apichat@econ.tu.ac.th
วันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปฟังการบรรยายสาธารณะโดย Dani Rodrik นักเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนาชื่อดังแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ LSE แห่งกรุงลอนดอน เนื้อหาหลักของการบรรยายในวันนั้นคือการสรุปพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ระยะใกล้ของระบบทุนนิยมโลกและชี้ว่าเราควรจะมีหลักการอย่างไรในการสร้างทุนนิยมยุคสามในปัจจุบัน
ทุนนิยมในยุคแรก (Capitalism 1.0) หรือที่ Rodrik เรียกว่ายุคมหัศจรรย์แห่งตลาด (Miracle of Market) ซึ่งคือความเชื่อที่ถือว่าตลาดนั้นเป็นเครื่องยนต์แห่งการพัฒนาที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และมีพลวัตมากที่สุด ดังนั้นรัฐจึงไม่ควรแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ รัฐควรมีขนาดเล็ก หรือควรมีบทบาททางเศรษฐกิจน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (minimum state) เช่นการทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม หรือบังคับสัญญาของเอกชนก็เพียงพอแล้ว
ในทุนนิยมยุคสอง (Capitalism 2.0) นั้น ความเชื่อที่หยาบกระด้างและไม่สมจริงข้างต้นก็ถูกแทนที่ด้วยแนวคิดว่าด้วย "สถาบัน" (institution-กฎ กติกา) แนวคิดนี้เชื่อว่าตลาดดำรงอยู่อย่างโดดๆ โดยตัวมันเองไม่ได้ ตลาดเป็นเพียงสถาบันแบบหนึ่งที่ฝังตัวอยู่ภายใต้โลกของสถาบัน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ตลาดไม่สามารถกำกับหรือควบคุมตัวเองได้ ไม่สามารถรักษาเสถียรภาพ ไม่สามารถสร้างความชอบธรรมให้แก่ตัวเอง เนื่องจากหน้าที่เหล่านี้ที่ตลาดทำเองไม่ได้ ตลาดจึงต้องอาศัยสถาบันอื่นๆ ทำแทน
ดังนั้นความเชื่อเรื่องรัฐขนาดเล็กจึงเป็นเรื่องที่ผิดพลาด ในความเป็นจริงหรือในทางปฏิบัติแล้ว โลกยุคนี้ก็เป็นโลกที่แต่ละประเทศอยู่ภายใต้การดำเนินนโยบายแบบเคนส์และรัฐสวัสดิการ (Keynesian and welfare state) ในขณะที่ระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศก็อยู่ภายใต้การจัดการขององค์กรโลกบาล - IMF, World Bank, GATT ซึ่งโดยสาระสำคัญก็คือการบังคับให้การเคลื่อนย้ายทุนและสินค้าระหว่างประเทศเป็นไปอย่างช้าๆ ผ่านข้อกำหนดต่างๆ ที่ตกลงร่วมกัน เช่นการควบคุมบัญชีเงินทุน หรือการอนุญาตให้มีการเก็บภาษีนำเข้าในระดับสูง ดังนั้นรัฐแต่ละแห่งจึงยังดำรงอธิปไตยในการกำหนดกฎ กติกาทางเศรษฐกิจของตัวเองได้ (national autonomy)
เมื่อทศวรรษ 1980s มาถึง ซึ่ง Rodrik เรียกว่าทุนนิยมยุค 2.1 นั้น แนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberal) กลายเป็นแนวคิดครอบงำโลก แต่แนวคิดและแนวนโยบายนี้มีจุดอ่อน ซึ่งจะกลายเป็นสาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน คือความเชื่อว่าความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวของโลกในทางเศรษฐกิจ (deep economic integration) นั้นมีแต่ผลดี เช่นการแข่งกันลดภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุน ย่อมไม่มีผลเสีย และไม่จำเป็นที่จะต้องพัฒนาสถาบันไปพร้อมๆ กับการผนวกโลกให้เป็นหนึ่งเดียว พูดอีกแบบคือการปล่อยให้โลกผนวกกันไปก่อน แล้วค่อยปล่อยให้สถาบันพัฒนาตามหลัง
ส่วนในทางนโยบายก็เน้นโลกาภิวัตน์ทางการเงินและการค้าระหว่างประเทศภายใต้ WTO ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ก็คือวิกฤตการณ์การเงิน (ที่เกิดจากกฎเกณฑ์กำกับควบคุมที่อ่อนแอ ปัญหาความไม่สมดุลระหว่างเงินออมกับการลงทุนในระดับโลก (global imbalance) และระบบการค้าระหว่างประเทศที่ขาดความชอบธรรมในสายตาของประชาชนจำนวนมาก
กล่าวโดยสรุปก็คือ Rodrik เชื่อว่าวิกฤตปัจจุบันเป็นผลของการปล่อยให้เกิดโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจไปก่อนโดยที่สถาบันพัฒนาตามไม่ทัน พูดอีกแบบคือวิกฤตปัจจุบันเป็นผลของปัญหารากฐานที่ระบบเศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว แต่ระบบธรรมาภิบาล (governance system) ยังคงเป็นระดับประเทศ ทางแก้หนึ่งต่อปัญหารากฐานข้างต้นคือการปรับเปลี่ยนระบบธรรมาภิบาลจากระดับประเทศให้เป็นระดับโลก ซึ่งย่อมหมายความว่าแต่ละประเทศจะมีอิสระในการกำหนดกฎ กติกา และนโยบายต่างๆ ลดลงมาก แต่ความเป็นไปได้ในทางการเมืองของทางเลือกนี้ในปัจจุบันนั้นย่อมมีน้อยมาก แต่เอาเข้าจริงแล้ว ประเด็นปัญหาที่สำคัญกว่าความเป็นไปได้ทางการเมือง คือเราต้องการให้โลกในอนาคตเป็นแบบข้างต้น หรือไม่ที่ทุกประเทศต้องมีสถาบันต่างๆ เหมือนกันหมด ทั้งๆ ที่แต่ละประเทศมีความแตกต่างจากกัน ซึ่งมีนัยว่าแต่ละแห่งย่อมต้องการสถาบันที่ตอบสนองต่อความต้องการที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่นความต้องการหลักของประเทศกำลังพัฒนาก็คือการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (structural transformation) ประเทศโลกที่สามเหล่านี้จึงต้องการกฎ กติกาของภาคการเงินที่สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่นต้องการระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือการปล่อยสินเชื่อเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ในขณะที่กฎ กติกาของภาคการเงินโลกยุค 2.1 ที่ผ่านมาไม่มีที่ทางให้แก่ความต้องการเหล่านี้ของประเทศกำลังพัฒนา
ดังนั้นคำถามหลักในปัจจุบันคือเราควรจะมีหลักการอย่างไรในการสร้างกฎ กติกาในระดับโลกของทุนนิยมยุค 3.0 ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของประเทศต่างๆ และในขณะเดียวกันก็สามารถผนวกรวม (integration) ระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ เข้าด้วยกันได้ด้วย
Rodrik ตอบคำถามนี้ในเชิงกระบวนการโดยเสนอวิธีการสร้างกฎ กติกามากกว่าที่จะระบุไปว่าตัวกติกาคืออะไร ที่สำคัญคือกระบวนการสร้างกฎนี้จะต้องยอมรับก่อนว่า หนึ่ง มันไม่ได้มีกฎแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงเท่านั้นที่จะสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของแต่ละประเทศ พูดอีกแบบคือมันอาจมีกฎได้หลายแบบที่ทำหน้าที่เดียวกันหรือให้ผลเหมือนกันได้ สอง แต่ละประเทศมีสิทธิที่จะปกป้องสถาบันทางสังคมเศรษฐกิจของตัวเองได้ แต่เราก็ไม่มีสิทธิที่จะไปบังคับให้ประเทศอื่นๆ ทำตามสถาบันของเราที่เราชื่นชม
จากหลักการสองข้อนี้ Rodrik เสนอต่อไปว่า กฎ กติกาหรือสถาบันพื้นฐานในระดับระหว่างประเทศของยุค 3.0 นั้นควรมุ่งไปที่การสร้างวิธีการผนวกรวมระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน (system of interface) ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้าง "กฎจราจร" (traffic rules) ที่อนุญาตให้แต่ละประเทศสามารถเลือกระดับความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจตัวเองเข้ากับระดับโลกได้ตามที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งในแง่หนึ่งก็คือการปล่อยให้ประเทศหนึ่งๆ เลือกกฎ กติกาเพื่อการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในระดับที่ตนต้องการได้ และเหนือสิ่งอื่นใดนั้นคือกระบวนการผนวก-เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจดังกล่าวจะต้องผ่านกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยภายในประเทศ พูดอีกแบบคือวัตถุประสงค์หลักของกฎจราจรระหว่างประเทศนี้ก็เพื่ออนุญาตให้แต่ละประเทศทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนามีอิสระพอเพียงที่จะเลือกนโยบายหรือกฎ กติกาที่เหมาะสมกับตัวเองได้ โดยผ่านกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของกฎจราจรข้างต้นนั้นก็พอมีอยู่แล้วในปัจจุบัน ดังเช่นกฎ "escape clause" หรือกฎเรื่อง safe-guard ของ WTO ซึ่งก็คือข้อยกเว้นต่างๆ ที่อนุญาตให้ประเทศสมาชิกสามารถที่จะไม่ทำตามกฎปกติได้ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ข้อเสนอของ Rodrik ณ จุดนี้ คือเราควรสร้างระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศในลักษณะที่ยกระดับข้อยกเว้นที่ในปัจจุบันถูกนำมาใช้ในกรณีพิเศษ หรือกรณีเฉพาะๆ เท่านั้นให้กลายเป็นข้อยกเว้นที่มีลักษณะทั่วไป
ข้อเสนอทั้งหมดนี้ Rodrik เชื่อว่ามันจะแก้ปัญหาสำคัญสองประการของกระบวนการโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน คือหนึ่ง การขาดความชอบธรรม (legitimacy) ในสายตาของประชาชนจำนวนมาก ดังเช่นที่ขบวนการต่อต้านการค้าเสรีเรียกร้อง สอง ความไม่เท่าเทียมของการกระจายผลประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อหาที่ว่าประเทศพัฒนาแล้วพยายามที่จะบังคับให้ประเทศโลกที่สามทำตามกฎระหว่างประเทศที่ไม่เหมาะสมกับระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของตัวเอง เพื่อประโยชน์ของตนเป็นหลัก ในขณะเดียวกันเขาก็หวังว่าหากข้อเสนอของเขาสามารถแก้ปัญหาทั้งสองได้ ก็จะทำให้กระบวนการโลกาภิวัตน์หรือการผนวกรวมทางเศรษฐกิจซึ่งมีข้อดีในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจโลกดำเนินต่อได้
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 กรกฎาคม 2552

