apichat@econ.tu.ac.th
อาจารย์ Rruno S. Frey แห่งมหาวิทยาลัย Zurich พิมพ์หนังสือชื่อ Happiness : A Revolution in Economics เมื่อปีที่แล้ว หนังสือเล่มนี้เป็นตัวอย่างความพยายามของแกในฐานะนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่จะผสมหลักรัฐศาสตร์ สังคมวิทยา และวิชาจิตวิทยาเข้ากับเศรษฐศาสตร์ ความพยายามผสมศาสตร์ทั้งสามเข้าด้วยกันทำให้เขาค้นพบว่า ความเป็นประชาธิปไตยเพิ่มความสุขในชีวิตให้กับคนเราโดยตรง
โดยทั่วไปแล้วผู้นิยมชมชอบระบอบประชาธิปไตยมักให้เหตุผลว่า มันเป็นทั้งระบอบที่มีคุณค่าในตัวมันเอง เพราะมันเน้นให้ประชาชนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และเป็นเครื่องมือที่ดีในแง่ที่มันเปิดให้เราเห็นได้ว่าประชาชนชอบอะไรและไม่ชอบอะไร (preference) แต่ Frey เน้นว่าประชาธิปไตยมีผลโดยตรงกับระดับความสุขของประชาชน กล่าวในรายละเอียดแล้ว Frey มีข้อเสนอหลัก 2 ข้อ คือ หนึ่ง ยิ่งสังคมใดมีระดับความเป็นประชาธิปไตย (สถาบันแบบประชาธิปไตย) มาก คนในสังคมนั้นก็ยิ่งมีระดับความสุข (happiness) หรือความพอใจในชีวิตของตัวสูง (life satisfaction) สอง ระดับของสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง (right to participation) มีผลโดยตรงต่อความสุข แม้ว่าเขาจะไม่ได้ใช้สิทธินั้นๆ ก็ตาม
ในข้อหนึ่งนั้น การค้นพบเกิดขึ้นจากการทำแบบสำรวจประชาชน 25,000 คน ใน 28 ประเทศในช่วงปี 1988-1998 โดยให้ตอบคำถามว่า "เมื่อคุณคิดในภาพรวมของทุกวันนี้แล้ว คุณคิดว่าคุณมีระดับความสุขมากน้อยแค่ไหน" โดยมีคำตอบให้เลือก 4 ลำดับ คือ เป็นสุขมาก เป็นสุขพอสมควร ไม่ค่อยสุขนัก ไม่มีความสุขเลย ผลการวิเคราะห์พบว่า ระดับความเป็นประชาธิปไตยมีผลทางบวกต่อระดับความสุขโดยตรง กล่าวคือ สังคมที่ยิ่งมีสถาบันความเป็นประชาธิปไตยมาก คนในสังคมนั้นมีผลต่อความสุขในระดับสูงด้วย กล่าวคือ หากเราให้คะแนนเต็มกับความเป็นประชาธิปไตยว่ามีค่าเท่ากับ 10 แล้ว สังคมใดที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้นหนึ่งแต้มก็จะทำให้ระดับความสุขของสังคมนั้นเพิ่มขี้น มีค่าเทียบเท่ากับการที่ประชาชนในสังคมนั้นมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 4,500 ดอลลาร์ต่อคนต่อปีทีเดียว
ระดับของสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง (right to participation) มีผลโดยตรงต่อความสุข แม้ว่าเขาจะไม่ได้ใช้สิทธินั้นๆ ก็ตาม ข้อค้นพบนี้ได้จากการศึกษาประชาชน Switzerland กว่า 6,000 คน ในปี 2002 ทั้งๆ ที่ประเทศนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีระดับความเป็นประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) สูงมาก แต่เขตการปกครองต่างๆ ของประเทศนี้ก็มีระดับความเป็นประชาธิปไตยทางตรงไม่เท่ากัน ในบางเขตประชาชนมีสิทธิทั้งการยื่นข้อเสนอต่างๆ (popular initiative) ให้สังคมตัดสินหรือมีสิทธิในการลงประชามติ (popular referenda) ในประเด็นต่างๆ มากกว่าเขตอื่นๆ การศึกษาพบว่าประชาชนในเขตที่มีสิทธิความเป็นประชาธิปไตยทางตรงสูงกว่านั้น ระดับความสุขก็จะสูงกว่าด้วย ตัวอย่างเช่น เขต Geneva ที่มีสิทธิในระดับ 1.75 ซึ่งต่ำกว่าเขต Basel-Landschaft ที่มีสิทธิในระดับ 5.69 จากคะแนนต็ม 10 หากประชาชนคนหนึ่งจากเขต Geneva ย้ายไปอยู่เขต Basel-Landschaft แล้ว คนคนนี้จะมีโอกาสสูงขึ้นถึง 11% ที่จะตอบว่าตนมีความสุขในระดับสูง ข้อค้นพบนี้แสดงว่าโอกาสที่ระดับความสุขของประชาชนจะเพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้ขึ้นกับว่าคนคนนั้นจะใช้สิทธิประชาธิปไตยทางตรงนั้นๆ จริงๆ หรือไม่ ขอเพียงแค่มีการรับรองสิทธิก็พอแล้ว
Frey เสนอต่อว่าการที่ประชาธิปไตยเพิ่มความสุขให้แก่ผู้คนนั้นเกิดจากที่ตัวแปรซึ่งวัดระดับความสุขนั้นประกอบด้วยความพอใจ 2 แบบ คือ ความพอใจในผลลัพธ์ (outcome utility) ของระบอบประชาธิปไตย และความพอใจในกระบวนการ (procedural utility) ประชาธิปไตยในแบบแรกนั้นคนเรามีความสุขเพิ่มขึ้น เพราะประชาธิปไตยเป็นระบอบการตัดสินใจทางการเมืองที่มีความเป็นไปได้สูงสุดที่การตัดสินใจจะทำให้คนส่วนใหญ่มีความสุข ส่วนในแบบที่ 2 นั้นเป็นความพอใจที่เป็นผลโดยตรงจากการที่ประชาชนมีสิทธิเข้าร่วมการตัดสินใจทางการเมืองด้วยตัวเอง สิทธินี้รวมความถึงการที่ประชาชนมีสิทธิที่จะประกาศว่าตนมีจุดยืนใดๆ ทางการเมืองก็ได้ ไม่ว่าผลลัพธ์จากการลงคะแนนเสียงของเขาจะมีผลกระทบต่อจุดยืนของเขาหรือไม่ก็ตาม
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 25 พฤษภาคม 2552

