั้งครับ
นับตั้งแต่การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ subprime เป็นต้นมา ประเด็นหนึ่งที่เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางก็คือ ประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อป้องกันหรือทำลายการก่อตัวขึ้นของฟองสบู่ในตลาดตราสารทางการเงินประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้หรือตราสารทุน
ผมคิดว่าความผันผวนของราคาน้ำมันนี่เป็นเรื่องหนึ่งที่เราทุกคนเริ่มที่จะคุ้นชินกับมันครับ หากเราจะมาลองทบทวนความจำกันดูอีกครั้ง ในช่วงปี 2551 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับราว 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนมกราคม 2551 ไปสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 145 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนกรกฎาคม 2551
ผมคิดว่าการดำเนินนโยบาย ต่าง ๆ ขององค์กรธุรกิจ หน่วยงานราชการ รวมไปถึงตัวรัฐบาลเองนั้นต้องการเป้าหมายที่เป็นตัว ชี้วัดว่า การดำเนินนโยบายต่าง ๆ ของตนเองประสบความสำเร็จหรือไม่ ยกตัวอย่าง เช่น บริษัทเอกชนอาจมีการ ตั้ง เป้าหมายการเติบโตของกำไรในแต่ละปี เป็นต้น ส่วนตัวชี้วัดที่เรามักจะได้ยินจากภาครัฐบาลบ่อยครั้งก็คือตัวอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมรายได้ประชาชาติ หรือ GDP (gross domestic product)

